แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 8/10 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 8/10 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

The Light Between Oceans - M. L. Stedman

คะแนน : 8
ช่วงนี้ทำไมไม่ค่อยมีเรื่องที่นึกอยากอ่านไม่รู้ บางทีจะหานิยายสักเล่มเสียเวลานั่งเช็ครีวิวไปเยอะซะจนคิดว่าถ้าไม่คิดมากเอามาอ่านเลยก็อ่านจบไปแล้วล่ะ ใช้เวลาน้อยกว่าการพยายามหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจซะอีก ชักจะรำคาญตัวเองเล่มนี้เราเลยไม่คิดเยอะเห็นเรื่องย่อพอน่าสนใจดาวดีพอควรก็ลองเลย แล้วก็คุ้ม

ทอม เชอร์บอร์น กลับมาบ้านเกิดออสเตรเลียหลังจากไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้จะกลับมาพร้อมเหรียญกล้าหาญแต่เขาก็ไม่มีความสงบใจ จึงไปขอรับงานเป็นผู้ดูแลประภาคารบนเกาะเล็กนอกชายฝั่ง เขาพบรักและแต่งงานกับหญิงสาวชื่ออิซาเบล และพาไปอยู่ด้วยกันบนเกาะเพียงสองคน ผ่านไปหลายปีหลังจากการสูญเสียลูกในท้องหลายครั้ง วันหนึ่งก็มีเรือลำหนึ่งลอยมาติดเกาะ บนเรือมีศพชายคนหนึ่งพร้อมเด็กทารกหนึ่งคน ทอมและอิซาเบลตัดสินใจเลี้ยงเด็กคนนั้นขึ้นมาในฐานะลูกสาวของตนเอง ผลที่ตามมาคือการต่อสู้ระหว่างความรักในครอบครัวกับสำนึกเรื่องความถูกต้องในจิตใจ

เนื้อเรื่องของนิยายเล่มนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ประเด็นหลักของเล่มนี้เป็นสิ่งที่เกิดในจิตใจของตัวละครมากกว่า เป็นความท้าทายมโนธรรม ถ้าต้องอยู่ระหว่างการกระทำที่จะทำร้ายครอบครัวตัวเองไปทั้งชีวิต กับการมีความสุขที่เกิดบนความทุกข์ของผู้อื่นต่อไป เวลาอ่านแล้วจะเกิดคำถามว่าถ้าสมมุติเราเจอแบบนั้นเราจะทำยังไง คงจะลำบากใจน่าดู แต่โชคดีในชีวิตจริงคงไม่เจอเรื่องแบบนั้นกันง่ายๆ หรอก แต่มันก็เป็นการทดสอบจิตใจคนอ่านเหมือนกันนะ บอกไม่ได้หรอกว่าใครถูกใครผิด บอกได้แต่ว่าเข้าใจและเห็นใจตัวละครในเรื่องทุกคน

เราชอบสำนวนการเขียนของนิยายเล่มนี้ อย่างประโยคที่ว่า "เมื่อภรรยาสูญเสียสามี จะมีศัพท์ใหม่มาใช้แทนสถานะ เธอกลายเป็นแม่ม่าย เมื่อสามีเสียภรรยาเขากลายเป็นพ่อม่าย แต่ถ้าพ่อแม่สูญเสียลูก ไม่มีคำพิเศษมาช่วยตีตราความทุกข์โศกนั้นเลย" หรือว่า "ให้อภัยและลืมมันไป ไม่ใช่ง่าย แต่เหนื่อยน้อยกว่ามาก การให้อภัยนั้นทำครั้งเดียว แต่ถ้าจะคับแค้นใจ ต้องทำตลอดวันตลอดไป" ผู้แต่งบรรยายสภาพความคิดจิตใจตัวละครได้ดีมากๆ ฉากที่อิซาเบลวิ่งออกไปนอกบ้านหลังเพิ่งเสียลูกไปนี่อ่านแล้วหัวใจขาดเป็นริ้วๆ เลย จดหมายที่ทอมเขียนถึงอิซาเบลจากในคุกก็ทำเราน้ำตาร่วง

ถึงแม้จะมีความในใจตัวละครเยอะ แต่ก็ยังสามารถรักษาระดับความเร็วของการดำเนินเรื่องได้ดี ไม่มีตอนที่รู้สึกว่าเอื่อย บอกเล่าเนื้อเรื่องได้น่าสนใจ มีเหตุการณ์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นต่อๆ มาเป็นลูกโซ่ ดึงดูดให้อยากรู้ความเป็นไปของตัวละครได้ตลอดเรื่อง ตอนเล่าจากมุมอิซาเบลบางทีเราก็เข้าใจที่เธอโกรธแค้นทอม แต่พอเห็นฮันน่าห์เราก็โคตรสงสารเลย เข้าใจทอมเหมือนกันแล้วก็คิดว่าอิซาเบลเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมคืนลูก ตอนจบเศร้าไปหน่อยแต่ทำไงได้  สถานการณ์แบบนั้นคงยากที่ทุกคนจะทำใจให้มีความสุขหมดทุกคนได้

อ่านจบแล้วเรารู้สึกว่ามันเศร้า แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากให้เรื่องนี้จบดีกว่านี้ยังไง ไม่รู้จะเปลี่ยนเหตุการณ์ตรงไหนในเรื่อง สุดท้ายต้องทำใจแล้วก็ยอมรับกับการกระทำ เสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วมันไม่มีประโยชน์ ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่ คนเราคงมองภาพใหญ่ทั้งหมดของชีวิตตนเองไม่ออก เราไม่รู้หรอกว่าการกระทำแต่ละครั้งอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปยังไง อะไรจะดีกับชีวิตเราโดยรวมมากกว่า ได้แค่พยายามทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด ที่เหลือก็แล้วแต่เบื้องบน ตัวเอกในเรื่องคงคิดอย่างนี้

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

The Great Escape - Susan Elizabeth Phillips

คะแนน : 8 ตั้งแต่ที่เห็น AAR ให้เรื่องนี้มา C+ เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ทำให้เราต้องรีบขยับลดระดับความคาดหวังของตัวเองลงทันที อย่ารอลุ้นมากจะได้ไม่กดดันตอนอ่านจริง ยังไม่ได้อ่านรีวิวอันนั้นเลย เดี๋ยวจะกลับไปดูอีกทีว่าทำไมเกรดต่ำจัง เพราะเมื่อได้อ่านเองแล้วเราว่าเล่มนี้มันก็สนุกดีนี่นา แค่ขึ้นหน้าที่ 4 เท่านั้นก็เรียกเสียงหัวเราะพรืดแรกของเราได้แล้ว ตลอดเรื่องก็ขำกิ๊กกั๊กไปเกินสิบ มีหนนึงเราฮาก๊ากนาน 30 วินาทีเลย

ตอนต้นเรื่องเหมือน Hot Shot ลูซี่หนีออกจากงานแต่งงานของตัวเองใน Call Me Irresistible ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์หนีหายไป แต่หลังจากนั้นเรื่องจะไปคล้ายๆ พวก Breathing Room, This Heart of Mine, Natural Born Charmer มากกว่า ตัวละครที่กำลังเสียศูนย์กับชีวิตมาอยู่ด้วยกันในบ้านพักริมทะเลสาบ บวกกับคู่รองที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน เป็นเรื่องที่เดินตามสูตรประจำของ SEP ทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่เราชอบสูตรนี้น่ะ แล้วเราชอบตัวละครของ SEP จริงๆ

ทั้งเรื่องมีตัวละครแค่ไม่กี่คนหรอก หลักๆ แค่ 5-6 คนเอง เพี้ยนๆ สติแตกกันนิดหน่อยแต่ก็น่ารัก ทุกคนมีปัญหาชีวิตของตัวแต่ก็พยายามจะจัดการตั้งศูนย์ตัวเองอยู่ เป็นกลุ่มคนที่ทำให้การได้รู้จักกันเป็นสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่เดินผ่านไปผ่านมาในชีวิต ลูซี่หนีออกมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แล้วก็มาใช้เวลาตั้งหลักค้นหาตัวเอง (ในคราบของ the girl with the fake dragon tattoo) ^_^ คุณพี่หมีแพนด้าก็เป็นพระเอกที่โอเคนะ ส่วนบรีก็แทบจะเป็นนางเอกอีกคนได้เลย ฉากตอนที่กอดกับเด็กชายโทบี้ซึ้งมาก มีช่วงท้ายเรื่องเท่านั้นที่รู้สึกว่าเรื่องยืดไปหน่อย แต่โดยรวมๆ เล่มนี้ก็น่าพอใจมาก

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Tangle of Need (Psy-Changeling #11) - Nalini Singh

คะแนน : 8
อ่าน Fifty Shades #3 ไปได้ 1/3 เล่ม ยิ่งอ่านยิ่งขัดใจ เปลี่ยนมาอ่านชุด Psy-Changeling เล่มใหม่แทนดีกว่า ตอนแรกไม่ค่อยรอลุ้นเล่มนี้เท่าไหร่ เพราะหลังจบเรื่อง Kiss of Snow ที่เรารู้สึกว่ามันพีคมาก เล่มถัดมาก็คงจะดร็อปลง พวกตัวละครอื่นก็เป็นตัวรองๆ ถ้ายังไม่ใช่เรื่องของคาเล็บ ก็คิดไปเองว่ามันยังไม่น่าติดตามเท่าไหร่ พระเอกก็เป็นคนที่เราไม่ค่อยชอบหน้าเพราะเป็นกิ๊กเก่าอินดิโก้ แล้วตั้งแต่ได้เห็นหน้าปกอันแสนเสล่อของเล่มนี้บนเว็บผู้แต่ง ก็ยิ่งทำให้พาลไม่อยากอ่านเข้าไปใหญ่ แต่ดีนะที่เนื้อเรื่องกับหน้าปกมันคนละระดับกันเลย เล่มนี้สนุกมาก

เตือนสปอยล์
ตัวเอกเล่มนี้เป็นหมาป่าสโนว์แดนเซอร์ทั้งสองคน คือ รีอาซ อดีตเพื่อนแถมโปรโมชั่นของอินดิโก้ที่เพิ่งย้ายกลับมาจากยุโรป กับ เอเดรีย น้าสาวที่อายุมากกว่าอินดิโก้ไม่กี่ปี คนที่เคยมีปัญหาชีวิตคู่อันเนื่องมาจากมี dominance เหนือกว่าฝ่ายชาย ต่างคนต่างมีความหลังช้ำรักมาทั้งคู่ รีอาซนี่หนักเพราะว่าดันไปเจอผู้หญิงที่จะเป็นคู่ตอนที่ฝ่ายนั้นแต่งงานมีความสุขไปแล้ว ความสัมพันธ์ของตัวเอกเล่มนี้ก็มีอุปสรรคใหญ่ที่รีอาซมี mating bond กับคนอื่นนี่ล่ะ เป็นภูมิหลังของตัวละครแบบที่ไม่เข้าสเปกเราซะเลย แต่ปรากฏว่ากลายเป็นดี เพราะเล่มนี้คู่หลักไม่น่าสนใจก็ไม่ต้องเน้นบทที่สองคนนี้ ไปเน้นการดำเนินเรื่องอย่างอื่นแทน

เราไม่ค่อยได้ตามข่าวคราวของเล่มนี้มาก่อนเลยเซอร์ไพรส์มากที่เล่มนี้มีบทของฮอว์คกับเซียนน่าเยอะ  อ่านแล้วก็ปลื้ม ฉากหวานเพียบ มีฉากงานแต่งงานที่น่าประทับใจด้วย แล้วฉากช่วยกันทำคุกกี้ก็น่ารักม้ากมาก ได้เห็นชีวิตหลังแต่งงานของคู่โปรดจุใจเลย อ่านไปยิ้มไป คู่อื่นๆ ที่กล่าวถึงก็น่ารักหมด แล้วก็มีคู่ที่ได้ข่าวดีเล่มนี้ด้วย เสียดายที่ไม่ค่อยกล่าวถึงพวกดาร์คริเวอร์ แต่ฝั่งเสือนั้นตัวละครน้อยกว่า มีคู่ไปหมดแล้วด้วย แต่ฝั่งหมาป่ายังเหลือพวกลูกน้องฮอว์คอีกตั้งหลายคน

เนื้อเรื่องเล่มนี้ทำให้ซีรีส์เดินหน้าไปเยอะมาก นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครกับสายสัมพันธ์ในฝูงแล้ว ก็มีเหตุการณ์เยอะแยะที่เกี่ยวกับการเมืองของโลกในเรื่อง มีการตัดไปกล่าวถึงตัวละครจากฝ่ายต่างๆ ทั้งพวกไซ แอร์โรว์ แล้วก็กลุ่ม Human Alliance กับกลุ่มพันธมิตรเชนจลิงก์อื่นๆ แปลกดีที่ซีรีส์นี้มีตัวละครเยอะมาก แต่เราดันจำได้ ในขณะที่ตอนเราอ่าน Angel's Dance เราจำเจสซามีกับแกเล็นไม่ได้เฉยเลย นึกว่าตัวละครใหม่

อ่านสนุกมากทั้งเล่ม เรื่องของรีอาซกับเอเดรียก็ไม่น่าเบื่อหรอก ได้ทางออกที่ค่อนข้างสวยงามพอสมควร ชีวิตขึ้นอยู่กับตนเองมากกว่าชะตาลิขิต แล้วก็ลุ้นกับตัวละครลับที่หยอดมาจากเล่มก่อน มีการต่อยอดสถานการณ์ออกมา ท้ายเรื่องแอกชั่นเยอะนะ สนุกดี และเล่มนี้บทคาเล็บเยอะกว่าแต่ก่อนมาก ใกล้จะถึงเล่มของเขาแล้วใช่มั้ย ชักจะตื่นเต้น แล้วหน้าสุดท้าย ว้าว ใครอ่ะ

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Great Gatsby - F. Scott Fitzgerald

คะแนน : 8 นิยายคลาสสิคนี่มันก็มีเหตุผลที่เขายกให้เป็นนิยายคลาสสิคนะ นานๆ ทีสลับเอาเรื่องบนหิ้ง (หมายถึงเรื่องคลาสสิคที่ให้โหลดฟรีใน Public Domain) มาอ่านบ้างก็ไม่ค่อยผิดหวัง

คนที่ขึ้นต้นเรื่องเล่าของเขาด้วยการบอกว่าจะไม่ตัดสินใคร ก็เป็นที่แน่นอนว่าชีวิตมนุษย์ในเรื่องที่เล่าคงไม่สวยงามเท่าไหร่ โทนเสียงของนิคนี่เยาะหยันเหยียดหยามโลกมากเลยนะ  แต่ชอบอ่ะ เวลาอ่านภาษาอังกฤษเก่าๆ หน่อยแบบนี้ เรานึกถึงภาษาไทยแบบของหลวงวิจิตรวาทการ

แกตสบี้เป็นตัวละครที่ larger than life มาก แบบที่ตัวละครหญิงในเรื่องบอกว่า สายตาแกตสบี้ที่มองเดซี่ เป็นสายตาแบบที่หญิงสาวทุกคนอยากถูกมองแบบนี้บ้างบางครั้ง เราอ่านฉากที่แกตสบี้ขอร้องนิคให้เชิญเดซี่มาที่บ้าน เรายังอิจฉาวูบนึงเลย ว่าแต่ผู้หญิงคนนี้มีอะไรดีเหรอ เหตุผลที่แกตสบี้งมงายกับเดซี่นี่ cynical สุดๆ

เรานึกไม่ออกว่าฉบับหนังจะถ่ายทอดออกมาเท่าในหนังสือได้ไง เพราะนี่ไม่ใช่หนังสือที่รับรสได้จากเนื้อเรื่อง แต่ต้องรับรสจากภาษาและการเล่าเรื่อง ดีที่สุดที่ภาพยนตร์จะเทียบเคียงนิยายได้ หนังต้องออกมาแล้วคนดูประทับใจระดับที่ดู Casablanca ถึงจะเรียกว่าไม่ทำให้เรื่องต้นฉบับขายหน้า บารมีลีโอจะถึงบทแกตสบี้รึเปล่าเนี่ย

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Proposal - Mary Balogh

คะแนน : 8 นี่เป็นเรื่องของเกว็น ตัวละครรองที่รู้จักมานาน ปรากฏตัวในเรื่องก่อนๆ ของ Mary Balogh มาไม่รู้กี่เรื่องแล้ว ทุกครั้งที่กล่าวถึง ก็มีใบ้ตลอดนะว่า เดี๋ยวคงจะมีเล่มที่เป็นเรื่องของเธอเอง แต่ก็ข้ามมาตั้งหลายซีรีส์แล้วนะเนี่ย ตั้งแต่ One Night For Love, ชุด Slightly, ชุด Simply รวมไปสิบกว่าเล่ม ในที่สุดพอได้เป็นนางเอก ก็กลายมาเป็นเล่มเปิดตัวซีรีส์ใหม่ ที่กล่าวถึงสมาชิก The Survivors Club ที่เป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางกายหรือทางใจมาจากสงครามนโปเลียน หลังจากสมาชิกพักฟื้นรักษาตัวหายแล้วก็แยกย้ายกันไป แต่ทุกปีจะมารวมตัวกันอีกครั้งที่บ้านดยุคหัวหน้ากลุ่ม

ตอนแรกแอบกลัวเรื่องนี้นะเลยไม่กล้ารีบอ่าน ภูมิหลังคร่าวๆ ของตัวละครเหมือนจะหนักแล้วก็เครียดน่าดู เกว็นเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว และมีอาการเดินเขยกจากอุบัติเหตุที่เคยตกม้า ตอนแต่งงานครั้งแรกเจออะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ถึงมีท่าทีเศร้าลึกๆ อยู่ตลอด ส่วนพระเอก ฮิวโก้ ก็เป็นฮีโร่สงคราม แต่ถูกส่งตัวกลับบ้านเพราะมีอาการฟั่นเฟือน เพราะความเป็นมาของพระนางเรื่องนี้ดูรันทด ทำให้หวั่นนิดหน่อยว่าจะเจอพวกตัวเอกอมทุกข์แบบที่เราไม่ชอบอ่าน

เริ่มต้นเล่มด้วยการเกริ่นนำความเป็นมาของคลับ ดูสภาพสมาชิกแต่ละคนคงผ่านมาหนักหนาสาหัส แต่ไม่นานเราก็เริ่มสบายใจได้ ทุกคนดูท่าทางโอเคทีเดียว คุยกันขำขำได้ (แต่เยอะอ่ะ ตัวละครโผล่มาทีเดียวตั้ง 7 คน จำชื่อไม่ได้) ส่วนทางเกว็นนั้นมาพักกับเพื่อนที่อยู่ใกล้แถวนี้ มาเดินเล่นแล้วล้มขาแพลง ฮิวโก้เลยต้องช่วยพากลับมาดูอาการที่บ้านดยุค แต่ถ้าเป็นพวกเพื่อนพระเอกในเรื่องก็คงฮานะ พระเอกเพิ่งโจ๊กหยกๆ ว่าเดี๋ยวไปเดินเล่นชายหาดแล้วถ้าเจอผู้หญิงจะขอแต่งงาน แล้วพอกลับมาก็อุ้มผู้หญิงกลับมาจริงๆ

เราชอบเกว็นนะ ชอบมาตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านในเรื่องของลอเรน (A Summer To Remember) พอเข้าเล่มนี้ แค่ฉากคุยกันครั้งแรกระหว่างพระเอกนางเอก เราก็โล่งใจ รู้สึกว่าชอบตัวละครสองคนนี้ เพราะฉะนั้นก็หายห่วงได้ ด้วยฝีมือการเขียนของ MB แค่ได้ตัวละครถูกใจก็พอแล้ว ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นไง อ่านจบแล้วก็ต้องชอบแน่

เรื่องอ่านเพลินตั้งแต่บทที่หนึ่ง เราชอบสไตล์การเขียนของ MB จริงๆ นะ อธิบายไม่ถูกว่ายังไง รู้แต่ว่าแต่ละประโยคมันลื่นไหล เหมือนเนยละลาย รู้สึกอ่านแล้วละมุนดี ทั้งบทสนทนา การบรรยายบุคลิก และการพรรณนาความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร ทำได้ดีไปหมดเลย ทำให้เข้าถึงตัวละครได้ลึกซึ้ง อ่านแล้วมีทั้งยิ้ม หัวเราะ ทั้งเห็นใจเข้าใจ และเอาใจช่วย เกว็นกับฮิวโก้เจอเรื่องหนักมา แต่ไม่ใช่พวกพร่ำเพ้อ ทั้งคู่มีเหตุผลและก็พยายามที่จะใช้ชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด แล้วก็ Choose with both your head and your heart

ประเด็นหลักในเรื่องนี้คือการจัดการกับความรู้สึกผิด และการเยียวยาบาดแผลทางใจ ทำให้เราย้อนนึกถึงสิ่งที่เราเคยอ่านมาว่า ความเจ็บปวดเป็นกลไกการป้องกันตัวของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการระบบประสาทรับความเจ็บปวดมาเพื่อเป็นเครื่องเตือนภัยกระตุ้นให้ร่างกายหลบเลี่ยงอันตราย แล้วถ้างั้นความเจ็บปวดใจล่ะ ธรรมชาติมอบให้คนเรามีความเจ็บปวดใจไปเพื่อประโยชน์อะไร เราก็พยายามนึกหาคำตอบ ยังไม่ได้ข้อสรุปหรอก แต่ก็เป็นได้ว่า จิตใจคนเราต้องรู้จักความเจ็บปวด เพื่อเป็นประสบการณ์สำหรับคราวหน้า ช่วยให้เราเลือกที่จะดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น อยู่ต่อไปได้

เหมือนเรื่องจะหดหู่ แต่ไม่เลย มีฉากตลกน่ารักที่ทำให้ขำหลายฉากมาก บุคลิกฮิวโก้ที่ดูเคร่งเครียด อดีตทหาร พูดน้อย ยืนตัวแข็งทื่อ หน้าตาถมึงทึงตลอด แต่จริงๆ น่ารักผิดคาดมาก ไอ้ที่พูดโผงผางกับนางเอกมาแต่ละครั้งนี่ฮาตลอด นอกจากฉากที่แอบขำแล้วเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายฉากที่เราชอบ ตอนขอแต่งงานกลางเรื่องก็ดี ที่ซึ้งสุดๆ ก็ฉากที่หลบออกมาคุยกันตอนงานบอลล์ และฉากที่งานเลี้ยงในสวน กรี๊ดในใจ วูล์ฟริค! วูล์ฟริค! มาพูดแค่ประโยคเดียวแหละค่ะ แต่เป็นหมัดอัปเปอร์คัตชนะน็อค ช่วยจบฉากการเผชิญหน้าตรงนั้นได้อย่างสวยงามทรงพลังมาก แล้วก็ตอนที่ฮิวโก้ยิ้มตอนสุดท้าย อ๊ายย (คงเหมือนฮัลค์ยิ้มเลยนะ) ชอบมากเลยเล่มนี้ อ่านสนุกทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

The Proposal ถือเป็นเล่มเปิดตัวเรื่องชุดใหม่ที่ดีมาก แต่ก็มีฐานะเป็นเรื่องปิดไตรภาคของ One Night for Love กับ A Summer to Remember ด้วย ไหนๆ ในเล่มนี้ก็มีตัวละครเชื่อมโยงมาจากเรื่องเก่า เอาคะแนนที่เราให้เล่มก่อนๆ ไว้มาให้ดูค่ะ พระเอกนางเอกในเรื่องก่อนๆ ก็รับเชิญมาปรากฏตัวในเล่มนี้บ้าง ไม่ได้มีบทเยอะมาก ถ้าไม่เคยอ่านก็ไม่งง แต่ก็ถือเป็นโบนัสให้แฟนๆ ที่เคยติดตามกันมา

The Bedwyn Prequels One Night for Love
6.5
เรื่องพี่ชายของเกว็น ไม่ชอบทั้งพระเอกและนางเอกเรื่องนี้
A Summer to Remember
7
ลอเรนสนิทกับเกว็นมาก เป็นเล่มที่เราอ่านเรื่องแรกในชุด ชอบพี่น้องเบดวินในเรื่องนี้
The Proposal
8
The Bedwyn Saga Slightly Married
6
Slightly Wicked
8
Slightly Scandalous
8
เลดี้อารมณ์ร้าย กับ มาร์ควิสเจ้าเสน่ห์
Slightly Tempted
5.5
ผู้ชายเฮงซวย กับ ตุ๊กตาบลายธ์
Slightly Sinful
7
Slightly Dangerous
8.5
เรื่องของวูล์ฟริค ท่านดยุคผู้สยบสามโลก
The Simply Quartet Simply Unforgettable
6.5
Simply Love
7.5
Simply Magic
6.5
Simply Perfect
6.5
พระเอกเป็นญาติๆ กับเกว็น

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Serpent's Shadow (Kane Chronicles #3) - Rick Riordan

คะแนน : 8 เล่มนี้สนุก ลุยตั้งแต่เริ่ม เนื้อเรื่องตามสูตรทุกอย่าง มีเส้นตายหายนะที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้ทันเวลา เทพอสรพิษอโพฟิสกำลังจะคืนอำนาจ เกินกำลังที่สองพี่น้องเคนจะต่อกรได้ แซดี้กับคาร์เตอร์จึงต้องออกไปตามหาเงาวิญญาณของอโพฟิสมาเป็นเครื่องมือต่อสู้

การดำเนินเรื่องดูเหมือนจะเทน้ำหนักให้ฝั่งแซดี้มากขึ้นนิดนึง ประมาณ 55-45 กลับกันกับสองเล่มก่อนที่เน้นคาร์เตอร์เยอะกว่า ซึ่งดี เพราะเราชอบแซดี้มากกว่า ฮากว่า ในเรื่องเวลาอยู่ในวงเล็บ พี่น้องกัดกัน ตลกดีทุกครั้ง ที่จริงแซดี้ก็เป็นเด็กแสบ ปากเก่งแสนงอน แต่ยังไม่เกินลิมิต ยังไม่เข้าขั้นติ่ง ถ้าพวกพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์โตเป็นวัยรุ่นก็อาจจะประมาณนี้ เนื้อเรื่องของวอล์ทกับอนูบิสก็เคลียร์จบแล้วในเล่มนี้ ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ หน่อย แต่แบบนี้ก็โอเคมั้ง คาร์เตอร์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เนื้อเรื่องด้านเซียก็ลงเอยแล้วเหมือนกัน

เล่มนี้สนุกและมีขำหลายฉาก เทพอียิปต์มักจะมีรูปร่างเป็นสัตว์ เวลาอ่านในเรื่อง นึกภาพเทพฮิปโปก็ขำแล้วอ่ะนะ แต่ก็ยังเสียดายนิดหน่อยว่า ไม่ค่อยคุ้นกับตำนานเทพอียิปต์เท่าตำนานกรีก-โรมัน เวลาอ่านซีรีส์นี้ไปบางทีจะมีคิดว่า ตรงนี้มันต้องเป็นแก๊กอะไรบางอย่างที่ผู้แต่งล้อเลียนพวกเทพอยู่แน่ๆ ถ้าเชี่ยวตำนานอียิปต์มามากกว่านี้คงจะตลกขึ้นไปอีก อ่านชุดนี้เลยเหมือนได้อารมณ์สนุกไม่สุดเท่าชุดเพอร์ซีย์ เอ๊ะ แต่เล่มนี้ทิ้งท้ายตอนจบเป็นปริศนาแปลกๆ นะ ไม่แน่เล่มต่อๆ ไปอาจมีการรวมตัวละครจากเรื่องนี้กับ Heroes of Olympus เข้าด้วยกัน เหมือนจักรวาลมาร์เวล เดาเอานะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

About That Night - Julie James

คะแนน : 8
ตอนนี้มีชื่อชุดแล้ว เล่มนี้คือ FBI/US Attorney Series #3 เป็นเรื่องของไคล์ ฝาแฝดของนางเอกเรื่อง A Lot Like Love ไคล์โผล่มาครั้งแรกในเล่มที่แล้ว เป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้พระเอกนางเอกเรื่องนั้นเจอกันนั่นเอง เพราะจอร์แดนต้องการช่วยให้ไคล์พ้นโทษออกจากคุกได้เร็วขึ้น มาเล่มนี้ไคล์ก็ได้บทพระเอกเต็มตัว

ไคล์ติดคุกในฐานะนักโทษผู้ก่อการร้ายที่ถล่มเว็บไซต์ทวิตเตอร์ล่มไปสองวัน เขาเป็นนักคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ ลูกชายมหาเศรษฐีพันล้านเจ้าของธุรกิจซอฟต์แวร์ แต่ก่อเรื่องเนื่องมาจากความเมาที่ถูกแฟนเก่าบอกเลิกใน 140 ตัวอักษร ตอนนี้เขาได้ออกจากเรือนจำมาแล้วแต่ยังถูกกักบริเวณในบ้าน ส่วนนางเอกชื่อ ไรแลนน์ (นางเอกของ JJ ชื่อ unisex ทุกคนเลย จอร์แดน, แคเมอรอน, เพย์ตัน, เทย์เลอร์) ไรแลนน์เพิ่งเลิกกับแฟนเลยย้ายมาอยู่เมืองนี้ในตำแหน่งผู้ช่วยอัยการ เป็นลูกน้องของแคเมอรอน (Something About You) งานชิ้นแรกของไรแลนน์คือการขึ้นศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษให้ไคล์ แต่ว่านี่ไม่ใช่การพบกันครั้งแรกของทั้งสองคน เพราะเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทั้งสองเคยพบกันในบาร์ และคืนนั้นไคล์เดินไปส่งไรแลนน์กลับที่พัก แต่โชคชะตาก็ไม่เป็นใจ ณ ตอนนั้น เมื่อมาเจอกันอีกตอนนี้ ทั้งสองจะสานต่อเรื่องราวจากคืนนั้นอย่างไร

ถ้าว่ากันในส่วนของเนื้อเรื่อง เรื่องนี้แทบไม่มีประเด็นอะไรเลย ไม่มีแอกชั่นอย่างสองเรื่องก่อนด้วย แต่ก็ยังอ่านสนุก ก็เพราะตัวละคร พระเอกนางเอกและทุกคนในเรื่องของ JJ น่ะโอเคมากๆ ฉลาด นิสัยดี มีเหตุผล รู้สึกว่าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมาก ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีข้อเสีย ไม่เคยทำผิด แต่เพราะพวกเขาไม่ perfect ก็เลยรู้สึกว่าเขายิ่ง perfect น่ะ มีการกล่าวถึงตัวละครจากเล่มก่อนๆ บ้าง เรื่องนี้ต้องอ่านคู่กับ ALLL เลย จะได้รู้จักจอร์แดน แล้วจะอินกับฉากที่ไคล์คุยกับจอร์แดนมากขึ้น

พระเอกนางเอกเป็นคนรุ่นใหม่ทำงานทำการ ฉากและบรรยากาศของเรื่องสมัยใหม่มากๆ ชัดเจนอยู่แล้วกับการที่กล่าวถึงทวิตเตอร์ เวลาไคล์จะเช็คประวัตินางเอกก็กูเกิล และมีอยู่บรรทัดหนึ่งในเรื่องที่เราอ่านแล้วยิ้มเลย ไลแรนน์บอกว่ามีนัดจะไปดูหนังเรื่อง The Hunger Games (เดี๋ยวจะมาเขียน Re-Reads ต่อนะ พอดีช่วงที่ผ่านมายุ่งมากเลย) ฮ่าฮ่า คงเช็คไว้แล้วว่าเล่มนี้ออกหลังหนังฉายแค่ประมาณ 10 วัน เวลา JJ แต่งตรงนี้นึกปฏิกิริยาคนอ่านแล้วคงเอาลิ้นดุนแก้มอยู่แน่ๆ

อ่านเพลินเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ บทสนทนาดีมาก ตลกน่ารักแบบไม่ต้องกัดใครให้อาย พอใกล้จบยังงงนิดหน่อยเลยว่า อ้าวจะจบแล้ว แทบจะไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีความขัดแย้งระหว่างพระ-นางเลย แต่ไม่มีเบื่อเลยนะ ถือว่าไม่ผิดหวัง แต่ยังไม่พีคมากเหมือนเรื่องที่มีแอกชั่น อารมณ์คล้าย Practice Makes Perfect มากกว่าเล่ม 1-2 ในซีรีส์นี้ แต่ซีรีส์นี้ยังมีต่อแน่เลย เล่มนี้เหมือนจะเปิดตัวเคด อัยการหนุ่มอนาคตไกลไว้

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

The Stand - Stephen King

คะแนน : 8

The Stand: The Complete & Uncut Edition ความหนาปาเข้าไป 1,400 กว่าหน้า ถ้าไม่ใช่คนเขาบอกว่า นี่คือเรื่องของคิงที่นักอ่านชอบกันมากที่สุด ก็ไม่กล้าหยิบนะเนี่ย

ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดอุบัติเหตุในห้องทดลองอาวุธชีวภาพ จนเชื้อโรคร้ายหลุดออกมา ทำให้ประชากรมนุษย์ตายไปเกิน 99% ของคนทั้งโลก บางเมืองตายหมดเหลืออยู่คนเดียว คนที่ยังอยู่ก็ต้องพยายามฟันฝ่า และเดินทางมารวมตัวกัน แต่หายนภัยครั้งนี้ยังไม่จบ เมื่อเหล่าผู้มีชีวิตรอดถูกผลักเข้าสู่สงครามตัดสินระหว่างความดีกับความชั่ว

ตอนอ่านเล่มนี้ ความรู้สึกเหมือนตอนอ่านการ์ตูนเรื่อง 20th Century Boys เนื้อเรื่องไม่เหมือนกัน แต่บรรยากาศและองค์ประกอบต่างๆ ในเรื่องมีส่วนผสมหลายอย่างคล้ายกัน คือฉากเป็นเรื่องยุคอนาคตอันใกล้ (แต่เอามาอ่านตอนนี้มันจะเป็นเรื่องย้อนยุคไปแล้ว) ชอบพูดถึงดนตรี มีกลุ่มตัวละครเยอะๆ เล่าเรื่องกระจัดกระจายตามบทบาทตัวละคร มีอาวุธไวรัส ได้เห็นการจัดระเบียบสังคมโลกยุคใหม่ และมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติปะปนในเรื่อง เป็นแนวปนๆ กันระหว่าง sci-fi, mystery, thriller, fantasy

เนื้อเรื่อง The Stand แบ่งเป็น 3 ส่วน ช่วงแรกเล่าเรื่องการแพร่ระบาดของโรค ฟังดูธรรมดาไม่ค่อยน่าสนใจเลยนะ แต่จริงๆ เนื้อเรื่องอ่านสนุกดีมาก ทั้งที่พล็อตเหมือนจะตามสูตรเดาได้ แล้วเล่มที่หนาก็ไม่ใช่เพราะเนื้อเรื่องเยอะ ส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดจิ๊บจ๊อยซะมากกว่า แต่เพราะวิธีการเล่าเรื่องที่ดี มันก็อ่านแล้วลุ้นดี

เรื่องนี้มีตัวละครเยอะ ตัดสลับไปสลับมาจนแรกๆ งงเหมือนกันว่าใครเป็นใคร แต่พอไปเรื่อยๆ ก็จำได้ และดีที่ยังมีคนที่พอจะยกให้เป็นพระเอกของเรื่องได้ ปรกติไม่ชอบนึกหน้าตัวละครจากนักแสดงคนไหน แต่เวลากล่าวถึงคุณพี่สตู เรดแมน ทีไรนี่ เห็นหน้า ฮิวจ์ แจ็คแมน ลอยมาทุกทีเลย ที่จริงไม่ชอบแฟรนนี่เท่าไหร่ แต่ก็พอรับให้เป็นนางเอกได้ พวกนิคกับแลร์รี่ก็โอเค เรื่องนี้โชคดีที่ยังชอบกลุ่มตัวเอก ถ้าตัวละครเยอะตัดไปตัดมาแล้วไม่มีคนที่เราชอบเลยนี่คงมีปัญหา

แต่พอจบเนื้อเรื่องช่วงแรก จากไซไฟอยู่ดีๆ กลายเป็นแฟนตาซี ทุกคนจะเจอความฝัน แล้วก็จะเลือกเดินทางไปหาหญิงชราหรือเดอะดาร์คแมน ช่วงนี้ใช้แนวคิดจากศาสนาคริสต์เป็นแกนหลัก ศรัทธาพระเจ้า การต่อสู้กับซาตาน แอบคิดว่าเยอะไปหน่อยนึง ไม่ค่อยชอบเรื่องที่อิงศาสนาเท่าไหร่ แต่คิดซะว่ามันคือสัญลักษณ์การต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่วในจิตใจมนุษย์ก็พอไหว ยังไงเนื้อเรื่องก็น่าติดตามดี แต่นิยายนี้เป็นเรื่องเก่า พิมพ์ครั้งแรกก็นานมาแล้วตั้งแต่ยุค 70 ประเด็นแฝงในเรื่องก็อาจจะดูล้าสมัยไปหน่อย กลัวอาวุธเชื้อโรค กลัวระเบิดปรมาณู การแบ่งค่ายระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ฯลฯ

เนื้อเรื่องช่วงสุดท้ายนี่ตอนอ่านเรานึกถึงลอร์ดออฟเดอะริงส์มากๆ เลย โดยเฉพาะตอนเดินทางข้ามเขาผ่านหิมะนี่ จนอ่านจบแล้วมาดูข้อมูล อ้อ เพราะคนเขียนตั้งใจจะให้เรื่องนี้เป็น The Lord of the Rings ที่ใช้ฉากแบบอเมริกันนั่นเอง มิน่าล่ะ โดยรวมๆ แล้วนี่เป็นนิยายที่ตอนอ่านน่ะชอบ แต่ถ้าเอามาอ่านใหม่ก็คงไม่สนุกเท่าไหร่แล้ว และความยาวขนาดนี้ก็คงอ่านซ้ำไม่ไหว เพราะฉะนั้นเอาคะแนนไป 8 ถ้วนๆ พอ

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The Load of Unicorn - Cynthia Harnett

คะแนน : 8
ตอนเป็นเด็กชอบอ่านเรื่อง "กระสอบขนแกะ" มาก ยืมจากห้องสมุด ตอนโตมาคิดถึงอยากอ่าน แต่ภาษาไทยมันหายาก ก็ต้องตามหาต้นฉบับ โชคดีมีพิมพ์ใหม่เมื่อปี 2001 ก็เลยได้ The Wool-pack (คะแนน 8.5) มาเก็บ ตอนนี้คิดถึงอีกที ก็เลยอยากอ่านเรื่องอื่นของผู้แต่งคนเดียวกันอีกบ้าง

ชื่อเรื่องนี้เหมือนแฟนตาซี แต่ไม่ใช่เลย เป็นวรรณกรรมเยาวชนอิงประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษยุคกลางช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 บอกเล่าเรื่องราวของเบเนดิกต์ หรือเบนดี้ ซึ่งเป็นลูกชายของอาลักษณ์นักทำหนังสือ ซึ่งสมัยนั้นยังคัดด้วยลายมืออยู่ เบนดี้เป็นลูกชายคนเล็ก และมีปัญหากับพวกพี่ชายต่างมารดาที่อายุมากกว่ากันเยอะ พ่อจึงส่งเขาไปเป็นลูกศิษย์ของผู้ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจการพิมพ์ขึ้นมาในอังกฤษ ชื่อ The Load of Unicorn หมายถึงหีบห่อบรรจุกระดาษที่มีลายน้ำรูปยูนิคอร์นที่โรงพิมพ์สั่งนำเข้า แต่กลับสูญหายไปจากเรือที่บรรทุกมา เบนดี้ต้องช่วยแก้ปัญหา และเขาก็ต้องไปตามหาต้นฉบับลายมือของเรื่อง Le Morte d'Arthur ตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์ เพื่อนำมาพิมพ์หนังสือ

อ่านสนุกดี ความรู้ด้านประวัติศาสตร์เพียบ มีรายละเอียดสิ่งละอันพันละน้อยในวิถีชีวิตผู้คนยุคนั้นชัดเจน ให้เห็นภาพสมัยโน้นแจ่มแจ้งดีจัง มีรูปวาดลายเส้นสวยๆ เป็นภาพประกอบด้วย ผู้แต่งวาดเอง เก่งจังเลย ตัวละครก็มีโลกทัศน์เหมือนคนที่อยู่ในยุคนั้นจริงๆ พวกความเชื่อในศาสนา หรือสภาพสังคม อย่างเช่น เบนดี้กับเพื่อน เบนดี้เป็นลูกพ่อค้า แต่เพื่อนเป็นลูกหลานคนงาน ไปส่งของด้วยกัน เจ้าของบ้านชวนเบนดี้กินอาหารร่วมโต๊ะด้วย แต่ไม่เชิญเพื่อน ในหนังสือก็ไม่ต้องอธิบายเหตุผล ปล่อยตัวละครทำตัวตามธรรมชาติ แต่อ่านแล้วก็จะสัมผัสได้ถึงการแบ่งชนชั้นสมัยนั้น ทุกอย่างแนบเนียนเรียงร้อยสวยงาม ที่ชอบมากอีกอย่างก็ตรงที่อ่านแล้วซึ้งเรื่องวิวัฒนาการของหนังสือ ถ้าไม่มีเทคโนโลยีอะไร กว่าจะได้หนังสือเล่มหนึ่งมันก็ลำบากนะ และยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของการพิมพ์ นับเป็นเครื่องมือปฏิวัติโลกสมัยนั้นจริงๆ

ถึงจะเน้นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ แต่เนื้อเรื่องก็สนุกน่าติดตามด้วย มีฉากการผจญภัยของเบนดี้ แต่ที่ขาดไปไม่น่ารักอย่างเรื่องกระสอบขนแกะ ก็ตรงที่ไม่มีเด็กนางเอกนี่ล่ะ (ยังจำที่นิโคลัสเรียกเซซิลีว่า "ตุ๊กตุ่นของฉัน" ได้เลย น่ารักเนอะ เป็นคู่หมั้นกัน สมัยนั้นอายุ 12-13 ก็แต่งงานได้แล้ว) เรื่องนี้บทเด็กผู้หญิงไม่เด่น เพราะตัวละครเอามาจากคนจริงในประวัติศาสตร์มากกว่าเรื่องนั้น ก็เลยมีอิสระในการดำเนินเรื่องไม่เท่า

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Dreamdark: Blackbringer - Laini Taylor

คะแนน : 8

เราก็นึกว่าจะรอให้เรื่องนี้มันออกมาให้ครบชุดก่อน แต่ปรากฏว่า พอเข้าไปอ่านเว็บคนเขียน เธอบอกว่าเรื่องนี้สำนักพิมพ์ไม่ยอมพิมพ์ต่อ มิน่าล่ะ เห็นมันออกมาแค่ 2 เล่มก็หายไปเลย แต่เลนี่ เทย์เลอร์ ก็บอกว่า จะพยายามหาวิธีให้คนได้อ่านจนจบนะ เอาไงล่ะทีนี้ อยากอ่านก็อยากอ่านเพราะติดใจมาจาก Daughter of Smoke and Bone แต่ก็กลัวค้างคา เอาน่ะ เสี่ยงดู

แม็กพาย วินด์วิตช์ เป็นเด็กหญิงแฟรี่ (อายุร้อยปีแล้วล่ะ แต่สำหรับโลกในเรื่องนี้ที่แฟรี่อยู่ได้เป็นพันปีก็ถือว่ายังเด็กอยู่) แม็กพายออกไล่ล่าปิศาจที่เหล่ามนุษย์จอมจุ้นปล่อยให้หลุดจากขวด วันหนึ่งก็มาเจอว่า ปิศาจที่หลุดออกจากขวดคราวนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะผนึกที่ปิดขวดนั้นเป็นตราประทับของแม็กรูเวน ดจินน์ธาตุไฟ ที่เป็นผู้สร้างโลกทั้งหมดขึ้นมา แม็กพายกับพวกพ้องพี่อีกาของเธอจึงเดินทางติดตามเบาะแสกลับมาที่ป่าดรีมดาร์ค บ้านเกิดของเธอเอง

เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีแท้ๆ แฟนตาซีมากๆ เลยด้วย ช่วงแรกเหมือนอ่านพวกตำนานปรัมปรามากกว่าอ่านนิยายด้วยซ้ำ การสร้างโลกในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่น่าทึ่งทีเดียว แต่ช่วงแรกก็จะรู้สึกแปลกที่นิดหน่อย ไม่คุ้นเคย ถ้าเทียบกับเรื่อง DoS&B บรรยากาศในเรื่องนี้เข้าถึงยากกว่า และเนื้อเรื่องออกอารมณ์เด็กกว่า เหมือนนิทานผจญภัย จริงๆ มีตัวละครที่เป็นพระเอก แต่ยังไม่เน้นเรื่องโรแมนติก แค่ปิ๊งๆ ยังใสๆ กันอยู่ แม็กพายกับทาลอนเป็นเด็กที่สมบูรณ์แบบระดับโอเว่อร์ทั้งคู่ ช่างไม่มีข้อเสียเลย แต่ก็ไม่น่าหมั่นไส้นะ ที่จริงเนื้อเรื่องสนุกดีมากเลย และดีที่จบในเล่มแบบไม่ค้างคาด้วย เขียนได้ลงตัวมาก แต่เพราะรู้สึกว่ามันเด็กไปหน่อย เราเลยไม่ค่อยอิน

เสียดายอยากอ่านเรื่องนี้ตอนเป็นเด็ก เราคงหลงเรื่องนี้มากๆ เลย นึกถึงสมัยก่อนตอนที่อ่านเรื่อง "เมืองในตู้เสื้อผ้า" (แค่ชื่อเรื่องที่เรียกก็บอกอายุจริงๆ ^_^) แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าทุกอันในบ้าน ไปเยี่ยมบ้านปู่ย่าตายายก็ไปแอบมุดๆ ดูในตู้ ที่จริงไม่ได้เชื่อหรอกแค่แอบหวัง ตอนเด็กๆ นี่ตลกดีเนอะ

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

The Black Hawk - Joanna Bourne

น้ำท่วมอ่วมอรทัยกันไปตามๆ กัน ประเทศไทย บ้านของเราที่กรุงเทพฯ น้องน้ำก็จ่ออยู่ ลุ้นกันทุกวัน พะวักพะวนถึงคนทางบ้าน ส่วนตัวเราที่อยู่ทางนี้ก็ยุ่งวุ่นวายไม่ใช่น้อย เมื่อวานไปช่วยจัดถุงยังชีพ วันนี้ไปเป็นผู้ช่วยแม่ครัวทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัย พรุ่งนี้ก็จะลงพื้นที่นำของไปส่ง อย่าได้เข้าใจผิดว่าเราเป็นคนดีมีจิตอาสาเชียว แต่เขาเปิดศูนย์รับบริจาคและศูนย์พักพิงผู้อพยพกันตรงนี้ ถึงไม่ใช่หน้าที่ แต่พอมีคนมาชวนแกมบังคับให้ไปช่วย ใครจะปฏิเสธได้ลงคอ

บางวันเรานั่งเรือพายเอาสิ่งของบริจาคไปให้ชาวบ้าน บางคนก็ยิ้มสู้ บางคนก็ยิ้มแห้ง แต่ที่ติดตาคือสายตาของบางคนที่เอื้อมมือมารับถุงสิ่งของ แววตาเขาช่างว่างเปล่า เห็นแล้วใจหาย พวกเขาน้ำท่วมถึงอกมาสองเดือนแล้ว ทำให้รู้สึกว่า ความช่วยเหลือที่ให้ไปมันน้อยนิดมากเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ลำบากกันมากจริงๆ

พอหันมาเวลาจะติดตามข่าวสาร ก็ยังเจอน้ำลายท่วมจอ ท่วมบอร์ด ท่วมเว็บอีก เฮ้อ ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาทะเลาะกันนะ สถานการณ์เป็นแบบนี้ ที่จริงเราพยายามชิลนะ แต่รอบตัวเครียดๆ กันหมด ก็พาประสาทเสียไปเหมือนกัน ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีใจอ่านหนังสือ ไม่ค่อยมีอารมณ์เขียนบล็อกด้วย แต่กับเรื่องนี้อ่านจบแล้วมีอะไรอยากพูดถึงนิดหน่อย ก็สักนิดแล้วกัน

The Black Hawk - Joanna Bourne
คะแนน : 8


สามคำก่อน ปกเห่ยมาก!!! นั่นไม่ใช่เอเดรียนในใจเราเลยสักนิด
เล่มนี้คือชุด Spymaster เล่ม 4 ถึงจะผิดหวังจาก My Lord and Spymaster มา แต่ในเมื่อนี่เป็นเรื่องของเอเดรียนกับจัสตีน ที่เราถูกใจมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กใน The Forbidden Rose ยังไงก็คงต้องอ่านล่ะนะ กับการติดตามเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ยี่สิบกว่าปีของหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับหนุ่มชาวอังกฤษกับอดีตสายลับสาวสวยชาวฝรั่งเศส

เตือนสปอยล์

ถึงเราจะพอเดาออกว่า ชีวิตพระเอกนางเอกเรื่องนี้คงจะต้องผ่านอะไรเลวร้ายมาเยอะ โดยเฉพาะจัสตีน สภาพแวดล้อมจากเล่มก่อนก็ส่ออยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับรู้เรื่องราวของเธอจริงๆ ในเล่มนี้ ตอนอ่านหน้านั้นก็ทำให้รู้ตัวว่า ตลอดเวลาที่รอเล่มนี้มา เรายังแอบหวังอยู่ในส่วนลึกของหัวใจว่า เด็กโตในซ่องแต่รอดปากเหยี่ยวปากกาได้หมดอย่างดาวพระศุกร์นี่มันมีได้จริง แต่ถ้าแต่งเรื่องอย่างนั้นเราก็อาจจะหัวเราะความไม่สมจริงก็ได้นะ เฮ้อ ถอนหายใจทีนึง โลกไม่สวยทุกอย่าง ก็ต้องทำใจ แต่จุดนี้ไม่ทำให้เราชอบจัสตีนน้อยลงนะ ถ้าจะมีความรู้สึกอะไรพอกพูนขึ้นมา ก็เป็นแค่ความสงสารตัวละครเพิ่มมาเท่านั้น

ครึ่งเล่มแรกสนุกดีมาก เราชอบฉากที่เล่าย้อนความหลังสลับไปมากับปัจจุบัน ฉากรักครั้งแรกของเอเดรียนกับจัสตีน เขียนได้ดีมากจริงๆ แสดงพัฒนาการทางจิตใจของตัวละครได้ยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดาย ที่พอจัสตีนโตเป็นสาวเต็มตัว กลับทำให้เรารู้สึกชอบเธอน้อยลง ช่วงที่ตัดสัมพันธ์ ถึงจะพอเข้าใจเหตุผล แต่เราไม่ชอบวิธีการ แล้วก็รู้สึกว่า นางเอกดึงดันดื้อด้านมากไป

พอถึงครึ่งเรื่องหลังกลับไม่สนุกเท่าช่วงแรก เพราะเมื่อผ่านมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบันในเรื่อง ในหลายๆ ฉากที่จัสตีนทำและพูด ก็ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า นางเอกเรื่องนี้เป็นผู้หญิงกร้านโลกเกินไปแล้วสำหรับเรา เราเพิ่งเบื่อนางเอกเรื่อง Angel's Wolf (Nalini Singh) ที่นั่งเจ็บปวดฝังใจกับคนรักเก่ามาเป็นร้อยปี แต่พอมาเจอแบบจัสตีนที่ดูชาด้านไม่ค่อยแสดงอาการเจ็บปวดรวดร้าวอะไรมากนักตลอดเวลาที่ต้องแยกจากเอเดรียน เราก็ขัดใจอีก (จู้จี้จังแฮะ) จะเทียบว่าไงดี เธอเป็นฟักทองที่มีเปลือกหนา แต่ข้างในเนื้อนิ่มช้ำง่าย เหมือนคนที่ข้างในบอบบางเลยต้องสร้างเปลือกหนาไว้คุ้มครอง หรือเป็นหัวมันที่เปลือกบ๊างบาง แต่ข้างในแข็งโป๊ก หรือประสบการณ์ชีวิตของจัสตีนสูบความชุ่มชื่นออกจากตัวเธอหมด กลายเป็นแตงกวาที่เปลือกแข็ง แต่ข้างในแห้งหมดไม่มีน้ำ กินไม่ไหวแล้ว (อาจจะอุปมาตลกๆ หน่อย เพราะวันนี้ไปนั่งหั่นผักมา แบบเก้ๆ กังๆ สุดขีด เพราะตัวเองยังไม่เคยทำให้ตัวเองกินเลยนะเนี่ย)

เพราะเนื้อเรื่องช่วงหลังมันหันไปสนใจกับงานสายลับที่ต้องสืบหาว่าใครอยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายจัสตีนและจ้องป้ายสีให้เอเดรียน ส่วนของความเป็นโรแมนซ์เลยดูเหมือนไม่ได้พัฒนาเต็มที่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในปัจจุบัน มันขาดความหวานความซึ้ง อย่างฉากรักครั้งที่ทั้งคู่กลับมาดีกัน มันน่าจะสร้างความประทับใจได้มากกว่านี้นะ แม้แต่คำว่า I love you ของจัสตีน ก็จืดชืดธรรมดามากเลย อีกอย่างเราไม่ชอบเวลาที่จัสตีนชอบพูดตอกย้ำอดีตตัวเองกับเอเดรียน ไม่รู้คิดมากไปมั้ย แต่เหมือนเธอพูดเพื่อลองใจ ให้เขารู้สึกเจ็บร้อนแทน เราว่า จัสตีนน่าจะรู้ตัวว่า ที่เธอทำที่เธอเป็น เกิดได้ยังไง ทำเพื่ออะไร ถ้ารู้เหตุผลของตัวเองในใจ ก็ไม่เห็นจะต้องรู้สึกดูถูกตัวเอง แต่เพราะเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกชอบนางเอกเลยไม่พีค โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเรื่อง The Spymaster's Lady ถ้าลองให้คะแนนความชอบตัวละครดูคงได้ประมาณนี้ เกรย์ 8 + แอนนีค 10, เอเดรียน 8.5 + จัสตีน 8

อาจจะดูเหมือนติเยอะ แต่จริงๆ เราชอบเรื่องนี้นะ เพียงแต่คิดว่า มันน่าจะดีกว่านี้ได้ หรือไม่ก็เพราะมันมืดมนไปสำหรับเรา ถึงไม่ชอบเล่มนี้มากกว่านี้

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Daughter of Smoke and Bone - Laini Taylor

คะแนน : 8.25



Once upon a time,
an angel and a devil fell in love.


It did not end well

นั่นคือบทเริ่มต้นของนิยาย YA เรื่องนี้ และเมื่ออ่านจบแล้วเราคิดว่า มันเหมาะเอามาใช้เป็นบทสรุปย่อของเล่มนี้ด้วย โรเมโอกับจูเลียตแบบแฟนตาซี นี่เป็นเล่มแรกที่ได้อ่านงานของ เลนี่ เทย์เลอร์ ที่จริงเล็งไว้นานแล้วล่ะ ตั้งแต่ชุด Dreamdark แต่ก็ยังไม่ได้อ่านซะที กะว่ารอให้ออกจบก่อน

คารูว เป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี นักศึกษาโรงเรียนศิลปะในกรุงปราก ความลับที่ไม่มีคนอื่นรู้คือ ผมสีฟ้าของเธอไม่ได้มาจากการย้อม แต่ได้จากการอธิษฐานต่างหาก นอกเวลาเรียน เธอทำงานให้ที่ร้านของบริมสโตน คิเมียราหัวแพะที่เลี้ยงดูเธอมาจนโต คารูวรับหน้าที่เดินทางผ่านประตูมิติไปเก็บรวบรวมฟัน (ทุกชนิด รวมทั้งเขี้ยว ทั้งงา) รอบโลกให้เขา โดยไม่เคยรู้ว่าฟันพวกนั้นถูกใช้เพื่ออะไร แต่แล้ว ก็ปรากฏรอยฝ่ามือปริศนาอยู่บนบานประตูมิติ และเมื่อคารูวพบชายหนุ่มรูปงามวิ่งไล่ล่าเธอ รูปเงาของเขามีปีกอยู่กลางหลัง ชีวิตที่เธอรู้จักก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

อ่านเรื่องนี้ช่วงแรกๆ ทำให้เรานึกแว้บถึง CLAMP อาจเพราะฉากในร้านบริมสโตนมันให้ความรู้สึกคล้าย xXxHolic เนื้อเรื่องไม่ได้เหมือนกันมากนักหรอก และกลิ่นอายของตะวันออกกับตะวันตกก็ต่างกันชัดเจน แต่วิธีการที่ดึงคนอ่านเข้าไปอยู่ในโลกที่คนเขียนสร้างได้อย่างรวดเร็วหน้าตาเฉย ตำนานดั้งเดิมแต่สร้างสรรค์ใหม่ ได้เจอสิ่งมีชีวิตและกฎเกณฑ์ต่างๆ ในโลกขนานโผล่ออกมาเรื่อยๆ ทั้งที่มันแปลกแต่กลับไม่รู้สึกประหลาด ยอมรับและเชื่อในเนื้อเรื่องได้ง่ายๆ เหมือนโครงเรื่องจะไม่ซับซ้อน แต่รายละเอียดยอกย้อนให้อยากติดตาม ทำให้เราอดเปรียบเทียบเรื่องนี้กับงานของ CLAMP ไม่ได้ ฮ่าฮ่า แต่ตัวละครยังไม่บิดผันขนาด CLAMP หรอกนะ

ความรู้สึกแรกที่เราคิดกับนางเอกเรื่องนี้ คงเรียกว่าความประทับใจไม่ได้ ต้นเรื่องตอนที่เธอแกล้งแฟนเก่า เราส่ายหัวในใจ เฮ้อ เด็กสมัยนี้ โชคดีที่มันแป๊บเดียวมาก หลังจากนั้นเราก็ชอบเธอแหละ ชอบเวลาที่เธอคุยกับเพื่อน และกับพวกคิเมียราที่เป็นเหมือนครอบครัวของเธอ พออ่านจบแล้วมาคิดดู ไอ้ฉากแรกๆ นั่นมันคงมีไว้เพื่อดึงนักอ่านวัยรุ่นให้รู้สึกว่าตัวเอกใกล้ชิดกับตัวเองมั้ง สับสนอ้างว้างไม่แน่ใจ บางทีก็ทำอะไรโง่ๆ ไปแล้วเพิ่งรู้ตัวทีหลังว่าตอนนั้นช่างทำไปได้ แต่สำหรับเรา ถ้าคารูวไม่เคยมีอดีตวุ่นวายกับแฟนเก่าเลย จะรู้สึกเพอร์เฟกต์กว่านี้ แต่ถ้าดูภาพรวมมันก็ถือเป็นจุดเล็กน้อยมาก เพราะฉะนั้นช่างมันเถอะ และเราชอบบทของแมดริกัลจริงๆ

ช่วงครึ่งหลังเป็นเรื่องในโลกของเซราฟิมกับคิเมียรา ฉากระหว่างอาคิว่ากับแมดริกัลช่างสวยงาม บทสนทนาของเรื่องนี้อ่านสนุก การบรรยายเนื้อเรื่องและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครก็ดี ฉากสุดท้ายนี่กระชากใจ บีบอารมณ์จริงๆ อ่านเล่มนี้จบแล้วมีจุดที่อยากตะโกนบ่นดังๆ ข้อเดียว ทำไมไม่บอกกันก่อนว่าเรื่องนี้เป็นไตรภาค แล้วจะได้อ่านอีกสองเล่มต่อเมื่อไหร่เนี่ย อ๊าก

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Son of Neptune (Heroes of Olympus #2) - Rick Riordan

คะแนน : 8.25


Heroes of Olympus หรือ Percy Jackson ภาค 2 เล่มใหม่ เตือนก่อนเลย เพราะไม่สามารถพูดถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์เล่ม 1 ได้

สปอยล์  

สปอยล์ 

สปอยล์


เพอร์ซียยยยยยยยยยยย์ กลับมาแล้ววววววววววววว แค่ประโยคแรกก็สปอยล์แล้วนะ หลังจากเล่มที่แล้วมีปัญหาว่า เพอร์ซีย์ แจ็คสัน หายตัวไปจากแคมป์ฮาล์ฟบลัด จนมาเฉลยท้ายเรื่องว่า มีแคมป์เด็กลูกครึ่งเทพโรมันอยู่ที่อีกฟากของอเมริกา เปิดฉากมาเล่มสองก็จับความต่อเนื่องทันที เพอร์ซีย์มาถึงแคมป์จูปิเตอร์ ความทรงจำของเขาหายไป จำได้แต่ว่าตัวเองมีแฟนชื่อแอนนาเบ็ธ เขาได้พบเพื่อนใหม่สองคน คือ เฮเซล กับ แฟรงค์ ทั้งสามต้องร่วมมือกันออกผจญภัยตามคำพยากรณ์

เล่มนี้สนุกตั้งแต่แรกเลย เพราะเป็นเพอร์ซีย์ที่รู้จักดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัว เล่มที่แล้วไม่เห็นหน้าก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเริ่มอ่านเล่มนี้เพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงหมอนี่เหมือนกัน ยังแอบตลกเหมือนเดิม แต่ดูเก่งและฉลาดขึ้นหน่อย แต่เพอร์ซีย์ไม่ได้เด่นคนเดียว เล่มนี้ก็แบ่งการเล่าเรื่องเป็นสามมุมมองเหมือนเล่มที่แล้ว ตัวละครเพื่อนใหม่สองคนนี้ดี เฮเซลนี่เป็นเด็กผู้หญิงที่ได้อย่างใจเรามากเลย เหมือนภายนอกจะหวั่นไหวอ่อนแอ แต่พอเอาจริงก็เก่ง ส่วนแฟรงค์ก็โอเคเลย เขาเป็นลูกของเทพคนที่เราชอบซะด้วย (เพราะเป็นเทพประจำวันเกิดเรา) มาร์สเป็นเทพโอลิมเปียนที่บทเด่นที่สุดในเล่มนี้ ภาคก่อนหมอนี่จะงี่เง่ามาก แต่ภาคนี้ดูดีมีชาติตระกูลขึ้นเยอะ เพราะเป็นเทพที่โรมันนับถือ

เรื่องมันส์ตั้งแต่เริ่ม และฮาก๊ากหลายฉากมาก ชอบตอนเจอเทพีสายรุ้งไอริส ผู้เปิดร้านขายสินค้าชีวจิต จี้สุดๆ ตอนที่เธอบอกว่า กำลังเลือกพุทธกับเต๋า แล้วพวกพระเอกก็บอกว่า เธอเป็นเทพกรีกนะ เจ๊ก็กอดอกตอบทันที "อย่าจับฉันใส่กล่อง ใส่กรอบสี่เหลี่ยมนะ" เทพก็ต้องพัฒนาตามสมัย ขำกลิ้ง อีกตอนก็ฉากเล่นมุกนักรบหญิงอเมซอนทำงานอยู่ที่เว็บอเมซอน อ่านไปหัวเราะไป เล่มนี้ตลกหลายตอนเล่าไม่หมด เนื้อเรื่องน่าติดตาม ฉากแอกชั่นก็สนุกมาก สู้กันเท่ๆ ความสามารถกับไอเทมของเฮเซลกับแฟรงค์นี่เจ๋งนะ ไปๆ มาๆ ชักจะเหมือนการ์ตูนฮีโร่แบบพวก X-Men แล้ว ที่แต่ละคนมีพลังพิเศษใช้ในการต่อสู้ แต่ก็สนุกมากล่ะ ชอบมากเลยเล่มนี้ อ่านจบแล้วก็อยากอ่านเล่ม 3 ต่อเลย โธ่ ต้องรออีกปีเต็มๆ เลยเหรอเนี่ย

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Archangel's Blade (Guild Hunter #4) - Nalini Singh

คะแนน : 8.25

ก่อนนี้เราไม่ค่อยชอบซีรีส์นี้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเล่ม 2 พอถึง เล่ม 3 Archangel's Consort (คะแนน : 7) ก็รู้สึกดีขึ้นหน่อย แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก จนเราขี้เกียจเขียนถึง ตอนนี้ลืมๆ เนื้อเรื่องไปแล้วด้วย คุ้นๆ ว่า วุ่นวายกับการคืนชีพของแม่ราฟาเอล กับเอเลน่าช้ำใจเรื่องพ่อไม่รัก เรื่องที่รู้สึกกลางๆ ก็งี้แหละ ไม่มีอะไรให้จำ เผลอๆ ไอ้เนื้อเรื่องที่ไม่ชอบนี่ดันจำได้ดีกว่าซะอีก เช่น ไม่ชอบพวกองครักษ์ทั้ง 7 ของราฟาเอล เยอะจัดเกินไป ชื่อก็เรียกยาก จำได้แค่สองคน คือนายปีกฟ้า กับตัวแสบดมิทรี ฉากที่เขาดูดเลือดผู้หญิงแล้วมองยั่วเอเลน่านั่นแหละ ชังน้ำหน้าตัวละครตัวนี้มากๆ ฉันไม่ชอบแวมไพร์!! ฉันเกลียดผู้ชายโอหัง!! ตอนแรกกะไม่อ่านต่อแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งรู้ว่าคนที่ไม่ชอบเป็นพระเอกเล่มนี้ แต่ Archangel's Blade ก็ได้รีวิวระดับ A มา เลยอยากลองดูอีกเล่ม พออ่านจบแล้วคิดว่า โชคดีนะที่เราไม่ตัดใจไปซะก่อน

ความรู้สึกตอนอ่านเล่มนี้ไม่เหมือนสองเล่มก่อนเลย คงเพราะได้พระเอกนางเอกคู่ใหม่ ออนเนอร์เป็นนางเอกที่ดี ดมิทรีก็ทำให้เรากลับมาชอบได้ โดยเฉพาะฉากขอโทษ ถึงพระเอกนางเอกจะมีอดีตเลวร้าย แต่เรื่องนี้ไม่ทำให้เราจิตตก คงเพราะทัศนคติแบบ "ฉันคือ survivor ไม่ใช่ victim" นี่ล่ะ

อีกอย่างที่ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่น ตรงที่เนื้อเรื่องมีทิศทางเป้าหมายชัดเจน มีคดีปริศนาที่ศพมีรอยสักอักขระโบราณ การไล่ตามล่าพวกแวมไพร์ที่ใช้ออนเนอร์เป็นเครื่องเล่น แทรกด้วยเรื่องความหลังของดมิทรีสมัยเป็นมนุษย์ น่าสนใจและสนุกดี สปีดการดำเนินเรื่องกำลังดี ไม่เสียเวลากับรายละเอียดข้างทางเยอะนัก เนื้อเรื่องหลักมันเคลียร์จบในเล่มด้วย และเราชอบมากๆ เรื่องความรักพันปี ตอนท้ายๆ ซึ้งมาก โดยรวมเลยรู้สึกว่าเล่มนี้ลงตัวไปหมดเลย ฮ่า สบายใจจัง จะได้เลิกขัดแย้งในใจซะทีว่า ชอบนักเขียนแต่ไม่ชอบซีรีส์

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Somewhere in Time - Richard Matheson

คะแนน : 8

เรารู้จักชื่อ Somewhere in Time ครั้งแรก ตอนที่อ่านนิยายเรื่อง "จากฝัน...สู่นิรันดร" แล้วมีคนบอกว่าพล็อตเรื่องเหมือนหนังเรื่องนี้ ก็จำชื่อไว้แต่ตอนนั้นยังไม่มีโอกาสได้ดู พอในที่สุดได้ดูที่เอามาฉายทางโทรทัศน์ ก็ปลื้มเรื่องนี้มาก ต้องหาแผ่นมาเก็บ เป็นหนังรักสุดซึ้งที่น่าประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่งเลย โดยเฉพาะฉากคลาสสิคตอนถ่ายรูปที่ใครๆ ก็ชอบพูดถึง นางเอก เจน ซีมัวร์ นี่แบบหยาดฟ้ามาดิน และดนตรีประกอบติดหูเหลือเกิน

เรื่องนี้มาจากนิยายที่แต่งโดย Richard Matheson ตอนพิมพ์ครั้งแรกใช้ชื่อ Bid Time Return แต่ฉบับพิมพ์ครั้งหลังๆ ก็เห็นใช้ชื่อตามหนังหมดแล้ว พออ่านจบแล้ว เรารู้สึกว่าชอบแบบหนังมากกว่า มีไม่บ่อยนะที่คิดแบบนี้ ทุกทีถ้าชอบหนังแล้วมาอ่านหนังสือจะยิ่งชอบ ถ้าอ่านหนังสือก่อนดูหนังก็จะคิดว่า หนังสู้ไม่ได้ แต่ยังไงก็อยากจะบันทึกความรู้สึกตอนอ่านเรื่องนี้เก็บไว้สักหน่อย

คำเตือน : สปอยล์แบบหมดเปลือก

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

The Night Circus - Erin Morgenstern

คะแนน : 8

Amazon เลือกเล่มนี้เป็นหนึ่งใน Best Books of the Month เดือนนี้ และสื่อต่างๆ ก็เชียร์เล่มนี้เยอะ แต่เหตุผลสำคัญสุดที่ทำให้ตัดสินใจเลือกอ่านคือ คนเขียนบอกว่า เรื่องนี้คงไม่มีภาคต่อ ดี ไม่ต้องมีภาระผูกพันให้ติดตาม

The Night Circus กล่าวถึงคณะละครสัตว์ลึกลับในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ที่เดินทางเปิดการแสดงไปตามเมืองต่างๆ โดยเปิดให้คนเข้าชมเฉพาะเวลากลางคืน เบื้องหลังผืนผ้าใบริ้วดำสลับขาวของคณะละครสัตว์แห่งความฝันนี้ คือเวทีการแข่งขันระหว่างสองจอมเวทย์ ที่ฝึกฝนลูกศิษย์ฝ่ายละคนให้มาเป็นตัวแทนในการประลอง โดยที่เจ้าตัวนักมายากลหญิงสาวชายหนุ่มคู่แข่ง ซีเลียและมาร์โก้ ไม่รู้กฎกติกาใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งไม่รู้ว่า ความรักที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง จะส่งผลเช่นไรต่อทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด

ตั้งแต่เริ่ม เวลาอ่านจะรู้สึกว่า บรรยากาศในเรื่องนั้นราวกับต้องมนตรา ฉากในคณะเซอร์คัสแห่งนี้ บรรยายได้ดีมากเลย ไม่ว่าจะเป็นเต๊นท์เขาวงกต หรือสวนน้ำแข็ง รู้สึกว่ามันมีมนต์ขลังอยู่จริงๆ แต่เนื้อเรื่องจะรู้สึกงงนิดหน่อย เพราะมันถูกตัดสลับไปสลับมาเป็นบทๆ สั้นบ้างยาวบ้าง จากมุมมองตัวละครแต่ละคนซึ่งก็มีเยอะอยู่ บางทีเล่าเรื่องย้อนไปมาไม่เรียงตามลำดับเวลาอีกต่างหาก ครึ่งเล่มแรกเหมือนอ่านเอาบรรยากาศอย่างเดียว เนื้อเรื่องไม่คืบหน้าเลย แต่ก็ทำได้ดีนะ จงใจสร้างอารมณ์เหมือนมายา กึ่งฝัน วิบวับลับตา จับต้องไม่ค่อยได้ แต่จะมองว่าน่าเบื่อก็ได้เหมือนกัน

ภาษาที่ใช้ไม่ได้หรูหราฟุ้งเฟ้อจนเกินเหตุ ทว่าหมดจดงดงามจนพาเคลิ้ม แต่เพราะวิธีการเขียนราวกับให้ดูภาพ คนแต่งก็ไม่เคยจะพาเราเข้าไปในหัวตัวละครเลย ช่วงแรกๆ ก็ทำเราอึดอัดคับข้องใจอยู่ พระเอกนางเอกคิดอะไรรู้สึกยังไงก็ไม่ค่อยรู้เลย แต่พอคุ้นเคยกับตัวละครไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มอินได้ เราชอบฉากที่มาร์โก้ก้มหน้ามาจะจูบ แล้วซีเลียเบือนหน้าหนี ให้อารมณ์รักต้องห้ามมากๆ อืมม์ แฮะ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาครึ่งเล่มคร่ำครวญว่ารักแค่ไหน ต้องหักห้ามใจเพียงใด บรรยายสั้นๆ นิดเดียวก็ทำให้คนอ่านประทับใจได้เหมือนกัน

ความจริงเนื้อเรื่องเรื่องนี้น้อยมาก เรื่องย่อตอนต้นเกริ่นไว้ยังไง ตอนจบก็มีประเด็นแค่นั้นแหละ แต่ความสนุกของมันคงอยู่ที่บรรยากาศ กับการติดตามว่า ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์เนื้อเรื่องที่กระจัดกระจายในครึ่งแรก มันมาร้อยเรียงเป็นภาพใหญ่ในครึ่งเรื่องหลังได้อย่างไร พอเห็นภาพต่อเรียงกันเยอะขึ้นก็ทำให้เข้าใจปมประเด็นของเนื้อเรื่องซะที ก็จะรู้สึกน่าติดตามมากขึ้น ชอบพวกรุ่นเด็ก พ็อพเพ็ต วิดเจ็ต เบลีย์ เป็นตัวช่วยดำเนินเรื่องที่ดี และช่วยเร่งจังหวะให้เนื้อเรื่องเข้าสู่ไคลแม็กซ์ได้ลุ้นขึ้น แต่ตอนจบก็ยังงงๆ อยู่หน่อยนะ เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่แน่ใจ รักษาอารมณ์แฟนซีทั้งเรื่อง

อ่านเล่มนี้เหมือนเล่นม้าหมุนหรือขึ้นชิงช้าสวรรค์มั้ง ไม่ได้สนุกตื่นเต้นเหมือนเล่นรถไฟเหาะ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ขึ้น โดยเฉพาะตอนช่วงที่อยู่สูงที่สุด พอกลับถึงพื้นแล้วก็ยังรู้สึกดี แต่จะชอบเล่นแล้วเล่นอีกมั้ย ก็คงไม่นะ

ป.ล. ไม่รู้จะแปะป้ายหมวดไหนให้เล่มนี้ มีเวทมนตร์แต่ไม่เหมือนเรื่องแฟนตาซี กล่าวถึงความรักแต่ห่างไกลมากจากนิยายโรแมนซ์หรือโรแมนติก ชีวิตดราม่าก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นนิยายย้อนยุคหรือ เหตุการณ์ก็อยู่ในคณะเซอร์คัสเกือบทั้งหมด ฉากอดีตเป็นเพียงส่วนประกอบให้เหมือนภาพฝันขึ้นเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Lady Elizabeth's Comet - Sheila Simonson

คะแนน : 8

กำลังยุ่งๆ อยู่จนกว่างานโครงการนี้จะเสร็จก็ยังอีกหลายวัน แต่ก็ขอเบรกหน่อยเหอะ เวลาอยากอ่านเพื่อพักสมองนี่ นิยายรีเจนซี่ก็ดูเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยดี แถมเรื่องไม่ยาวอ่านจบได้เร็ว

เลดี้เอลิซาเบธ คอนเวย์ เป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครในยุคของเธอ สนใจใฝ่ฝันกับเรื่องดาราศาสตร์จนไม่อยากแต่งงานใช้ชีวิตครอบครัว เธอเป็นลูกคนโตในบรรดาลูกสาว 8 คนของท่านเอิร์ล พอพ่อตาย บรรดาศักดิ์เลยตกไปอยู่กับญาติห่างๆ ที่รุ่นพ่อไม่ถูกกัน ก็เลยไม่เคยเห็นกันมาก่อน เมื่อเอิร์ลแห่งแคลนรอสคนใหม่เดินทางมายังบ้านประจำตระกูล จึงได้พบกับการต้อนรับที่ติดจะเย็นชา แต่เมื่อเธอได้รู้จักเขามากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนแปลงไป

อ่านครึ่งแรกของเล่มด้วยความรู้สึกว่า เฮ้อ ไม่น่าเชื่อรีวิว AAR เลย คือบางทีรีวิวจากคนเดียว อ่านตามแล้วความรู้สึกอาจจะออกมาคนละทางกับเขาเลยก็เป็นได้ แล้วไม่เคยจำชื่อคนรีวิวซะที เลยไม่ค่อยรู้ว่าแนวตรงกันรึเปล่า ถ้าเป็น Amazon จะได้ความเห็นหลากหลายกว่า แต่ AAR ก็ดี ตรงที่คนรีวิวเป็นนักอ่านโรแมนซ์ขนานแท้ ก็ช่วยการตัดสินใจได้เยอะ แล้วผลสุดท้ายของเรื่องนี้ก็ออกมาดีอย่างเขาว่าจริงซะด้วย

ช่วงแรกเราไม่ชอบนางเอกเลย แล้วก็รู้สึกสงสารพระเอก มีฉากเดียวที่ปิ๊งนิดนึง คือตอนเล่นหมากรุก นอกนั้นอ่านไปแบบงั้นๆ เพราะคุณนางเอกเธอก็ยังไม่มีท่าทีอะไรกับพระเอกซะที แถมตกปากรับคำจะแต่งงานกับเพื่อนสนิทพระเอก คนที่เธอคุ้นเคยดีมาก่อนไปอีกต่างหาก จน 2/3 เรื่องแล้วเราก็ยังไม่เห็นเลยว่า พระเอกนางเอกจะมาลงเอยกันด้วยดี เรื่องมันจะขึ้นมาถึงเกรด A ได้ยังไง

แต่พอถึงฉากที่เอลิซาเบธขอถอนหมั้น ก็ทำเราตื่นเลย เป็นคำพูดบอกเลิกกับผู้ชายที่ฟังแล้วประทับใจมาก ช่างฟังดูมีเหตุมีผล ให้น่าเห็นใจเข้าใจสถานการณ์และความรู้สึกของผู้หญิงสมัยนั้น จนทำให้แว้บขึ้นมาในหัวว่า ยามที่ Jane Austen ยังมีชีวิต ตกลงแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วเปลี่ยนใจปฏิเสธวันถัดมา เธอก็อาจจะพูดอะไรทำนองนี้ก็เป็นได้

หลังจากนั้นพอนางเอกรู้ใจตัวเองแล้ว เรื่องก็อ่านสนุกขึ้นมากๆ กราฟความชอบพุ่งกระฉูด ท้ายเรื่องน่ารักจริงอะไรจริง นางเอกทำคะแนนคืนจากที่เคยขัดใจตอนต้นเรื่องได้หมด แล้วก็ชอบตอนใกล้จบ คำบอกรักหน้าตาเฉยของพระเอกเรียกรอยยิ้มได้อีก อ่านจบแล้วอารมณ์ดีสมใจ

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Killing Floor (Jack Reacher #1) - Lee Child

คะแนน : 8

เห็น Lee Child เพิ่งเข้า Kindle Million Club เลยสนใจ ยังไม่เคยอ่านงานเขาเลย นี่เป็นเล่มแรกของเรื่องชุด Jack Reacher ที่มีออกมาตั้ง 15 เล่มแล้ว เป็นเรื่องสืบสวนตื่นเต้นแต่จะออกแนว Action Thriller มากกว่า Detective นะ มีฆ่ากันเยอะ สมชื่อเรื่องภาษาไทยที่บังเอิญเพิ่งออกมาพอดี "ลานละเลงเลือด"

ตัวเอกเรื่องนี้เป็นพวกพระเอกพันธุ์ดุขาโหด คิดดู พอเล่นงานคนที่มาหาเรื่องจนตาย เสร็จแล้วก็เฉยๆ มาก พี่แกนึกในใจว่า จะให้รู้สึกอะไร ก็เหมือนจัดการแมลงสาบแค่นั้นเอง เวลาสู้คนร้ายก็ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง ยิงเลยไม่มีคุย เนื้อเรื่องคือ แจ็ค รีชเชอร์ บังเอิญผ่านมาในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง จู่ๆ ก็โดนจับเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าคนตาย พอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้จะออกจากเมือง ก็พอดีรู้ตัวตนคนที่ตาย เขาก็ไปเฉยๆ ไม่ได้แล้ว ต้องสืบให้รู้ความจริง และทวงถามความยุติธรรม

ช่วงเปิดเรื่องอ่านสนุกดีมาก พระเอกโหดๆ ก็เท่ดี และเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ถึงจะโคตรบังเอิญเรื่องพระเอกกับคนที่ตายก็เถอะ แต่พอกลางๆ เรื่องจะมีช่วงให้เสียอารมณ์นิดหน่อย ตรงที่แต่งเรื่องให้จวนจะรู้ความจริงอยู่ตั้งหลายครั้ง แต่กลับปล่อยโอกาสไปเองง่ายๆ แล้วคนร้ายหรือพยานก็จะโดนฆ่าปิดปาก หรือถูกตัดหน้าทำลายหลักฐาน มันบ่อยเกินไปเลยเซ็ง เหมือนโดนผู้แต่งจูงจมูก คลาดไปคลาดมา พยายามให้เรื่องมันฉิวเฉียดเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ รู้สึกว่าดูถูกคนอ่าน ทั้งที่การสืบสวนเรื่องขบวนการมันเดาได้ไม่ค่อยยาก หลายจุดก็ไม่สมเหตุสมผล ช่วงกลางนี่ให้คะแนนแค่ 7 แต่พอเข้าช่วงท้ายเรื่อง ทีนี้บู๊ยาวเลย สนุกดีมาก ก็เลยดึงความรู้สึกกลับขึ้นมาที่ 8

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

The Red Pyramid (Kane Chronicles #1) - Rick Riordan

คะแนน : 8

ช่วงนี้อ่านหนังสือไม่ไปเลย มัวแต่ดูหนัง ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่อ่านเรื่องซีรีส์ที่ยังออกมาไม่จบแล้ว ขี้เกียจรอลุ้นนานๆ ดีไม่ดีเจอตอนจบแย่ๆ อีก ทำให้เสียดายเวลาที่ลงทุนติดตามไป แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่อยากรอแล้วล่ะ เพราะไงๆ ก็อ่าน Heroes of Olympus ค้างไปแล้ว เอาเรื่องนี้มาสลับก็พอดีกัน เหลือรอทีละครึ่งปี

The Red Pyramid เป็นเล่มแรกของ Kane Chronicles ที่มีตัวเอกสองคนพี่น้องตระกูลเคน คือ คาร์เตอร์ กับ แซดี้ หลังจากที่แม่ของพวกเขาตายไปเมื่อ 6 ปีก่อน ทั้งสองก็ต้องแยกกันอยู่ คาร์เตอร์ไปกับพ่อที่เป็นนักโบราณคดีอียิปต์ ออกเดินทางร่อนเร่ไปทั่ว ส่วนแซดี้ไปอยู่กับตายายที่อังกฤษ วันหนึ่งเมื่อพ่อกับคาร์เตอร์มาเยี่ยมแซดี้ที่ลอนดอน พ่อก็พาทั้งคู่ไปที่บริติชมิวเซียม เพื่อทำพิธีกรรมประหลาด เกิดการระเบิด พ่อถูกเทพอธรรมนำตัวไป มีกลุ่มคนลึกลับไล่ตามพวกเขา นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่ผสานตำนานเทพและเทพีอียิปต์เข้ากับยุคสมัยใหม่

เรื่องนี้มันมีส่วนที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนเพอร์ซีย์ แจ็คสัน บางอย่างก็เป็นไปตามสูตรตามสไตล์ของ Rick Riordan เช่น เด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อยู่ดีๆ ก็ได้มารู้ว่าตัวเองสืบทอดสายเลือดฟาโรห์ และเป็นร่างสถิตของเทพ การดำเนินเรื่องเน้นแอกชั่นผจญภัย บวกอารมณ์ขันที่มีในเรื่อง แต่การที่เรื่องนี้ใช้ตำนานอียิปต์ ก็ทำให้เนื้อเรื่องมันแตกต่างจากตำนานกรีก-โรมัน ในเพอร์ซีย์ แจ็คสัน ทำให้บรรยากาศเรื่องมันก็แปลกใหม่ดี ไม่ดูซ้ำซาก

นี่เล่มแรก ตัวละครก็ยังไม่มาก โฟกัสอยู่กับคาร์เตอร์และแซดี้ สลับกันเล่าเรื่อง มันก็ไม่มีอะไรลึกซึ้งมาก อารมณ์เหมือนอ่านการ์ตูนจัมป์สายหลักนั่นแหละ แต่อ่านสนุกดีตลอด ช่วงท้ายลุ้นดีเหมือนกัน รู้สึกว่า เพอร์ซีย์สนุกกว่านิดหน่อย เพราะชอบตำนานกรีกมากกว่าด้วยมั้ง แต่เรื่องนี้ก็เวิร์กล่ะ

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

The Immortal Life of Henrietta Lacks - Rebecca Skloot

คะแนน : 8

เล่มนี้เป็น Amazon Editor's Pick 2010 อยากอ่านตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งได้ฤกษ์ ก่อนจะพูดถึงความเห็นตัวเอง ขออนุญาตใส่ลิงก์ไปที่บล็อกนี้ HeLa cell: ชีวิตอมตะของ Henrietta Lacks ที่เล่าไว้อย่างดีแล้ว ขอขอบคุณเจ้าของบล็อกโน้นด้วย เพราะตัดสินใจจะอ่านเล่มนี้จากการไปอ่านบทความนั้นแหละค่ะ จะได้ประหยัดเวลา ไม่ต้องเขียนว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรด้วย เดี๋ยวสรุปผิดๆ ถูกๆ จะแย่เอา กำลังเหนื่อยแล้วก็ขี้เกียจมากๆ เลย

พูดถึงความรู้สึกตัวเองเลยแล้วกัน เล่มนี้น่าติดตามตั้งแต่บทแรก และการที่ผู้เขียนย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทุกอย่างในหนังสือนี้เป็นเรื่องจริง เธอทำงานเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ เป็นสิบปี ทุกคำในหนังสือ มีหลักฐานเป็นเทป ภาพถ่าย หรือข่าวในสื่อต่างๆ รองรับ มันก็ช่วยเซตอารมณ์ให้เราอิน ที่กำลังอ่านนี่เรื่องจริงนะ สิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ ชื่นชมที่ผู้เขียนสามารถรักษาสมดุลของหนังสือได้ดีมาก บอกเล่าได้ทั้งเนื้อหาเรื่องราวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และชีวิตผู้คนที่เกี่ยวข้อง ไม่แห้งแล้ง เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตจิตใจ ทั้งมีสาระ ทั้งอ่านสนุก เป็นเรื่องจริงที่เขียนในลีลาคล้ายนิยาย

เส้นเวลาในเรื่องดำเนินไปแบบเส้นสปาเก็ตตี้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ กัน ยาวนาน 50-80 ปี โดยสลับไปสลับมา จากบุคคลฝั่งครอบครัวของเฮนเรียตต้า และฝ่ายแพทย์นักวิจัย และผลกระทบที่มีต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ถึงจะมีเหตุการณ์และบุคคลมากมาย แต่เล่าได้อ่านง่ายไม่งง น่าติดตาม ไม่เบื่อเลย และเห็นได้หลายมุมมอง มันมีบางบทที่เธอบอกเล่าเรื่องราวในมุมของตัวเอง อ่านแล้วรู้สึกว่า ผู้เขียนแคร์ เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่เธอสนใจจริงจัง ทุ่มเท บางครั้งก็จะรู้สึกใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน เวลาเล่าเรื่องราวที่มันมีแง่มุมที่กระทบผู้คนหลายฝ่าย เธอก็พาตัวออกห่างจากหัวข้อ และสามารถรายงานได้อย่างเป็นกลาง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการพยายามตัดสินใคร หรือชี้นำผู้อ่าน

หมอนำเซลล์ไปใช้ทดลองโดยคนไข้ไม่รับรู้ เซลล์สร้างประโยชน์ให้โลกมหาศาล บริษัทไบโอเทคโนโลยีสร้างรายได้จากเซลล์เป็นพันล้านดอลลาร์ ทายาทของคนไข้ไม่มีเงินรักษาตัว หมอฉีดเซลล์มะเร็งเข้าคนไข้เพื่อทดสอบผล เจ้าของเซลล์ฟ้องร้องแบ่งผลประโยชน์ การจดสิทธิบัตรยีน และประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย ที่ท้าทายเส้นแบ่งของจริยธรรมในการปฏิบัติต่อปัจเจกบุคคล และผลประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติ อ่านแล้วมันจะเกิดคำถาม ที่ไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าอะไรถูกอะไรผิด ชีวิตและสังคมเรามีความซับซ้อนมากขึ้นเหลือเกิน จนไม่รู้แล้วว่าจะมีจุดยืนต่อบางเรื่องยังไง หรือควรจะใช้วิธีง่ายสุดอีกอันคือ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเรา จะไปคิดถึงมันทำไม

ทำให้นึกถึงสิ่งที่ตัวเองคิดมาตลอดว่า ไอ้คำสอนเรื่องทางสายกลางนี่มันฟังง่าย แต่ความยากจริงๆ คือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าตรงกลางอยู่ตรงไหน ทางที่เรากำลังเดิน ขอบซ้ายขอบขวาอยู่ที่ใด