แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Millennium Trilogy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Millennium Trilogy แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

The Girl with the Dragon Tattoo (2011) - David Fincher

เราเป็นแฟนหนังสือ Millennium Trilogy น่ะนะคะ ไปดูหนังมาแล้วก็กลับมาอ่านข่าว บทความนิตยสาร ดูคลิปสัมภาษณ์ ย้อนอ่านนิยายบางตอน ยังไม่ได้อ่านอะไรใหม่เป็นชิ้นเป็นอัน ก็ยังไม่เขียนบล็อกถึงหนังสือ แต่ขอพูดถึงหนังหน่อยแล้วกัน วันนี้ฉายเป็นทางการแล้ว ภาพยนตร์ The Girl with the Dragon Tattoo (2011) ฉบับฮอลลีวู้ด ของผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ หรือในชื่อไทยว่า พยัคฆ์สาวรอยสักมังกร (ชื่อเหมือนหนังจีนแฮะ อย่างนี้ภาคสองจะกลายเป็นอะไรล่ะ พยัคฆ์สาวเพลิงอัคคีเหรอ อืมม์) ถึงแม้ตัวเลขรายได้เปิดตัวที่สหรัฐอเมริกาจะไม่เปรี้ยงอย่างที่คิด แต่นี่ก็เป็นหนังที่เราตั้งตารอดูมากที่สุดในช่วงนี้เลย



นี่ไม่ใช่วิจารณ์ภาพยนตร์นะ เพราะเขียนแบบมีหลักการเชิงภาพยนตร์ไม่เป็น ขอให้คิดว่าเป็นเพียงความรู้สึกของแฟน Millennium Trilogy คนหนึ่ง หลังจากที่ไปชมหนังเรื่องนี้มาเท่านั้น แล้วเพราะว่าเราเป็นแฟนเต็มขั้นของเรื่องชุดนี้ ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่าเว่อร์ไปหน่อยก็อย่าว่ากัน

เตือนสปอยล์

ขอเตือนว่า เนื้อหาต่อจากนี้จะมีการพูดถึงเนื้อเรื่องและฉากในภาพยนตร์อย่างอิสระ ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้โปรดหลีกเลี่ยง และเนื่องจากเราอ่านทั้งนิยาย กับเคยดูหนังฉบับสวีเดนมาแล้วด้วย ดังนั้นคงจะต้องมีเปรียบเทียบกันบ้าง จึงอาจมีสปอยล์เลยเถิดไปถึงพวกนั้นด้วย



ขึ้นต้นมาด้วยฉากไตเติลที่เป็นภาพกราฟิกส์คอมพิวเตอร์ พร้อมเพลงประกอบแรงๆ มันส์ๆ ชอบภาพช่วงนี้มากๆ เลย ทำให้ตื่นเต้นดึงดูดตั้งแต่แรก จากนั้นก็เข้าสู่เรื่องด้วยฉากกรอบรูปดอกไม้ปริศนาที่มีผู้ส่งมาให้เฮนริก แวงเกอร์ ต่อมาด้วยการเล่าถึงตัวละครเอกฝ่ายชายของเรื่อง คือ มิคาเอล บลอมควิสต์ (หนังฮอลลีวู้ด ออกเสียงแบบอเมริกัน ก็เรียกตามหนังไป) ช่วงนี้ธรรมดาไม่มีอะไรมากนัก อาจจะเน้นอารมณ์ดราม่าน้อยกว่าหนังสวีเดนหน่อย แต่การดำเนินเรื่องตรงตามนิยายต้นฉบับมากกว่า

และคนดูก็ไม่ต้องรอนาน เพราะลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ คนใหม่ ก็ปรากฏตัวในไม่ช้า ลิสเบ็ธเวอร์ชันนี้อาจจะดูออกแนวพังค์มากกว่าที่เคยนึกภาพไว้ในนิยาย แต่รูปร่างหน้าตารูนีย์ มาร่า นี่บอกได้เลยว่า ใช่จริงๆ ตัวเล็กและหน้าอ่อนเหมือนเด็กวัยรุ่น ฉากเคี้ยวหมากฝรั่งตอบคำถามคุณทนายในออฟฟิศนั่น กรี๊ดอยู่ในใจ เป๊ะจริง ละสายตาจากเธอไม่ได้เลย

บลอมควิสต์ตกลงรับงานสืบคดีหลานสาวมหาเศรษฐีเมื่อ 40 ปีก่อน เราชอบบทภาพยนตร์ตรงนี้ที่ไม่ละเลยการย้ำว่า สาเหตุที่แท้จริงที่บลอมควิสต์รับงานเพราะต้องการข้อมูลของเวนเนอร์สตรอม ไม่ใช่เรื่องเงินหรือแค่อยากหลบหน้าผู้คนเท่านั้น สะท้อนตัวตนในมุมที่น่าชื่นชมของพระเอก ไม่งั้นตัวละครนี้ก็จะไม่ค่อยเหลืออะไร

ฉากที่บลอมควิสต์ เดินทางขึ้นเหนือ และย้ายเข้าบ้านพัก ตอนเดินหาสัญญาณมือถือนั่น ให้ทั้งบรรยากาศและการเล่าเรื่อง ยะเยือกกับความหนาวเย็นห่างไกล ถ้าเปรียบกับฉบับสวีเดน ฉากทิวทัศน์อาจจะไม่แตกต่างกัน บ้านในพื้นที่โล่งกว้าง หิมะขาวโพลน แต่ในฉบับ 2011 เราได้สัมผัสถึงอารมณ์ความทึ่งแผ่ซ่านออกมาจากจอ มุมมองที่เดวิด ฟินเชอร์ เลือกนำเสนอผ่านเลนส์กล้อง เหมือนกับว่า ผู้กำกับถ่ายทอดความตื่นตาของเขาออกมาให้เราเห็นด้วย

ในขณะที่ตอนดูเวอร์ชันสวีเดนเราไม่รู้สึกแบบนี้ เป็นได้ว่าคนแถวนั้น (ฉบับ 2009 ผู้กำกับเป็นคนเดนมาร์ก) อาจจะไม่รู้สึกแปลกตาแปลกใจกับภูมิประเทศของตัวเอง คงเหมือนกับที่บางทีเราเห็นรูปที่ฝรั่งถ่ายรูปเมืองไทยสวยกว่าเราคนไทยถ่ายเอง เห็นมุมภาพแล้วเรารู้สึกว่าเขาทึ่งกับอะไรที่มันชินตาของเรา อย่างฉากที่พระเอกไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ฉบับสวีเดนไม่มีหรอก เห็นไม่สำคัญแค่ซื้อของเข้าบ้านเอง แต่เวอร์ชัน 2011 นี้มีถึงแม้จะแว้บเดียว แต่แค่นี้มันก็ดูแปลกตาแล้ว ของที่ขายกับการจัดร้านมันไม่ค่อยเหมือน 7-11 บ้านเรา รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดในสวีเดนจริงๆ ไม่ใช่เนื้อเรื่องที่เกิดที่ไหนก็ได้ สมกับที่ฟินเชอร์เคยบอกว่า ยังไงภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ต้องถ่ายทำที่สวีเดน เพราะฉากของเรื่องนี้สำคัญเหมือนเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งเลย

ชอบการแสดงของรูนีย์ มาร่า ในบทลิสเบ็ธ ฉากที่ลิสเบ็ธสู้กับคนที่วิ่งราวในสถานีรถไฟนั่นถึงจะไม่ยาว แต่ชอบมาก สาวรอยสักของเราเท่จริง ส่วนฉากนั่งซุกที่มุมที่นั่งโดยสารในรถไฟใต้ดินนั่น แสดงถึงด้านที่เปราะบางของลิสเบ็ธได้ดีมาก แต่ขนาดนั้นก็ยังแผ่รังสี ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เลย

มาถึงฉากสำคัญของเรื่องตอนข่มขืน โอย แรงมาก ขนาดรู้เรื่องอยู่แล้ว เคยดูเวอร์ชันก่อนมาแล้วด้วย ก็ยังคิดว่าภาพในฉบับนี้แรงมากจริงๆ เรต R 18+ เต็มๆ ดูไปหน้าเหยเกไป แอบหลบสายตาจากจอไปตั้งหลายที ต้องพยายามเตือนตัวเองให้แข็งใจดู แต่ก็พร่ำภาวนาในใจไปว่า ผ่านฉากนี้ไปเร็วๆ หน่อยสิ ไม่อยากเห็นอะไรแบบนี้เลย ถึงจะคิดว่ามันแรงมาก แต่ถ้าถามว่า เกินความจำเป็นมั้ยก็พูดได้ไม่เต็มปาก การนำเสนอความรุนแรงที่ผู้หญิงถูกกระทำอย่างตรงไปตรงมา มันก็เป็นการช่วยกระตุ้นตอกย้ำหนักๆ ให้คนดูสำนึกถึงปัญหาเรื่องนี้ แล้วฉากแก้แค้นก็ทำได้สะใจมากกกก

จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่การสืบคดีอย่างจริงจัง ตัวเอกทั้งสองคนได้มาอยู่ร่วมกัน ช่วงนี้ดูสนุกดีมาก การดำเนินเรื่องทำได้น่าติดตาม ค่อยๆ คลี่คลายปริศนาไปเรื่อยๆ จนรู้ตัวคนร้ายในที่สุด อารมณ์ระทึกช่วงนี้ทำได้ยอดเยี่ยม กับการเผชิญหน้าฆาตกร ตอนคนร้ายนั่งไขว่ห้างแล้วสาธยายสั่งสอน จิตกว่าในฉบับสวีเดนมากๆ ในส่วนของเรื่องราวหลังจากนั้น ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Dragon Tattoo ฉบับนี้จะเปลี่ยนตอนจบจากในนิยาย ก็ทำให้เราหวั่นใจอยู่ แต่พอได้ดูจริงๆ จุดที่เปลี่ยนแปลงจากในนิยายมีน้อยมาก ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญของเรื่องเลย คงจิตวิญญาณของนิยายต้นฉบับได้ครบถ้วน ถึงแม้เนื้อเรื่องบางจุดอาจไม่เคลียร์ เช่น จะไม่เฉลยให้คนที่ไม่อ่านนิยายรู้หน่อยหรือว่าใครส่งดอกไม้มา

มาพูดเรื่องตัวนักแสดงบ้าง เราไม่รู้จะเอ่ยชมรูนีย์ มาร่า ยังไง ไม่ให้ฟังแล้วรู้สึกว่าการแสดงของนูมี่ ราพาซ ดูด้อยค่าลง เพราะที่จริงเราไม่ได้ตั้งใจให้หมายความอย่างนั้น ลิสเบ็ธของราพาซนั้นถูกถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยมและมีพลังมากๆ แล้ว แต่เอาเป็นว่าตอนเราดูหนังเวอร์ชันอเมริกัน เราไม่ได้นึกถึงภาพของราพาซเลยสักครั้งเดียว ความจริงแล้วสำหรับเรา คงไม่มีนักแสดงคนไหนสามารถถ่ายทอดความเป็นลิสเบ็ธออกมาได้สมบูรณ์ 100% เพราะลิสเบ็ธเป็นตัวละครหญิงที่กล่าวได้ว่า โดดเด่นสุดยอดที่สุดตั้งแต่เริ่มศตวรรษนี้มา ความสุดยอดของเธอไม่ใช่สิ่งที่จะแสดงออกมาให้คนเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิด ตัวตนและวิญญาณของตัวละครตัวนี้ แต่เราก็คิดว่า รูนีย์ มาร่า ดูใกล้เคียงกับลิสเบ็ธในฉบับนิยายยิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด มันคงเป็นที่การตีความตัวละครมากกว่าที่ฝีมือการแสดง

เรื่องรูปร่างหน้าตาไม่ต้องพูดซ้ำ แต่รูนีย์ มาร่า มีมิติซับซ้อนกว่า ส่วนหนึ่งเพราะบทภาพยนตร์เอื้อกว่า หลายฉากช่วยถ่ายทอดให้เราเห็นลิสเบ็ธในหลายๆ ด้านมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นฉากการตอบโต้ที่ไม่ปรานีปราศรัย อารมณ์เคว้งไม่รู้จะทำยังไงตอนที่พาล์มเกรน ผู้ปกครองคนเก่า ป่วยหนัก เธอมีช่วงอารมณ์ให้เล่นได้กว้างและหลากหลายกว่า ไหนจะฉากที่รูนีย์ มาร่า เล่นแบบทุ่มสุดตัว ทั้งฉากข่มขืนและฉากที่อยู่กับบลอมควิสต์บนเตียง พูดตามตรง ตอนดูแอบเบือนหน้าหนีอีกแล้ว คิดว่าไม่ต้องลงทุนเปลืองตัวขนาดนี้ ละไว้ในฐานที่เข้าใจหน่อยก็ได้ แต่มันก็สะท้อนตัวตนของลิสเบ็ธให้เห็นมากขึ้นน่ะนะ ลิสเบ็ธนั้นมีรูปแบบความคิดเฉพาะของเธอเอง ที่ไม่ค่อยจะสนใจว่าสังคมหรือคนอื่นจะว่ายังไง มีเซ็กส์ได้โดยไม่แคร์ว่า กับผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นพ่อเขาผัวใคร บทบาททางเพศของเธอก็ไม่ใช่เยี่ยงผู้ถูกกระทำ

ถ้าจะมีอะไรที่ยังไม่ได้ดั่งใจเราก็คงเป็นเรื่องความรักของลิสเบ็ธ เราไม่รู้สึกสักนิดว่าลิสเบ็ธเริ่มเปิดใจ ฉากที่นอนคุยกันเล่าความหลังมันสื่อได้น้อยไป ที่จริงก็ช่วยไม่ได้มันเป็นข้อจำกัดของหนังที่พรรณนาเรื่องได้ไม่เท่าตัวหนังสือ และฉากจบสุดท้ายตอนทิ้งของขวัญนั้น มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายเรื่องราวได้แจ่มแจ้งเหมือนในนิยาย

ในส่วนของแดเนียล เคร็ก ความจริงก็ไม่ได้เล่นแย่ แต่ก็ยังดูขาดเสน่ห์ของบลอมควิสต์ และเมื่อเทียบกับรูนีย์ มาร่า เขาก็แทบดับไปเลย สำหรับคนที่เหลือ คนที่เล่นเป็นฆาตกรนั่นก็ชมไปแล้ว คนอื่นๆ ก็รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดี แต่บทมันไม่มีอะไรให้เล่นมากนักหรอก


สรุปในภาพรวมของหนังเวอร์ชันนี้ เรายกให้ฉบับของฮอลลีวู้ดชนะฉบับสวีเดนแบบใสๆ ถ้าเป็นฟุตบอลก็คงประมาณสกอร์ 3-1 เพราะดีกว่าเกือบทุกอย่าง ทั้งด้านภาพ การดำเนินเรื่อง และตัวนักแสดง ตอนนี้ก็คงต้องเอาใจช่วยเรื่องรายได้ของหนังกันหน่อย โซนี่ยืนยันแล้วว่าสร้างภาคต่อแน่นอน แต่เราอยากให้หนังประสบความสำเร็จเต็มที่ คงต้องไปอุดหนุนกันอีกสักรอบ เพราะอยากให้เดวิด ฟินเชอร์ มากำกับภาค 2-3 ต่อ อาจมีแฟนของฟินเชอร์บางคนที่ยังไม่พอใจ Dragon Tattoo แต่แฟน Dragon Tattoo อย่างเราโคตรพอใจฟินเชอร์เลยค่ะ หนังสวีเดนภาค Fire กับ Hornet นี่โปรดักชันไม่ค่อยดี เนื้อเรื่องก็ตัดไปเยอะมาก มีช่องให้พัฒนาได้อีกเยอะ รับรองว่า ฟินเชอร์จะทำได้เหนือกว่าขึ้นไปอีกแน่นอน

และอีกอย่างที่เราต้องขอบคุณ Dragon Tattoo เวอร์ชันนี้ก็คือ มันทำให้คนทั่วไปรู้จักไตรภาคมิลเลนเนียมเยอะขึ้นมาก เมื่อปีก่อนโน้นตอนไปดูที่ House เห็นมีคนดูนับหัวได้เราก็แอบเศร้า แต่นี่ขนาดรอบพิเศษตอนดึกก็ยังมีคนดูพอสมควร อยากให้เรื่องชุดนี้มีคนรู้จักกันในวงกว้าง ได้ความสนใจจากผู้คนในระดับคู่ควรกับที่นิยายเรื่องนี้สมควรได้รับ

ป.ล. รอบพิเศษนี่ซื้อตั๋วดูเองนะ

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

Millennium Trilogy Thailand Fan Club

Millennium Trilogy Thailand Fan Club Logo
ไม่ได้อัปเดตบล็อกซะนาน นอกจากเพราะงานที่ยุ่งจนต้องเอากลับมาทำต่อที่บ้านทุกวันแล้ว ช่วงที่ผ่านมายังอินอยู่กับ Millennium Trilogy ไปเดินคิโนะฯ มีเวอร์ชันปกอ่อนของทั้ง US กับ UK กับปกแบบ Film Tie-In แต่ไม่มีเล่มปกแข็ง เลยต้องสั่งซื้อกับอเมซอน พ่วง DVD หนังด้วย เรื่องไหนชอบมากๆ ต้องซื้อเก็บให้หมด เล่ม Fire ที่เราเคยบอกว่า ช่วงแรกน่าเบื่อ เราเอามาอ่านใหม่ มันก็ไม่น่าเบื่อแล้ว ตอนนี้อยู่ในอาการที่ว่า เท่าไหร่ก็ไม่พอ

เราไม่ได้ตกอยู่ในอาการคลั่งไคล้อะไรมานานหลายปีแล้ว ครั้งสุดท้ายคือ Harry Potter ดังนั้น เราก็เลยยังไม่อ่านหนังสือเรื่องอื่น ไม่อยากให้มีอะไรมาแบ่งแยกจิตใจ ยังอยากจมอยู่กับความรู้สึกปลาบปลื้มนี้ไปเรื่อยๆ ก่อน ใช้เวลาสัปดาห์ที่ผ่านมาท่องเว็บ หาอ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับหนังสือชุดนี้ ผลลัพธ์ก็คือ นี่ค่ะ เว็บไซต์ Millennium Trilogy Thailand Fan Club นั่งทำเมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ใครสนใจแวะไปเยี่ยมเยียนได้ค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Millennium Trilogy The Movies


เรากำลังอยู่ในอาการคลั่งไคล้หนังสือชุด Millennium Trilogy มากๆ สุดสัปดาห์นี้กลับบ้าน ก็อุตส่าห์ดั้นด้นไปดูหนังที่เฮ้าส์ อาร์ซีเอ โรงภาพยนตร์เดียวในประเทศไทยที่ฉายเรื่องนี้ ตอนนี้ยังมีฉายอยู่ทั้งภาค 1 และ 2 พร้อมกัน ขอออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่การรีวิวหนังแบบทั่วไป เพราะเนื่องจากเราไปดูหนังในฐานะที่มันเป็น adaptation จากหนังสือ มุมมองของเราจึงเป็นการดูเพื่อเปรียบเทียบกับหนังสือ ว่าเป็นยังไงบ้าง

เตือนสปอยล์

ภาพยนตร์ไตรภาค Millennium ฉบับออริจินอลสวีเดน นำแสดงโดย Michael Nyqvist ผู้รับบท มิเกล บลูมควิสต์ (สะกด Blomqvist จากเสียงในหนัง ฟังเหมือนกึ่งๆ ระหว่างเสียง โบลมควิสต์ กับ บลูมควิสต์) และ Noomi Rapace รับบท ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ เริ่มต้นที่ภาคปฐมบท The Girl With The Dragon Tattoo เนื้อเรื่องมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดปลีกย่อยจากหนังสือบ้าง เพราะต้องรวบรัดย่นย่อเรื่องให้เหมาะสมกับเวลา หนังแต่ละภาคยาวประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที แต่ก็ถือว่ารักษาประเด็นหลักของเนื้อเรื่องไว้ได้ดี แต่เราติดใจนิดหนึ่งว่า ตอนที่ลิสเบ็ธไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล แล้วบอกว่าไม่เคยมาหาเลย ทั้งๆ ที่ในหนังสือไปเยี่ยมหลายที มันทำให้ลิสเบ็ธดูไม่มีน้ำใจ แล้วสิ่งที่แม่พูด กับความฝันของลิสเบ็ธตอนเด็ก เอามาใส่ไว้ตั้งแต่ในหนังภาค 1 แต่ความจริงมันเป็นเนื้อเรื่องในส่วนของเล่ม 2 ทำให้เรารู้สึกว่ามันสปอยล์ภาค 2 มากไป แต่โดยรวมๆ โอเคมากๆ

The Girl Who Played With Fire น่าจะเป็นภาคที่ดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์ได้สนุกที่สุด เพราะแอกชั่นเยอะอยู่แล้วตามหนังสือ แต่เนื้อเรื่องถูกตัดไปเยอะอยู่เหมือนกัน และรายละเอียดปลีกย่อยหายไป จนเราไม่แน่ใจว่า คนที่ดูแต่หนัง ไม่ได้อ่านหนังสือ จะติดตามเนื้อเรื่องได้เข้าใจ เข้าถึงการกระทำของตัวละครรึเปล่า แต่ก็สนุกมากๆ ล่ะ ข้อดีของหนังในด้านการดำเนินเรื่องก็คือ เลือกมาแต่เนื้อๆ ของโครงเรื่องหลัก ก็เลยไม่มีช่วงยืดเยื้อน่าเบื่อเลย

หนังได้เรต R เพราะฉากความรุนแรง ฆาตกรรม ฉากข่มขืน เซ็กส์ซีนเห็นหน้าอก แต่เราคิดว่า มันก็ยังไม่ได้มากเกินไป ถือว่านำเสนอได้เหมาะกับโทนของเรื่องพอดี

The Girl Who Kicked The Hornet's Nest เป็นภาคที่เรารู้สึกว่า สร้างมาด้อยที่สุด เหมือนเขียนบทภาพยนตร์ไม่ดีเท่าไหร่ (หรือไม่ก็เพราะใจร้อนโหลดบิทมาดูก่อน เพราะหนังยังไม่เข้าโรง แต่เดี๋ยวพอหนังเข้าจะไปดูอีกรอบ) ส่วนหนึ่งเพราะรายละเอียดในหนังสือภาคนี้จะเยอะมากๆ ทั้งตัวละครและเหตุการณ์ เจอรวบรัดตัดความเข้าไป ทำให้รู้สึกว่า อะไรวะ นี่ก็ไม่มี นั่นก็ไม่มี แล้วไอ้นี่มันใคร ถ้าฉันไม่อ่านหนังสือมาก่อน ฉันจะดูรู้เรื่องมั้ย ฉากการพิจารณาคดี มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่อง ในหนังสือ ฝ่ายพระเอกจะเป็นฝ่ายวางกับดัก ขุดหลุมล่อหน่วยลับกับอัยการไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ในหนัง เพิ่งจะมาได้หลักฐานทีหลัง ไม่เท่เลย แล้วอย่างการที่ลิสเบ็ธแต่งตัวสุดพังค์ตอนศาลพิจารณาคดี ก็ไม่อธิบายว่าทำไม ทั้งๆ ที่มันเป็นส่วนหนึ่งของกับดักที่ล่อให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจแท้ๆ

ในส่วนของนักแสดง ผู้รับบทมิเกล ตอนแรกดูจากตัวอย่างหนัง รู้สึกว่าแก่ไป อ้วนด้วย เพราะจากที่อ่าน เห็นผู้หญิงไม่รู้กี่คนต่อกี่คนถลาใส่เขาโดยแทบไม่ต้องกระดิกนิ้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นคนที่ดูดีกว่านี้หน่อย แต่พอดูในเรื่อง ก็ดูมีเสน่ห์ดีนะ โดยเฉพาะเวลายิ้มหรือตอนขยิบตาให้

ส่วนนูมี่ ราเพซ ผู้รับบทลิสเบ็ธ อันที่จริงรูปร่างหน้าตาก็ไม่เหมือนภาพในใจเราเท่าไหร่ คือ เวลาอ่าน เราจะจินตนาการตัวละครตามที่หนังสือบรรยายเป็นภาพแบบเบลอๆ ไว้ในหัว เราหลงรักลิสเบ็ธมาก จนเวลานึกถึงตัวละครตัวนี้ เราไม่ค่อยอยากให้หน้าคนจริงๆ โผล่มาซ้อนทับในใจเรา แต่ราเพซก็ได้รับคำชื่นชมมากจากบทบาทการแสดงในหนังชุดนี้ นูมี่ ราเพซ ในบทลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ เธอใช้เวลาเตรียมตัวแสดง 7 เดือน ลดน้ำหนัก หัดคิกบ็อกซิ่ง จากที่อ่านตามรีวิว มีแต่แฟนๆ บอกว่า นี่แหละ ใช่เลยทั้งนั้น เธอได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากบทนี้ด้วย ซึ่งเราเห็นด้วยนะว่าแสดงดี ตีบทแตก ถ้าคุณสังเกต จะเห็นว่าลิสเบ็ธในหนัง บางทีท่าเดินจะดูเก้งก้างขัดตาบ้างใช่มั้ย ถ้าอ่านในหนังสือ จะรู้ว่ามีหมอตั้งข้อสังเกตว่า ลิสเบ็ธอาจมีอาการของ Asperger Syndrome เช็คจาก wiki ได้ความว่า คล้ายๆ เป็นออทิสติกแบบหนึ่ง คนที่เป็น นอกจากจะมีปัญหาเรื่องการรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น เข้าสังคมยาก เพราะสื่อสารความรู้สึกของตัวเองไม่ได้แล้ว จะมีปัญหาเรื่องการควบคุม co-ordinate ของร่างกาย ถึงแม้ว่าในหนังสือและภาพยนตร์จะไม่อธิบายเรื่องพวกนี้ไว้ แต่ตอนเราดู นึกถึงบทความ wiki ที่ไปอ่านมา ก็พยักหน้าหงึกๆ เลย แล้วเวลาลิสเบ็ธพูดเรื่องส่วนตัว ก็จะกระอึกกระอักตามอาการที่ว่าเป๊ะ ใส่ใจรายละเอียดของตัวละครดี ปรบมือให้นักแสดง (และ/หรือผู้กำกับ) เยี่ยมมาก

แคสติ้งตัวละครคนอื่นๆ ก็ดีหมด แฮเรียตนี่สวยจัง เอริก้า ใช่ นีเดอร์มานน์ นี่ก็ใช่เลย แต่ซาลาเชงโก้ ผิดคาดนิดหน่อย ไม่ค่อยมีมาดเลย แต่โดยรวม ในด้านการคัดตัวนักแสดงนี่ หนังทำได้ดีมาก

แล้วก็มาพูดถึงสิ่งที่หนังทำไม่ได้อย่างในหนังสือบ้าง อันนี้มันก็เป็นข้อจำกัดของภาพยนตร์ล่ะนะ ดูแล้ว เราเห็นแต่แอกชั่น แต่เราไม่รู้เรื่องราวและความคิดของตัวละครเลย ในหนังเราไม่เห็นความเป็นอัจฉริยะของลิสเบ็ธ เราไม่รู้ว่าลิสเบ็ธอกหักจากมิเกลยังไง ถ้าไม่เข้าใจตัวละคร ดูหนังแล้วจะรู้หรือว่า ทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมต้องทำอย่างนั้น เราเป็นห่วงว่า คนที่ดูแต่หนัง จะไม่เห็นถึงความพิเศษของหนังสือชุดนี้ ไม่รู้เป็นเพราะในส่วนของหนังภาค 2 กับภาค 3 ตอนแรกถูกวางแผนจะสร้างเป็นแค่ทีวีซีรีส์รึเปล่า (แต่หนังภาค 1 เกิดดัง เลยตัดมาทำเป็นหนังใหญ่) ก็เลยดูบทหนังไม่เนียนเท่าไหร่

ตอนนี้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูไม่ได้อ่าน Millennium Trilogy เราก็พยายามป่าวประกาศกับคนรอบตัวเรา ชวนว่าไปดูหนังก่อน ถ้าดูแล้วชอบก็อ่านหนังสือซะ ถ้าไม่ชอบ ก็มาอ่านหนังสือเถอะ อ่านเล่มแรกแล้วยังไม่ชอบก็อย่าเพิ่งหยุดด้วย อ่านให้ถึงเล่มสองก่อน เชียร์สุดใจเลย

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Girl Who Kicked The Hornet's Nest - Stieg Larsson

คะแนน : 9

โอ้ ว้าว สุดยอด เล่มสุดท้ายของหนังสือไตรภาค Millennium ทำให้เราต้องกลับคำพูด เมื่ออ่านมาถึงเล่มนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าหนังสือชุดนี้ดีสมคำร่ำลือจริงๆ ความคิดของเราค่อยๆ เปลี่ยนตั้งแต่ที่เริ่มรู้ตัวว่า ความรู้สึกที่ค้างมาจากเล่มสอง ภาพของ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ ยังติดอยู่ในความนึกคิดเรามาตลอด 3-4 วันนี้ ไม่มีตัวละครคนไหนที่ทำให้เรารู้สึกติดตรึงใจได้เท่านี้มานานมากๆ แล้ว ลิสเบ็ธ ห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟกต์ พฤติกรรมของเธอหลายอย่างออกนอกขอบเขตของค่านิยมในแบบจารีต แต่เธอไม่เคยล้ำเส้นความเป็นคนดีในความคิดเรา อย่างที่ตัวละครในเรื่องนึกถึงลิสเบ็ธว่า เธออาจทำสิ่งที่อาจผิดในสายตากฎหมาย แต่เธอจะไม่มีวันก่ออาชญากรรมที่ผิดต่อกฎของพระเจ้า มีการกระทำบางอย่างของเธอที่เราไม่ยกย่อง แต่เรารู้สึกว่า เธอสอนให้เราเคารพนับถือความเป็นคนมากขึ้น เรียนรู้ และพยายามเตือนสติตัวเองที่จะไม่ตัดสินคนอื่น

เนื้อเรื่องเล่มนี้สนุกตั้งแต่เริ่ม เพราะเรื่องราวต่อเนื่องจากเล่มที่แล้วที่ปูพื้นไว้หมดแล้ว เล่มนี้ก็ต่อเรื่องการสืบคดีได้เลย เล่มนี้ไม่ต้องฉงนสงสัยว่าใครเป็นคนร้าย เพราะสมาชิกกลุ่มลับสุดยอด ที่แฝงตัวอยู่ในฝ่ายรักษาความมั่นคงภายในของสวีเดน (S.I.S) เผยตัวออกมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ต่างฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบกันเต็มที่ หน่วยลับต้องจัดการเก็บกวาดคดี Zalachenko ให้เรียบร้อย และลิสเบ็ธเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจปล่อยให้ลอยนวลไปได้ ในขณะที่มิเกล กับ กอง บ.ก. มิลเลนเนียม ตำรวจสต็อกโฮล์ม และตำรวจ S.I.S ก็ช่วยกันระดมสรรพกำลัง พยายามเปิดโปงโฉมหน้าของกลุ่มหน่วยลับให้สำเร็จ ดำเนินเรื่องฉับไวรวดเร็วตัดไปตัดมาตลอด อาจมีบางช่วงเยิ่นเย้อไปหน่อยแต่ไม่มีเบื่อ

อ่านเล่มนี้นอกจากความสนุกของเนื้อเรื่องแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ชอบมากกับความคิดของคนประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว เป้าหมายสำคัญที่ต้องทำลายหน่วยลับ เพราะการมีอยู่ของหน่วยนี้ กระทบกระเทือนถึงรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยของสวีเดน นั่นคือ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี รัฐธรรมนูญเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในชาติ ต่อให้เป็นคิงของสวีเดนถ้าคิดเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นศัตรูของชาติ ชอบมากๆ กับฉากที่คุยกับนายกรัฐมนตรีสวีเดน เมื่อถูกถามว่า คุยกับอัยการให้ยกฟ้องไม่ได้หรือ นายกฯ บอกไม่ได้ ไม่มีสิทธิก้าวก่ายอำนาจศาล นั่นคือ ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบอนาถๆ อย่างบางประเทศ

บทของลิสเบ็ธเล่มนี้น้อยหน่อย เพราะถูกควบคุมตัวอยู่ในโรงพยาบาลเกือบตลอดเรื่อง แต่กล่าวถึงทีไร ก็ดึงดูดใจได้ทุกที เราชอบเวลาที่ผู้แต่งบรรยายถึงวิธีคิดของลิสเบ็ธ อย่างเช่น ตอนที่นอนอยู่บนเตียงขยับไม่ได้ ก็ยังคำนวณระยะห่างของศัตรู โดยการนับก้าวของฝีเท้าพยาบาล เราชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้แหละ เป็นความสามารถของผู้แต่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เธอเจ๋งจริงๆ

เล่มนี้นอกจากจะเป็นเล่มที่ดีที่สุด สนุกที่สุดในชุดแล้ว มันยังช่วยยกระดับเล่มหนึ่ง เล่มสอง ขึ้นอีกด้วย เมื่อคุณอ่านครบทั้งสามเล่มแล้วมองภาพโดยรวม จากเล่มหนึ่งที่ดูเป็นการสืบคดีธรรมดา มันก็ดูมีความหมายมากขึ้น ในฐานะของการเปิดตัวให้คนอ่านรู้จักตัวละครหลัก เล่มสองดึงคุณเข้าไปสัมผัสตัวละครลึกซึ้งขึ้น และเล่มสามขยายขอบเขตของสถานการณ์ เพิ่มผู้คนและเหตุการณ์เข้ามามากมาย ในระดับความมั่นคงของประเทศ สนุกมากกกกกกกกกกก แต่ถ้าใครขี้เกียจ จะหยิบเฉพาะเล่มนี้มาอ่านก็ไม่ได้ ต้องอ่านเรื่องเรียงลำดับ เพราะไม่งั้นก็สปอยล์ และถ้าไม่รู้ภูมิหลังของตัวละครและเนื้อเรื่องเล่มก่อน ก็จะอ่านแล้วงง และไม่อิน

น่าเสียดายมากๆ ที่ผู้แต่ง Stieg Larsson เสียชีวิตไปแล้ว มีข่าวว่า ที่จริงเขาเขียนเล่ม 4 ค้างไว้ด้วย ตอนอ่านเล่ม 3 ยังไม่จบ เราก็กลัวๆ อยู่ว่าตอนจบจะเหลือค้างประเด็นสำคัญอะไรรึเปล่า ภาวนาให้จบสมบูรณ์ทีเถอะ ก็โล่งไปนะที่อย่างน้อยก็จบแบบไม่มีอะไรคาใจ สำนักพิมพ์เมืองไทยไม่รู้ใคร แต่น่าจะมีคนซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว ช่วยแปลออกมาให้ไวเลย คนไทยจะได้อ่านกันเยอะๆ

ป.ล. เราดูหนังภาค 1 แล้ว ถ้าได้ภาค 2-3 มาดูจบ ว่าจะเขียนถึงฉบับภาพยนตร์ของหนังสือชุดนี้อีกที

Update
แวะชมเว็บไซต์ที่เราสร้างให้นิยายชุดนี้ที่ Millennium Trilogy Thailand Fan Club

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Girl Who Played with Fire - Stieg Larsson

คะแนน : 8

เล่มสองของซีรีส์ที่มีคนยกย่องว่า เป็นเรื่องเปิดศักราชของหนังสือทริลเลอร์แนวอาชญากรรมนอร์ดิก ในเล่มนี้ ช่วงต้นๆ เริ่มต้นอย่างช้าๆ กล่าวถึงชีวิตของลิสเบ็ธช่วงที่เดินทางท่องโลก เรื่องชุดนี้ต้องอ่านเรียงลำดับ เพราะในเล่มมีสปอยล์สรุปเล่าเรื่องราวที่เกิดในเล่มแรก The Girl With The Dragon Tattoo ไว้หมดเลย อ่าน 20% แรกอย่างเบื่อๆ เลยวางแล้วหันไปเล่มเกมซะทั้งวัน เพราะยังจับเนื้อเรื่องไม่ได้ว่า ประเด็นของเล่มนี้จะเกี่ยวกับเรื่องอะไร เหมือนเล่าเรื่องลิสเบ็ธให้คนอ่านรู้จักมากขึ้นเฉยๆ จนลิสเบ็ธกลับมาสวีเดนแล้วนั่นแหละ ที่เนื้อเรื่องเริ่มเร่งเร็วมากขึ้น

ส่วนที่นิตยสารมิลเลนเนียม ชีวิตมิเกลก็ดูเป็นปกติอยู่ นักข่าวอิสระรายหนึ่งติดต่อเข้ามา เพื่อจะเขียนสกู๊ปพิเศษ และจะตีพิมพ์หนังสือเปิดโปงขบวนการค้ากามข้ามชาติ โดยมิเกลรับหน้าที่บรรณาธิการ แต่แล้วขณะที่กำลังอยู่ระหว่างหาข้อมูลประกอบหนังสือเพิ่มเติม เกี่ยวกับบุคคลปริศนาชื่อ Zala นักข่าวอิสระรายนั้นก็ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมแฟนสาว ตำรวจพบอาวุธปืนที่ใช้ยิงตกอยู่ชั้นล่างของอพาร์ทเมนต์ที่เกิดเหตุ หลักฐานที่พบบนปืนสังหารกระบอกนั้นเป็นรอยนิ้วมือของหญิงสาวชื่อลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ !?

เล่มนี้โฟกัสอยู่ที่เรื่องของลิสเบ็ธเต็มๆ นะ ทั้งมิเกล ทั้งตำรวจ ทั้งแก๊ง พยายามตามรอยตามล่าหญิงสาวรอยสักมังกรกันจ้าละหวั่นทั้งเรื่อง โดยตัดสลับถึงลิสเบ็ธเป็นระยะๆ ในช่วงกบดานหลบการตามล่าของทางการ พร้อมกับไล่ตามล่า Zala เพื่อเป้าหมายอะไรยังไม่รู้ ส่วนมิเกลก็ต้องพยายามสืบความจริงของคดี เพราะเขาเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของลิสเบ็ธ เมื่อค่อยๆ อ่านไป จากมุมมองการสืบสวนของมิเกล และตำรวจ เราจะได้รับรู้เรื่องราวอดีตความเป็นมาของลิสเบ็ธทั้งหมด ชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น ตัวตนของลิสเบ็ธ จนถึงสาเหตุที่แท้จริง เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อลิสเบ็ธอายุ 12 ปี ที่ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันจิตเภทจนถึงอายุ 15 ปี

จากภูมิหลังของผู้แต่งที่เป็นบรรณาธิการนิตยสารแนวสังคม นิยายชุดนี้จึงไม่ใช่นิยายสืบสวนธรรมดา แต่สอดแทรกปัญหาสังคม ประเด็นเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิง การค้ามนุษย์ อคติต่อรักร่วมเพศ ความล้มเหลวของระบบ ช่องว่างที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ทางการเลวๆ เอารัดเอาเปรียบคนด้อยโอกาส จริยธรรมในวิชาชีพ ความขัดแย้งของมโนธรรมกับกฎหมาย ฯลฯ

จะว่าไป การสืบสวนคดีในเล่มนี้ ไม่มีวิธีไขปริศนาที่โดดเด่นแยบคายเป็นพิเศษ เหมือนสืบไปเรื่อยๆ ไปสัมภาษณ์คนนี้มา ได้ชื่อคนนั้น ไปคุยกับคนนั้น ได้เบาะแสคนโน้น ก็ตามไปเรื่อยๆ จากข้อมูลที่ได้มาทีละนิดๆ ทำให้เราได้รับรู้ภาพใหญ่ แต่ที่ทำให้อ่านสนุกก็คือ มันเป็นเรื่องของลิสเบ็ธไง เธอเป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นได้แบบโดดเด่นสุดๆ ทั้งบุคลิก ความสามารถพิเศษ และนิสัยใจคอ มีมิติ ซับซ้อน น่าทึ่งมากๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งดึงดูดให้หลงใหล แล้วทำให้อดชื่นชมเธอไม่ได้

ช่วงท้ายเป็นแอกชั่นเต็มๆ ลุ้นมาก หุหุ กะไว้แล้วเชียว เรื่องความเกี่ยวข้องกับ Zala ทายถูกจริงๆ ช่วงนี้ ลิสเบ็ธโคตรสุดยอด นึกภาพตามตอนมือโผล่จากดินขึ้นมา โห.... บรรยายไม่ถูกเลย ตอนจบนี่ทิ้งท้ายไว้ให้คนอ่านรอลุ้นในเล่ม 3 โดยเฉพาะเลยนะนี่ โชคดีจังที่เราอ่านตอนที่ออกมาครบแล้ว เดี๋ยวถ้ามีฉบับแปลไทยออกมา คนที่อ่านหน้าสุดท้ายของเล่มสองจบ ตอนที่เล่มสามยังไม่ออก คงแทบคลั่งว่าจะเป็นไงต่อ

Update
แวะชมเว็บไซต์ที่เราสร้างให้นิยายชุดนี้ที่ Millennium Trilogy Thailand Fan Club

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Girl with the Dragon Tattoo - Stieg Larsson

คะแนน : 8

นิยาย International Bestseller ที่กำลังมาแรง ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นภาษาสวีเดน ผู้แต่ง Stieg Larsson เสียชีวิตในปี 2004 โดยทิ้งต้นฉบับนิยายไว้ 3 เล่ม ซึ่งในที่สุดได้ตีพิมพ์เป็นนิยายไตรภาคชุด Millennium ซึ่งเป็นชื่อนิตยสารของตัวเอกในเรื่อง โดยเล่มแรกคือ The Girl with the Dragon Tattoo นี้เอง พอถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ขึ้นอันดับขายดี สร้างเป็นหนังสวีดิชก็ดัง เพิ่งมาฉายเมืองไทยเดือนที่แล้ว กำลังจะสร้างเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดด้วย อเมซอนก็โปรโมทน่าดู เห็นกระแสอย่างนี้แล้วก็อดไม่ได้ ต้องลองอ่านซะหน่อยว่ามีอะไรดี

มิเกล บลูมควิสต์ นักข่าววัยกลางคน ที่ถนัดทำข่าวแนวเปิดโปง ได้รับการว่าจ้างจากมหาเศรษฐี เฮนริก แวงเกอร์ ให้มารับหน้าที่สืบหาความจริงในคดีที่แฮเรียต หลานสาวของเขาหายตัวไปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ในการรับงานครั้งนี้ ทำให้มิเกลมีโอกาสได้พบกับ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ แฮกเกอร์สาวอัจฉริยะ ที่มีบุคลิกภาพแปลกแยก เจาะห่วงที่ใบหน้า กับรอยสักรอบตัว ทั้งสองร่วมมือกันเพื่อคลี่คลายปมจากอดีต ที่ลึกลับซับซ้อนและมืดมนเกินกว่าภาพที่เห็น

เตือนสปอยล์อีกที

เล่มนี้ดึงคนอ่านให้ติดตามได้ตั้งแต่หน้าแรกทีเดียว ช่วงแรกเป็นการแนะนำตัวละคร ถึงแม้ยังไม่มีอะไรมาก แต่ก็ปูพื้นเรื่อง และตัดเหตุการณ์ไปมาได้รวดเร็ว ทำให้น่าสนใจ ความจริงเนื้อเรื่องช่วงแรกไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมาก เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต และตัวละครในครอบครัวแวงเกอร์ แต่สไตล์การเล่าเรื่องก็ทำได้ดี และทำให้เรารู้สึกจดจ่อรอลุ้น เหมือนเราเดินเข้าไปในบ้านใหญ่หลังหนึ่ง ห้องด้านหน้ายังไม่มีอะไร เราเดินเข้าไปเรื่อยๆ สังเกตเครื่องตกแต่งสองข้างผนังไป แต่ระหว่างเดินเราก็รู้สึกได้ว่า เดี๋ยวมันจะต้องมีอะไรใหญ่ๆ เกิดขึ้นรออยู่ตรงหัวเลี้ยวข้างหน้าแน่ๆ ก็เลยอ่านไม่เบื่อเลย

จนเมื่อผ่านครึ่งเล่ม ตัวละครเอกทั้งสองคนได้เจอกัน เนื้อเรื่องก็เข้าสู่ช่วงสืบคดีปริศนาเต็มที่ ช่วงนี้สนุกดีมาก จากเงื่อนงำเล็กน้อยที่มิเกลสังเกตเห็น นำไปสู่การไขความลับทีละเปลาะๆ จนพบว่า นี่ไม่ใช่การหายตัวไปของเด็กสาวคนเดียว แต่มันเกี่ยวข้องกับฆาตกรรมต่อเนื่องที่กินเวลายาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งขอเตือนไว้เลยว่า เนื้อเรื่องแสดงด้านมืดและความวิปริตของฆาตกรมากๆ ต้องทำใจแข็งอ่านหน่อย

มิเกลเป็นตัวละครที่เราบอกไม่ถูก เหมือนจะไม่ชอบแต่ก็เกลียดไม่ลง ในขณะที่ลิสเบ็ธ มีพลังความโดดเด่นของตัวละครสูงมาก ด้วยบุคลิกแรงๆ ไม่พูดกับใคร แทบไม่มีใครรู้ถึงความเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ เธอถูกพิจารณาว่า มีความผิดปกติทางจิต ต้องมีผู้พิทักษ์ทางกฎหมาย และเสี่ยงต่อการถูกส่งไปควบคุมตัวในสถาบันประสาท ความจริงบทของลิสเบ็ธน้อยกว่ามิเกลมาก แต่สิ่งที่คนอ่านจะจดจำไปน่าจะต้องเป็นตัวละครของลิสเบ็ธ และไม่แปลกเลยที่ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษจะใช้คำที่สื่อถึงตัวเธอ (ต่างจากต้นฉบับภาษาสวีดิช ที่ชื่อเรื่องแปลว่า "Men Who Hate Women")

ความจริงในเรื่องนี้ มีสิ่งที่เราไม่ชอบอ่านเกิดขึ้นหลายอย่างนะ พระเอกเหมือนเป็นผู้ชายเจ้าชู้ (ที่ใช้คำว่าเหมือน เพราะผู้หญิงเป็นฝ่ายกระโดดใส่เขาเองทั้งนั้น) มีฉากนางเอกถูกคนชั่วข่มขืน ความสัมพันธ์ของชายหญิงต่างวัย ซึ่งสารภาพว่า ปกติถ้าเจอ 3 ประเด็นนี้ในเรื่องไหน เราจะรู้สึกต่อต้านและหมดสนุกในการอ่านไปเลย แต่อ่านเรื่องนี้แล้วกลับเฉยๆ แฮะ เพราะมันถูกบรรยายออกมาเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ถูกทำร้ายก็ลุกขึ้นตอบโต้ มีอะไรกับคนอื่นก็บอกอีกคนเฉยๆ เจ้าตัวก็ทำตัวไปตามธรรมชาติ เหมือนก็รู้ตัวอยู่ว่าไม่ใช่คนดีเด่อะไร โลกไม่ดีพร้อม คนเราไม่สมบูรณ์แบบ จนเราไม่ติดใจจะหาความเป็นคนดีจากตัวละครซะแล้ว ประเด็นพวกนั้นก็เลยไม่รบกวนใจเราเท่าไหร่ ทำให้ตรึงความสนใจไปอยู่กับเนื้อเรื่องเป็นหลักได้ ตอนวิ่งไล่ติดตามแก้ปริศนาทีละนิด วางไม่ลงเลย

ช่วงท้ายเรื่อง หลังจากคลายคดีปริศนาได้แล้วดันไม่ยอมจบแฮะ เรื่องกลับพลิกไปเป็นการทลายอาณาจักรธุรกิจของนักการเงิน ที่เป็นศัตรูของพระเอกซะ ซึ่งจะว่าไปก็สนุกแหละ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันแปลกไม่เข้ากับเนื้อเรื่องหลักเท่าไหร่ สรุปว่า นิยายเล่มนี้เป็นนิยายสืบสวน/ตื่นเต้นที่อ่านสนุก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า กระแสที่ชื่นชมเรื่องนี้มากๆ ชมกันเกินไปรึเปล่า เพราะทำให้เราตั้งความคาดหวังไว้ซะสูงเชียวว่า มันคงมีอะไรที่ดีเด่นแหวกแนวมาก กับความแปลกที่เราไม่คุ้นแบบสวีเดน อ่านจบแล้วเราพบว่า มันก็ไม่ต่างจากการอ่านนิยายอเมริกันเท่าไหร่หรอก

Update
หลังจากอ่านเล่ม 3 จบ ความคิดเราเปลี่ยนไปแล้ว ขอกลับคำที่บอกว่า ชมกันมากเกินไปรึเปล่า นิยายชุดนี้ยอดเยี่ยมและมีเสน่ห์เฉพาะตัวของตัวเองจริงๆ แต่ขอไม่แก้ข้อความเดิม เพราะจะได้จำความรู้สึกตอนอ่านจบเฉพาะเล่มแรกได้ เขียนบล็อกไว้เรื่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่าความคิดเราเปลี่ยนไปยังไง

แวะชมเว็บไซต์ที่เราสร้างให้นิยายชุดนี้ที่ Millennium Trilogy Thailand Fan Club