แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สืบสวน/ตื่นเต้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สืบสวน/ตื่นเต้น แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

Delusion in Death - J. D. Robb

คะแนน : 7.5 นิยายชุด In Death เล่มที่ 35 เมื่อจู่ๆ คนเกือบร้อยในบาร์แห่งหนึ่งลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง ผู้รอดชีวิตให้การว่า อยู่ดีๆ ก็ปวดหัวขึ้นมา เห็นภาพหลอนว่าจะถูกทำร้าย เป็นหน้าที่ของอีฟ ดัลลัส อีกครั้งที่ต้องมารับผิดชอบคลี่คลายคดีสังหารหมู่ครั้งนี้ 

เปิดเรื่องมาได้ดีน่าสนใจ ครึ่งเล่มแรกสนุกดีมาก ปูให้เห็นภาพรวมของคดี แต่พอกลางเล่มที่รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้วเรื่องก็จะเนือยลง เล่มนี้ไม่ค่อยมีฉากแอกชั่นเลยไม่ลุ้นเท่าไหร่ มีแค่รวบรวมข้อมูล สัมภาษณ์พยาน จัดฉากล่อผู้ร้าย แล้วค่อยมีฉากไคลแม็กซ์ช่วงใกล้จบอีกที โดยรวมเรื่องชุดนี้ก็ยังปึ้กอยู่ จริงๆ ก็ชอบเกือบๆ 8 นะ เพียงแต่เล่มนี้ไม่มีฉากที่ประทับใจเป็นพิเศษเท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Celebrity in Death - J. D. Robb

คะแนน : 7.25

นิยาย In Death เล่มที่ 34 เนื้อเรื่องของเล่มนี้คือ คดีใน Origin in Death ที่นาดีนเอาไปเขียนเป็นหนังสือดัง ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เมื่ออีฟได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงที่ทีมผู้สร้างหนังจัด ก็เกิดเหตุฆาตกรรมนักแสดงในเรื่อง

ช่วงต้นเรื่องอ่านสนุกดีมากเลย แต่พอกลางเรื่องชักแผ่ว พอรู้ตัวคนร้ายก็กร่อย จากเนื้อเรื่องภูมิหลังของคนร้าย ไม่ค่อยน่าเชื่อที่ฆาตกรจะลอยนวลมาได้นานขนาดนี้ เนื้อเรื่องช่วงสุดท้ายจืดสนิท เพราะการกระทำของคนร้ายไม่ค่อยสมเหตุสมผล  แถมอีตอนการพยายามฆ่าครั้งสุดท้ายก็ไม่ฉลาดเลย คนจะฆ่าตัวตายใครเขาจะเอายานอนหลับใส่ในขวดไวน์ก่อนเป็นวัน เวลามีการพิสูจน์หลักฐานก็ต้องเหลือร่องรอยในขวด ไม่ต้องถึงมือตำรวจฉลาดอย่างอีฟ เป็นใครก็ต้องสงสัยอยู่แล้วล่ะ

ในส่วนเรื่องราวอื่นๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรอีก ตอนนี้เป็น In Death ที่เรื่อยๆ ธรรมดามากเลย

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

11/22/63 - Stephen King

คะแนน : 8.5

คงไม่ต้องช่วยเชียร์เยอะ เพราะชื่อ สตีเว่น คิง บนปก ก็รับประกันได้ในตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณชอบอ่านแนว action thriller แล้วคิดว่าคำพูดของเราพอจะเชื่อได้บ้าง ก็อยากบอกว่า ใครที่ยังไม่ได้อ่าน รีบๆ ปิดโพสต์นี้ แล้วไปหาเล่มนี้มาอ่านเถอะค่ะ มันส์โคตรๆ

แต่ถ้าฟังแค่นี้ยังตัดสินใจไม่ได้ เราจะพยายามโน้มน้าวใจคุณๆ ต่อ จะได้มีแนวร่วมคนที่ชอบเหมือนกันเยอะๆ แต่ก็อาจจะเขียนได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมันเลยมาเกือบสองวันแล้ว แต่คืนนั้นอ่านจบก็ง่วงแล้ว เมื่อวานกลับจากเที่ยว นอนดูหนัง แล้วดูลิเวอร์พูลต่อ ก็หมดวันอีก ถ้าเขียนบล็อกตอนเพิ่งอ่านจบ อะดรีนาลีนที่เกิดจากการอ่านเรื่องนี้ยังพล่านทั่วตัว คงจะจูงใจได้มากกว่านี้

วันที่ 22 เดือน 11 ปี 1963 คือวันที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ถูกลอบยิงเสียชีวิต แต่ถ้าวันนั้นเขาไม่ตาย ประวัติศาสตร์โลกก็อาจจะพลิกโฉมไป ปัจจุบันที่เรารู้จักก็อาจไม่ใช่เช่นนี้ นิยายเล่มนี้คือเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ เจค เอปปิ้ง ครูสอนภาษาอังกฤษธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในต้นทศวรรษที่ 2 ของศตวรรษที่ 21 (ก็ปี 2011 นั่นแหละ ในหนังสือเรียกให้มันเท่ๆ ว่างี้) เขาได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีต พร้อมกับคำขอร้องให้เขาช่วยหยุดยั้งการลอบสังหาร JFK ฮ่าฮ่า บอกโครงเรื่องแค่นี้ก็คงพอ เพราะเราก็รู้แค่นี้แหละตอนก่อนอ่าน ดูชื่อคนแต่ง เห็นพล็อต เห็นดาวอเมซอน กับรู้ว่าไม่ใช่แนวสยองขวัญ ก็อยากอ่านแล้ว เชื่อใจคนขับแล้วก็กระโจนขึ้นรถเลย

สนุกมากตั้งแต่เริ่ม บทแรกก็ทำเราติดแล้ว แนะนำตัวพระเอก แล้วก็เริ่มลุยเลย ไอเดียการย้อนเวลาทำได้น่าสนใจมากๆ ช่วงต้น 1/3 เรื่อง เต็มไปด้วยแอกชั่น ระทึกมาก เหมือนนั่งรถที่โชเฟอร์ขับซิ่ง มียางแตกแหกโค้งอีกต่างหาก คนอ่านก็นั่งเกาะเบาะตัวเกร็ง ลุ้นดี พอเข้าช่วงกลางเรื่อง คนขับเริ่มผ่อนคันเร่ง พระเอกเริ่มปรับตัวกับการใช้ชีวิตในยุคอดีต ไปเป็นครูโรงเรียนมัธยม และได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เนื้อเรื่องช่วงนี้ยาวมากทีเดียว ถึงจะไม่มีแอกชั่นเยอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนเขียนจะปล่อยให้เรานั่งชมวิวสบายๆ จนอาจเผลอหลับ มีการเบรกให้คนอ่านหัวทิ่ม กระตุกอารมณ์ลุ้นกันเป็นระยะๆ

เราไม่เบื่อกับเหตุการณ์ชีวิตช่วงตรงกลางเลย เราคิดว่ามันเป็นการทำให้ตัวละครมีเลือดเนื้อ ตัวหนังสือของ สตีเว่น คิง มีพลัง บางครั้งอ่านไปน้ำตาเปื้อนแก้มไม่รู้ตัว ตอนไหนก็จำไม่ได้ ไม่ใช่ฉากสำคัญอะไร แต่มัน moved อีกอย่าง เราชอบเรื่องราวความรักในเล่มนี้ ตอนอ่านสุภาษิตญี่ปุ่นตอนเปิดเรื่อง ก็งงนะว่าเกี่ยวอะไร แต่พอถึงเนื้อเรื่องตอนนั้นซึ้งมากเลย ถ้าไม่มีเรื่องราวพวกนั้น มันก็เหมือนพระเอกฮีโร่ธรรมดา ย้อนมาช่วยแก้ไขเหตุการณ์ เสร็จจบก็ไป ถ้าทำไม่สำเร็จก็แล้วไง แต่พอแต่งเรื่องให้เจคมีความผูกพันกับอดีต ก็เหมือนการเพิ่มเดิมพันให้ตัวละคร สถานการณ์ของพระเอกก็จะถูกบีบคั้นขึ้นว่าต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ตอนอ่านก็จะยิ่งอิน ยิ่งเชียร์ แล้วจะยิ่งเจ็บปวดใจแทนพระเอกกับการตัดสินใจครั้งสุดท้ายตอนจบเรื่องของเขา

ช่วงท้ายเรื่อง เข้าสู่ฉากแอกชั่นยาวเหยียด วันที่ 11/22/63 เนื้อเรื่องสปีดสุดชีวิต แทบหายใจหายคอไม่ทัน แปลกนะทั้งที่มันเป็นเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ที่เราควรจะรู้ตอนจบดีอยู่แล้วใช่ไหม แต่กลับเดาทางไม่ได้เลยว่าจะจบยังไง มีความเป็นไปได้นานัปการ ตอนจบสุดท้ายเป็นแนว sci-fi เต็มที่ จักรวาลสตริง พอถึงบทสุดท้ายของเรื่อง เราคงพูดได้แค่ว่า ในเมื่อเรื่องมันเป็นอย่างนี้ จบแบบนี้ก็คงเป็นฉากจบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้แล้ว อ่านจบแล้วคิดว่า เวลาทุกนาทีที่เราใช้อ่านทุกตัวอักษรของนิยาย 849 หน้าเล่มนี้ คุ้มค่ามาก

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา ตอนคดีฆาตกรรมเรือสำราญผีสิง

คะแนน : 7.5

เมื่อวานวันอาทิตย์งานหนังสือคนเยอะมาก ขนาดไปตั้งแต่เพิ่งเปิด พอบ่ายสามก็ฝ่าฝูงชนไม่ไหวล่ะ มือก็ชักหิ้วหนัก เลยกลับดีกว่า เสียดายว่ายังเดินได้ไม่ค่อยทั่วเท่าไหร่เลย งานนี้คงไปได้รอบเดียว สถานการณ์น้ำท่วมเดินทางไม่สะดวก ขี้เกียจเข้ามาอีก

คินดะอิจิรุ่นหลาน ฉบับนิยาย ไลท์โนเวล ประมาณ 250 หน้า ราคาปก 190 บาท นี่ก็แพงกว่าการ์ตูนเยอะเหมือนกันนะ แต่กระดาษดีกว่า ข้างในมีภาพสี pin-up และมีรูปประกอบฝีมือฟุมิยะ ซาโต้ แทรกประมาณ 3-4 หน้า เนื้อเรื่องโดย อามางิ เชย์มารุ เจ้าประจำ เล่มนี้เป็นตอนที่ 2 เราข้ามไม่ได้ซื้อเล่ม 1 ของ VBK เพราะเราเคยซื้อฉบับแปลภาษาอังกฤษของตอนแรกมาอ่านนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังบ้าการ์ตูนเรื่องนี้มากๆ คดีโอเปร่าอ่านแล้วไม่สบายใจเพราะมูลเหตุความแค้นของฆาตกรมาจากประเด็นที่เราไม่ชอบอ่าน แต่คดีฆาตกรรมเรือสำราญผีสิงนี่น่าสนใจ

คินดะอิจิจับฉลากได้รางวัลทริปล่องเรือ เลยออกเดินทางพร้อมกับมิยูกิ มาขึ้นเรือสำราญสุดโทรม ได้เจอสารวัตรเคนโมจิที่ซื้อทัวร์ราคาซำเหมามากับภรรยา ทริปนี้จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรือลำนี้ จึงมีลูกเรือกับแขกเพียงไม่มาก แต่เรือลำนี้ถูกควบคุมโดย Ghost Captain ที่มีตำนานเล่าขานว่าจะทำให้คนบนเรือหายตัวไปทีละคน เป็นหน้าที่ของคินดะอิจิที่ต้องใช้ชื่อปู่เป็นเดิมพัน เพื่อทำให้ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่าง

การดำเนินเรื่องฉบับนิยายนี้ก็มีสไตล์เหมือนฉบับการ์ตูนเปี๊ยบ ก็อ่านเพลินดี ทริกใช้ได้ไม่งี่เง่า เกิดเหตุในเวลาที่ทุกคนมีพยานยืนยันสถานที่อยู่กันหมด การดำเนินเรื่องค่อนข้างเร็ว แต่ตอนนี้เหมือนกับว่า รวมตัวละครมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวกกลุ่มแขกกับกลุ่มลูกเรือ ดูแยกจากกันเกินไป ทำให้เมื่อจับเค้าได้ว่า เหตุจูงใจของฆาตกรคืออะไร มันก็ตัดคนน่าสงสัยไปได้เยอะเลย ตัวละครบางคนนี่เหมือนใส่มาเฉยๆ ให้ครบช่องแนะนำตัว คุณนายเคนโมจิก็แทบไม่มีบทอะไร ตอนท้ายเลยเหลือลุ้นคนร้ายอยู่แค่ 1-2 คน เดาง่ายเลย แต่ฉากเฉลยสนุกดี

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

Chaos in Death - J. D. Robb

คะแนน : 7
พบศพ 3 ศพ ชาย 2 หญิง 1 ถูกตัดใบหู ควักลูกตา และถูกตัดลิ้นไป ทั้งสามเป็นอดีตเด็กขี้ยาที่กำลังพยายามกลับตัว มีพยานที่อาศัยอยู่ตึกใกล้เคียงให้การว่า เห็นชายประหลาดตัวสีเขียว ตาถลนสีแดงก่ำ เดินหัวเราะเต้นรำผ่านไปในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ !! เป็นหน้าที่ของผู้หมวดอีฟ ดัลลัส ต้องเข้ามารับหน้าที่คลี่คลายคดีประหลาดนี้

ตอนนี้เป็นเรื่องสั้นอยู่ในเล่ม The Unquiet อ่านแล้วเฉยๆ เรื่อยๆ เพราะตอนที่แล้วสนุกมาก ตอนนี้เลยรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเท่าไหร่ อาศัยธีมจากนิยายคลาสสิค Dr Jekyll and Mr Hyde เนื้อเรื่องสั้นๆ สืบวื้บเดียวก็ถึงตัวคนร้ายแล้ว ในส่วนความสัมพันธ์ของอีฟกับคนอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเด่นนัก มีประโยคประทับใจจากนาดีนนิดนึงมั้ง ถือว่าเป็นตอนที่อ่านได้เพลินๆ แต่ไม่ได้ช่วยเสริมอะไรพิเศษให้แก่เรื่องชุดนี้

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

New York to Dallas (In Death #33) - J. D. Robb

คะแนน : 8.5

นิยายชุด In Death เล่มที่ 33 แต่เป็นเล่มแรก ที่ไม่มีคำว่า In Death ในชื่อเรื่อง และฉากของเรื่องส่วนใหญ่เปลี่ยนจากนิวยอร์กไปอยู่ที่ดัลลัส เมืองซึ่งเป็นต้นกำเนิดชื่อของอีฟ เล่มนี้สนุกมากๆ ตั้งแต่เริ่มเปิดเรื่อง ฉากแรกที่อีฟนั่งเบื่อกับการทำงานเอกสาร ก็ทำเราขำแล้ว โดยเฉพาะตอนเถียงกับคอมพิวเตอร์ ฮากระจาย อยากมีคอมพ์แบบนี้มั่งจัง แล้วก็อยากได้ออโต้เชฟด้วย ^_^ แต่เพียงยังไม่จบบทแรก อารมณ์ของเรื่องก็เปลี่ยนทันที ลุ้นระทึกตั้งแต่ต้น เมื่อคนร้ายที่อีฟเคยจับตัวได้เมื่อ 12 ปีก่อน หนีออกจากคุกมา แล้วจับผู้หญิงคนหนึ่งเป็นตัวประกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการแก้แค้นอีฟ

อีฟกับรอร์คเดินทางมาดัลลัส เพื่อพยายามตามล่าคนร้าย เนื่องจากมาต่างเมือง สมาชิกประจำอย่างพวกตำรวจนิวยอร์กก็จะมีบทน้อย พีบอดี้ก็ไม่ได้ไปด้วย แต่การได้เห็นบทบาทของอีฟในการทำงานร่วมกับตำรวจต่างเมืองบ้างก็ดีนะ การดำเนินเรื่องเล่มนี้เยี่ยมมาก ลุ้นตลอด ต้องพยายามหาร่องรอยหลักฐานว่า คนร้ายกบดานอยู่ที่ไหน มีความคืบหน้าในการติดตามสืบเกือบทุกบท ตามเข้าใกล้คนร้ายไปเรื่อยๆ เรื่องเร่งเร็ว ไม่มีเอื่อยเลย เรื่องพาร์ทเนอร์ของคนร้าย เราเดาถูกด้วย ตั้งแต่ประโยคแรกที่พูดถึงเลย กะมานานแล้ว

คดีในเล่มนี้เกี่ยวพันกับการกักขังและล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิง บวกกับสถานที่เป็นเมืองดัลลัส เพราะฉะนั้นแน่นอนว่า ต้องส่งผลกระทบทางใจต่ออีฟแน่ๆ อาการฝันร้ายของอีฟเล่มนี้เลยดูจะหนักเป็นพิเศษ แต่เพราะประเด็นนี้ ก็เลยยิ่งทำให้เห็นระดับความรักความผูกพันของอีฟกับรอร์ค อ่านนิยายชุดนี้ บางทีก็เหมือนอ่านหนังสือฮาวทู 999 วิธีบอกรัก บอกรักกันมา 30-40 ตอน ตอนละหลายๆ หน ก็ยังไม่รู้สึกซ้ำซากเลยสักนิด ยังซึ้งยังโดนใจได้ตลอด สรุปว่านี่เป็น 1 ในเล่มที่เราชอบที่สุดในซีรีส์ In Death เลยนะ

ป.ล. ลืมพูดถึงได้ไง เจ้าแมวอ้วนกาลาแฮด น่ารักที่สุดเลย

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

Prey - Linda Howard

คะแนน : 7
เล่มนี้หน้าปกกับเนื้อหาข้างในไปคนละทาง ตอนแรกก่อนอ่านเห็นปกแล้วก็เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร พออ่านจบแล้วมาเขียนบล็อก แปะรูปเสร็จ สิ่งแรกที่นึกทันทีก็คือ รูปนี้ไม่สื่ออะไรถึงเนื้อเรื่องเลยนะเนี่ย เกิดใครไม่เคยอ่าน Linda Howard แล้วหลงซื้อเล่มนี้เพราะหน้าปก อ่านจบก็คงงงๆ เหมือนกัน บุคลิกนางเอกไม่เหมือนผู้หญิงในรูปเลย ในเล่มมีตอนไหนใส่ขาสั้นนอนเล่นอยู่หวา แล้วในหนังสือฉากอยู่ในป่าทั้งเรื่อง ไม่เห็นมีใบไม้บนปกสักใบ

แอนจี้ พาวเวล รับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อ เป็นไกด์นำทางเดินป่า แต่เพราะสภาพเศรษฐกิจซบเซา แถมมีไกด์หนุ่มมาดเข้มอย่าง แดร์ คัลลาแฮน เป็นคู่แข่ง ทำให้ลูกค้าหดหาย สถานการณ์ของเธอย่ำแย่ จนแอนจี้ต้องตัดสินใจเลิกกิจการ งานครั้งสุดท้ายของเธอ คือการพาลูกค้าสองคนเข้าป่าไปล่าหมี โดยไม่รู้เลยว่า หนึ่งในนั้นตั้งใจใช้ทริปนี้ดำเนินแผนการฆาตกรรม!

เนื้อเรื่องเล่มนี้น้อยมากๆ เน้นฉากแอกชั่นอย่างเดียว เรื่องลุ้นสืบสวนก็ไม่เท่าไหร่ แผนการซับซ้อนอะไรก็ไม่มี ตัวร้ายก็เห็นๆ ชัดว่าใคร โรแมนซ์ก็น้อย แดร์ปิ๊งแอนจี้อยู่ แต่แอนจี้โกรธแดร์ว่าเป็นคู่แข่งทำให้เธอเจ๊ง พระเอกนางเอกยืนเถียงกันตอนต้นเล่มฉากนึงในเมือง แล้วหลังจากนั้นก็เข้าป่ายาว กว่าพระเอกนางเอกจะได้เจอกันอีกทีไปครึ่งเล่มแล้ว ในป่าก็ไม่มีเนื้อเรื่องอะไรมาก นางเอกหนีผู้ร้าย หนีหมีดำกินคน ไปหลบพายุฝนอยู่ที่เคบินกลางป่ากับพระเอก ก็เลยได้ปรับความเข้าใจกัน แล้วก็ต้องพยายามเอาตัวรอดออกจากป่าโดยไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของคนร้ายกับสัตว์ร้าย

ก็เป็นเรื่องที่อ่านได้เพลินๆ ไปเรื่อยๆ เล่มนี้คล้ายๆ เรื่อง Ice มั้ง เนื้อเรื่องน้อย ตัวละครน้อย เวลาในเรื่องสั้น ตอนอ่านไม่มีช่วงเบื่อ แต่จบเล่มแล้วก็ไม่ได้มีจุดที่ชอบอะไรเป็นพิเศษ คือ พระเอกนางเอกเรื่องนี้ก็โอเคแหละ แต่ไม่มีพัฒนาการอะไร และเพราะทั้งคู่ถูกจับโยนใส่สถานการณ์คับขัน ก็เห็นใจกันเร็ว แต่เวลาเจอเรื่องที่ความสัมพันธ์ไปไวแบบนี้ บางทีก็อดไพล่ไปนึกถึงคำพูดนางเอกหนังเรื่อง Speed ที่ว่า "'relationships that start under intense circumstances, they never last." ไม่ได้แฮะ

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Die Trying (Jack Reacher #2) - Lee Child

คะแนน : 7

เล่มนี้เป็นแอกชั่นบู๊ล้างผลาญอย่างเดียวเลย เปิดเรื่องมาด้วยความบังเอิญอันสุดแสนจะเหลือเชื่ออีกแล้ว แจ็ค รีชเชอร์ จับพลัดจับผลูถูกลักพาตัวไปพร้อมกับเอฟบีไอสาวสวย ลูกนายพลใหญ่ประธานคณะเสนาธิการทหาร ตำแหน่งบิ๊กสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ถูกพาตัวไปอยู่ในค่ายลับ ซึ่งเดิมพันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ชีวิตของพวกเขา แต่เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของประเทศ และชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

แจ็คนี่มันไปไหนก็เป็นตัวซวย เหมือนที่เขาแซวโคนันกับคินดะอิจิรุ่นหลานใช่มั้ย คือถ้าพระเอกมีอาชีพตำรวจหรือนักสืบ มีเรื่องเข้ามาหาบ่อยๆ ก็ไม่แปลก แต่นี่พี่ท่านเป็นแค่อดีตสารวัตรทหารนอกราชการ มาเดินทางร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ โผล่เข้าไปจ๊ะเอ๋กลางวงแผนการใหญ่พอดี จะแต่งเรื่องให้บังเอิญไปถึงไหน

เนื้อเรื่องเล่มนี้ไม่ค่อยมีอะไร แอกชั่นอย่างเดียว ช่วงแรกก็สนุกนะ ฝ่ายเอฟบีไอก็ต้องพยายามตามรอยคนร้ายเพื่อช่วยคนของตัวกลับมา รายละเอียดเรื่องการสืบบางอย่างก็น่าสนใจดี อย่างสืบจากเศษดินหินที่ติดรอยล้อรถ เป็นต้น แต่พอถึงฉากที่อยู่ในค่ายนี่ก็ไม่มีเนื้อเรื่องแล้ว บู๊โลด แต่หนังสือเล่มหนา เขียนซะยืดยาว ยิงปืนนัดเดียว กินหน้ากระดาษ 3 หน้า บรรยายฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ของการยิงปืน บางอย่างถ้าแน่ใจได้ว่ามันจริงก็คงน่าสนใจ อย่างเรื่องระบบ IFF ของมิสไซล์ แต่หลายอย่างก็ไม่แน่ใจว่ามันโม้รึเปล่า

พระเอกเก่งเว่อร์ ความสามารถด้านการต่อสู้นี่ไม่มีใครเทียบ ยิงปืนโคตรแม่น แต่มันก็ขัดๆ ตรงบางทีก็ฉลาดมาก บางทีก็พลาดโง่ๆ ส่วนตัวร้ายนี่เหมือนพวกบ้าบอคลั่งทฤษฎีสมคบคิดธรรมดา ดูไม่ค่อยมีมิติ ไม่เจ๋งเลย บอสกะหลั่วก็ทำฝ่ายพระเอกดูกระจอกตาม ทั้งกองทัพฯ ทั้งเอฟบีไอ ทำไมเสียท่าง่ายอย่างนี้

อ่านเล่มนี้ด้วยการต่อสู้กับจิตใจตัวเองมากๆ สมองซีกซ้ายพยายามทำงานตลอด ไอ้นี่โคตรบังเอิญ ไอ้นี่ไม่สมเหตุสมผล แบบตอนพระเอกจัดการคนร้ายโป้งเดียวจอดตายสนิท แต่ตอนคนร้ายมีโอกาสเล่นงานพระเอกตั้งไม่รู้กี่ที ก็ดันบ้าน้ำลายไม่ยิงซะที แล้วหนีออกมาได้แล้วก็ดันงี่เง่าเดินกลับไปให้เค้าจับใหม่ แบบนี้ตั้งหลายที อ่านไปกลอกตาไปเป็นระยะๆ ความจริงถ้าปิดสวิตช์ตรรกะของตัวเองไปได้ มันก็อ่านสนุกแหละ แต่บังเอิญตอนนี้ทำไม่ได้

เท่าที่อ่านมาสองเล่ม คิดว่าซีรีส์นี้เนื้อเรื่องแต่ละเล่มไม่สัมพันธ์กัน และตัวละครไม่ค่อยมีพัฒนาการเรื่องชีวิตส่วนตัว เพราะนอกจากพระเอกจะเป็นลัคกี้แมนแล้ว ก็เป็นหมาป่าเดียวดายแมนด้วย ไม่เห็นมีใครเป็นเดอะแก๊งแอนด์ผองเพื่อน คงเหมือนเจมส์ บอนด์ มั้ง ตอนใหม่เนื้อเรื่องใหม่ แล้วนายแจ็คก็ฟันสาวคนใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องอ่านเรียงครบทุกตอนก็ได้มั้ง เดี๋ยวเลือกอ่านแค่ตอนที่คนบอกว่าสนุกๆ ก็พอ

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Killing Floor (Jack Reacher #1) - Lee Child

คะแนน : 8

เห็น Lee Child เพิ่งเข้า Kindle Million Club เลยสนใจ ยังไม่เคยอ่านงานเขาเลย นี่เป็นเล่มแรกของเรื่องชุด Jack Reacher ที่มีออกมาตั้ง 15 เล่มแล้ว เป็นเรื่องสืบสวนตื่นเต้นแต่จะออกแนว Action Thriller มากกว่า Detective นะ มีฆ่ากันเยอะ สมชื่อเรื่องภาษาไทยที่บังเอิญเพิ่งออกมาพอดี "ลานละเลงเลือด"

ตัวเอกเรื่องนี้เป็นพวกพระเอกพันธุ์ดุขาโหด คิดดู พอเล่นงานคนที่มาหาเรื่องจนตาย เสร็จแล้วก็เฉยๆ มาก พี่แกนึกในใจว่า จะให้รู้สึกอะไร ก็เหมือนจัดการแมลงสาบแค่นั้นเอง เวลาสู้คนร้ายก็ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง ยิงเลยไม่มีคุย เนื้อเรื่องคือ แจ็ค รีชเชอร์ บังเอิญผ่านมาในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง จู่ๆ ก็โดนจับเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าคนตาย พอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้จะออกจากเมือง ก็พอดีรู้ตัวตนคนที่ตาย เขาก็ไปเฉยๆ ไม่ได้แล้ว ต้องสืบให้รู้ความจริง และทวงถามความยุติธรรม

ช่วงเปิดเรื่องอ่านสนุกดีมาก พระเอกโหดๆ ก็เท่ดี และเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ถึงจะโคตรบังเอิญเรื่องพระเอกกับคนที่ตายก็เถอะ แต่พอกลางๆ เรื่องจะมีช่วงให้เสียอารมณ์นิดหน่อย ตรงที่แต่งเรื่องให้จวนจะรู้ความจริงอยู่ตั้งหลายครั้ง แต่กลับปล่อยโอกาสไปเองง่ายๆ แล้วคนร้ายหรือพยานก็จะโดนฆ่าปิดปาก หรือถูกตัดหน้าทำลายหลักฐาน มันบ่อยเกินไปเลยเซ็ง เหมือนโดนผู้แต่งจูงจมูก คลาดไปคลาดมา พยายามให้เรื่องมันฉิวเฉียดเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ รู้สึกว่าดูถูกคนอ่าน ทั้งที่การสืบสวนเรื่องขบวนการมันเดาได้ไม่ค่อยยาก หลายจุดก็ไม่สมเหตุสมผล ช่วงกลางนี่ให้คะแนนแค่ 7 แต่พอเข้าช่วงท้ายเรื่อง ทีนี้บู๊ยาวเลย สนุกดีมาก ก็เลยดึงความรู้สึกกลับขึ้นมาที่ 8

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Death Cloud - Andrew Lane

ตัวละครยอดนักสืบในดวงใจเรามีดังต่อไปนี้
  1. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - เรารู้จักเขาครั้งแรกตอน ป.6 แล้วเขาก็ครองใจเราได้ในทันที ช่วงนั้นบ้าไปเลย นั่งสร้างรหัสตุ๊กตาเต้นรำเป็นภาษาไทย ส่งกันไปส่งกันมากับเพื่อนในห้องเรียน
  2. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ด้วยความเท่กินขาด ชนะเลิศ เหนือทุกเรื่องนักสืบที่เราเคยอ่าน เมอร์สิเออร์ปัวโรต์รึจะมาสู้อะไรได้ ป้ามาร์เปิ้ลก็ไม่ไหว (แต่แอบปันใจให้คู่ของทอมมี่กับทัพเพนซ์หน่อยนึง)
  3. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ลูแปงน่ะอย่าริบังอาจเทียบรุ่น อย่ามามั่วนะ สุภาพบุรุษจอมโจรอะไรกัน นายมันก็แค่หัวขโมย มาปะทะ มาเผชิญ ตีตนเสมอกับยอดนักสืบเอกของโลกได้ไง
  4. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - เป็นเหตุให้เราชอบการ์ตูนเรื่องโคนัน มากกว่าคินดะอิจิ เพราะสไตล์การดำเนินเรื่องของโคนันรับอิทธิพลของโฮลมส์มาเต็มๆ
  5. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ทำให้เราไม่เคยยกโทษให้หนัง Sherlock Holmes ฉบับของ Guy Ritchie ที่ทำลายภาพลักษณ์ในใจของเรา ทำซะเป็นตลกเลย (แต่หนังดันฮิตซะอีก) โดยเฉพาะอีตอนโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ บอกว่า เชอร์ล็อก โฮลมส์ แอบเป็นเกย์กับหมอวัตสัน บทของเขากับจู๊ด ลอว์ แอบซ่อนนัยสัมพันธภาพเกินเพื่อน รับไม่ได้อย่างแรง ในต้นฉบับมีตรงไหนส่อไปทางนั้น เฮอะ ถ้าเซอร์อาเธอร์ได้ยิน คงนอนพลิกไปพลิกมาในหลุมศพ




แล้วคุณคิดว่า เด็กหนุ่มหน้ามนที่เห็นในรูปข้างบนคนนี้คือใคร เขาคือ เชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนอายุ 14 ปี เรื่อง Death Cloud เป็นเล่มแรกในชุด Young Sherlock Holmes นิยาย YA ที่ได้รับอนุญาตจากกองมรดกของเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ให้นำชื่อตัวละครมาใช้ได้ ในเล่มนี้ เราจะได้รู้ว่า ก่อนจะมาเป็นนักสืบผู้ยิ่งใหญ่ที่คนทั่วโลกหลงรัก เชอร์ล็อกตอนเป็นเด็กวัยรุ่นนั้นเขาเป็นอย่างไร

จริงๆ เราไม่ชอบอ่านอะไรที่ไม่ใช่แบบแคนน่อน อย่างนิยาย Star Wars ทั้งหลายที่มีเยอะแยะนี่ไม่เอาเลย เพราะเคยอ่านบางเล่มแล้วเสียความรู้สึก มันไม่ใช่ แล้วเชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เซอร์อาเธอร์แต่งก็ไม่เห็นเวิร์ก เรื่องนี้ตอนแรกที่เห็นว่าเป็นเชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนเด็ก ความรู้สึกแรกคือ ช่างกล้า! แต่จะติตั้งแต่ยังไม่อ่านก็ดูกระไร ตกลง เราจะให้โอกาสอ่านให้จบก่อน ห่วยมาก็จะได้ด่าได้เต็มปาก

ช่วงปิดภาคเรียน เชอร์ล็อก โฮลมส์ ถูกส่งไปพักกับลุงและป้าที่คฤหาสน์ในชนบท เพราะพ่อที่เป็นทหารเดินทางไปประจำการที่อินเดีย แม่กับพี่สาวป่วยไม่สบาย พี่ชายไมครอฟต์ก็ต้องทำงาน เชอร์ล็อกได้เพื่อนใหม่เป็นเด็กเร่ร่อน และมีครูสอนพิเศษชาวอเมริกันมาสอนที่บ้าน เกิดการตายปริศนาถึงสองรายซ้อนในละแวกใกล้เคียง ด้วยสภาพศพบวมเป่งดูไม่ได้ นี่คือคดีปริศนาแรกในชีวิตของเชอร์ล็อก โฮลมส์ เขาต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับแผนการร้าย ที่อาจจะคร่าชีวิตคนจำนวนมาก

เรื่องนี้ไม่เหมือนนิยายนักสืบเท่าไหร่ ออกแนวผจญภัยมากกว่า เจอศพ แล้วก็เห็นร่องรอยจากที่เกิดเหตุ แล้วก็วิ่งไล่ตามสะกดรอยคนร้าย ไปนู่นมานี่ ถูกลักพาตัว สู้กับคนร้าย หนีออกมา ประมาณนั้น ถ้าไม่คิดมาก มันก็อ่านสนุกพอใช้ได้ แต่ แต่ แต่ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่มันบอกว่ามันเป็นอยู่ดี เรื่องของเชอร์ล็อก โฮลมส์ วัยเยาว์ ถ้าคิดว่าจะได้เห็นตัวละครที่เคยรู้จักแบบตัวย่อส่วน ก็ผิดหวังแน่ๆ ผู้แต่งพยายามจะเล่าตั้งแต่ก่อนที่เชอร์ล็อก โฮลมส์ จะกลายมาเป็นคนแบบที่เราเห็น แล้วก็สอดแทรกเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาในอนาคตแทน

เด็กหนุ่มพระเอกในเรื่องออกแนวเกรียน เขาไม่ค่อยสนใจดนตรี วิทยาศาสตร์ก็ไม่เก่ง ชกมวยหรือฟันดาบก็ไม่เซียน เราอภัยให้ความอ่อนหัดไร้ประสบการณ์ของเขาได้ แต่เรารับอาการโง่แล้วอวดฉลาดไม่ได้ ไม่มีตอนไหนที่เรารู้สึกว่า ไอ้เด็กนี่โตไปจะกลายเป็นผู้ชายในดวงใจเราคนนั้น อย่ามาอ้างว่า นี่เพิ่งอายุ 14 นะ บุคลิกนิสัยใจคอของคนเรามันแสดงออกกันตั้งแต่เด็กกว่านั้นแล้ว การแต่งเรื่องให้ครูสอนพิเศษเป็นคนสอนสิ่งต่างๆ ให้พระเอกนี่ ให้ความสำคัญเกินเหตุกับตัวละครที่ตัวเองสร้างเกินไป แล้วจำเป็นต้องมีบทเด็กผู้หญิงมาให้พระเอกปิ๊งด้วยหรือ รู้ว่าสมัยนี้ต้องมีเรื่องรักเข้ามาปนนักอ่านถึงจะชอบ แต่ประเด็นอะไรที่แค่เขียนเพื่อให้ขายได้ แล้วไม่ได้เข้ากับเรื่องต้นฉบับเลยนี่ก็เกินไป

สรุปว่า เรื่องนี้เอาไว้ให้เด็กวัยรุ่นอ่านเล่นได้ แต่ไม่คู่ควรกับการใช้ชื่อ เชอร์ล็อก โฮลมส์ เลยสักนิด

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

Rottweiler Rescue - Ellen O'Connell

คะแนน : 7.5

หมดช่วงชีพจรลงเท้าแล้ว เข้าสู่สถานการณ์ปรกติ กลับมาอ่านหนังสือต่อ เราเป็นคนที่โชคร้ายอย่างหนึ่งคือ ไม่สามารถอ่านหนังสือระหว่างอยู่บนพาหนะได้ บางทีเวลาติดพันจะดื้ออ่าน ก็จะโดนดี ฝืนไปสักพักจะคลื่นไส้ แต่ก็ได้ความโชคดีอย่างอื่นมาแทน คือ เป็นคนหลับง่ายมาก บนรถ บนเครื่องบิน นอนได้ตลอด จนคนอื่นที่นั่งเบื่อนั่งเซ็งอิจฉาเลย

นี่เป็นนิยายเล่มแรกของ Ellen O'Connell เราคลิกซื้อเรื่องนี้มาตอนเพิ่งอ่าน Eyes of Silver, Eyes of Gold จบ กำลังกรี๊ดมากเลยอยากอ่านงานเธอทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ เป็นแนวสืบสวน เรื่องของไดแอน เบรนแนน หญิงสาวที่ทำงานเป็นอาสาสมัครให้กลุ่ม Rottweiler Rescue ที่ตั้งขึ้นมาช่วยเหลือสุนัขพันธุ์รอตไวเลอร์โดยเฉพาะ วันหนึ่งเธอจะพาสุนัขที่เธอรับฝากดูแล ไปหาเจ้าของใหม่ เธอก็พบเจ้าของบ้านเป็นศพ ไดแอนเผชิญหน้าฆาตกรที่สวมหน้ากากสกี สุนัขช่วยให้เธอรอดเงื้อมมือฆาตกรมาได้ แต่แล้วก็มีคนพยายามเอาชีวิตเธอ ตำรวจไม่เชื่อข้อสันนิษฐานของเธอ ไดแอนจึงต้องพยายามสืบหาคนร้ายเองให้ได้

อ่านสนุกดีเรื่อยๆ เพลินๆ ผู้แต่งอยู่ในแวดวงคนเลี้ยงม้า เลี้ยงสุนัข มานานหลายสิบปี ในนิยายของเธอก็เลยมีข้อมูลเรื่องการฝึกสุนัข การแข่งประกวดสุนัข แน่นปึ้กแบบผู้รู้จริง อ่านแล้วรู้สึกดีกับรอตไวเลอร์ขึ้นเยอะนะเนี่ย แต่ก่อนจะนึกถึงพันธุ์นี้แต่ว่าเป็นหมาฆาตกร เวลาบรรยายบุคลิกของเจ้าสี่ขาแต่ละตัวของนางเอก อมยิ้มเลย

ในส่วนของงานสืบสวนไม่มีอะไรมาก ไปเรื่อยๆ สัมภาษณ์คนเพื่อหาข้อมูล เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนอะไร ฆาตกรโผล่มาเราก็รู้เลย แต่อ่านไม่เบื่อ เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่อืด เจอลอบทำร้าย ให้เราลุ้นเป็นพักๆ นางเอกมีเหตุมีผล แล้วเป็นธรรมชาติ ที่ต้องมาเป็นนักสืบจำเป็น ไม่ได้จะอวดเก่ง แต่มันมีที่มาที่ไป ถึงอาจจะไม่ถูกใจคอสืบสวนขนานแท้ แต่ก็อ่านเพลินดี เดี๋ยวปีนี้จะมีเล่มต่อออกมาอีกด้วยแฮะ

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอนที่ 22 ลูกศรพิษ - โยโคมิโซะ เซชิ

คะแนน : 7.5


รอบนี้ยืมมาได้เล่มเดียว อีกเล่มยังไม่ได้ เล่มนี้บางจ๋อยเลย ไม่ถึง 200 หน้า มีตอนสั้นๆ 2 ตอนในเล่ม ดีที่ไม่ดาร์คมากนัก ที่จริงอ่านจบแล้วไม่ค่อยมีอะไรให้อยากเขียนถึง แต่เพราะมีคนถามว่าตอนไหนสนุกบ้างแล้วตอบเขาไม่ค่อยได้ เพราะลืมความรู้สึกตอนอ่านเล่มต้นๆ ไปแล้ว ก็เลยคิดว่าต้องจดไว้ซะหน่อย
  • ลูกศรพิษ มีจดหมายแบล็คเมล์ส่งไปตามบ้านต่างๆ ในย่านคนรวย แต่พอเอาเงินไปให้ก็ไม่มีคนมารับ แต่แล้วก็เกิดคดีฆาตกรรมโดยเหยื่อถูกลูกศรปักที่รอยสักกลางหลัง ตอนนี้ก็สนุกใช้ได้ แต่คินดะอิจิฉบับนิยายนี่ ชอบบรรยายผู้หญิงสวยๆ ให้ตอนหลังดูไม่ได้อยู่เรื่อยเลย
  • ปีกพระกาฬ ตอนนี้ก็โอเค สั้นๆ แต่ผูกเรื่องใช้ได้ จดหมายลูกโซ่ไปรษณียบัตรสีดำ

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

สามโลงศพ - จอห์น ดิ๊กสัน คาร์

คะแนน : 8

เล่มนี้ได้มาจากสัปดาห์หนังสือ ซื้อแบบใจง่ายมาก เดินผ่านเจอคนที่บูธสำนักพิมพ์รหัสคดียุนิดเดียว "นิยายสุดยอดห้องปิดตาย ได้รับคำแนะนำจากคนวาดโคนัน" ก็ควักตังค์แล้ว ยังไม่ได้พลิกดูข้างในเลย

นี่ก็เป็นนิยายนักสืบสมัยเก่า ประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ตัวเอกนักสืบ กีเดี้ยน เฟลล์ เป็นดอกเตอร์ตัวอ้วนใหญ่ เดินถือไม้เท้า หายใจฟืดฟาด ถึงรูปร่างจะไม่เท่ แต่มันสมองปราดเปรื่องมาก และก็สมคำโฆษณา การฆาตกรรมของนิยายเรื่องนี้ เป็นคดีในห้องปิดตายที่สมบูรณ์แบบมาก ศพแรกเกิดในห้องปิด ที่มีคนนั่งเฝ้ามองประตูฝั่งตรงข้ามตลอด ศพที่สองเกิดกลางถนน ที่มีพยานเฝ้ามองอยู่ทั้งหัวและท้าย

ในเล่มนี้ ผู้แต่งเล่นกับผู้อ่านตลอดเล่ม ทำได้ดีมาก สร้างเงื่อนงำแบบที่น่าฉงนว่ามันทำได้อย่างไร ถึงแม้ยังรีบเฉลยไม่ได้ เพราะเป็นหัวใจสำคัญของเล่ม ผู้แต่งก็ไม่ปล่อยให้คนอ่านเซ็งแม้แต่น้อย แต่ล่อหลอกดึงความสนใจของเราตลอดเวลา ในระหว่างนั้น จะเห็นอัจฉริยภาพของ ดร. เฟลล์ ที่เห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในสถานที่เกิดเหตุ ก็สามารถนิรนัยเรื่องได้ และรุกไล่ตัวละครในเรื่อง แบบอ่านแล้วต้องทึ่งเป็นระยะๆ โดนคนแต่งหลอกไปหลอกมา ตอนแรกก็พาเดาไปทาง ไปสักพักก็ปล่อยหลักฐานหรือพยานใหม่พาไปอีกทาง รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกอ่ะ สนุกดีแฮะ พอถึงเฉลยท้ายเรื่อง อืมม์ ก็ไม่ผิดหวัง ไม่ได้เฉลยแล้วรู้สึกงี่เง่าอย่างบางอุบายในเรื่องอื่น

บทที่ 17 ที่คนที่บูธย้ำว่า ต้องอ่านให้ได้นะคะ เลคเชอร์ว่าด้วยเรื่องห้องปิดตายแบบต่างๆ ก็ดีมากจริงค่ะ อ่านบทนี้แล้ว ก็คอยนึกถึงอุบายห้องปิดตายต่างๆ นานาที่เห็นกันในเรื่องนักสืบ ก็ไม่พ้นวิธีการพวกนี้จริงๆ นะ เวิร์กๆ เรื่องอุบายมันซับซ้อนมาก เดาไม่ถูก แต่เราเดาตัวฆาตกรได้เลาๆ นะ



เพราะคำแปลภาษาไทย brother ที่เลี่ยงใช้ว่าพี่น้อง มันทำให้เราผิดสังเกตล่ะ

เพราะเล่มนี้อ่านแปล ตอนเล่นปริศนาคำพูดผู้ตาย ทำให้สงสัยอยากอ่านคำในต้นฉบับขึ้นมา แต่เล่มนี้แปลภาษาไทยดีนะคะ มีเชิงอรรถอธิบายบอกตั้งเยอะ ถ้าอ่านต้นฉบับเองคงผ่านเลยเกร็ดความรู้พวกนั้นไปหมดแน่เลย

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

Darkside - Belinda Bauer

คะแนน : 6

ติดใจจาก Blacklands ก็เลยเอาผลงานเล่มที่สองของ Belinda Bauer มาอ่านต่อ เรื่องนี้ใช้ฉากอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่เปลี่ยนเนื้อเรื่องไป ไม่ต่อเนื่องกัน

โจนัส ฮอลลี่ เป็นนายตำรวจท้องถิ่นที่ต้องขอย้ายจากเมืองกลับมาที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อจะได้ดูแลภรรยาที่มีอาการป่วยของโรค MS จนพิการเดินไม่ได้ วันหนึ่งหญิงชราผู้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้คนหนึ่ง ถูกฆาตกรรมบนเตียงนอน โจนัสถูกดูแคลนจากตำรวจที่เข้ามารับหน้าที่ดำเนินคดี และกีดกันเขาออกจากการสืบสวน เขาจึงเริ่มพยายามสืบหาคนร้ายด้วยตัวเอง แต่แล้วเขาก็ได้รับโน้ตเขียนเยาะเย้ย มีใครคนหนึ่งในหมู่บ้านจับตามองเขาอยู่ทุกฝีก้าว แล้วก็มีเหยื่อรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกัน ฆาตกรต้องเป็นคนที่เขารู้จักดี แต่ใครกันล่ะ?

บรรยากาศใน Darkside ช่างมืดมน หมองหม่น อึดอัด บางครั้งอ่านแล้วรู้สึกถูกกดทับจนแทบหายใจไม่ออก มันมาจากความรู้สึกอับจนสิ้นหนทางของตัวละคร ต่างจาก Blacklands ที่อึมครึม แต่ก็แฝงถึงความพยายามต้องการต่อสู้ดิ้นรนให้พ้นจากสภาพนั้น แต่ Darkside หดหู่ สิ้นหวัง ด้านมืดสมชื่อเรื่อง สาเหตุสำคัญที่สุดของความรู้สึกนี้ก็คือ เราเดาตัวฆาตกรได้ตั้งแต่ต้นๆ เรื่อง ก็เลยเหมือนเห็นหายนะรออยู่ข้างหน้า ตอนอ่านไปเราก็ได้แต่พยายามภาวนาว่า อย่าให้มันเป็นอย่างที่ฉันเดาเลย แต่ทุกเงื่อนงำมันก็ชี้ไปในทิศนั้นหมด ราวกับดูรถค่อยๆ วิ่งไปตกเหว แล้วทำอะไรไม่ได้ พอมันเฉลยว่าเป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ก็ปิดหีบผลการอ่านเล่มนี้ได้เลย บทสรุปของเรื่องจบลงโดยที่หมดหวังอย่างสิ้นเชิง ชีวิตไร้แสงสว่าง คงไม่มีวันมีความสุขได้อีกแล้วล่ะ สงสารตัวละคร นั่งจินตนาการว่า ถ้าเราไม่คาดตัวฆาตกรไว้แล้ว อาจจะรู้สึกว่ามันสนุก แต่งได้ฉลาดมากก็ได้นะนี่

ก่อนจะให้คะแนนเรื่องนี้ ทำให้เราต้องคิดหนัก และลองไล่ดูเรื่องอื่นๆ ที่เราให้คะแนนไว้ว่าเกณฑ์เราอยู่ตรงไหน อันที่จริงคะแนนของเรามันก็เป็นอัตวิสัยล้วนๆ ไม่ใช่ภววิสัยอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้จะยิ่งตอกย้ำชัดๆ ว่าเราให้คะแนนตามอารมณ์ตัวเองมากๆ ซึ่งบางทีไม่ได้วัดจากตัวหนังสือเองเลย ถ้าในด้านงานเขียนของตัวนิยายเอง เราว่า เรื่องนี้มันก็เขียนดีนะ คุณภาพงานเขียนอาจจะพอๆ กับเรื่องที่เราให้ 8 ด้วยซ้ำ แต่เราไม่ชอบแบบนี้เลย อ่านแล้วไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพใจตัวเอง รู้สึกน่าผิดหวังมากๆ มันคงเป็นที่เราจัดการกับความคาดหวังของตัวเองได้ไม่ดีด้วย พอชอบเรื่องแรกมา เรื่องที่สองก็คาดหวังสูง ถ้าไม่มีความคาดหวังนั้น อาจจะไม่รู้สึกแย่เท่านี้ และอาจจะให้คะแนนที่ 7 แต่ 1 คะแนนที่หายไป เป็นค่าความผิดหวังของเรา ที่เสียนักเขียนที่คิดว่าจะตามอ่านไปหนึ่งคน

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Treachery in Death - J. D. Robb

คะแนน : 7.5

In Death เรื่องที่ 40 หรือนับเป็นเล่มนิยายก็ที่ 32 เนื้อเรื่องเล่มนี้เกี่ยวกับตำรวจเลว รู้ตัวคนร้ายตั้งแต่แรก เป็นเรื่องการเมืองวงในของตำรวจซะเยอะ อีฟเป็นตำรวจที่ดีจริงๆ ก็อ่านสนุกดีเรื่อยๆ ฉากที่ชอบในเล่มนี้คือ ตอนที่คุยเรื่องสระปลาคาร์พ

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Blacklands - Belinda Bauer

คะแนน : 8

เปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านนิยายอาชญากรรมมั่ง เล่มนี้คือเรื่องที่ได้รางวัล Gold Dagger ปีที่แล้ว เป็น Best Crime Novel of 2010 เรื่องราวของ สตีเวน เด็กชายอายุ 12 ปี ที่อาศัยอยู่กับแม่กับยาย และน้องชายเล็กๆ 1 คน ในหมู่บ้านเล็กๆ เขตอุทยานแห่งชาติ Exmoor เมื่อ 18 ปีที่แล้ว บิลลี่ น้าชายของสตีเวนที่ยังเป็นเด็กอายุ 11 ปี ถูกฆาตกรต่อเนื่องลักตัวไป แม้ในที่สุดคนร้ายจะถูกจับได้ แต่ยังไม่มีใครพบศพบิลลี่ และเหตุการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตคนในครอบครัวของเขาไปตลอด วันหนึ่งเมื่อสตีเวนได้รู้เรื่องนี้ เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าเขาหาศพของบิลลี่เจอ ครอบครัวของเขาคงจะกลับมามีความสุขได้เป็นปรกติเหมือนคนอื่นๆ หลังเลิกเรียนทุกวัน เขาจึงออกไปขุดหาศพที่ท้องทุ่งโล่งกว้าง ที่เป็นสถานที่พบศพเด็กอื่นๆ ฝังอยู่ แต่เมื่อไม่เจอเสียที สตีเวนจึงเขียนจดหมายไปถามกับเจ้าตัวคนฆ่าที่ตอนนี้อยู่ในคุกซะเลย โดยหารู้ไม่ว่า ฆาตกรโรคจิตจะเห็นจดหมายของเขาเป็นเกม และในที่สุดอาจดึงตัวเขาเข้าไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

ตอนเริ่มต้นอ่าน ความรู้สึกแย่ที่ค้างมาจากเรื่อง The Mortal Instruments ยังอยู่ ทำให้อดเปรียบเทียบกันไม่ได้ รู้สึกว่า นิยายที่เขียนบรรยายดีกับไม่ดี นี่มันให้อารมณ์ต่างกันเยอะจริงๆ เรื่องนี้แค่บทสองบท ก็ดึงเราเข้าไปอยู่ในเรื่องได้แล้ว บรรยากาศความอึมครึมในเรื่อง ทั้งฉากและความรู้สึกของตัวละครมันแทบสัมผัสได้ กลิ่นไอหมอกของชนบทอังกฤษแทบลอยออกจากหน้าหนังสือมากระทบจมูก เราไม่ได้มีความรู้เชิงหลักการอะไรในการวิจารณ์หนังสือ ว่าเรื่องไหนเขียนดีเรื่องไหนเขียนแย่หรอก เป็นนักอ่านธรรมดา อ่านเพื่อความบันเทิง ส่วนมากสนใจเนื้อเรื่องมากกว่าสำนวนภาษาด้วย แค่อ่านแล้วรู้สึกยังไงก็ว่ายังงั้นตรงๆ

เนื้อเรื่องเล่มนี้สนุกดี ทำให้อยากรู้เรื่องต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อ่านไม่วางเลย ทางหนึ่งก็กล่าวถึงชีวิตประจำวันของสตีเวน ที่เป็นเด็กค่อนข้างเก็บตัว ครอบครัวมีปัญหา อีกทางหนึ่งก็เล่าประเด็นการโต้ตอบจดหมายกับฆาตกร ที่ซ่อนเนื้อความ และแง่มุมทางจิตวิทยาไว้ ยัง นี่ยังไม่ถึงขั้นเทียบกับการเข้าไปคุยกับฮันนิบาล ยังไงสตีเวนก็เป็นเด็กธรรมดา ไม่ได้เก่งกล้าสามารถฉลาดเกินวัยจนผิดธรรมชาติ แต่เรื่องนี้ก็สนุกล่ะ สมจริงดี และช่วงหลังของเล่ม เรื่องก็ลุ้นมาก จุดที่ไม่ชอบนิดเดียวในเรื่อง นิ้ดเดียวจริงๆ คือ ฉากที่ถูกยิงโดยลูกชายที่กำลังฝึกทหารอยู่ มันบังเอิญมากเกินไปนะ เหลือเชื่อเกิน นอกนั้นก็ดีหมดเลย

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอนที่ 18-21 - โยโคมิโซะ เซชิ

รู้จักชื่อคินดะอิจิจากฉบับการ์ตูนก่อน นักสืบ ม.ปลาย ผมยาวที่ชอบแอบอ้างเอาชื่อปู่มาเป็นเดิมพัน แรกๆ ชอบการ์ตูนเรื่องนี้มาก แต่คดีหลังๆ มันก็ห่วยลงทุกที จนเฉยๆ แล้ว ไอ้เล่มหลังๆ ที่ออกมาทีละคดี 2-3 เล่มจบ ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าซื้อครบรึเปล่า แต่อ่านจากใน K.C. Weekly ตลอดอยู่แล้ว

ส่วนฉบับนิยายก็อ่านมาตลอด อาศัยยืมเพื่อนเอา เพราะลองอ่านเล่มแรกๆ แล้วเราว่า เราคงอ่านนิยายชุดนี้รอบเดียว นิยายนักสืบที่เล่นกับทริกแบบนี้ สนุกเฉพาะตอนอ่านครั้งแรก เวลาหยิบมาอ่านใหม่จำตัวฆาตกรได้มันไม่ค่อยสนุกแล้ว หนังสือที่แน่ใจว่าไม่อยากเอากลับมาอ่านซ้ำอีก ถ้าหาเช่าหายืมได้ก็ไม่อยากซื้อน่ะค่ะ แค่นี้ก็ถูกกึ่งล้อกึ่งบ่นแล้วว่า ไม่กลัวบ้านถล่มเพราะน้ำหนักหนังสือเหรอ พูดเว่อร์ไปมากค่ะ เพราะมันไม่ได้เยอะขนาดนั้นซะหน่อย

เพิ่งมีโอกาสได้เจอเพื่อนคนนี้ จริงๆ บ้านมันกับบ้านเรานี่อยู่บนถนนเส้นเดียวกันนะ แต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องรถติด ต่างคนต่างทำงานไม่ได้เจอกันเลย ได้แค่โทรคุยกัน หลังปีใหม่ได้เจอ ตอนโทรนัดก็บอกให้มันเอานิยายมาให้ยืมหน่อย มันบอกเลิกซื้อแมวสามสี ซายากะ กับนักสืบขนมแล้ว เหลือแต่คินดะอิจิ เออ แกเอามาเถอะ คราวที่แล้วอ่านถึงตอน 17 แล้ว เอาเล่มต่อมาให้หน่อย

ถามกลับว่า แล้วแกอยากยืมเรื่องอะไรของชั้นบ้างรึเปล่า คำพูดนี้พิสูจน์ระดับมิตรภาพมากนะคะ ในโลกมีแค่คนสามคนที่เราจะกล้าให้ยืมหนังสือ มีบางคนสนิทกว่านี้แต่เราไม่ให้แตะ ทุกคนที่รู้จักเรารู้ถึงอาการหวงหนังสือของเราดี เจอมาเยอะแล้ว อ่านไม่ถนอม อ่านแล้วไม่คืน ตัดปัญหาไม่ให้ใครยืมทั้งสิ้น เหลือแค่คนที่ไว้ใจได้จริงๆ แต่มันดันบอกว่า ไม่มีเวลาอ่าน เอาเรื่องที่แกคิดว่า ถ้าชั้นไม่ได้อ่านแล้วเสียชาติเกิดมาให้แล้วกัน เล่นพูดอย่างงี้ทำเราคิดหนักเลย หนังสือนี่มันเป็นเรื่องรสนิยมเฉพาะตัวมาก เวลาใครบอกให้แนะนำเกร็งขึ้นมาทันที คนเรามันชอบไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แล้วเจ้าเพื่อนคนนี้นี่ มันชอบเหมือนเราซะที่ไหน แฮร์รี่ พอตเตอร์ยังไม่เอาเลย อ่านแค่เล่ม 1 ก็บอกไม่ชอบ ยุให้อ่านต่อ บอกว่าแฮร์รี่นี่อ่านยังไม่ถึงเล่ม 3 ยังตัดสินไม่ได้นะ ก็ไม่ยอม สรุปว่า ไม่ได้เอาอะไรไปให้เลย เจอหน้ากันก็เลยหัวเราะขำเรื่องนี้ เชียร์ให้มันซื้อ Kindle แทน แล้วอยากอ่านอะไรว่ามา เดี๋ยวจัดการให้ อุตส่าห์เอาไปสาธิตโชว์ ก็ส่ายหัวอีก บอกไม่มีเวลาอ่าน แต่ก็เข้าใจ เดี๋ยวนี้ชีวิตไม่มีเวลากันจริงๆ แหละ

นอกเรื่องเยอะมากเลยนะนี่ คราวนี้ได้คินดะอิจินิยายมา 4 เล่ม จัดไปอย่าให้เสีย


คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอนที่ 18 บันทึกมรณะ
คะแนน : 7
พบศพท้ายรถมีไพ่ควีนโพธิ์แดงตกอยู่ เล่มนี้ค่อนข้างสั้น เหมือนเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวมากกว่า อ่านแล้วเฉยๆ

คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอนที่ 19 งานเต้นรำสวมหน้ากาก
คะแนน : 7.5
แม่ม่ายที่ผ่านการหย่าร้างมา 4 ครั้ง อดีตสามีตายไปทีละคนแบบมีเงื่อนงำ นี่เป็นเรื่องยาวและมีความซับซ้อนของคดีเยอะ ตอนอ่านสนุกดีมากเลย แต่พอเฉลยตัวฆาตกรกับเรื่องที่เป็นมูลเหตุของคดี ก็ทำเอาเราผวากับด้านมืดของมนุษย์ อ่านแล้วไม่สบายใจ คะแนนความชอบก็ตกวูบลงเลย

คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอนที่ 20 ข้างหลังบานประตู
เล่มนี้มีเรื่องสั้น 3 เรื่อง
- ข้างหลังบานประตู (คะแนน : 8) ชอบเรื่องนี้ สนุกดี ชอบที่ได้เห็นคินดะอิจิไถเงินลูกค้าด้วย ตลกดี
- ฆาตกรรมริมชายหาด (คะแนน : 7.5) เรื่องนี้ก็ชอบ ลงตัวในเนื้อเรื่องสั้นๆ
- เกาะภาพลวงตา (คะแนน : 7) ตอนนี้เฉยๆ

คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอน 21 หญิงผู้ถือพัดจีน
- หญิงผู้ถือพัดจีน (คะแนน : 7) ตอนอ่านสนุก แต่พอเฉลยแล้วรู้สึกมันไม่ค่อยสมเหตุสมผลที่ฆาตกรจะต้องทำขนาดนั้น
- การต่อสู้ระหว่างสองหญิง (คะแนน : 7.5) ชอบเรื่องนี้นะ องค์ประกอบลงตัว แต่เรื่องมันสั้นก็เดาง่ายหน่อย
- ทะเลสีเลือด (คะแนน : 7) เล่มนี้ก็ด้านมืดอีกแล้ว ไม่ค่อยปลื้ม

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Possession in Death - J. D. Robb

คะแนน : 7.5

คั่นเวลาระหว่างเล่มของเพอร์ซีย์ แจ็คสัน พอดีมี In Death ตอนใหม่ออกมา เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่อยู่ในหนังสือ The Other Side แต่รูปที่เห็นเป็นปกของเวอร์ชันออดิโอบุ๊ค

เนื้อเรื่องจับใจความต่อเนื่องจาก Indulgence in Death เลยทันที เปิดเรื่องแบบเดินออกจากห้องสอบปากคำฆาตกรเล่มที่แล้วเลย จากนั้นก็มาที่งานเลี้ยงบาร์บีคิวที่ไปเชิญเพื่อนๆ ไว้ตั้งแต่เล่มที่แล้ว เหตุการณ์สำคัญในเล่มมาถึง เมื่ออีฟเจอหญิงชรายิปซีถูกทำร้ายบาดเจ็บปางตายอยู่ข้างทาง ก่อนสิ้นใจนางขอให้อีฟช่วยเหลนสาวที่ถูกคนร้ายจับตัวไป แต่แล้ว เมื่อใช้เครื่องมือตรวจสอบกลับพบว่า หญิงชรานั้นตายไปหลายชั่วโมงแล้ว และอีฟเริ่มมองเห็นและพูดคุยกับวิญญาณคนตายได้ !?

เล่มนี้แม้จะเป็นเรื่องสั้น แต่สนุกดีค่ะ เนื้อเรื่องการสืบสวนตามหาฆาตกรไม่มีอะไรมาก แต่มีฉากสั้นๆ น่าอ่านหลายฉากเลยในเรื่องนี้ อย่างเช่น ปฏิกิริยาของอีฟตอนเจอหนูน้อยเบลล่าลูกมาร์วิส ตลกน่ารักดี ขำอีฟถูกวิญญาณสิงแล้วพูดภาษารัสเซียได้ รู้วิธีทำอาหารฮังกาเรียนอีกต่างหาก ปกติในเรื่องสั้น In Death ตอนก่อนๆ ที่มีเรื่องพวกพิธีกรรมไสยศาสตร์อะไรพวกนี้เข้ามาปน เราจะไม่ค่อยชอบ แต่เล่มนี้เวิร์กมากเลย

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The Weed That Strings the Hangman's Bag - Alan Bradley

คะแนน : 7
Flavia de Luce เล่มสอง เล่มนี้เริ่มชินกับสำนวนการเล่าเรื่องของฟลาเวีย ก็เลยไม่รู้สึกวกวนเท่าไหร่แล้ว ในเล่มนี้เนื้อเรื่องด้านปริศนาดีขึ้น เดาตัวคนร้ายได้ยากขึ้น เพราะใส่ตัวละครน่าสงสัยเข้ามาหลายคน แต่ความที่มันดำเนินเรื่องด้วยความเร็วในระดับเต่าคลาน ก็ยังทำให้เรื่องนี้ไม่น่าประทับใจสำหรับเราอยู่ดี ปูเรื่องนานมาก มีนักเชิดหุ่นกระบอกกับผู้ช่วยสาวเดินทางผ่านมาที่เมือง รถเสียกลางทาง บาทหลวงเลยขอให้เปิดการแสดงที่โบสถ์ กว่าจะเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมขึ้นจริงก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งเล่ม มันไม่ทันใจ อ่านไปเรื่อยๆ กว่าจะสนุกตื่นเต้นก็เกือบถึงตอนจบอยู่แล้ว

ฟลาเวียยังฉลาดอัจฉริยะ รู้รอบตัว ช่างสังเกต และหลอกถามผู้ใหญ่เก่งตามเคย แต่นึกไปก็สงสารฟลาเวียเหมือนกัน ไม่มีแม่ตั้งแต่เด็ก พ่อก็ไม่สนใจ กับพวกพี่สาวก็เข้ากันไม่ได้ ไม่ค่อยปลื้มฉากที่พี่สาวแกล้งฟลาเวียด้วยการบอกว่า เป็นเด็กขอมาเลี้ยงเลย แล้วฟลาเวียก็แก้แค้นด้วยการเอายาพิษใส่ช็อกโกแลตของพี่ เล่มที่แล้วยังพอทำเนา เล่มนี้ซ้ำอีกแล้ว แรงไปมั้งทั้งคู่ ไม่คิดจะแต่งให้มีฉากพี่น้องดีกันบ้างเลยเหรอ

เท่าที่อ่านมาตั้งแต่เล่มหนึ่งจนถึงเล่มนี้ มีครั้งเดียวที่เรารู้สึกว่า ฟลาเวียยังเป็นเด็กอยู่ คือตอนที่ฟลาเวียไปถามผู้ใหญ่ว่า "ในหนังสือตอนที่มาดามโบวารียอมมอบกายเธอให้โรดอล์ฟ หมายความว่าอะไร" พอได้คำตอบว่า "พวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากๆ สนิทชิดเชื้อกันที่สุด" แล้วฟลาเวียก็ "อ๋อ อย่างที่คิดไว้เลย" ทำเป็นรู้ดีทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรขึ้นมาเลย นั่นแหละค่ะ เราถึงหัวเราะ อยากจับฟลาเวียยีหัวเล่น ค่อยเชื่อหน่อยว่านี่เป็นเด็กย่างสิบเอ็ดขวบ

คนที่อ่านแล้วชอบเรื่องนี้มากๆ ก็คงมีเยอะนะ แต่สำหรับเรา อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า ที่หนังสือชุดนี้ประสบความสำเร็จด้านยอดขายขนาดนี้ เพราะมีการตลาดที่ดีมากๆ ชื่อเรื่องแปลกสะดุดตา ปกสวย บวกกับที่ใครๆ ก็อยากเอาใจช่วยคุณปู่นักเขียนรึเปล่า

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Indulgence in Death - J. D. Robb

คะแนน : 8

In Death เล่มใหม่ นี่เป็นเรื่องที่ 38 แล้ว ถ้าไม่นับเรื่องสั้นนี่เป็นนิยายเล่มที่ 31 เปิดเรื่องมา อีฟ กับ รอร์ค (สารภาพว่า ครั้งแรกเราเห็นชื่อ Roarke ก็ไม่รู้ว่าจะอ่านว่าอะไร เห็นคนเขียนเป็นภาษาไทยว่า โร้ค ก็อ่านตามว่า โร้ค แต่เพิ่งมาได้ยินตัวอย่าง audiobook ออกเสียงว่า รอร์ค ถ้าฟังไม่ผิดนะ) ทั้งคู่ไปพักกับญาติที่ไอร์แลนด์ อีฟตลกน่ารักมาก มีแอบซึ้งกันตอนอีฟให้ของขวัญครบรอบแต่งงาน

พอกลับมาถึงนิวยอร์กวันแรกก็ได้เรื่อง พบศพคนขับรถลิมูซีนถูกยิงด้วยหน้าไม้ ถัดมาก็พบศพหญิงสาว LC ถูกแทงด้วยดาบปลายปืน เล่มนี้อ่านสนุกดี จริงๆ เรื่องคดีก็ไม่เท่าไหร่นะ คล้ายๆ เรื่องก่อนๆ
สปอยล์

เหมือนเรื่อง Seduction In Death + Stranger in Death นิดหน่อย
แล้วรู้ตัวฆาตกรเร็ว เรื่องไปเน้นที่การสืบว่าจะหาหลักฐานมัดตัวคนร้ายได้ยังไงมากกว่า แต่เล่มนี้อ่านแล้วขำอีฟ อย่างพวกสำนวนผิดๆ ถูกๆ ที่อีฟพูด แล้วรอร์คกับพีบอดี้ต้องคอยแก้คำให้ อีฟน่ารัก ชอบจัง ที่จริงก็ชอบตัวละครในเรื่องนี้ทั้งหมดล่ะนะ รวมถึงพวกตำรวจทั้งกรม ขนาดดิ๊กเฮดก็ยังชอบเลย อ่านตลกดี เป็นเล่มที่ให้คะแนนยากนะ เพราะจริงๆ เนื้อเรื่องในเล่มนี้ธรรมดา แต่ในความเป็นซีรีส์ มันก็ยังเป็นเรื่องที่สนุกน่าติดตามอยู่มากๆ นับถือฝีมือผู้แต่ง สามสิบกว่าเล่มแล้วยังดีไม่ตกเลย