แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Hunger Games Trilogy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Hunger Games Trilogy แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Re-Reads: The Hunger Games (Part III)


ในบรรดาวรรณกรรมเยาวชนที่กลายเป็นภาพยนตร์ดังแล้วสร้างกระแสได้ในระดับที่เรียกว่าเป็น phenomenon มีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง แบบที่มีสื่อเมืองนอกหลายแห่งขนานนามว่าเป็นตรีอติภาคแห่งปรากฏการณ์วัฒนธรรมยุคใหม่ หนึ่งคือ Harry Potter สองคือ Twilight และสามก็คือ The Hunger Games นี่แหละ ทั้งที่เนื้อเรื่องและแนวเรื่องของทั้งสามไม่ได้มีความเหมือนกันเลย จนบางครั้งแทบจะรู้สึกว่ามันน่ารำคาญที่มีคนเอามาเปรียบกันอยู่ได้ แต่โดนกรอกหูจนหนีไม่พ้นล่ะ เพราะฉะนั้นก็ลองเทียบดูหน่อย

ที่จริงเราไม่ชอบให้ใครยกอะไรมาเทียบกับ Harry Potter สมัยก่อนเคยใช้ HP เป็นบรรทัดฐานเหมือนกัน แต่พอทุกเรื่องที่อ่านหลังจากนั้นเฟลหมดเลยรู้ตัวเลิกทำ เพราะเอาอะไรไปเปรียบเทียบกับ HP ก็ไม่ยุติธรรมทั้งนั้น คงจะไม่มีเรื่องไหนอีกแล้วที่ทำได้เทียบเคียงแบบนั้น สำหรับเรา HP ไม่ใช่แค่นิยายธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า มนต์ขลังไม่ใช่แค่ถ้อยคำ เหมือนเราหายใจเอาอากาศสดชื่นแล้วรู้สึกได้ว่าออกซิเจนมีอยู่จริง อ่าน HP ทีไรก็ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมมันทำให้เรารักเรื่องนี้ได้ถึงขนาดนี้นะ เรารู้จัก HP ก่อนที่สำนักพิมพ์เมืองไทยจะพิมพ์เรื่องนี้ และซื้อฉบับแปลภาษาไทยตั้งแต่วันแรกที่มันออกมา แต่พอหนังภาคแรกฉาย ก็โคตรผิดหวังเลยเหมือนกัน หลังจากนั้นตอนหลังก็ทำใจได้ว่าเวลาดูหนังอย่าเอาไปเทียบกับหนังสือ แม้ว่าเวลาดูภาค 3 ทีไร ก็ยังเกลียดตอนจบไม้กวาดบินแบบนั้นทุกที

มาถึง Twilight เราอ่านนิยายจบ 4 เล่มก่อนที่มันจะสร้างเป็นหนัง อ่านแล้วก็ชอบนะ แต่ไม่ถึงขนาดประทับใจ พอไปดูหนังก็รู้สึกว่ามันช่างห่วยเหลือเกิน ดูในโรงแค่ภาคแรกภาคเดียว ภาคอื่นดูในโทรทัศน์แบบเกือบจะหลับ ตอนนี้ภาค 4.1 ก็ยังไม่ได้ดูเลย แต่บางครั้งเวลาเพื่อนด่าเรื่องนี้ให้ฟังก็แก้ตัวอ่อยๆ ให้นิดหน่อยว่า นิยายมันก็สนุกดีนะ บอกตามตรงว่า เราไม่เคยเห็นหนังที่ประสบความสำเร็จมากๆ เรื่องไหนมีจำนวนคนเกลียดมากเท่านี้มาก่อนเลย

ตอนนี้มาถึงยุคของ The Hunger Games กระแสในบ้านเราอาจจะงั้นๆ แต่ที่อเมริกาทุบสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศไปหลายอย่าง ความเห็นคนดูก็แตก คนทั่วไปไม่พูดถึงแล้วกัน ดูเฉพาะตามแฟนฟอรั่มของเรื่องนี้ ส่วนใหญ่พอใจมาก แต่ที่ผิดหวังก็มี บอกหนังสือดีกว่า เพราะฉะนั้นสรุปว่า สำหรับเราทั้งสามมีจุดที่เหมือนกันคือ เป็นเรื่องที่ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ได้ไม่ดีเท่านิยายทั้งสามเรื่อง และขอย้ำว่า ใช้หนังตัดสินคุณค่าของสามเรื่องนี้ไม่ได้

ส่วนหนึ่งที่ทั้งสามเรื่องนี้ถูกจับเทียบกันบ่อย คงเพราะคนอ่านคนดูที่เป็นแกนหลักนั้นเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เหมือนว่าเด็กที่อ่าน HP พอโตมาถึงวัยมีความรักก็ชอบ TW ต่อมาก็ชอบ HG แต่กลุ่มนี้ควรจะอายุมากขึ้นหน่อย เพราะต้องรับรู้ว่า หลังจากการต่อสู้ผจญภัย หลังสิบเก้าปีผ่านไป ทุกอย่างอาจไม่เป็นไปด้วยดี ชีวิตแม่งบัดซบว่ะ ทำไมทั้งสามเรื่องที่ดูไม่ค่อยเหมือนกันนี้ถึงทำให้วัยรุ่นชอบมากๆ ได้ขนาดนั้น ถ้าให้หาจุดร่วมจริงๆ นอกจากที่ว่าทั้งสามเรื่องแต่งโดยนักเขียนหญิง ก็คงอยู่ที่ทั้งสามเรื่องมีตัวเอกที่เป็นเด็กวัยรุ่น และมีตัวละครที่ดึงดูดให้คนอ่านเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยได้

ใน HP แม้จะไม่ใช่มุมมองบุคคลที่หนึ่ง แต่ก็เหมือนเราอยู่กับแฮร์รี่ตลอดเวลา ผจญภัยไปกับแฮร์รี่ตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วน TW นี่ก็อยู่ในหัวเบลล่าเลย ฉันอย่างนั้นฉันอย่างนี้ เวลาเป็นหนังอาจจะเซ็งว่าไอ้หมอนี่มันเป็นแวมไพร์ชัดๆ ทำไมนางเอกโง่ไม่รู้ตัวซะที แต่ตอนอ่านนี่กว่าจะรู้ว่าเอ็ดเวิร์ดเป็นแวมไพร์ใช้เวลาครึ่งเล่ม และทั้งๆ ที่เรารู้อยู่แล้วแต่มันก็ยังอ่านสนุกนะ เพราะสมมุติว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดกับเราจริงๆ ที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ใครจะไปคิดว่าจะมีแวมไพร์จริงๆ บ้างล่ะ และใน HG เราก็อยู่กับแคทนิสตลอดเช่นกัน คนที่ชอบทั้งสามเรื่องนี้จะต้องเปิดใจและเชื่อมโยงกับตัวละครหลักของเรื่องได้ในระดับหนึ่ง เพราะถ้าไม่ชอบตัวละครก็จบ ในใจก็จะค้านทุกสิ่งทุกอย่างของโลกในเรื่องที่มองออกมาจากตัวแฮร์รี่ เบลล่า และแคทนิส

อ่าน Part III ต่อ มีบางจุดสปอยล์เลยเถิดถึงจบ Mockingjay เลยนะ

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

Re-Reads: The Hunger Games (Part II)


Part I ที่จบไปเน้นหนักที่การแนะนำตัวละครและการดึงคนอ่านให้รู้จักโลกในเรื่องฮังเกอร์เกมส์ ซึ่งเราคิดว่า SC ทำได้ดีมากๆ โดยเฉพาะเรื่องตัวละคร สังเกตว่าเวลาไปถามแฟนๆ HG ว่าชอบเรื่องนี้ตรงไหน บ่อยครั้งที่คนจะตอบมาว่าชอบตัวละครคนนั้นคนนี้ ตอนที่เราอ่านเรื่องนี้จนจบ 3 เล่ม เราไล่ชื่อตัวละครได้เยอะแยะว่าชอบใครบ้าง แต่ถ้าถามว่าแล้วไม่ชอบใครบ้าง คำตอบคือไม่มีเลย แม้แต่คนที่ถือว่าเป็นตัวร้ายของเรื่องก็ไม่ใช่คนเลวแบบที่ต้องเกลียด

ในส่วนของฉากก็น่าสนใจ เป็นโลกอนาคตที่มีเทคโนโลยีแปลกๆ ในเรื่องบ้าง แต่ไม่ถึงกับไฮเทคล้ำยุคแบบอวกาศ การที่ไม่อธิบายเรื่องเทคโนโลยีมากเท่าไหร่ ก็เลยยังไม่รู้สึกว่าไซไฟจ๋า และทำให้เอามาเทียบภาพปัจจุบันง่ายขึ้น

ในสรุป 9 บทแรกของเรา เราเลือกพูดถึงฉากที่ชอบ อ่านเองยังรู้สึกเลยว่าสำแดงอาการแม่ยกพีต้าออกนอกหน้ามาก ตอนที่อ่านรอบแรกเราก็ไม่ได้อารมณ์นี้ และไม่ได้นั่งเชียร์เรื่องความรักขนาดนี้ด้วย สนใจความเป็นไปของโลกในเรื่องและการดำเนินเรื่องมากกว่านี้ แต่เพราะนี่เป็นการอ่านซ้ำ การลุ้นเนื้อเรื่องก็ไม่เน้นแล้ว เราตั้งใจเก็บรายละเอียดในส่วนของตัวละครโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจนะคะว่า ทำไมไม่เห็นเหมือนที่คุณอ่าน คนอื่นไม่รู้แต่เทียบกับที่มาร์คอ่านก็ไม่เหมือนเราอ่าน ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะเป็นผู้ชายกับผู้หญิงก็เลยเก็บประเด็นไม่เหมือนกัน เรื่อง HG นี่เขาเรียกว่า มี something for everyone เพราะมีประเด็นหลากหลายอยู่ในเรื่องนี้ อ่านให้โรแมนติกก็ได้ แอกชั่นก็ได้ ดราม่าก็ได้ การเมืองแบบเครียดๆ เลยก็ยังได้

เราอยากอ่านรอบนี้โดยสมมุติให้เป็นมุมมองของพีต้า คล้ายๆ กับว่าเราอ่าน Midnight Sun ที่เป็น Twilight ในมุมมองของเอ็ดเวิร์ดน่ะ ซึ่งเราคิดว่า นี่เป็นจุดที่ทำให้การอ่านนิยายได้เปรียบกว่าการดูหนังมาก หนังสือสื่อสารถึงสมองเราโดยตรง และจินตนาการของคนเราก็ขยายขอบเขตออกไปได้กว้าง แต่การดูหนังถูกจำกัดมุมมองจากสิ่งที่ผู้สร้างทำมา เหมือนไปดูจินตนาการคนอื่นซึ่งมันก็คงไม่ได้อย่างใจทุกอย่าง

อ่านต่อ Part II

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

Re-Reads: The Hunger Games (Part I)


ไหนๆ แล้ว เดือนนี้ยกให้เป็น Hunger Games Month เลยแล้วกัน เพราะดูหนังจบแล้วไม่ได้ดังหวัง เราไม่อยากให้หนังทำให้ความรู้สึกที่เรามีต่อเรื่องนี้เสียไป เพราะฉะนั้นมันต้องอ่านนิยายอีกรอบเพื่อปรับอารมณ์ มาถึงตอนนี้แล้ว เรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ตอนนั้นได้อ่าน Hunger Games เล่มแรก แบบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลย และก็ไม่มีความคาดหวังอะไรมาก่อนทั้งสิ้น เพราะถ้าเพิ่งมาอ่านช่วงนี้ เราคงเจอสปอยล์ไปเยอะแล้ว ซึ่งบล็อกเราเองก็อาจจะเป็นตัวการที่ไปสปอยล์คนอื่นด้วยเหมือนกันแหละ ถ้าโดนสปอยล์มามันก็คงไม่ได้ความสนุกลุ้นตลอดแบบตอนอ่านรอบแรกคราวนั้นก็ได้

ประสบการณ์การอ่าน Hunger Games แบบไม่รู้อะไรมาก่อนเลยเป็นยังไง อยากให้ลองไปดูที่เว็บของนักอ่านฝรั่งคนนี้ค่ะ เราเจอเว็บนี้เมื่อปีที่แล้ว มาร์คเขาจะอ่านไปทีละบท บอกความรู้สึกของเขาไปตลอดแทบทุกพารากราฟ ตอนแรกมาร์คก็ระแวง HG แต่พออ่านไปๆ ความรู้สึกเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยน แค่เราอ่านปฏิกิริยาของมาร์คตอนอ่านเรื่องนี้ เรายังสนุกไปด้วยเลย เห็นที่เขาเขียนแล้วเสียดายเหมือนกันที่ตอนอ่านรอบแรก เราไม่ได้เขียนบล็อกตัวเองให้มันยาวๆ กว่านี้ จะได้เก็บเป็นบันทึกความทรงจำของตัวเอง

อ่านใหม่รอบนี้ก็จดซะหน่อยแล้วกัน แต่เอามาแชร์ในบล็อกด้วยสำหรับคนชอบเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะจากเว็บของมาร์คทำให้เรารู้ว่า แค่การอ่านว่าคนที่ชอบเรื่องนี้เขาชอบตรงไหนบ้าง เหมือนเรามั้ย มันก็เพลินดี แต่เขียนยาวๆ แบบมาร์คไม่ไหว เอาเฉพาะประเด็นที่อยากพูดถึง ยังต้องเตือนอีกมั้ยคะว่าสปอยล์ แถมนี่เป็นการอ่านซ้ำของคนที่อ่านครบ 3 เล่มแล้ว เพราะฉะนั้น มันอาจจะมีการพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวพันไปถึงเนื้อเรื่องจนจบด้วย คนที่ยังอ่านไม่ถึง Mockingjay คิดว่าทำคุณแก่ตัวเอง อย่าอ่านต่อเลยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

The Hunger Games (Movie)



A little hope is effective, a lot of hope is dangerous.

บทพูดของประธานาธิบดีสโนว์ประโยคนี้ในภาพยนตร์ ที่ไม่มีในหนังสือ
ใช้สรุปความคิดของเราหลังดูหนัง The Hunger Games ได้ดีที่สุด
มีความหวังบ้างมันก็ดี แต่หวังมากก็อันตราย
เพราะตอนนี้รู้สึกเหมือนถูกลูกโป่งที่ชื่อความหวังแตกใส่หน้า


Update: 24 ชั่วโมงหลังดูหนังจบ
เมื่อวานออกจากโรงกลับถึงบ้าน เรานั่งพูดระบายความผิดหวังที่หนังทำไม่ได้อย่างใจให้น้องฟังไปครึ่งชั่วโมง หายอัดอั้นไปเยอะล่ะ เผื่อถ้าใครอยากรู้ว่าเราบ่นอะไรไปบ้าง ก็ลองอ่านดูค่ะ

เริ่มแรกคงต้องพูดถึงความคาดหวังก่อนดูของตัวเองก่อน เพราะว่ามันคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลังดูรู้สึกแบบนี้ เราหวังกับหนังเรื่องนี้มากๆ ตั้งตาเฝ้ารอ แต่ทั้งๆ ที่พยายามบอกตัวเองให้ลดระดับความคาดหวัง ให้สงบใจไว้ แต่ก็คอนโทรลอารมณ์ตื่นเต้นรอคอยไม่ค่อยอยู่ หนึ่งเพราะชอบนิยายเรื่องนี้มาก สองเพราะเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ที่ปลื้มเป็นการส่วนตัว และสามคือ แผนการโปรโมทของไลอ้อนส์เกตที่บิลท์กระแสได้น่านับถือจริงๆ ปล่อยของออกมายั่วตลอด ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในแฟนไซต์ต่างๆ ของ HG มีข่าวใหม่ให้ลุ้นทุกวัน ทั้งทีเซอร์ เทรลเลอร์ มิวสิคฯ ภาพนิ่ง เว็บไซต์, fb, tumblr, สัมภาษณ์ และมากระหน่ำกันสุดๆ ช่วง 1-2 วีคนี้ และแต่ละอย่างเท่าที่ปล่อยออกมามันก็ดูดีได้ใจเกือบทั้งนั้น บวกกับทีมนักแสดง เท่าที่ติดตามข่าวมา แต่ละคนนิสัยน่ารักมากๆ ทั้งนั้นเลย และยิ่งหวังไปกันใหญ่เพราะรีวิวจากนักวิจารณ์ที่ออกมาดีมาก

กลับกลายเป็นว่า ทุกอย่างที่เห็นมาว่าน่าดู พอไปอยู่ในตัวหนังจริงๆ แล้ว ดับไปเกือบหมด

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

The Hunger Games: Official Illustrated Movie Companion


เล่มนี้สั่งซื้อล่วงหน้าไปตั้งนานแล้วแต่เพิ่งได้อ่าน สองจิตสองใจอยู่นานเลยนะ ใจนึงก็อยากรู้ทุกเรื่อง อีกใจนึงก็กลัวสปอยล์ แต่มาคิดดูจากการตามข่าวฮังเกอร์เกมส์มาตลอด ยิ่งช่วงนี้ตามแฟนไซต์อัปเดตถี่มากเกือบทุกชั่วโมง สปอยล์ตัวเองไปเยอะแล้วล่ะ นี่ถ้าเกิดไปดูหนังแล้วไม่ปลื้มเท่าที่รอ คงเซ็งเหมือนกัน เหมือนแบบสมัยดู Harry ภาค 1 ที่คาดหวังกับตัวหนังมากเกินไป

เล่มนี้เป็นคู่มือภาพยนตร์ Hunger Games เล่มใหญ่ไซส์นิตยสาร ข้างในมีรูปประกอบกับเรื่องราวเบื้องหลัง ก็มันชื่อ Illustrated เพราะฉะนั้นรูปเพียบ แต่รูปภาพพวกนี้ก็เห็นกระจายกันว่อนใน tumblr นานแล้ว ในด้านเนื้อหา สำหรับคนที่อ่านข่าวฮังเกอร์เกมส์ทุกวันมาเป็นปีก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรแปลกใหม่มากมาย แต่การที่นำข้อมูลน่าสนใจต่างๆ มารวบรวมอยู่ในเล่มเดียว ในรูปเล่มสวยๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้วล่ะ

สรุปข้อมูลใหม่ที่ได้จากเล่มนี้
- ก่อนลงมือเขียนนิยาย ซูแซนน์ คอลลินส์ ส่งเอาท์ไลน์สามหน้าครึ่งเล่าเนื้อหาสามเล่มให้สำนักพิมพ์ดูก่อน แค่นั้นก็ได้เซ็นสัญญาเลย ก่อนที่จะใช้ชื่อ The Hunger Games ในร่างต้นฉบับใช้ชื่อเรื่องว่า The Tribute of District Twelve (เครื่องบรรณาการจากเขตสิบสอง สังเกตว่าไม่มี s แปลว่าหมายถึงแคทนิสคนเดียว)
- โดนัลด์ ซัทเธอร์แลนด์ บอกให้ตัวแทนของเขาส่งจดหมายไปหาผู้กำกับ แกรี่ รอส บอกว่า เขาได้อ่านสคริปต์แล้ว สนใจบทประธานาธิบดีสโนว์ ตอนแรก ผกก. ก็ไม่แน่ใจว่านักแสดงระดับนี้อยากเล่นจริงเหรอ ภาคแรกมีบทแค่มายืนกล่าวสุนทรพจน์แค่นั้นนะ แต่พอได้อ่านจดหมายที่ซัทเธอร์แลนด์อธิบายมุมมองของเขาที่มีต่อบทสโนว์ รอสก็ประทับใจมาก จนเพิ่มบทที่ไม่มีในหนังสือให้อีกสองฉากเลย

อัปเดตข้อมูลล่าสุดที่รู้ในส่วนของเนื้อหาหนัง Hunger Games ใครไม่กลัวสปอยล์ก็ตามมา

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มาแล้ว ตัวอย่างหนังแบบเต็ม The Hunger Games


หลังจากผิดหวังจากทีเซอร์ที่ออกมาก่อนนี้ ที่แทบไม่เห็นอะไรเลย
อันนี้ล่ะ ใช่เลย <3 <3 <3 นั่งลุ้นหน้าเว็บรอดูสตรีมถ่ายทอดสดทั้งชั่วโมงเลยนี่
ฮือ น้ำตาแทบไหล ปลื้มมาก อยากดูหนังแทบรอไม่ไหวแล้ว

ตอนนี้ก็เตรียม Pre-order หนังสือไปพลางๆ ก่อน เล็งไว้ 3 เล่มนี้
The Hunger Games: Official Illustrated Movie Companion
The Hunger Games Tribute Guide
The World of the Hunger Games

มาเจาะกันทีละช็อตในเทรลเลอร์นี้
จะพยายามไม่สปอยล์มากเกินไป แต่ในตัวอย่างหนังก็มีบอกเนื้อเรื่องสำคัญไปบางจุดแล้ว
ความจริงใครที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ ก็ไม่ควรอ่านเนื้อความต่อไปนี้
เพราะสำหรับเรื่อง Hunger Games อ่านนิยายหรือดูหนังแบบไม่รู้อะไรมาก่อนเลยจะสนุกกว่า

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

The Girl Who Was on Fire


The Girl Who Was on Fire: Your Favorite Authors on Suzanne Collins' Hunger Games Trilogy เป็นรวมความเรียง 13 เรื่องจากนักเขียน 13 คน (แต่ไม่รู้จักสักคน) ที่พูดถึงหนังสือไตรภาคฮังเกอร์เกมส์ในแง่มุมต่างๆ กัน มีตั้งแต่บทที่ว่าด้วย สิ่งที่ฮังเกอร์เกมส์ทำให้คนประทับใจ การวิเคราะห์ตัวละครสำคัญหลายๆ ตัว รวมทั้งประเด็นการเมือง สงคราม บทบาทของวิทยาศาสตร์ต่อสังคม จิตวิทยา รวมไปถึงแฟชั่น

ฮ่าฮ่า คนที่ยังไม่อ่านเรื่องนี้อย่าเพิ่งสงสัย พล็อตเรื่องเด็กแข่งฆ่ากันทำไมมีแฟชั่นมาเกี่ยวด้วย แต่ถ้าหนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อไหร่ ถ้า Hunger Games ไม่มีชื่อเข้าชิงออสการ์สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายบ้างเลย เราจะถือว่าทีมงานสร้างสอบตกอย่างแรง (ขอแค่เข้าชิงบ้าง ไม่ต้องถึงกับได้หรอก) เพราะไม่ค่อยเห็นเรื่องไหนมีบทส่ง ที่เสื้อผ้าตัวละครจะมีบทบาทสำคัญต่อเนื้อเรื่องขนาดนี้ แบบในบทความนี้เอาชุดของแคทนิสมาไล่เรียงให้ดูทั้ง 3 ภาค แต่ละชุดที่ทำให้คนดูฮือฮาทั้งประเทศ เป็นเสื้อผ้าที่สร้างอารมณ์หลากหลายได้ทั้งตื่นเต้น สุข เศร้า อยากเห็นของจริงเร็วๆ จัง

หนังสือเล่มนี้ กลุ่มเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้วนะคะว่า สำหรับแฟนที่ชอบหนังสือฮังเกอร์เกมส์ เวลาที่เราชอบเรื่องไหนมากๆ มันก็รู้สึกดีที่ได้อ่านสิ่งที่คนอื่นที่ชอบเหมือนกันพูดถึง แล้วก็จะได้แง่มุมใหม่ที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อนเพิ่มขึ้นมาด้วย สปอยล์แน่นอน



- เราชอบตอนที่พูดถึงพีต้า ว่าพีต้าที่เป็นคนดีที่สุดในเรื่อง แต่เขาเป็นคนที่โกหกเก่งที่สุดในเรื่องเหมือนกัน หลอกแคทนิส หลอกคนดูได้ทั้งประเทศ เออ จริงแฮะ
- คนมัวแต่สนใจทีมพีต้ากับทีมเกล แต่คนสำคัญที่สุดจริงๆ คือ ทีมแคทนิสต่างหากล่ะ ก็แหงล่ะ คงเป็นแฟนเรื่องฮังเกอร์เกมส์โดยไม่เป็นกองเชียร์แคทนิสไม่ได้ เพราะเล่นเป็นคนเล่าเรื่องอยู่คนเดียว ในนี้วิเคราะห์แคทนิสละเอียดมาก อ่านบทนี้แล้วทำให้เราเพิ่งรู้สึกตัวว่า ในบล็อกเรากรี๊ดๆ พีต้าไป จนไม่ได้พูดถึงแคทนิสเลย ก็ถือโอกาสนี้พูดถึงนางเอกของเราซะหน่อย เราชอบแคทนิสมากๆ ค่ะ ถ้าเราไม่ชอบแคทนิส ไม่เห็นว่าเธอดี เราคงไม่เชียร์พีต้าให้ได้คู่ซะขนาดนั้น อาจจะแอบค่อนพีต้าในใจว่างมงายก็ได้

เราชอบแคทนิสตั้งแต่แรกเลยนะ ถึงการแสดงออกภายนอกของแคทนิสจะดูไม่น่าคบ แข็งกร้าว ค่อนข้างปิดใจ แต่เราไม่เคยสงสัยในจิตใจแท้จริงของแคทนิสเลย เพราะมีพริมอยู่ ตั้งแต่ต้นเรารู้ว่าแคทนิสแคร์ เธอรักและปกป้องน้องสาวสุดจิตสุดใจ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เป็นมนุษย์ธรรมดามาก ตอนที่เธอบอกว่า ยังเคืองแม่ที่อ่อนแอ หลังพ่อตายทำใจไม่ได้ ทอดทิ้งไม่ดูแลลูก เธอไม่ใช่คนช่างอภัย จำได้ว่าตอนอ่านยิ้มเลย เป็นตัวละครที่จับใจเราได้ตั้งแต่ต้น

ตอนที่แคทนิสยังไม่แน่ใจความรู้สึกตัวเองที่มีต่อเกลกับพีต้า แล้วเธอตัดสินใจปฏิเสธพีต้า เพราะยังไงเกลคือคนที่เธอรู้จักผูกพันมานานกว่า เรานับถือเธอมากเลยนะ เทียบกับนางเอกวัยรุ่นสมัยใหม่ยุคเดียวกันแบบ Vampire Academy ที่นอกใจแฟนตัวเองแอบมีเซ็กส์กับแฟนเก่า แล้วบอกเลิกแฟนใหม่ด้วยการบอกว่าก็นายไม่ดีเอง ทำให้ฉันรักไม่ได้ แคทนิสเป็นนางเอกที่มั่นคง และมีเกียรติมีศักดิ์ศรีกว่าเยอะมากเลย เธอไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของผู้ชายที่มาชอบเธอทั้งคู่ และเธอก็ไม่อยากยื้อให้มันเลยเถิดจนคนอื่นจะยิ่งเจ็บ (แบบฉันรักเอ็ดเวิร์ด แต่ฉันเหงาต้องเอาเจค็อบเป็นเพื่อน) ล้อเล่น แฟน Twilight อย่าโกรธน้า ^_^

แคทนิสตัดพีต้าก่อนดื้อๆ ถ้ายังเลือกใครไม่ได้ ก็เลือกตัวเองก่อน ไม่ได้เลือกเกลแต่เลือกทำสิ่งที่มันจะไม่ผิดต่อความรู้สึกตัวเอง เลือกความซื่อสัตย์ภักดีก่อน ทั้งๆ ที่บอกตามตรงนะ เราว่า แคทนิสไม่เคยรักเกลแบบคนรักสักนิด ถ้าไม่มาแข่งฮังเกอร์เกมส์ ชีวิตเธอตั้งใจจะไม่แต่งงานไม่มีลูกเพราะกลัวลูกลำบาก อนาคตก็คงไม่แต่งกะเกลหรอก อยู่คนเดียวไปเรื่อยๆ ที่จริงเราว่า แคทนิสประทับใจพีต้ามาก่อนเกลอีก เด็กชายขนมปัง แอบมองกันห่างๆ มาตลอดนะคู่นี้ ตอนชื่อพีต้าถูกจับขึ้นมา แคทนิสยังนึกเลยว่า ไม่อยากให้เป็นเขา พอจบเกมส์กลับมา เรื่องราวมันสับสนแกล้งรักไม่รักกันจนงง แคทนิสก็เลยยังไม่รู้ตัวเท่านั้นเองว่ารู้สึกยังไงกับพีต้า จนในเกมส์ครั้งที่สองนี่มันชัดมากแล้วนะ ตอนที่แคทนิสคิดว่าถ้าพีต้าตาย เธอจะไม่มีวันทำใจได้

แคทนิสเป็นคนดี ในเกมส์ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่ฆ่าก็ต้องถูกฆ่า แต่แคทนิสก็ไม่เคยตั้งใจจะออกไปฆ่าใครเลย ตอนเจอรูวก็คิดแต่จะปกป้องอย่างเดียว ไม่เคยมีความคิดจะฆ่าเด็กผ่านเข้ามาในหัวสักครั้ง ใน Mockingjay แคทนิสก็ไม่ได้มองคนแคปิตอลทุกคนว่าผิด ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ตรงข้ามจะเป็นศัตรู ถึงจะไม่ได้นั่งคิดและพูดออกมาเป็นคำสวยๆ แบบพีต้าว่า ถึงตายก็จะตายแบบรักษาความเป็นคน แต่แคทนิสก็แสดงออกด้วยการกระทำจากส่วนลึกของจิตใจอยู่แล้ว

- มีบทที่วิเคราะห์ถึงเกล เออ แต่ก่อนเราก็ว่าเกลโอเคนะ แต่มาอ่านบทนี้เขาบอกว่า เกลทรยศแคทนิส พร้อมคำคม "การหลอกลวงเป็นญาติสนิทของการทรยศ แต่การทรยศหนักหนาสาหัสกว่า เพราะถูกกระทำโดยคนที่เคยเชื่อใจ" เกลทรยศแคทนิสตรงที่เขาคิดแต่จะตอบโต้แก้แค้นเมืองหลวง ยอมทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ จนข้ามเส้นคุณธรรม ทำให้แคทนิสสูญเสียเพื่อนคนที่เธอไว้ใจไป

- บทที่พูดเรื่องแฟชั่น พูดถึงแล้วข้างบน ประทับใจตอนที่เขียนถึงชุดแต่งงานของแคทนิส และการใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือกบฏของซินน่า ชอบบทนี้มาก และขอคารวะ ซินน่า ตัวละครที่เราชอบมากที่สุดรองจากพีต้าและแคทนิสไว้ตรงนี้

- บทที่พูดเรื่องจิตวิทยา กับอาการ PTSD บทนี้ค่อนข้างวิชาการนะ พูดถึงอาการทางจิตต่างๆ ของคนที่ผ่านเกมส์มา แต่ก็ชอบมากตรงวิเคราะห์เรื่องที่พีต้าวาดรูป ว่าเป็นการเลือกจัดการกับความทรงจำเลวร้ายวิธีหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจการทำงานของสมองมากขึ้น และก็ยิ่งทึ่งกับ Suzanne Collins ใส่รายละเอียดให้ตัวละครแต่ละตัวได้สมจริงมากเลย

- มีบทที่พูดเรื่องชื่อประเทศ Panem มาจากคำละติน panem et circenses แปลว่า ขนมปังกับละครสัตว์ (เกมส์) ที่มาจากบทความวิจารณ์การเมืองสมัยโรมันว่า แค่ผู้ปกครองโยนอาหารกับความบันเทิงให้ คนเราก็ยอมสูญเสียอย่างอื่นไปหมด เรื่องคำเรื่องชื่อนี่ Suzanne Collins คิดรายละเอียดไว้หมดแล้วจริงๆ นะ ไปเจอในเว็บบอกว่า แคทนิสเป็นชื่อเรียกหนึ่งของต้น Sagittaria เป็นพืชน้ำ ใบแหลมเหมือนหัวลูกธนู รากหนากินได้ อดทน เอาตัวรอด ชื่อพีต้า ออกเสียงเหมือนชื่อขนมปัง pita ส่วนเกลก็ลมพายุ แม้แต่พริมโรส เป็นพืชสมุนไพรมีคุณสมบัติเป็นยารักษา และภาษาดอกไม้แปลว่า I can't live without you; early youth; young love แค่ชื่อก็สื่อถึงบุคลิกและบทบาทในเรื่องหมดเลย ยิ่งอ่านทวนที่บอกว่า ฉากเปิดเรื่องคือแคทนิสเอื้อมมือมาไขว่คว้าหาไออุ่นจากตัวพริม กลับพบแต่ความว่างเปล่า บทเริ่มเป็นลางบอกเหตุถึงตอนจบ ยิ่งซึ้งสะเทือนใจ


โดยรวม เราชอบอ่านรวมบทความเกี่ยวกับ Hunger Games เล่มนี้มาก แต่พออ่านจบแล้วก็คิดว่า มันยังไม่จุใจอยู่ดี แถมดูราคาที่แพงกว่าหนังสือต้นเรื่องซะอีก ราคาเล่มเดียวซื้อ Hunger Games กับ Catching Fire ได้สองเล่ม เลยรู้สึกว่า เล่มนี้ยังไม่คุ้มค่าเงินเท่าไหร่ เล่ม The Girl Who Was on Fire นี้เป็น Unauthorized ก็ยังขาดหลายอย่าง เล่มบาง รูปประกอบก็ไม่มีสักรูป อยากให้มีแบบ The Official Illustrated Guide แบบเรื่อง Twilight บ้างจัง เล่มนั้นหนังสือสวยมากไปแอบเปิดมา แต่เล่มนี้มันก็ช่วยแก้ขัด ตอบสนองความคิดถึง Hunger Games ล่ะนะ ตอนนี้กำลังค่อยๆ อ่านทวนเรื่องชุดนี้ใหม่อีก ค่อยๆ ดื่มด่ำกับรายละเอียด ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ แต่ถ้าเป็นได้ อยากล้างความทรงจำ แล้วอ่านเรื่องนี้ใหม่อีกทีเหมือนอ่านเป็นครั้งแรกจัง อยากสัมผัสความรู้สึกตกหลุมรักเรื่องนี้ครั้งแรกอีกที

เกาะข่าวหนัง Hunger Games


เกล | แคทนิส | พีต้า

ตอนนี้ กิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งของเราเวลาเข้าเน็ต คือเช็คข่าวหนัง Hunger Games (และ Millennium Trilogy ด้วย นางเอกไฟแรงทั้งคู่ แคทนิส The Girl Who Was on Fire กับ ลิสเบ็ธ The Girl Who Played with Fire) ช่วงนี้มีข่าวออกมาเกือบทุกวันเลย ได้ตัวนักแสดงหลักแล้ว พอประกาศชื่อมา เสียงวิจารณ์แฟนก็กระหึ่มเหมือนกัน มีคนบอก นางเอกไม่เหมาะ แก่ไป แคทนิสอายุ 16 ต้องหน้าเด็กกว่านี้ ผมสีเข้ม ผิวสีมะกอก ส่วนพีต้าก็ต้องผมบลอนด์สิ ฮ่าฮ่า ก็ขำๆ แฟน บทดังๆ ที่มาจากหนังสือก็อย่างนี้แหละค่ะ แฟนๆ มีภาพในใจตัวเองกันอยู่แล้ว เรื่องหน้าตาเราไม่ค่อยซีเรียส สีผมเดี๋ยวเค้าก็ย้อม เล่นให้เก่งแล้วกัน แต่ Jennifer Lawrence เคยเข้าชิงออสการ์ (Winter's Bone) น่าจะมีฝีมือพอตัว เสียงแฟนโวยวายผ่านเน็ตดังจน ผู้กำกับ Gary Ross กับ Suzanne Collins ที่ไปช่วยคัดตัว ต้องออกมาช่วยพูดให้ บอกแคทนิสต้องดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ เพราะแบกรับภาระครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก บอกทดสอบหน้ากล้องเล่นดีมาก อย่างโน้นอย่างนี้ ประมาณว่าอวยเลยล่ะ เอ้า เชื่อใจคนแต่งแล้วกัน คนแต่งบอกเหมาะก็เหมาะ แต่ลดน้ำหนักหน่อยก็ดีนะ สัดส่วนดีขนาดนี้เดี๋ยวจะไม่สมบทคนอดมื้อกินมื้อ

ช่วงนี้ประกาศนักแสดงสมทบออกมาเรื่อยๆ ยังไม่เริ่มเปิดกล้องเลย แต่มีกำหนดฉายแล้ว 23 March 2012 จดไว้เลย ฝรั่งทำงานกันมืออาชีพจริงๆ วางแผนล่วงหน้าดีมาก

ฉากที่ Suzanne Collins บอกว่า ในหนังต้องมี



I have to see the fire. I have to see the bloodbath at the Cornucopia. I have to see Rue’s death. There’s a couple of the cave scenes with Peeta and Katniss.

อยากดูจังเลย แต่เห็นว่าฉากตอนเด็กของแคทนิสกับพีต้าเรื่องขนมปัง จะไม่มีในหนัง แถมอาจมีเปลี่ยนเรื่องให้เกลมาเมืองหลวงอีก

ไม่รู้จะออกมาเป็นไง แต่อยากดู อยากดูมากๆ เลย

Update 14 พ.ค.
ได้ดู Winter's Bone แล้ว หนังน่าเบื่อมาก ดูไม่สนุกอย่างแรง ดิบๆ ไงไม่รู้ ฉากแล่กระรอกนี่ อี๋~ ต้องยกมือบังตา แต่เรื่องนี้ดูเพื่อดูฝีมือนางเอกอย่างเดียวเลย ดูจบแล้วต้องมาร่วมด้วยช่วยอวย Jennifer Lawrence แสดงดีมาก บทเด็กสาวที่ต้องรับภาระครอบครัว คอยดูแลแม่และน้องๆ การแสดงออกทางสีหน้าอารมณ์ ความกดดันที่ต้องแบกรับ ความหวั่นไหวเปราะบางในใจ กับความมุ่งมั่นเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ เห็นภาพแคทนิสซ้อนทับขึ้นมาเลย บทนางเอกของเราน่าจะหมดห่วงแล้ว

ตอนนี้หนัง The Hunger Games ได้ตัวแสดงเยอะแล้ว พวกเด็กที่เข้าแข่งได้ครบแล้ว เฮย์มิตช์ก็ได้แล้ว เหลือตัวสำคัญแค่ซินน่ากับประธานาธิบดีสโนว์ก็ครบล่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The Hunger Games Trilogy


ยังอยู่ในอารมณ์อินกับหนังสือชุด The Hunger Games ก็เลยใช้เวลานั่งท่องเน็ต หาอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็รู้สึกว่า จากโพสต์ก่อนๆ ยังเล่าความรู้สึกของเราเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้ไม่หมด เพราะฉะนั้นคิดว่า สมควรจะเขียนถึงอีกสักครั้ง ลองไล่ดูในเน็ต อยากอ่านพวกความคิดเห็น อยากฟังว่า คนอื่นคิดยังไงกับหนังสือที่เราชอบมากๆ ชุดนี้บ้าง ในเมืองไทย ทำไมไม่มีใครพูดถึงฮังเกอร์เกมส์สักเท่าไหร่เลยเนี่ย มีคนเขียนถึงอยู่ไม่กี่คน เศร้าจัง ทั้งๆ ที่ในเว็บเมืองนอก เรื่องนี้มีคนพูดถึงกันเยอะมาก แบบเรื่อง Twilight เลย

ที่เว็บบอร์ดเมืองนอก คนชอบเปรียบเทียบ Twilight กับ Hunger Games ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ความจริงสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ทั้งแนวเรื่อง พล็อตเรื่อง อารมณ์ เหมือนอย่างเดียวคือนักอ่านเป็นกลุ่มเดียวกันมั้ง เค้าเลยชอบพูดอ้างอิงกัน เราก็ไม่อยากเปรียบเทียบสองเรื่องนี้เท่าไหร่ มันก็ดีทั้งคู่ แต่ถ้าในความรู้สึกก็ชอบฮังเกอร์เกมส์มากกว่า ตัวละครมีมิติมากกว่า จริงๆ ไม่ค่อยอยากสรุปแบบนี้นะ เดี๋ยวโดนหาว่าเป็นหน้าม้าสำนักพิมพ์ซะอีก คือเคยนานมาแล้วแหละ ไม่เกี่ยวกับ สนพ. ของสองเรื่องนี้หรอก เราโพสต์ในบอร์ดสาธารณะ ชมเรื่องหนึ่ง ติเรื่องหนึ่ง บอกว่าสู้อีกเรื่องไม่ได้ เจอจิกว่าเป็นคน สนพ. คู่แข่งเฉยเลย พอปฏิเสธว่าไม่ใช่ ไม่ได้ทำงานวงการหนังสือ ไม่มีญาติโกโหติกาอยู่สำนักพิมพ์ที่ไหนทั้งสิ้น เค้าก็ยังบอกไม่เชื่ออีก เออ เป็นนักอ่านเมืองไทย แสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้เลยหรือไง ต้องถูกมองว่ามีเจตนาแอบแฝง ^_^; แต่วงการหนังสือต่างประเทศเค้าใจกว้างดีนะ เพราะ The Hunger Games ได้รับคำชมหราบนหน้าปกจาก Stephen King และ Stephenie Meyer เองเลย

จากโครงเรื่อง The Hunger Games ที่บอกว่า จับเด็กมาแข่งฆ่ากัน บางคนฟังปุ๊บ บอกว่าเหมือนนิยาย/การ์ตูน/หนังญี่ปุ่นเรื่อง Battle Royale ปั๊ป ฟังเผินๆ อาจจะเหมือน แต่เราว่า มันคนละอารมณ์กันนะ รายละเอียดต่างกันลิบลับเลย BR รุนแรงมาก รับไม่ค่อยไหว จริงอยู่ The Hunger Games อาจไม่ใช่ไอเดียที่แหวกแนวแบบไม่เคยมีมาก่อน ผู้แต่งบอกว่า มันมีที่มาจาก รีอัลลิตี้โชว์ + สงครามอิรัก + ปกรณัมกรีกเรื่องของวีรบุรุษธีซีอุส ตอนที่เอเธนส์อยู่ใต้อำนาจเกาะครีต และต้องส่งชายหญิงอย่างละ 7 คน ไปเป็นบรรณาการให้มิโนทอร์ฆ่าในเขาวงกต แต่สุดท้ายพอจับไอเดียมารวมกัน ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป มันก็เป็นเรื่องราวที่สนุก และมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่ซ้ำใคร

เท่าที่อ่านคนรีวิว คนอ่านหนังสือชุดนี้มีทั้งวัยรุ่นแล้วก็ผู้ใหญ่ พอๆ กันเลยมั้ง มีแฟนนักอ่านทั้งผู้หญิงผู้ชาย ตอนนี้คนก็กำลังอยากรอดูหนัง แต่หนังเพิ่งกำลังเตรียมสร้างอยู่เท่านั้น นักแสดงยังไม่ได้ตัวเลย แต่แค่การหาว่าใครจะมารับบทแคทนิสก็สร้างข่าวได้เยอะเหมือนกันนะ แล้วฉบับภาพยนตร์ Suzanne Collins จะเป็นคนเขียนบทเองเลย เพราะจริงๆ เธอเป็นนักเขียนบทละครโทรทัศน์มาก่อนอยู่แล้ว มิน่า ในหนังสือ ถึงมีการแบ่งแต่ละเล่มเป็น 3 องก์ องก์ละ 9 บท แล้วตอนจบแต่ละบท มันถึงจบแบบให้ได้ลุ้นตลอด

ใน Amazon เค้า discussion เรื่องนี้กันสนุกดีนะ ถึงแม้ความเห็นจะแตกต่าง แต่ก็ยกเหตุผลมาโต้ตอบกันดี ใน 3 เล่ม เรื่อง Mockingjay จะได้คะแนนโหวตดาวน้อยที่สุด อันนี้ก็เข้าใจได้นะ เพราะอารมณ์มันไม่เหมือนสองเล่มแรก แต่เราก็คาดว่า เนื้อเรื่องแบบเล่มสามนี่แหละ ที่จะทำให้เราจดจำเรื่องนี้ประทับใจไปอีกนาน เพราะมันเพิ่มระดับของเนื้อเรื่องจาก action ให้มีความลึกเพิ่มขึ้น มีหัวข้อที่แฟนๆ แบ่งข้างเชียร์พีต้ากับเกล เหมือนสมัยเอ็ดเวิร์ดกับเจค็อบเลย ในบรรดาทั้งหมดที่เข้าไปอ่าน เราชอบที่เว็บ Forever Young Adult อ่านแล้วสนุกสุดๆ อ้อ ที่นั่นสปอยล์นะคะ เพราะเค้าอ่านไปเล่าไปทีละ 5-6 บท บอกความรู้สึกเค้าไปตลอด ละเอียดมาก เค้าเขียนดีมาก อ่านสนุก ความคิดความรู้สึกเค้าต่างจากเราเยอะเลย ชอบมากเลยค่ะ อ่านแล้วได้มุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนตัวเองคิด ฮิฮิ แต่มันมีเรื่องที่เค้า debate กันเรื่องพีต้า vs. เกล ทำให้เราอยากจะพูดความเห็นตัวเองบ้าง ในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับตัวละครคนโปรดของเรา

เนื้อหาต่อไปนี้คือสปอยล์อย่างแรง แบบเฉลยฉากจบ
เตือนซ้ำ!! สปอยล์สุดๆ จริงๆ เกี่ยวพันกับเนื้อหาทั้งเรื่อง ยังไม่อ่านอย่าคลิกนะคะ สำหรับคนที่อ่านแล้วแชร์ความคิดกันเท่านั้น ได้โปรดหยุดฟังคำเตือนนี้



สปอยล์


พีต้า vs. เกล
อันที่จริง เราไม่เคยหวั่นเลยนะว่าแคทนิสจะเลือกเกล เพราะเกลไม่เห็นมีบทเลย กล่าวถึงตอนต้นแต่ละเล่มนิดหน่อย จากนั้นตลอดเรื่องแคทนิสก็อยู่กับพีต้า ถ้ากลัว เรากลัวพีต้าตายมากกว่า แต่ก็เข้าใจคนเชียร์เกลนะ เกลเก่ง และก็เป็นคนดีเหมือนกัน

ที่เว็บนั้น เจ้าของเว็บเชียร์เกล วิจารณ์พีต้าซะเสีย บอกว่า เป็นผู้ชายนิ่ม ถ้าแคทนิสเลือกพีต้า เวลามีอะไรกัน (เค้าใช้คำแอบติดเรตกว่านี้น่ะนะ) พีต้าก็คงคอยถามว่า รู้สึกยังไง เป็นไงมั่ง ผู้หญิงคงจะหมดอารมณ์กันพอดี!! โอ๊ย ตอนอ่านหัวเราะจนจะตกเก้าอี้เลยค่ะ คิดได้ไง กั๊ก กั๊ก ขำกลิ้งเลย ไม่ได้ค่ะ ในฐานะกองเชียร์พีต้า เราต้องแก้ตัวแทน ฮื่อ ตอนแคทนิสจูบกับพีต้าในถ้ำ เล่ม 1 กับที่ชายหาด เล่ม 2 แคทนิสก็หวิวนะ เพราะฉะนั้น มันคงไม่ถึงขนาดอย่างที่ว่าหรอกน่า

พีต้าโดนวิจารณ์ว่า ไม่เก่ง ต้องให้คนอื่นช่วยปกป้องตลอด อ้า อันนี้ยอมรับก็ได้ ก็ลูกชายร้านเบเกอรี่ จะให้สู้เก่งเท่านักล่าสัตว์อย่างเกลกับแคทนิสได้ไง แต่การเอาประเด็นนี้มาบอกว่าพีต้าไม่สมควรคู่แคทนิส มันก็ไม่ยุติธรรมนะ ถ้าผู้หญิงเก่ง แล้วผู้ชายไม่เก่งเท่าก็ไม่ได้ อย่างนี้มันก็ sexism กลับข้างนี่นา

แคทนิสเป็นคนชอบปกป้องคน ดูการที่เธอปกป้องน้องสาวสิ แต่กลับกัน คนที่เธอคอยปกป้องดูแลนั่นแหละ ที่เป็นที่พึ่งพิงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้เธอ นึกถึงความสัมพันธ์ของตัวละครแบบเรื่อง Of Mice and Men สิ เพราะฉะนั้น พีต้าที่สู้ไม่เก่งเนี่ยแหละ ตอบสนองความต้องการทางจิตใจของแคทนิสได้มากกว่าเกล

พีต้าอาจจะไม่เก่ง แต่เขาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งที่สุดในสามคนด้วยซ้ำ ไม่เคยเสียหลักการและจุดยืนความเป็นคนดีของตัวเองเลย เขาทำให้แคทนิสเป็นคนที่ดีขึ้น คิดดูตอนจบเล่มหนึ่ง ถ้าไม่ใช่พีต้าเสียสละตัวยืดอกบอกให้แคทนิสลงมือฆ่าตัวเอง แคทนิสจะทำอย่างนั้นแล้วรอดมาได้มั้ย

แคทนิสกับเกลนิสัยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถึงเข้าใจกัน แต่อยู่ด้วยกันไปไม่เวิร์กหรอก ทั้งคู่ใช้สมองตัดสินใจ เป็นไงล่ะ แคทนิสไม่ได้ไม่เลือกเกลนะ เกลไม่มาเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่า เธอไม่มีวันทำใจรับความผิดทางอ้อมของเขาได้อีกแล้ว แต่ถ้ากลับกัน พีต้าจะไม่มีวันยอมตัดใจละทิ้งแคทนิสเป็นอันขาด ยังไงก็ต้องมาอยู่ข้างๆ ดูแล

ตอนจบ ชีวิตตอนหลังที่แคทนิสลงเอยกับพีต้า อยู่กันเงียบๆ ที่เขต 12 โดนวิจารณ์อีกว่า เห็นมั้ย อยู่กับพีต้าได้ชีวิตห่วยๆ แคทนิสก็ยังคงเจอฝันร้าย กว่าจะกล้ามีลูกก็ต้องรอ 15 ปี ฟังดูไร้สุข ชีวิตเต็มไปด้วยบาดแผล ถ้าคู่เกล ที่ไปรับตำแหน่งสำคัญในการสร้างประเทศยุคใหม่ ชีวิตต้องมีความหมายกว่านี้ ประเด็นนี้เถียงขาดใจค่ะ แคทนิสไม่มีวันมีความสุขกับเกลได้อีกแล้ว ภายหลังการตายของพริมโรส น้องสาวที่เป็นคนเดียวในโลกที่แคทนิสรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ที่เธอเข้าแข่งฮังเกอร์เกมส์ก็เพื่อพริม พอเสียพริมไป แคทนิสก็เหมือนเหลือแค่ซากชีวิต นิสัยแคทนิสเป็นคนแบบไม่อยากรักใครเพราะกลัว ไม่ยอมเป็นเพื่อนกับใครในเกมเพราะกลัวต้องมาฆ่ากันเอง เพราะฉะนั้นถ้าคู่เกลที่นิสัยเด็ดขาดคล้ายกัน แคทนิสจะไม่มีวันเปิดใจให้ใครอีกแล้ว ก็จะเป็นแค่ซากชีวิตอย่างนั้น แต่พีต้าจะเป็นคนเยียวยาแคทนิสจนยอมเปิดใจ พีต้าตื๊อจนแคทนิสยอมใจอ่อนมีลูกได้ แต่เกลไม่มีทาง

ถึงเรื่องจะจบเศร้าๆ ที่ตัวละครตายเยอะมาก แต่เราดีใจที่แคทนิสได้คู่กับพีต้าค่ะ คนที่เธอ can't survive without

Update (11 ต.ค. 54)
เราพอจะรู้คำตอบแล้วล่ะว่า ทำไมเรื่องนี้ในเมืองไทยมันถึงไม่ดัง คงเพราะคุณภาพการแปลฉบับภาษาไทยนี่เอง ในงานหนังสือ เราซื้อเล่ม 1-2 เกมล่าชีวิต กับ ปีกแห่งไฟ มา คราวที่แล้วเราลังเลว่าจะซื้อภาษาไทยดีมั้ย เพราะไม่ค่อยชอบงานแปลฝีมือนาธานเท่าไหร่ ตั้งแต่สมัยเดลโทร่าเควสต์ ที่ชอบใช้คำลิเก แต่เพราะเราชอบ Hunger Games จริงๆ เลยอยากจะเก็บเรื่องนี้ อ่านฉบับแปลไทยไปแค่นิดหน่อย ก็เจอจุดที่ขัดใจเพียบ มีตั้งแต่จุดเล็กน้อยเรื่องการเลือกใช้คำแปลที่แปลกๆ หรือแปลคำตรงตัวเกินไปจนอาจทำให้คนอ่านไม่เข้าใจความนัย ไปจนถึงประโยคที่แปลผิดความหมายจากต้นฉบับจังๆ หลายที่ เราทั้งเศร้าและโกรธ ที่หนังสือชุดที่เรารักโดนกระทำแบบนี้

เพราะฉะนั้นอยากบอกทุกคนว่า อย่าซื้อฉบับภาษาไทยเลยค่ะ อ่านต้นฉบับสนุกกว่าเยอะ เรื่องนี้ภาษาอังกฤษอ่านไม่ยากเลย เป็นนิยาย YA ศัพท์ที่ Suzanne Collins ใช้ก็ระดับเด็ก ม.ปลาย ทั้งนั้น

Update (21 ม.ค. 55)
สำนักพิมพ์บอกว่าจะแก้ไขการแปลภาษาไทยในการพิมพ์ครั้งต่อไป ก็รอดูค่ะ
Update (17 ก.พ. 55)
เกมล่าชีวิตฉบับที่พิมพ์ปกใหม่ ยังไม่ได้แก้ไขคำแปลนะคะ เห็นว่าต้องรอครั้งต่อไป
Update (4 ก.ค. 55)
ฉบับปรับปรุง เล่ม 1 กับ เล่ม 2 ออกมาแล้วนะคะ ถ้าใครที่รอซื้อภาษาไทยอยู่ก็คงซื้อได้แล้ว เพราะแก้ไขตรงที่ผิดเยอะๆ แล้ว แต่โดยส่วนตัวแล้วเรายังรู้สึกว่าน่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ ยังไงก็ยืนยันว่า ถ้าอ่านภาษาอังกฤษได้อ่านต้นฉบับดีกว่ามากค่ะ สนุกกว่าเยอะ

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Mockingjay (Hunger Games #3) - Suzanne Collins

คะแนน : 8

เพิ่งเห็นว่า นิยายเรื่อง The Hunger Games มีแปลเป็นไทยแล้วชื่อ เกมล่าชีวิต เราก็ไม่ค่อยได้ติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดหนังสือซะเท่าไหร่ แต่ทำไมรู้สึกว่า ในเมืองไทยเรื่องนี้ไม่ค่อยดังเลย น่าเสียดายจัง เรื่องดีๆ อยากให้คนได้อ่านเยอะๆ เสียดายที่ปกฉบับภาษาไทยออกแบบอย่างนั้นด้วย ไม่ใช่ไม่สวยนะ แต่เราว่า มันไม่โดดเด่นมีพลังเท่าปกฉบับภาษาอังกฤษ และสูญเสียความหมายจากเนื้อเรื่องตามแบบปกต้นฉบับไป ที่ปกเล่มแรกเป็นเข็มกลัดนก Mockingjay ของแคทนิส เล่มสองนกเริ่มมีชีวิต ติดไฟต่อสู้ และเล่มสาม ปกสีฟ้า นก Mockingjay ทลายสิ่งที่เป็นเหมือนเป้า เลิกเป็นเสมือนเหยื่อที่ถูกไล่ล่า เชิดหัวขึ้นออกโบยบินสู่อิสรภาพ

นี่เป็นเล่มอวสานของนวนิยายไตรภาค Hunger Games จากเล่มที่แล้วที่ทิ้งท้ายเรื่องโดยปล่อยผู้อ่านค้างไว้ริมหน้าผา ในเล่มนี้บทสรุปเรื่องราวทุกอย่างจบลงสมบูรณ์ ถ้าคุณมองคะแนนของสองเล่มก่อนที่เราให้ไว้ แล้วเห็นคะแนนเล่มนี้ จาก 8.5 --> 9 --> 8 อย่าเพิ่งคิดว่า เล่มนี้แย่ลง ที่จริงมันเป็นเล่มที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ แต่คะแนนที่เราให้ไม่ใช่คะแนนคุณค่าของหนังสือ แต่มันเป็นคะแนนที่ให้โดยวัดจากความรู้สึกว่า เราอยากจะเอามันกลับมาอ่านซ้ำบ่อยครั้งแค่ไหนต่างหาก และเราไม่คิดว่าเราจะรับการอ่านที่ทำให้ตัวเองเศร้าอยู่ลึกๆ บ่อยๆ ได้

Mockingjay เป็นเล่มที่เครียดและหนักที่สุดในชุด ผู้แต่ง Suzanne Collins ได้ไอเดียการแต่งเรื่องนี้มาจากการเปิดโทรทัศน์ดูในวันหนึ่ง เป็นรายการรีอัลลิตี้โชว์ พอเปลี่ยนช่องเจอข่าวสงครามอิรัก สองสิ่งรวมกันนำไปสู่ Hunger Games สองเล่มแรกเราได้เห็นเกมไล่ล่าเอาตัวรอดที่อ่านสนุกสนาน ประดุจดูรายการแบบ Survivor แต่ที่สุดเราต้องไม่ลืมว่า ฮังเกอร์เกมส์คือเกมที่มีต้นกำเนิดมาจากด้านมืดของมนุษย์ มันเป็นเกมที่สกปรกน่ารังเกียจ การจับเด็กมาฆ่ากันถ่ายทอดเป็นรายการทีวีให้คนทั่วประเทศดู เล่มนี้ Suzanne Collins เตือนให้เราเห็นอีกครั้งว่า การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก สงครามเป็นความโหดร้ายทารุณ และผู้มีอำนาจในมือนั้นไว้ใจไม่ได้!

ในเล่มนี้การดำเนินเรื่องไม่เหมือนสองเล่มก่อน เนื้อเรื่องพัฒนาออกนอกขอบเขตของฮังเกอร์เกมส์ ตอนนี้เขตต่างๆ ลุกฮือขึ้นต่อต้านเมืองหลวงอย่างเปิดเผย แคทนิสต้องรับบท Mockingjay สัญลักษณ์การต่อสู้ของฝ่ายกบฏ ชีวิตของแคทนิสที่ผ่านมาก็บังคับให้เธอต้องต่อสู้ยิบตาเพื่อเอาตัวรอดมาตลอดอยู่แล้ว แต่ในเล่มนี้ เธอต้องเจอการทดสอบเข้าไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนอ่านกลางๆ เรื่อง กดดันมากๆ

สปอยล์



เมื่อเล่มที่แล้วเราแสดงความเป็นห่วงเป็นใยพีต้าไปกลัวเขาจะตาย แต่เราไม่นึกมาก่อนเลยว่า ในเล่มนี้จะพิสูจน์ให้เราเห็นชัดๆ ถึงคำที่มีคนกล่าวไว้ว่า จากเป็นแย่ยิ่งกว่าจากตาย ถ้าพีต้าถูกฆ่า นั่นก็คงน่าเสียใจที่สุดแล้ว แต่แคทนิสก็คงยังเหลือความรักของพีต้าในความทรงจำ แต่การปล้นตัวตนและความรักของพีต้าไป ประธานาธิบดีสโนว์ทำร้ายแคทนิสให้ตกอยู่ในห้วงแห่งความทรมาน ได้มากกว่าเอาชีวิตพีต้าไปซะอีก อาการกรี๊ดเรื่องเชียร์ให้จับคู่กับคนนั้นคนนี้ของเราในเล่มที่แล้ว รู้สึกมันกลายเป็นอารมณ์เด็กไปเลยในเล่มนี้ อ่านแล้วรู้สึกเข้าถึงจิตใจมนุษย์มาก ความสัมพันธ์ของพีต้ากับแคทนิสถูกพลิกโฉมไป ไม่มีความรักแบบหวานซึ้งโรแมนติกอีกแล้ว ขนาดบทสรุปยังฟังดูไร้หัวใจเลย เพื่อ survive แต่ตอนจบมันกินใจเรามาก ชอบมากเลยตอนที่เปรียบพีต้ากับดอกแดนดีไลอ้อน


นี่เป็นครั้งที่สามติดๆ กันที่เราต้องเขียนชมการเล่าเรื่องของผู้แต่ง การบรรยายเนื้อเรื่องลื่นไหลมาก การจบบท การเล่าย้อนความหลังแทรกเข้ามา การใช้คำ บทสนทนา บทเพลงในเรื่อง แคแรกเตอร์ตัวละคร ทำได้ดีไปหมดเลย เนื้อเรื่องยังคงอ่านสนุกมีประเด็นพลิกไปมา แต่ก็อ่านแล้วเศร้าปนหดหู่ นี่เป็นนิยาย YA แต่มันมีเนื้อหาที่มีความลึกอยู่มากทีเดียว ถ้าเด็กวัยรุ่นอ่านหนังสือเล่มนี้ พวกเขาน่าจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นหลายปี มันไม่ใช่การสอนสั่ง แต่มันทำให้คนอ่านได้คิด หวังว่า เด็กที่ได้อ่าน จะไม่พลาดประเด็นสำคัญๆ พวกนี้ไป ความตายที่เกิดขึ้นมากมายในท้ายเรื่อง ชีวิตที่สูญเสียไปโดยไร้ความหมาย เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด มนุษย์ควรจะตระหนักเรื่องเหล่านี้ให้มากๆ ใช่มั้ย และอย่างน้อย เนื้อเรื่องตอนจบสุดท้ายก็ยังมอบความหวังให้แก่เรา แม้ว่าอาจต้องเจอสิ่งเลวร้ายแค่ไหน แม้จะสูญเสียทุกอย่าง สิ้นหวังซะจนคิดว่าความตายน่าจะดีกว่า แต่ในที่สุดแล้ว การเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Catching Fire (Hunger Games #2) - Suzanne Collins

คะแนน : 9

โอย ทำไมสนุกอย่างนี้ เรื่องพลิกไปพลิกมา ยอดเยี่ยมมาก อย่างที่บอกตั้งแต่เล่มที่แล้ว ผู้แต่งเล่าเรื่องเก่งมากเลย การจบบททำได้อย่างมีพลังทุกบทเลย และโชคดีอีกแล้วที่เรามาอ่านทีหลังตอนเล่ม 3 ออกมาแล้ว ถ้าต้องรอคงทรมานใจตอนอ่านจบเล่มนี้พอดู รีบไปอ่านเล่มจบต่อดีกว่า

ข้อความต่อไปนี้ สำหรับคนที่อ่านแล้วเท่านั้น

อ่านจบเล่มนี้แล้ว ขอกรี๊ดพีต้าหน่อยเถอะ โอ๊ย เราชอบเขามากๆ ช่างเป็นผู้ชายแสนดีอะไรอย่างนี้ อย่างที่แคทนิสคิดในเรื่อง ตอนไปทัวร์เขต 11 ว่าเธอจะไปหาคนที่ไหนดีกว่านี้ได้ ขนาดเฮย์มิตช์ยังบอกว่า แคทนิสเกิดใหม่อีก 100 ชาติ ยังไม่คู่ควรกับพีต้าเลย (แต่ไม่จริงหรอก แคทนิสก็ดีเหมือนกันแหละ)

พีต้ารักแคทนิสมากๆ ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ ถึงแม้เขาจะไม่มีฝีมือเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็รักแบบมีศักดิ์ศรีของตัวเองนะ เวลาเจออะไรไม่ถูกต้อง อย่างตอนที่ถูกปิดบังความจริง เขาก็ระเบิดอารมณ์กลับมาได้เหมือนกัน เป็นบุคลิกตัวละครที่กำลังดีเลย เวลาพีต้าเปิดใจกับแคทนิสทีไร ก็กวาดหัวใจเราไปได้ทุกที ถ้าเราเป็นแคทนิส ก็คงยกหัวใจให้พีต้าไปนานแล้ว เท่าที่เป็นอย่างในเรื่อง คงต้องใช้ภาษาน้ำเน่าแบบที่เขาพูดกัน ความผิดเดียวที่พีต้ามี ก็คือเขามาทีหลังเกล มาพบแคทนิสช้าเกินไป

ตอนพีต้าโดนสนามพลัง ทำเอาหัวใจเราหยุดเต้นไป 2 วินาทีเลย ตอนจบเล่มสอง ไม่รู้ชะตากรรมของพีต้าจะเป็นไงต่อ ภาวนาให้พีต้ารอดในเล่มสาม

ฮ่าฮ่า ถ้าใครอ่านข้อความข้างต้นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ อย่าเข้าใจผิดว่านี่เป็นเรื่องรักนะ นี่เป็นนิยาย action/sci-fi ทั้งเรื่อง แต่มันมีจุดย่อยที่เรากรี๊ดกับพีต้านี่แหละ

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The Hunger Games - Suzanne Collins

คะแนน : 8.5

ที่เลือกเรื่องนี้มาอ่านเพราะตอนที่เรากำลังบ้า Millennium Trilogy เห็นหนังสือเรื่อง Mockingjay ซึ่งเป็นเล่ม 3 ในชุด The Hunger Games เบียดอันดับหนังสือขายดีกับ The Girl Who Kicked the Hornet's Nest ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน แค่นี้ก็พอแล้วค่ะที่จะทำให้เราสนใจหนังสือชุดนี้ เพราะหนังสือที่ออกมาปุ๊บทำ The Girl ตกอันดับหนึ่งได้ มันต้องมีอะไรดีสิน่า เรื่องอื่นเราไม่ตามกระแส แต่เรื่องหนังสือนี่ เห็นเล่มไหนดังเป็นไม่ได้ ผิดกับเพื่อนบางคน มันจะเป็นแบบ เชอะ อ่านตามคนอื่น ชั้นไม่เอาหรอก กลายเป็นหมั่นไส้หนังสือฮิตซะอีก มันต้องอ่านแบบเด็กแนว ติสท์ๆ นิยายพวกที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง 55 นานาจิตตัง

เนื่องจากที่เลือกมาอ่านเพราะเหตุผลว่ามันเป็นเบสต์เซลเลอร์ ก็ไม่ได้ไปหารีวิวอ่านก่อน ที่จริงทิ้งช่วงมานานจากตอนที่ได้มาด้วยซ้ำ เก็บไว้ยังไม่ได้เริ่มอ่านสักที ถึงเวลาอยากอ่านก็เปิดเลย ทำให้เราเซอร์ไพรส์ตัวเองเล็กน้อย เพราะพอเริ่มอ่านไป 1-2 บท ฉากและบรรยากาศที่แปลก โลกอนาคตที่สังคมสงบสุขแบบปัจจุบันพังทลายไปแล้ว ทำให้พบว่า เราไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรต่อในหนังสือเล่มนี้ เรื่องนี้มันเป็นแนวเรื่องยังไง เดี๋ยวมันจะไปไงต่อ แล้วมันทำให้เราอยากรู้ต่อมากๆ และก็รู้สึกกับตัวเองขึ้นมาว่า ช่วงที่ผ่านมา เราคงจมอยู่กับหนังสือที่เราอ่านตามสูตร จำพวกนิยายโรแมนซ์ นิยายนักสืบ มากเกินไป หรือไม่ก็ด้วยความระมัดระวังในการอ่าน ก่อนอ่านก็หาอ่านรีวิวซะก่อนเสมอ ทำให้เวลาอ่านจริงไม่รู้สึกแปลกใหม่ พอมาอ่านหนังสือที่ไม่รู้อะไรมาก่อน รู้สึกเหมือนกำลังแกะห่อของขวัญเลย

ถ้าเล่าเรื่องย่อ มันก็ไม่มีอะไรให้เล่ามาก ในดินแดนที่เคยเป็นอเมริกาเหนือ จากวิกฤติที่ผ่านมามากมาย บัดนี้สิ่งที่เหลือรอดมาคือประเทศแพเนม ที่แบ่งเขตการปกครองเป็น 12 เขต มีเมืองหลวงควบคุมเขตต่างๆ และทุกปี เขตต่างๆ จะต้องส่งเด็กชายเด็กหญิงวัยรุ่นอย่างละคน มาเป็นบรรณาการ เพื่อร่วมแข่งขันในฮังเกอร์เกมส์ เกมที่ไม่จำกัดกติกาในการฆ่ากัน ผู้ชนะคือผู้ที่เหลือรอดคนสุดท้าย

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก น่าติดตามตั้งแต่เริ่ม สไตล์และจังหวะการเล่าเรื่องดีมาก พออ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้ายตอนจบแต่ละบท มันจะเปิดประเด็นใหม่ให้เราอยากรู้ต่อทันที จนวางไม่ได้ เมื่อคืนเรานั่งอ่านแบบแทบไม่ได้ขยับตัว นอกจากลุกมาเข้าห้องน้ำ อ่านแบบรวดเดียวจบจริงๆ วางไม่ลงเลย ทะลุถึงตี 1 วันนี้เลยต้องโด๊ปกาแฟแต่เช้า เพราะเป็นคนนอนน้อยไม่ได้

เรายังไม่แน่ใจว่าเราจะเก็บเรื่องนี้ประทับใจไปนานแค่ไหน เพราะเหมือนเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไร แต่ตอนอ่านนี่ยอมรับจริงๆ ว่า สนุกมาก ชอบการบรรยายของเรื่อง วิธีการเอาตัวรอดของตัวเอก แอกชั่นทั้งเรื่อง แต่พอถึงฉากสะเทือนใจตอนที่ตัวละครคนหนึ่งถูกฆ่า รู้สึกตัวเลยว่ากล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ฉากลาที่ตามมาก็ทำเอาน้ำตาซึมเลย รักษาความน่าติดตามของเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ชอบ ชอบมากๆ

สารบัญโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับ Hunger Games Trilogy
Catching Fire (Hunger Games #2)
Mockingjay (Hunger Games #3)
The Hunger Games Trilogy (ระวัง!! สปอยล์ตอนจบ)
The Girl Who Was on Fire (บทวิเคราะห์ สปอยล์)
คอมเมนต์เทรลเลอร์หนัง The Hunger Games ทีละช็อต
The Hunger Games: Official Illustrated Movie Companion
ความรู้สึกหลังดูหนัง The Hunger Games

หมายเหตุ
ฉบับแปลของ The Hunger Games ในภาษาไทยชื่อ "เกมล่าชีวิต" มีคำแปลผิดจำนวนมาก ทั้งปกเก่าและปกใหม่เพราะข้างในเหมือนกัน ฉบับที่ว่าจะแก้ไขคำแปลยังไม่ออกมา ไปดูตัวอย่างที่แปลผิด ที่นี่ แต่ไม่ใช่แปลผิดแค่เท่านั้น อย่างน้อยที่สุดเท่าที่เราเจอก็เกิน 50 จุดแล้ว ไม่แน่อาจผิดเกินร้อย

ยังไงคนที่จะซื้อฉบับภาษาไทยก็ลองพิจารณาดูค่ะ อ่านต้นฉบับอังกฤษจะดีที่สุด หรือไม่ก็รอฉบับแปลแก้ไข แต่ถ้าใครไม่อยากรอก็แล้วแต่ ถ้าคิดว่ารับได้ แต่อย่างน้อยก็รู้ข้อมูลไว้ก่อนที่จะซื้อ ดีกว่ามารู้ทีหลังแล้วเสียความรู้สึกน่ะค่ะ