แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยายชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยายชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

The Light Between Oceans - M. L. Stedman

คะแนน : 8
ช่วงนี้ทำไมไม่ค่อยมีเรื่องที่นึกอยากอ่านไม่รู้ บางทีจะหานิยายสักเล่มเสียเวลานั่งเช็ครีวิวไปเยอะซะจนคิดว่าถ้าไม่คิดมากเอามาอ่านเลยก็อ่านจบไปแล้วล่ะ ใช้เวลาน้อยกว่าการพยายามหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจซะอีก ชักจะรำคาญตัวเองเล่มนี้เราเลยไม่คิดเยอะเห็นเรื่องย่อพอน่าสนใจดาวดีพอควรก็ลองเลย แล้วก็คุ้ม

ทอม เชอร์บอร์น กลับมาบ้านเกิดออสเตรเลียหลังจากไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้จะกลับมาพร้อมเหรียญกล้าหาญแต่เขาก็ไม่มีความสงบใจ จึงไปขอรับงานเป็นผู้ดูแลประภาคารบนเกาะเล็กนอกชายฝั่ง เขาพบรักและแต่งงานกับหญิงสาวชื่ออิซาเบล และพาไปอยู่ด้วยกันบนเกาะเพียงสองคน ผ่านไปหลายปีหลังจากการสูญเสียลูกในท้องหลายครั้ง วันหนึ่งก็มีเรือลำหนึ่งลอยมาติดเกาะ บนเรือมีศพชายคนหนึ่งพร้อมเด็กทารกหนึ่งคน ทอมและอิซาเบลตัดสินใจเลี้ยงเด็กคนนั้นขึ้นมาในฐานะลูกสาวของตนเอง ผลที่ตามมาคือการต่อสู้ระหว่างความรักในครอบครัวกับสำนึกเรื่องความถูกต้องในจิตใจ

เนื้อเรื่องของนิยายเล่มนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ประเด็นหลักของเล่มนี้เป็นสิ่งที่เกิดในจิตใจของตัวละครมากกว่า เป็นความท้าทายมโนธรรม ถ้าต้องอยู่ระหว่างการกระทำที่จะทำร้ายครอบครัวตัวเองไปทั้งชีวิต กับการมีความสุขที่เกิดบนความทุกข์ของผู้อื่นต่อไป เวลาอ่านแล้วจะเกิดคำถามว่าถ้าสมมุติเราเจอแบบนั้นเราจะทำยังไง คงจะลำบากใจน่าดู แต่โชคดีในชีวิตจริงคงไม่เจอเรื่องแบบนั้นกันง่ายๆ หรอก แต่มันก็เป็นการทดสอบจิตใจคนอ่านเหมือนกันนะ บอกไม่ได้หรอกว่าใครถูกใครผิด บอกได้แต่ว่าเข้าใจและเห็นใจตัวละครในเรื่องทุกคน

เราชอบสำนวนการเขียนของนิยายเล่มนี้ อย่างประโยคที่ว่า "เมื่อภรรยาสูญเสียสามี จะมีศัพท์ใหม่มาใช้แทนสถานะ เธอกลายเป็นแม่ม่าย เมื่อสามีเสียภรรยาเขากลายเป็นพ่อม่าย แต่ถ้าพ่อแม่สูญเสียลูก ไม่มีคำพิเศษมาช่วยตีตราความทุกข์โศกนั้นเลย" หรือว่า "ให้อภัยและลืมมันไป ไม่ใช่ง่าย แต่เหนื่อยน้อยกว่ามาก การให้อภัยนั้นทำครั้งเดียว แต่ถ้าจะคับแค้นใจ ต้องทำตลอดวันตลอดไป" ผู้แต่งบรรยายสภาพความคิดจิตใจตัวละครได้ดีมากๆ ฉากที่อิซาเบลวิ่งออกไปนอกบ้านหลังเพิ่งเสียลูกไปนี่อ่านแล้วหัวใจขาดเป็นริ้วๆ เลย จดหมายที่ทอมเขียนถึงอิซาเบลจากในคุกก็ทำเราน้ำตาร่วง

ถึงแม้จะมีความในใจตัวละครเยอะ แต่ก็ยังสามารถรักษาระดับความเร็วของการดำเนินเรื่องได้ดี ไม่มีตอนที่รู้สึกว่าเอื่อย บอกเล่าเนื้อเรื่องได้น่าสนใจ มีเหตุการณ์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นต่อๆ มาเป็นลูกโซ่ ดึงดูดให้อยากรู้ความเป็นไปของตัวละครได้ตลอดเรื่อง ตอนเล่าจากมุมอิซาเบลบางทีเราก็เข้าใจที่เธอโกรธแค้นทอม แต่พอเห็นฮันน่าห์เราก็โคตรสงสารเลย เข้าใจทอมเหมือนกันแล้วก็คิดว่าอิซาเบลเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมคืนลูก ตอนจบเศร้าไปหน่อยแต่ทำไงได้  สถานการณ์แบบนั้นคงยากที่ทุกคนจะทำใจให้มีความสุขหมดทุกคนได้

อ่านจบแล้วเรารู้สึกว่ามันเศร้า แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากให้เรื่องนี้จบดีกว่านี้ยังไง ไม่รู้จะเปลี่ยนเหตุการณ์ตรงไหนในเรื่อง สุดท้ายต้องทำใจแล้วก็ยอมรับกับการกระทำ เสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วมันไม่มีประโยชน์ ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่ คนเราคงมองภาพใหญ่ทั้งหมดของชีวิตตนเองไม่ออก เราไม่รู้หรอกว่าการกระทำแต่ละครั้งอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปยังไง อะไรจะดีกับชีวิตเราโดยรวมมากกว่า ได้แค่พยายามทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด ที่เหลือก็แล้วแต่เบื้องบน ตัวเอกในเรื่องคงคิดอย่างนี้

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

The Casual Vacancy - J. K. Rowling

คะแนน : 6.5
เพิ่งวางตะกี๊ความรู้สึกยังดิบๆ อยู่เลย

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Great Gatsby - F. Scott Fitzgerald

คะแนน : 8 นิยายคลาสสิคนี่มันก็มีเหตุผลที่เขายกให้เป็นนิยายคลาสสิคนะ นานๆ ทีสลับเอาเรื่องบนหิ้ง (หมายถึงเรื่องคลาสสิคที่ให้โหลดฟรีใน Public Domain) มาอ่านบ้างก็ไม่ค่อยผิดหวัง

คนที่ขึ้นต้นเรื่องเล่าของเขาด้วยการบอกว่าจะไม่ตัดสินใคร ก็เป็นที่แน่นอนว่าชีวิตมนุษย์ในเรื่องที่เล่าคงไม่สวยงามเท่าไหร่ โทนเสียงของนิคนี่เยาะหยันเหยียดหยามโลกมากเลยนะ  แต่ชอบอ่ะ เวลาอ่านภาษาอังกฤษเก่าๆ หน่อยแบบนี้ เรานึกถึงภาษาไทยแบบของหลวงวิจิตรวาทการ

แกตสบี้เป็นตัวละครที่ larger than life มาก แบบที่ตัวละครหญิงในเรื่องบอกว่า สายตาแกตสบี้ที่มองเดซี่ เป็นสายตาแบบที่หญิงสาวทุกคนอยากถูกมองแบบนี้บ้างบางครั้ง เราอ่านฉากที่แกตสบี้ขอร้องนิคให้เชิญเดซี่มาที่บ้าน เรายังอิจฉาวูบนึงเลย ว่าแต่ผู้หญิงคนนี้มีอะไรดีเหรอ เหตุผลที่แกตสบี้งมงายกับเดซี่นี่ cynical สุดๆ

เรานึกไม่ออกว่าฉบับหนังจะถ่ายทอดออกมาเท่าในหนังสือได้ไง เพราะนี่ไม่ใช่หนังสือที่รับรสได้จากเนื้อเรื่อง แต่ต้องรับรสจากภาษาและการเล่าเรื่อง ดีที่สุดที่ภาพยนตร์จะเทียบเคียงนิยายได้ หนังต้องออกมาแล้วคนดูประทับใจระดับที่ดู Casablanca ถึงจะเรียกว่าไม่ทำให้เรื่องต้นฉบับขายหน้า บารมีลีโอจะถึงบทแกตสบี้รึเปล่าเนี่ย

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

The Silver Linings Playbook - Matthew Quick

คะแนน : 7.5

เราไม่ได้อยากอ่านนิยายเล่มนี้เพราะตัวหนังสือเองหรอก แต่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงก่อนที่หนังจะฉายปลายปีนี้ ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่บนปกหลังก็โปรยไว้ว่าเป็นหนังสือฟีลกู๊ด เลยเลือกมาเป็นเล่มแรกของปี

แพต พีเพิลส์ ชายหนุ่มอายุ 35 ถูกปล่อยตัวจากสถาบันประสาทกลับมาอยู่กับพ่อแม่ แพตจดจำเหตุการณ์ช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย เมื่อกลับมาอยู่บ้าน เขาก็พยายามปรับปรุงตัว ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เชียร์ฟุตบอล ไปพบจิตแพทย์ทุกสัปดาห์ เพื่อเป้าหมายจะกลับไปคืนดีกับภรรยา แล้วก็ได้เจอหญิงสาวเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ที่ผ่านปัญหาชีวิตขนาดหนักมาเช่นกัน จะเป็นยังไงถ้าแพตรู้ว่า ผู้หญิงที่ฝันถึงไม่ใช่คนที่จะอยู่กับเขาในชีวิตจริง

ตอนเราอ่านสรุปย่อเรื่องนี้ใน IMDb นี่ก็ขัดใจนะ สองบรรทัดแค่นี้เหรอ แล้วจะรู้มั้ยว่ามันน่าดูรึเปล่า แนวไหนก็ไม่รู้ แต่พออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจ เรื่องนี้มันย่อเรื่องยากจริง เต็มที่ได้ 4 บรรทัดนี้ล่ะ นอกนั้นมันก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่อง พูดมากกว่านี้ก็อาจสปอยล์ถึงตอนจบ แต่ความจริงถึงรู้เนื้อเรื่องทั้งหมดก็อาจจะไม่เป็นไร เพราะบางครั้งเนื้อเรื่องของนิยายก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับวิธีการเล่าเรื่อง

เรื่องเล่าจากมุมมองของพระเอก แพตมีอาการทางประสาท แต่เขาไม่ได้บ้านะ คุยรู้เรื่องทุกอย่าง แต่ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวอาละวาด หลอนๆ เพี้ยนๆ บ้างบางครั้ง ที่สำคัญคือปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงเรื่องภรรยา เขาคิดว่า ชีวิตของเขาเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง ที่มีพระเจ้าเป็นผู้กำกับ เรื่องของเขาอาจเป็นหนังแนว Romantic Comedy และไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็ตาม จะต้องมีตอนจบ Happy Ending ที่เขาจะได้ภรรยากลับมา

นั่นเป็นมุมมองของแพต แต่ในมุมมองคนอ่าน นี่ไม่ใช่เรื่องตลกโรแมนติกแน่ๆ ไม่มีฉากไหนที่เราหัวเราะเลย ส่วนมากจะเป็นแค่ยิ้มมุมปาก อ่านจบแล้วก็ไม่รู้จะบอกว่าตัวเองรู้สึกยังไง ไม่ตลก ไม่เครียด ไม่เบื่อ แล้วฟีลกู๊ดจริงมั้ย ก็งั้นมั้ง เรื่องฟีลกู๊ดนี่มันคือยังไงล่ะ เราก็ยังงงๆ อยู่ เห็นแต่ละเรื่องที่เขาแนะนำกัน หัวเราะทั้งน้ำตา เศร้าแต่มีหวัง อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกชีวิตยังมีค่า แบบนั้นเหรอ

ฟังดูเหมือนเรากำลังพล่ามอะไรไม่รู้นะนี่ พระเอกในหนังสือก็ร่ายไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละ ในเมื่อเราสรุปความคิดตัวเองจากนิยายเล่มนี้ไม่ได้ ก็ขอยก quote ที่เราชอบจากในหนังสือมาใส่แทนแล้วกัน ชอบประโยคสำคัญที่พระเอกพร่ำพูดอยู่บ่อยๆ ตลอดเรื่อง "I try to be kind, not to be right."

และชอบฉากนี้

แพตอ่านหนังสือตามรายการที่ภรรยาที่เป็นครูสอนวรรณคดีใส่ไว้ในรายวิชา พอเจอเรื่องที่จบเศร้าตัวเอกฆ่าตัวตาย เขาก็ไประบายให้จิตแพทย์ฟังว่า ทำไมต้องบังคับให้เด็กวัยรุ่นอ่านเรื่องรันทดหดหู่ขนาดนี้ ชีวิตมันต้องมีหวังสิ มีประกายแสงสีเงินบนก้อนเมฆ เราควรจะสอนพวกวัยรุ่นว่า -- จิตแพทย์ขัดเขาว่า
"ชีวิตคนเป็นเรื่องยากนะ แพต และเด็กๆ ควรจะได้รู้ว่า ชีวิตคนนั้นยากเย็นแสนเข็ญได้ขนาดไหน"
"ทำไมล่ะ"
"เพื่อพวกเขาจะได้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น พวกเขาจะได้เข้าใจว่า หลายคนลำบากกว่าพวกเขา และในการเดินทางผ่านโลกนี้ของแต่ละคนก็เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างไพศาล ขึ้นอยู่กับว่าสารเคมีตัวไหนที่พล่านผ่านจิตใจของแต่ละคน"

การอ่านเรื่องราวของแพต (พ่วงเรื่องของทิฟฟานีนิดหน่อย) ก็เหมือนการได้รับรู้ประสบการณ์ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง เรื่องพวกเขาไม่ใช่พวกเรา ความคิดพวกเราไม่เหมือนพวกเขา แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า มีคนที่คิดแบบนี้อยู่บนโลกน่ะนะ

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The Catcher in the Rye - J. D. Salinger

คะแนน : 7

ได้ยินชื่อนิยายคลาสสิคติดอันดับหนังสือดีเล่มนี้มานาน แต่ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ การพร่ำบ่นของเด็กเกรียนคนหนึ่งนี่มันจะน่าอ่านเร้อ แต่เล่มนี้มันก็ถูกอ้างอิงบ่อยจริงๆ ชักอยากจะรู้ว่าเป็นไง ใน 11/22/63 ก็พูดถึงอีกที สงสัยต้องอ่านซะล่ะ จะได้หายสงสัย

ไม่ต้องพูดถึงเนื้อเรื่อง เพราะมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย อ่านความคิดของเด็กพระเอกคนเดียวทั้งเรื่อง ไดอารี่ของวัยรุ่นขวางโลก ที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน แต่ก็อ่านเพลินดีนะ โฮลเด้นนี่มันบ่นพล่ามได้ทุกเรื่องจริงๆ แอบหัวเราะในใจตลอดทั้งเล่ม ไม่มีอะไรตลกทั้งสิ้น แต่เพราะคิดว่า ดีนะนี่ที่พ้นอายุตอนนั้นมาแล้ว วัยนั้นคงเป็นวัยที่ยากลำบากที่สุดในการอยู่กับตัวเองล่ะนะ ยังหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในโลกไม่เจอ

ฉากที่ชอบที่สุดคือ ตอนที่ไปคุยกับครูที่บ้าน กับฉากที่นัดเจอกับน้องสาวตอนท้ายเล่ม เจ้าตัวก็ยังรู้ตัวนะว่าฝันเฟื่องอวดเก่ง ถูกกระตุกนิดเดียวก็รู้ตัวว่าไปไม่รอด คงเพราะมาอ่านตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วถึงชอบสองฉากนี้ แบบมองว่า อารมณ์ต่อต้านแบบในเรื่องมันเป็นแค่ช่วงหนึ่งของชีวิตตอนนั้นซึ่งเดี๋ยวมันจะผ่านไป และดีใจอีกอย่างที่ไม่ได้อายุเท่านั้นแล้ว เพราะถ้าได้อ่านเล่มนี้วัยนั้นแปลว่าอาจจะถูกให้อ่านในวิชาเรียน แล้วคงต้องนั่งทำการบ้านวิเคราะห์เรื่องนี้หัวแตกแน่เลย แค่ตีความชื่อเรื่องก็เหนื่อยแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

To Kill a Mockingbird - Harper Lee

คะแนน : 7.5

นิยายคลาสสิครางวัลพูลิตเซอร์ ปี 1961 ที่เห็นติดอันดับหนังสือในดวงใจตลอดกาลของนักอ่านฝรั่งตามโพลล์ต่างๆ บ่อยๆ แต่ที่เราหยิบเรื่องนี้มาอ่าน มาจากเรื่องที่เล็กน้อยกว่าเหตุผลข้างต้นมาก เรื่องของเรื่องคือ มีนักแสดงคนหนึ่งที่เรากำลังสนใจติดตามผลงาน ให้สัมภาษณ์ว่า นี่เป็นหนังสือเล่มโปรดของเธอ มีคนบอกว่า เราจะรู้จักคนคนหนึ่งมากขึ้นจากสิ่งที่เขาอ่านใช่ไหม เรากำลังอยากรู้จักเธอ ก็เลยอยากอ่านเล่มนี้

To Kill a Mockingbird เป็นเรื่องแนว coming-of-age เห็นมีคนใช้ภาษาไทยว่า การก้าวผ่านวัย ก็ฟังเข้าท่าดีนะ ตกลงใช้คำนี้แล้วกัน เป็นเรื่องที่มีตัวเอกเป็นเด็กหญิงชื่อสเกาท์ ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในเมืองเล็กๆ ทางรัฐตอนใต้ของอเมริกา ในยุค 1930s บอกเล่าเรื่องราว 2-3 ปีในชีวิตของสเกาท์ จนถึงอายุประมาณ 8-9 ปี เธอมีพี่ชายที่อายุมากกว่า 4 ปีชื่อเจม และพ่อที่เป็นทนายความชื่อแอตติคัส พ่อเลี้ยงดูลูกๆ อย่างให้อิสระ สเกาท์จึงเป็นเด็กหญิงทอมบอยที่เล่นสนุกอยู่กับพี่และเพื่อนผู้ชาย เหตุการณ์สำคัญในเรื่องคือ พ่อของเธอไปรับว่าความให้ชายผิวดำคนหนึ่ง ที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนหญิงผิวขาว

ตอนเริ่มต้นอ่านเรื่องนี้ อ่านแบบไม่รู้อะไรเลยนอกจากที่พูดข้างบนย่อหน้าแรก เป็นเรื่องแนวไหนก็ยังไม่รู้ ก็ไม่รู้จะคาดหวังอะไร ช่วงแรกไปเรื่อยๆ มาก ชีวิตเด็กบ้านนอกฝรั่ง แต่สเกาท์เป็นเด็กฉลาด น่ารักดี เล่าเรื่องที่บ้าน เล่าเรื่องไปโรงเรียน เล่นสนุกตอนปิดเทอมฤดูร้อน ขำมากตอนดิลขอแต่งงานเสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นก็ลืม เล่นกันประสาเด็กจริงๆ แล้วเราก็จะค่อยๆ ได้เห็นภาพชีวิต ผู้คน และค่านิยมของสังคมเมืองเล็กสมัยนั้น ผ่านสายตาของสเกาท์ เห็นวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่ต่างกัน การประพฤติตัว การแบ่งชนชั้น และโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเหยียดผิว

ชอบตัวละครพ่อ เป็นคนดีมีอุดมการณ์ และเข้าใจคนอื่นมาก ชอบฉากที่สเกาท์บอกอาว่า ไม่ยุติธรรมที่มาตีโดยไม่ฟังเหตุผล ชอบฉากที่ดิลเล่าสาเหตุที่หนีออกจากบ้าน ชอบตอนที่สเกาท์นึกว่าทำไมคุณครูติเตียนสิ่งที่ฮิตเลอร์ทำกับยิว แต่กลับดูถูกคนดำเสียเอง

นิยายเรื่องนี้ใช้สัญลักษณ์หลายอย่างเป็นตัวแทนความคิด โดยเฉพาะนกม็อคกิ้งเบิร์ด พ่อยอมให้สเกาท์กับพี่เล่นปืนลม แต่สั่งห้ามว่า ยิงนกอื่นได้ แต่ห้ามยิงนกม็อคกิ้งเบิร์ดเป็นอันขาดเพราะมันบาป มันเป็นนกที่มีแต่ร้องเพลง ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้คน สื่อความหมายถึงการลงโทษทอม ชายผิวดำที่ไม่เคยทำร้ายใคร ในโทษที่เขาไม่ได้ก่อ ว่าเป็นบาปมหันต์ดุจเดียวกัน เช่นเดียวกับถ้าจะมีการเอาโทษบูในตอนท้ายเรื่อง และม็อคกิ้งเบิร์ดอาจหมายรวมไปถึง ผลที่เกิดกับสเกาท์และเจมด้วยก็ได้ เด็กๆ ที่ต้องสูญเสียความไร้เดียงสาในการมองโลกอย่างบริสุทธิ์ไป โลกช่างมีความอยุติธรรมหลายอย่างเหลือเกิน

การเติบโตของสเกาท์ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆ เติบโต จนบางครั้งคนอ่านไม่สังเกต พอรู้สึกตัวอีกที เธอก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้ความอีกแล้ว โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่สเกาท์เดินออกมาจากบ้านของบู แล้วเห็นโลกจากมุมมองใหม่ เธอลองนึกทบทวน วันคืนที่ผันผ่าน ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปร ตัวเธอกับพี่ชายที่เดินผ่านบ้านของเขาทุกวัน บูมองเห็นผู้คน เพื่อนบ้าน ชีวิตที่อยู่เบื้องหน้าเขาอย่างไร การรู้จักมองสิ่งต่างๆ ผ่านสายตาผู้อื่นเป็น แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการเติบโตทางความคิดของเด็กหญิงคนนี้

อันที่จริง เราไม่ใช่แฟนเรื่องแนวการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อย่างหนัง Stand by Me ที่เป็นเรื่องในดวงใจหลายคน ก็เฉยๆ มาก แล้วไม่รู้ทำไม ที่การโตมักถูกนำเสนอว่าคือการเจอประสบการณ์ชีวิตที่สะเทือนใจ ผู้ใหญ่ชอบเอาเรื่องเศร้ามาให้เด็กอ่านเป็นหนังสือนอกเวลา ตอนอ่านเล่มนี้กลางๆ เรื่องก็เริ่มหวั่นๆ กลัวพ่อหรือพี่ชายหรือเพื่อนของสเกาท์ตาย นึกถึงน้ำตาเป็นปี๊บๆ ที่เสียไปสมัยเด็ก ตอนอ่านต้นส้มแสนรักอย่างนี้ ฉันอยู่นี่ ศัตรูที่รัก ตอนเรือรบจำลอง ก็อีก เพื่อนรักของจุลลดา ภักดีภูมินทร์ ด้วย รักแล้วก็ประทับใจเรื่องเหล่านั้นนะ แต่ตอนนี้ไม่อยากร้องไห้น่ะ โชคดีที่เรื่องนี้ไม่เศร้า การก้าวย่างพ้นวัยเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากเหตุการณ์หลายอย่าง และการสูญเสียมุมมองที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรถ้าเรายังมีศรัทธาในความดีหลงเหลืออยู่

เรื่องมันเรียบ และประเด็นของเรื่องห่างไกลตัวไปหน่อย ถ้าอ่านตอนอายุน้อยอาจจะประทับใจกว่านี้ ตอนนี้คะแนนความชอบอาจจะไม่สูง เพราะเพิ่งอ่านจบวันเดียว แต่ไม่แน่ เรื่องแนวนี้ เวลาผ่านไปทีหลัง อาจจะเกิดชอบขึ้นมามากๆ ก็ได้

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

The Immortal Life of Henrietta Lacks - Rebecca Skloot

คะแนน : 8

เล่มนี้เป็น Amazon Editor's Pick 2010 อยากอ่านตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งได้ฤกษ์ ก่อนจะพูดถึงความเห็นตัวเอง ขออนุญาตใส่ลิงก์ไปที่บล็อกนี้ HeLa cell: ชีวิตอมตะของ Henrietta Lacks ที่เล่าไว้อย่างดีแล้ว ขอขอบคุณเจ้าของบล็อกโน้นด้วย เพราะตัดสินใจจะอ่านเล่มนี้จากการไปอ่านบทความนั้นแหละค่ะ จะได้ประหยัดเวลา ไม่ต้องเขียนว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรด้วย เดี๋ยวสรุปผิดๆ ถูกๆ จะแย่เอา กำลังเหนื่อยแล้วก็ขี้เกียจมากๆ เลย

พูดถึงความรู้สึกตัวเองเลยแล้วกัน เล่มนี้น่าติดตามตั้งแต่บทแรก และการที่ผู้เขียนย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทุกอย่างในหนังสือนี้เป็นเรื่องจริง เธอทำงานเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ เป็นสิบปี ทุกคำในหนังสือ มีหลักฐานเป็นเทป ภาพถ่าย หรือข่าวในสื่อต่างๆ รองรับ มันก็ช่วยเซตอารมณ์ให้เราอิน ที่กำลังอ่านนี่เรื่องจริงนะ สิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ ชื่นชมที่ผู้เขียนสามารถรักษาสมดุลของหนังสือได้ดีมาก บอกเล่าได้ทั้งเนื้อหาเรื่องราวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และชีวิตผู้คนที่เกี่ยวข้อง ไม่แห้งแล้ง เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตจิตใจ ทั้งมีสาระ ทั้งอ่านสนุก เป็นเรื่องจริงที่เขียนในลีลาคล้ายนิยาย

เส้นเวลาในเรื่องดำเนินไปแบบเส้นสปาเก็ตตี้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ กัน ยาวนาน 50-80 ปี โดยสลับไปสลับมา จากบุคคลฝั่งครอบครัวของเฮนเรียตต้า และฝ่ายแพทย์นักวิจัย และผลกระทบที่มีต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ถึงจะมีเหตุการณ์และบุคคลมากมาย แต่เล่าได้อ่านง่ายไม่งง น่าติดตาม ไม่เบื่อเลย และเห็นได้หลายมุมมอง มันมีบางบทที่เธอบอกเล่าเรื่องราวในมุมของตัวเอง อ่านแล้วรู้สึกว่า ผู้เขียนแคร์ เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่เธอสนใจจริงจัง ทุ่มเท บางครั้งก็จะรู้สึกใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน เวลาเล่าเรื่องราวที่มันมีแง่มุมที่กระทบผู้คนหลายฝ่าย เธอก็พาตัวออกห่างจากหัวข้อ และสามารถรายงานได้อย่างเป็นกลาง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการพยายามตัดสินใคร หรือชี้นำผู้อ่าน

หมอนำเซลล์ไปใช้ทดลองโดยคนไข้ไม่รับรู้ เซลล์สร้างประโยชน์ให้โลกมหาศาล บริษัทไบโอเทคโนโลยีสร้างรายได้จากเซลล์เป็นพันล้านดอลลาร์ ทายาทของคนไข้ไม่มีเงินรักษาตัว หมอฉีดเซลล์มะเร็งเข้าคนไข้เพื่อทดสอบผล เจ้าของเซลล์ฟ้องร้องแบ่งผลประโยชน์ การจดสิทธิบัตรยีน และประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย ที่ท้าทายเส้นแบ่งของจริยธรรมในการปฏิบัติต่อปัจเจกบุคคล และผลประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติ อ่านแล้วมันจะเกิดคำถาม ที่ไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าอะไรถูกอะไรผิด ชีวิตและสังคมเรามีความซับซ้อนมากขึ้นเหลือเกิน จนไม่รู้แล้วว่าจะมีจุดยืนต่อบางเรื่องยังไง หรือควรจะใช้วิธีง่ายสุดอีกอันคือ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเรา จะไปคิดถึงมันทำไม

ทำให้นึกถึงสิ่งที่ตัวเองคิดมาตลอดว่า ไอ้คำสอนเรื่องทางสายกลางนี่มันฟังง่าย แต่ความยากจริงๆ คือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าตรงกลางอยู่ตรงไหน ทางที่เรากำลังเดิน ขอบซ้ายขอบขวาอยู่ที่ใด

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

Cat on a Hot Tin Roof - Tennessee Williams

คะแนน : 8.25

ถ้าไม่มาแปะไว้ก่อน สงสัยเราจะขี้เกียจเขียนบล็อกถึงเรื่องนี้จริงๆ นะนี่ ถ้าเขียนตอนเพิ่งอ่านจบใหม่ๆ อารมณ์ที่ยังอินจะทำให้เขียนง่าย พอหลายวันแล้วความรู้สึกมันจางลงจะฝืด บางทีก็ทำให้ข้ามการเขียนไปหลายเรื่องเลย แต่สำหรับเรื่องนี้ ควรจะเขียนถึงความรู้สึกเก็บไว้ให้ตัวเองอ่านสักหน่อย

เมื่อสมัยที่ TrueVisions ยังเป็น UBC มันมีช่อง TNT ที่เอาหนังฝรั่งเก่าๆ มาฉาย ปรกติก็ไม่ค่อยได้ดูช่องนี้หรอก แต่วันหนึ่งตอนที่เรากดรีโมตโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ ผ่านช่องนี้ เห็นหน้านางเอก นี่เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ นี่นา ยังสาวสวยปิ๊งอยู่เลย ก็เลยหยุดดูแป๊บนึง เห็นหน้าพระเอก โอ๊ะโอ หล่อโฮก หล่อเทพ ช่วงปีนั้นเราอุทานว่าอะไรหว่า เอาเป็นว่าหล่อมากแล้วกัน รู้ทีหลังว่าเขาคือ พอล นิวแมน นั่นเอง จำหน้าไม่ได้ ตอนนั้นเป็นฉากในห้องนอน สามีภรรยากำลังคุยกันอยู่ พอดีถึงช็อตที่นางเอกคร่ำครวญกับพระเอกว่า เมื่อไหร่คุณจะเลิกลงโทษฉันซะที คุณไม่ยอมนอนกับฉันเลย แล้วพยายามยั่วยวนพระเอกเต็มที่ ทีนี้ตาลุกเลย ผัวเมียคู่นี้เขาทะเลาะอะไรกัน อยากรู้เรื่องชาวบ้านขึ้นมาทันที รีบคว้าหนังสือโปรแกรม นี่เรื่องอะไรเนี่ย Cat on a Hot Tin Roof ฉายมากี่นาทีแล้ว ยังต้นเรื่องอยู่นิ คงดูรู้เรื่อง ทีนี้ก็ตั้งอกตั้งใจดูจนจบ ดูจบแล้วก็ชอบมาก แต่ก็มีงงหลายจุดเลย ไหนดูซิ ฉายอีกทีวันไหน แล้วช่วงนั้นก็ได้ดูซ้ำตั้งแต่ต้นไปอีกสองรอบ ประทับใจ ตอนหลังเราก็ซื้อแผ่นเรื่องนี้มาเก็บ



เมื่อตอนที่คุณยายลิซเสียชีวิต (R.I.P นะคะ) ทำให้เราหวนนึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เออ เรื่องนี้มันมีหนังสือด้วยนี่นา ในหนังมันมีประเด็นที่เราคาใจอยู่หลายอย่างเหมือนกัน ลองอ่านแบบเป็นหนังสือบ้างก็ดีแฮะ เผื่อจะได้รู้เรื่องราวลึกๆ มากขึ้น

Cat on a Hot Tin Roof เป็นบทละครของ Tennessee Williams เขียนขึ้นเพื่อแสดงเป็นละครเวที เมื่อออกแสดงก็ได้รับความสำเร็จทั้งด้านเสียงวิจารณ์และความนิยมจากคนดู และเป็นบทละครที่ทำให้ผู้ประพันธ์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เป็นครั้งที่สอง สามปีต่อมาก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงข้างบน แต่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปบางส่วนจากบทละคร ทำให้ผู้ประพันธ์ไม่ชอบเอามากๆ ถึงขนาดวันฉาย เขาไปบอกคนที่เข้าคิวซื้อตั๋วหน้าโรงให้คนดูกลับบ้านไป อย่าดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะมันจะพาให้วงการภาพยนตร์ล้าหลังไปอีก 50 ปี แต่ความพยายามของเขาดูจะไม่ได้ผลเท่าไหร่นะ เพราะหนังเรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก ทำเงินบ็อกซ์ออฟฟิศได้สูง แถมได้เสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 6 สาขา (แต่วืดหมด)

ถึงจะไม่นับฉบับภาพยนตร์แล้ว แต่ Cat ก็ยังเป็นบทละครที่มีหลายเวอร์ชัน ร่างแรกสุดที่ Tennessee Williams เขียน แล้วก็ฉบับที่ปรับปรุงเพื่อแสดงในบรอดเวย์ครั้งแรก ส่วนหนังสือที่เราได้มานี้ เป็นฉบับที่ผู้แต่งปรับปรุงครั้งล่าสุดก่อนเสียชีวิต และเป็นฉบับที่เขาขอให้ยึดถือเป็นหลัก เนื้อเรื่องของ Cat เกี่ยวพันกับเรื่องความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวในครอบครัว ทั้งสามี-ภรรยา พ่อ-ลูก พี่-น้อง ตัวเอกคือ บริค อดีตวีรบุรุษนักฟุตบอลที่กลายเป็นคนขี้เหล้า กับ แม็กกี้ ภรรยาของเขา มาร่วมงานวันเกิดของพ่อ บิ๊กแด๊ดดี้ ราชาเจ้าของอาณาจักรไร่ขนาด 28,000 เอเคอร์ ที่กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง แต่หมอยังปิดบังเจ้าตัวคนป่วยไม่ให้รู้

ในนี้จะแบ่งเป็นสามองก์ องก์แรกเป็นฉากในห้องนอนของบริคกับแม็กกี้ แนะนำให้เรารู้จักตัวละครสองคน คู่สามีภรรยาที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ร้าวฉานกันที่สุด อยู่กันไปแบบที่ฝ่ายหญิงเรียกว่า "เราแค่อยู่ในกรงเดียวกัน" โดยชนวนเหตุบาดหมางมาจากเรื่องของสกิ๊ปเปอร์ เพื่อนสนิทของบริคที่ตายไป องก์สองจะเป็นการสนทนาระหว่างบริคกับพ่อ และองก์สุดท้าย ทุกคนในบ้านจะเผชิญหน้ากัน ตีแผ่ธาตุแท้ของทุกคน

ปรากฏว่า พอมาอ่านหนังสือ ไอ้ที่นึกว่าจะทำให้รู้และเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น กลับรู้เรื่องน้อยลง และสงสัยมากขึ้นยิ่งกว่าตอนดูหนังซะอีก เพราะความที่มันเป็นบทละคร ไม่ใช่นิยาย มันก็จะมีแค่บทพูดของตัวละคร และอธิบายกิริยาอาการของตัวละครสั้นๆ เท่านั้น ไม่มีการบรรยายความรู้สึกนึกคิดในจิตใจให้รู้เลย แถมบางทียังมีหมายเหตุผู้เขียนบอกนักแสดงอีกว่า ตรงนี้ทำตัวลึกลับไว้นะ อย่าแสดงออกชัด ให้คนดูตีความเอาเอง และเนื้อเรื่องในบทละครมีน้อยกว่าในภาพยนตร์ซะอีก แต่อ่านแล้วนับถือผู้แต่งเลย แค่ตัวละครมายืนคุยกัน รวมเวลาน่าจะชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น แต่มีพลังดึงดูดให้คนอยากรู้จักอยากเข้าใจตัวละครได้ขนาดนั้น ดูเผินๆ เนื้อเรื่องในบทละครกับในหนังมันคล้ายกันมาก แต่ถ้าดูรายละเอียดดีๆ บางทีคำพูดที่ต่างกันประโยคเดียว มันก็ทำให้เรื่องพลิกไปเยอะพอควรเลยแหละ อารมณ์ความรู้สึกที่ได้จากการอ่านกับการดูก็จะต่างกัน ซึ่งเราชอบทั้งสองแบบ แต่ขอโทษวิญญาณท่านผู้ประพันธ์นะคะ หนูชอบแบบภาพยนตร์มากกว่าค่ะ


เราจะพูดถึงเนื้อเรื่อง เปรียบเทียบในหนังสือกับหนังอย่างอิสระเลยนะคะ เพราะนี่เป็นเรื่องเก่า เขาอ่านกันจนปรุแล้ว เป็นบทละครที่ฝรั่งเขาเอามาให้นักเรียนอ่านในชั้นเรียนด้วย มีหนังสือคู่มือที่วิเคราะห์เรื่องนี้ จำนวนหน้าหนากว่าบทละครต้นเรื่องซะอีก เราอ่านไปนิดหน่อยยังทึ่งเลยว่า วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ตีความแต่ละประโยคกันขนาดนั้นเลย และถึงรู้เนื้อเรื่องก็ไม่เรียกว่าสปอยล์หรอก เพราะอรรถรสของเรื่องมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจคำพูดกับพฤติกรรมของตัวละครต่างหาก แบบความสนุกอยู่ที่การต้องใช้พลังในการอ่านระหว่างบรรทัดสูง

ในบทละคร แม็กกี้จะดูเป็นผู้หญิงทะเยอทะยานเห็นแก่ตัวมากกว่าในภาพยนตร์ แต่เราก็ชอบตัวละครตัวนี้นะ เปิดฉากมาด้วยการที่แม็กกี้พร่ำบ่นว่าคนโน้นคนนี้ อืมม์ ผู้หญิงคนนี้ปากร้ายใจด้านนิสัยไม่ดี แต่ในขณะที่เธอพูดไปเรื่อยๆ มันก็จะมีบางถ้อยคำที่ทำให้เรารู้สึกเห็นใจเข้าใจผู้หญิงที่ร้อนรนไม่มีความสุขคนนี้ขึ้นมาได้ อย่างเช่นตอนที่แม็กกี้ย้ำกับบริคว่า ฉันเคยจน คนเราไม่มีเงินตอนอายุน้อยได้ แต่ไม่มีเงินตอนอายุมากไม่ได้ เห็นภาพสการ์เล็ตตอนกำก้อนดินขึ้นมาประกาศว่า As God is my witness, I'll never be hungry again. เลย ไม่ได้หมายความว่า เราชอบแม็กกี้ขนาดสการ์เล็ตหรอกนะคะ ระดับความชอบคนละสเกลกันเลย Gone with the Wind นั่นเรื่องในดวงใจเรา แค่มันทำให้นึกถึง

ปรกติเรารู้สึกว่า เราชอบพระเอกนางเอกที่เป็นคนดี แต่บางครั้งมันก็จะมีตัวละครบางคนที่เราว่าเขานิสัยไม่ดี แต่กลับทำให้เราชอบ พอชอบแล้วก็ดันบอกเหตุผลไม่ค่อยได้ว่าชอบตรงไหน คงต้องบอกว่า เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มั้ง หรือไม่ก็เพราะเราว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าไม่เลวชั่วร้ายแบบไปทำร้ายคนอื่น เราก็ยังถือว่าไม่ล้ำเส้น เราคงชอบความมุ่งมั่น กล้าทำตามความต้องการตัวเองแบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น แม็กกี้แสดงให้เห็นชัดๆ ว่า หวังเงิน และก็ร้ายกาจไม่ใช่เล่น อย่างตอนที่แม็กกี้พูดใส่หน้าบริคว่า เธอยอมขึ้นเตียงกับสกิ๊ปเปอร์ เราก็ เฮอะ? แต่ก็ยังอยากรอฟังว่า ทำไม ในละคร แม็กกี้บอกว่า ที่คิดจะทำเพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้สกิ๊ปเปอร์กับเธอรู้สึกใกล้ชิดกับบริคมากขึ้น แต่ในหนัง เธอบอกว่า เพื่อพิสูจน์ให้บริคเห็นว่าเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ แต่สุดท้ายเข้าใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเวอร์ชัน แต่ลงเอยที่สกิ๊ปเปอร์ฆ่าตัวตายเหมือนกัน

บริคในละครเป็นตัวละครที่ทำความเข้าใจยากมาก ผู้แต่งบอกว่า แก่นของเรื่องนี้คือโศกนาฏกรรมของบริค เขาจะดูเคว้งๆ อยู่ทั้งเรื่อง ในบทละครจะมีประเด็นเรื่องโฮโมเซ็กช่วลในเรื่อง คนอ่านคนดูก็นั่งวิเคราะห์กันไปเถอะ ตกลงบริคเป็นเกย์กับสกิ๊ปเปอร์รึเปล่า ในทางพฤตินัยน่ะคงไม่มีแน่ๆ และบริคก็เป็นฟืนเป็นไฟมากถ้าใครพูดไปในแง่นั้น เรื่องบนเตียงของบริคกับแม็กกี้ เจ้าตัวทั้งคู่ก็บอกว่าดี ผ่านมา 50 ปี คนยังเถียงกันไม่ได้ข้อสรุปเลย แต่ความคิดส่วนตัว เราว่าบริคเป็นค่ะ แต่ยังไม่ยอมรับตัวเอง แต่ในหนัง ตัดประเด็นนี้ออกหมด บริคเป็นชายแท้ทั้งแท่ง ปัญหาของเขาถูกโยนไปที่การขาดความรักจากพ่ออย่างเดียว ทำให้เราว่าบทของบริคในหนังจะดูอ่อนกว่าในละคร ดูหนังรอบแรกๆ เราไม่รู้สึก แต่หลังจากอ่านบทละครแล้วกลับมาดูหนังอีกที พอไม่มีประเด็นปัญหาเรื่องตัวตนทางเพศที่แอบซ่อนอยู่มารองรับ เลยเหมือนเขาเป็นแค่ crybaby ชีวิตผิดหวังไม่ได้ดังใจก็งอแง ประชดพ่อ ประชดเมีย ประชดตัวเอง

บิ๊กแด๊ดดี้เป็นตัวละครสำคัญมากอีกคนหนึ่ง โดดเด่นมีพลังขับดันเรื่อง เราช็อคค่ะ ตอนอ่านวิเคราะห์ทีหลังแล้วมีคนบอกว่า บิ๊กแด๊ดดี้ก็อาจจะเคยมีพฤติกรรมรักร่วมเพศสมัยหนุ่มๆ ก่อนแต่งงาน อ่านข้ามไปไม่สะดุดใจเลย ต้องย้อนมาอ่านช่วงนั้นอีกรอบ อืมม์ ก็ยังไม่เคลียร์ค่ะ ตาแก่แกชอบผู้หญิงอยากหาเมียน้อยไม่ใช่เรอะ แต่ถ้าใช่ พฤติกรรมของบิ๊กแด๊ดดี้ที่แสดงออกต่อบิ๊กมาม่า ก็จะดูมีเหตุผลมากขึ้น ส่วนในหนังก็ไม่มีประเด็นนี้อีกเช่นกัน แต่เบนประเด็นเพิ่มบทให้บริคตามไปคุยกับพ่อที่ห้องใต้ดิน แล้วบิ๊กแด๊ดดี้คุยเปิดใจเรื่องพ่อตัวเองให้ฟังแทน

สำคัญที่ตอนจบต่างกันลิบลับเลย เรื่องนี้มีฉากจบสามแบบ โดยภาพใหญ่อาจจะเหมือนกันตรงที่ ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ทำได้ทุกอย่างกระทั่งการโกหกครั้งใหญ่ของแม็กกี้ น่าจะทำให้เธอได้ตัวบริคกลับมา (และการันตีว่า มรดกจะไม่หลุดไปไหน) แต่เวอร์ชั่นที่ผู้ประพันธ์ชอบ เมื่อแม็กกี้บอกบริคว่าเธอรักเขา บริคกลับตอบด้วยรอยยิ้มเศร้าว่า Wouldn’t it be funny if that was true? ในขณะที่บทบรอดเวย์ครั้งแรก บริคก็จะแสดงท่าทางอ่อนลงนิดนึง ด้วยการบอกว่า "ผมชื่นชมคุณ แม็กกี้" ส่วนแบบภาพยนตร์ จบลงด้วยชัยชนะยิ่งใหญ่ของแม็กกี้เดอะแคท เพราะได้ทั้งตัวทั้งใจสามีกลับคืนมา

โดยทั่วไป เราจะเกลียดหนังฮอลลีวู้ดที่เน้น commercial แปลงบทประพันธ์ซะเสีย โดยเฉพาะ The Count of Monte Cristo (2002) กับ Man in the Iron Mask (1998) ที่เปลี่ยนเรื่องซะเละเทะทุเรศมาก แต่กรณี Cat สำหรับคนชอบเรื่องที่จบแบบมีความสุขอย่างเรา เราชอบแบบหนังมากกว่าค่ะ (8.5) บทละครก็จะชอบไปอีกแบบ (8.25) แต่คงต้องมองมันแยกจากกันเหมือนเป็นคนละเรื่อง

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

Room - Emma Donoghue

คะแนน : 7.5

เห็นเรื่องนี้ติดอยู่ในอันดับเบสต์เซลเลอร์ของร้านคิโนะฯ อยู่เมื่อปลายปี เป็นหนังสือเข้ารอบสุดท้ายรางวัล Man Booker 2010 ดูน่าสนใจ แต่มาคิดอีกที ใกล้สิ้นปีไม่อยากอ่านเรื่องที่จะทำให้ไม่สบายใจข้ามปี เลยมาอ่านตอนนี้แทน ช่วงนี้ชาร์จพลัง HP กับ MP มาเต็มๆ อยู่ น่าจะพอรับไหว ทำไมต้องเตรียมตัวเตรียมใจก่อนอ่านขนาดนี้ จำข่าวต่างประเทศที่ดังครึกโครมสะเทือนใจคนทั่วโลก เรื่องพ่อที่จับลูกสาวขังไว้ในห้องใต้ดินเป็นสิบๆ ปีได้มั้ยล่ะ หนังสือเล่มนี้น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากข่าวนั้น

Room เป็นเรื่องราวที่เล่าผ่านมุมมองของแจ็ค เด็กชายวัย 5 ขวบ ที่โลกทั้งโลกของเขาคือห้องขนาด 11x11 ฟุต เขาอาศัยอยู่ในห้องกับแม่สองคน ในความคิดของเขา โลกภายนอกห้องคือห้วงอวกาศที่พวกเขาไม่อาจออกไปสัมผัส ภาพที่เห็นในทีวีแต่ละช่องก็ไม่ใช่ของจริง สิ่งของรอบตัว ผนัง โต๊ะ พรม หม้อ ช้อน โถส้วม ทุกอย่างเกือบจะเป็นบุคคลสำหรับแจ็คไปทั้งหมด

ว่าที่จริงไม่น่าจะมีเด็ก 5 ขวบเล่าเรื่องเก่งขนาดนี้ แต่สำนวนบรรยายแทนเด็กก็เขียนได้เป็นธรรมชาติ เหมือนออกมาจากความคิดเด็กจริง มีการใช้คำผิดแบบเด็ก แต่ศัพท์ของแจ็คนี่บางทีแปลก อย่างเช่น scave กว่าจะเข้าใจว่า มันมาจาก scared + brave นี่ต้องนึกอยู่พักใหญ่ แต่อ่านแล้วได้อารมณ์เหมือนคุยกับเด็ก 5 ขวบดีเหมือนกัน แบบบางทีผู้ใหญ่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง พอให้เขาอธิบายก็ฟังแล้วบางทีขำ บางทีเศร้า อ่านการมองโลกของเขาทำให้มุมมองที่เรามีต่อโลกเปลี่ยนไปด้วย ส่วนกลวิธีการเขียนยาวต่อกันไปโดยไม่แบ่งเป็นบทๆ ตอนอ่านมันให้ความรู้สึกกดดัน อ่านไปเรื่อยๆ เหมือนค่อยๆ โดนบีบเข้ามา อารมณ์เข้ากับเนื้อเรื่องพอดี

การเลือก POV ในการเล่าเรื่องแบบนี้ช่างเป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์สุดยอด เหตุการณ์ในเรื่องที่น่าเศร้าหดหู่สะเทือนขวัญกลับถูกนำมาเล่าโดยผ่านดวงตาและความคิดไร้เดียงสาของเด็ก การบรรยายความเป็นไปในโลกใบเล็กของแจ็คเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าทึ่ง ถ้อยคำที่แจ็คเล่าออกมาไม่มีตรงไหนทารุณเลย หลายสิ่งหลายอย่างถูกเล่าออกมาด้วยอารมณ์สนุกของเด็ก อยากรู้อยากเห็นกับเรื่องราวรอบตัว และมีแม่คอยอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ฟัง โดยปิดบังไม่ให้รับรู้ความจริงอันโหดร้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราเกือบอ่านไม่ผ่าน 10% แรกของหนังสือแล้ว เพราะหลายครั้งที่ประโยคบอกเล่าแสนซื่อของแจ็ค มันสะท้อนสภาพชีวิตอันสุดแสนรันทดในนั้นให้พวกเราได้รับรู้แจ่มชัดเหลือเกิน



อ่านตอนที่แจ็คเล่าว่า เขาต้องเข้าไปนอนในตู้เสื้อผ้าตอนกลางคืน แม่ห้ามไม่ให้เขาออกมา และห้ามส่งเสียงเป็นอันขาด เพราะตาแก่นิคจะมา ได้ยินเสียงตาแก่นิคทำเตียงลั่น แจ็คนอนนับจำนวนครั้งของเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปเรื่อยๆ เราก็แทบหยุดอ่านแล้ว คืนนี้ฉันจะนอนฝันร้ายมั้ย

บางทีอ่านเรื่องที่พวกสัตว์นรกในคราบคนกระทำแล้วนี่ ทำให้ศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของเราสั่นคลอน ในทางชีวะฉันเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์เดียวกับไอ้พวกนี้เหรอ นี่ขนาดหนังสือเล่มนี้ลดความเลวร้ายลงมาจากคดีที่เกิดขึ้นจริงแล้วด้วยซ้ำนะ ก็ยังเกือบทำใจไม่ได้แน่ะ บ่นตัวเองในใจว่า อ่านข่าวประเภทนี้ในโลกจริงโหดร้ายไม่พอหรือไง ทำไมต้องทรมานตัวเองด้วยการอ่านเรื่องแบบนี้ในเวลาพักผ่อน การอ่านนิยายนี่เพื่อ escape นะ แต่ก็พยายามปลอบตัวเองให้แข็งใจอ่านต่อจนได้ ดีที่หลังจากนั้นไม่นาน เนื้อเรื่องก็เข้าสู่ช่วงของการเอาตัวรอดจากห้อง ตอนนี้ลุ้นมาก เขียนได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

สถานการณ์หลังออกจากห้องได้ แจ็คต้องปรับเปลี่ยนการรับรู้ และความสำนึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใหม่หมด นิยายเรื่องนี้เล่นกับจิตวิทยาของมนุษย์เยอะมาก อ่านช่วงนี้แล้ว เรารู้สึกสำนึกตัวเองนิดหน่อยว่า เรารุนแรงกับอาริมะ โซอิจิโร่ จาก "เรื่องธรรมดาของเธอกับฉัน" เกินไปรึเปล่า ลืมนึกไปว่า ชีวิตและประสบการณ์ช่วงแรกเกิดถึงรู้ความ เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดต่อพัฒนาการของมนุษย์ แบบที่หนังสือชื่อว่า "กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว" บอก

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วต้องคิดเยอะจริงๆ หลายเรื่องในชีวิตมนุษย์ที่เราคิดว่าธรรมดา มันก็เป็นของมันอย่างนี้ แต่จริงๆ มันไม่ได้ธรรมดานะ มันต้องผ่านการเรียนรู้และประสบการณ์ คิดได้เยอะมาก ถ้าไม่โตมาแบบนี้ ก็คงไม่เป็นแบบนั้น ถ้าขาดอย่างนี้ แล้วจะส่งผลยังไง ไม่ใช่แค่คนลูกเท่านั้น แต่ผลกระทบทางจิตใจของคนแม่ก็มากมายมหาศาลด้วย ในหนังสือไม่ได้เอ่ยชื่อแม่ เพราะสำหรับแจ็ค เธอคือ Ma คำเดียวเท่านั้น คนเดียวที่เทียบเท่าโลกสำหรับเขา ตอนอ่านฉากที่พิธีกรโทรทัศน์สัมภาษณ์แม่ สงสารหัวอกผู้เสียหายที่เป็นข่าวขึ้นมาเลย พอเป็นข่าวแล้ว นอกจากการถูกย้ำเตือนถึงสิ่งที่สะเทือนใจมากๆ แล้ว ทุกการกระทำที่เกิดขึ้นจะถูกซักไซ้อย่างละเอียด ตอนนั้นทำไมถึงทำอย่างนี้ แล้วทำไมไม่ทำอย่างนั้นล่ะ บีบคั้นมาก

ลงท้ายดื้อๆ แล้วกันว่า Room เป็นเรื่องที่เขียนดีมาก ไอเดียและเทคนิคการเขียนเลิศ แต่เราคงไม่กล้าเอามาอ่านซ้ำแน่ๆ

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Mr. and Mrs. Bo Jo Jones - Ann Head

คะแนน : 8.5

เมื่องานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมาเดือนตุลา เห็นมีงานแปลของ ว.วินิจฉัยกุล พิมพ์ใหม่ออกมาหลายเล่ม ดูชื่อคุ้นๆ ว่าน่าจะเคยอ่านแล้วทุกเรื่อง เพราะตั้งแต่ ป.6 ที่ชอบ "แต่ปางก่อน" หลังจากนั้นเราก็ไล่อ่าน ว.วินิจฉัยกุล/แก้วเก้า/วัสสิกา ไปตั้งเยอะ แก่แดดค่ะ อ่านนิยายรักตั้งแต่เด็ก ในบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เห็น ไม่มีเล่มไหนที่เราติดใจเป็นพิเศษ แต่แล้วโดยไม่คิดล่วงหน้ามาก่อน เราก็หลุดคำถามกับที่บูธไปว่า แล้ว "วัยเล่นไฟ" ไม่มีเหรอคะ จนถึงตอนนั้นนั่นล่ะ ที่เราเพิ่งรู้ตัวว่า ในบรรดาเรื่องแปลของ ว.วินิจฉัยกุล ทั้งหมด เราประทับใจเรื่องนั้นที่สุด และมันกระตุ้นให้เราอยากอ่านอีก พอหาภาษาไทยไม่ได้ ก็ต้อง Amazon หนังสือภาษาไทยมันหายากกว่าอังกฤษอย่างนี้แหละ กลายเป็นอ่านต้นฉบับดีกว่า หาซื้อง่ายกว่าแค่ไม่กี่คลิก ถูกกว่าด้วย อ้อ แต่เล่มนี้ถ้าภาษาไทยมีพิมพ์ใหม่ ก็จะซื้อนะ

จริงๆ หนังสือมาส่งนานแล้วเพิ่งเอามาอ่าน เพราะบางทีเราจะรู้สึกผิดว่ามีเรื่องใหม่รอให้อ่านเยอะ ทำไมไปอ่านแต่เรื่องที่เคยอ่านแล้ว เหมือนโกงโอกาสตัวเอง แต่เอาน่า อ่านเรื่องที่เรารู้แน่ว่าชอบ มันก็เป็นช่วงเวลาคุณภาพที่ให้กับตัวเองเหมือนกัน

วัยเล่นไฟ แปลมาจากเรื่อง Mr. and Mrs. Bo Jo Jones เป็นเรื่องของจูไล อายุ 16 ที่เป็นแฟนกับ โบโจ อายุ 17 ทั้งคู่เป็นเด็กนักเรียนไฮสกูลที่ดูมีอนาคตสดใส แต่คืนหนึ่งหลังงานปาร์ตี้ ด้วยอารมณ์และบรรยากาศที่พาไป ก็เป็นเหตุให้ชีวิตของทั้งคู่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล จูไลท้องก็เลยจำเป็นต้องแต่งงานกับโบโจ ต้องเลิกเรียนกลางคัน มาใช้ชีวิตคู่สามีภรรยาวัยรุ่น ที่ยังไม่รู้จะรับมือกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและแผนอนาคตที่พลิกผันไปสิ้นเชิงยังไง

หนังสือเก่ามาก ภาษาอังกฤษพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1968 ค่านิยมของสังคมและตัวละครในเรื่องยังค่อนข้างเป็นแบบอนุรักษ์นิยมอยู่ แต่เราว่าเนื้อเรื่องไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย ปัญหาชีวิตของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียน ไม่ใช่ปัญหาชีวิตของแค่สองคนหรือสามคนถ้ารวมในท้อง แต่มันลามไปถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่าย วัยรุ่นที่ท้องก่อนวัยอันควรจะรู้สึกกลัวและสับสนยังไง พ่อแม่ที่ตั้งความหวังกับลูกจะรู้สึกผิดหวังเสียใจแค่ไหน ทั้งหมดในนิยายเล่มนี้ มันถูกนำเสนออย่างสมจริง และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกมาก ถึงแม้จูไลจะเป็นเด็กอเมริกัน แต่สิ่งที่เธอต้องเผชิญ เราว่าไม่ผิดกับเด็กไทยหรือวัยรุ่นที่ไหนก็ตามที่ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกัน หรือต่อให้คนที่ไม่เคยเจอสถานการณ์นั้นเลย ก็ยังรู้สึกเข้าถึงมากๆ ได้ ไม่รู้ว่าจูไลกับโบโจมีตัวจริงรึเปล่า แต่ชีวิตของคนที่เหมือนจูไลกับโบโจ และตัวละครทุกคนในนี้ มีอยู่จริงแน่ๆ นับไม่ถ้วน

ตอนที่อ่านครั้งแรก ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้สนุก อ่านแล้วก็คงชอบมั้ง แต่ไม่ได้ปลาบปลื้มมากมาย แล้วก็ไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องนี้เลย แต่ก่อนเปิดอ่านรอบนี้ เราทบทวนในใจแล้วพบว่า เราจำเนื้อเรื่องในเล่มนี้ได้หมดตั้งแต่ต้นจนจบ จำตัวละครสำคัญได้ทุกคน ชื่อจริงโบโจยังจำได้ ทั้งๆ ที่อ่านมาเกิน 20 ปีแล้ว แสดงว่า ความรู้สึกที่เรามีต่อเรื่องนี้มันคงเหมือนน้ำค่อยๆ ซึมเข้ามา ตอนอ่านครั้งแรกที่รู้สึกเฉยๆ แต่ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว มันก็ยึดพื้นที่ซอกเล็กๆ ในความทรงจำของเราได้อย่างมั่นคง คิดดู ตอนอ่านใหม่รอบนี้ บางตอนนี่ยังอ่านไม่ถึง แต่เรารู้แล้วว่า พลิกหน้าถัดไปจะเจออะไร บางฉากเราแทบจะจำบทสนทนาตัวละครได้คำต่อคำ ทั้งที่เคยอ่านมารอบเดียว อย่างนี้สินะ ที่เขาเรียกประทับอยู่ในใจ ตราตรึงในความทรงจำ ทั้งที่ผ่านมาตั้งเนิ่นนาน หนังสือบางเล่มเราอ่านจบไปแค่เดือนที่แล้ว ยังอาจจะเอามาเล่าไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

หนังสือไม่หนา แค่ 202 หน้าเท่านั้น บอกเล่าช่วงเวลาประมาณไม่ถึง 1 ปีในชีวิต ผ่านมุมมองของจูไล การเล่าเรื่องราว และการบรรยายอารมณ์ความรู้สึกของเธอ แจ่มชัดมากซะจนรู้สึกเหมือนเรารู้จักจูไลดี รวมทั้งทุกคนที่แวดล้อมตัวเธอด้วย ฉากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จูไลก็พรรณนาออกมาได้กินใจ ไม่ว่าจะเป็นตอนลูกดิ้นความรู้สึกเหมือนผีเสื้อขยับปีกในช่องท้อง ไปจนถึงตอนหัวใจสลายท้ายเรื่องก็สะเทือนอารมณ์มาก เราชอบตัวละครเรื่องนี้ จูไลกับโบโจเป็นเด็กดีทั้งคู่นะ ถึงจะพลาดไป แต่ทั้งคู่ก็มีความตั้งใจดี และเราอาจจะแอบหลงรักโบโจนิดๆ ตั้งแต่สมัยก่อนก็เป็นได้ ถึงประทับใจเรื่องนี้มาจนถึงป่านนี้ ผู้ชายที่ลงมือต่อเปลให้ลูกในท้องเอง อ้างว่าอยากประหยัดแต่ลงทุนใช้วัสดุดีๆ จนแพงกว่าซื้อหลายเท่า เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปอย่างสมจริงมาก ผู้แต่งไม่ได้ทำให้ปัญหาชีวิตครั้งนี้เป็นเรื่องโรแมนติก ปัญหามีเยอะ บางเรื่องแก้ได้ บางเรื่องก็ต้องทำใจ แต่ก็อยากเอาใจช่วยทั้งคู่มากๆ สองคนก็ได้บทเรียนชีวิตไปเยอะ แต่ตอนสุดท้ายก็ยังรู้สึกดีที่ทั้งคู่รอดมาได้ด้วยดีพอควร ถูกใจคนที่ชอบอ่านเรื่องที่จบแฮปปี้ ทั้งที่รู้ว่าชีวิตจริงหลายคู่คงไม่โชคดีกันแบบนี้

ถึงเนื้อเรื่องเป็นเรื่องท้องก่อนแต่ง แต่เรื่องนี้ไม่มีฉากเลิฟซีนเลย ไอ้คืนแห่งชะตากรรมยังเล่าแบบคลุมเครือเลย แต่ตอนอ่านครั้งนี้ รู้สึกว่าจูไลกับโบโจเข้าห้องปิดประตูกันไปหลายทีเหมือนกันนะ ตอนที่อ่านแต่ก่อนเรายังอายุน้อยกว่านางเอกของเรื่องหลายปี เลยไม่รู้เรื่อง หรือว่าฉบับแปลไทยโดนตัดหมดกันแน่คะ แต่ยังไงก็อยากให้เรื่องนี้ถูกพิมพ์ใหม่จัง เผื่อเด็กไทยจะได้อ่านเรื่องที่เตือนสติ บางทีนิยายดีๆ อ่านแล้วสอนใจดีกว่า และเข้าถึงจริงกว่าให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนอีก

เด็กสมัยนี้มันห้ามไม่ให้มีอะไรกันไม่ไหวแล้วมั้ง สอนให้ป้องกันไม่ให้ท้องดีกว่า แต่ถ้าดันท้องขึ้นมาอีก ก็ช่วยให้เขามีทางเลือกหน่อย ไปลงโทษเหยียดหยามประณามแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ไหนๆ พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เลยไปพูดต่อถึงเรื่อง 2002 ศพแล้วกัน เมื่อไหร่สังคมไทยจะเลิกปากว่าตาขยิบ ยอมให้มีการทำแท้งถูกกฎหมายซะที โอเค โดยอุดมคติก็ต้องสอนให้รักนวลสงวนตัว ทางที่ดีอย่าให้มีปัญหา แต่ถ้าปัญหามันเกิดมาแล้ว ถ้าเขาไม่พร้อมจริงๆ เขาตัดสินใจเลือกจะทำอย่างนั้น มันก็สิทธิในการดำเนินชีวิตของเขานะ ด่าว่าบาปกรรม แล้วช่วยเขาเลี้ยงมั้ยล่ะ เด็กในสถานสงเคราะห์ตั้งกี่พันคนไม่มีใครรับ การทำให้ถูก กม. ไม่ใช่การส่งเสริมหรอก ใครมันจะอยากให้เกิดปัญหา แล้วถ้าคนมันจะทำยังไงก็คงหาทางทำอยู่ดี ก็ยอมให้มีทางเลือกแบบถูกต้องไม่ดีกว่าเหรอ ดีกว่าหลบๆ ซ่อนๆ ทำแล้วเป็นอันตรายกับแม่ หรือมีศพทารกมาเป็นข่าวให้น่าอเนจอนาถกับสังคมอีก เผลอๆ ยอมให้ถูกกฎหมาย ก่อนทำมีนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา ปัญหาอาจจะน้อยลงด้วยซ้ำ

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The Kite Runner - Khaled Hosseini

คะแนน : 8


ช่วงนี้ไม่มีหนังสือออกใหม่ที่อยากอ่านเลยจริงๆ ก็เลยถือโอกาสเคลียร์เรื่องที่ค้างอยู่ในโหลหมักดองซะบ้าง เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนที่ภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือเล่มนี้ฉาย พี่สาวเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วบอกว่าดี ให้เราอ่านสิ พี่เราจบอักษร จะค่อนข้างหัวสูงเรื่องการอ่านกว่าเราหน่อย ตอนนั้นก็อือออไปอย่างนั้น เพราะเราระแวงคำว่าดี ถ้ามีคนบอกว่าสนุกสิ จะไม่ค่อยลังเล หนังสือดี หนังชิงรางวัลนี่ โอกาสที่จะสร้างความปั่นป่วนในอารมณ์ความรู้สึกตอนอ่านมีสูง ถ้าเรื่องหนัก บางทีมันติดคาในใจอยู่หลายวันเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ไม่เท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้อยากอ่านเพื่อพักสมองมากกว่า ก็เลยปล่อยเล่มนี้ไว้หลายปีเลย

ประเด็นหลักของ The Kite Runner อยู่ที่เรื่องราวของการจัดการกับความรู้สึกผิด และการไถ่บาปของตัวเอก โดยมีความล่มสลายของประเทศอัฟกานิสถานเป็นฉากหลัง อาเมียร์ เด็กชายลูกชนชั้นสูงที่อาศัยอยู่ในเมืองคาบูลในยุคที่ยังสงบสุข เขาเติบโตมาด้วยกันกับ ฮัสซัน ลูกชายของคนรับใช้ ทั้งสองเป็นเพื่อนเล่นรักใคร่กัน แม้จะต่างฐานะต่างเผ่าพันธุ์ แต่แล้ววันหนึ่ง ในเทศกาลเล่นว่าวซึ่งเป็นงานใหญ่ของชาวอัฟกัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของอาเมียร์ไปตลอด ความสัมพันธ์ของอาเมียร์และฮัสซันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฮัสซันกับพ่อออกจากบ้านไป หลังจากนั้นไม่นาน โซเวียตก็บุกอัฟกานิสถาน อาเมียร์กับพ่อลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกา เป็นเวลายี่สิบปีที่เขาใช้ชีวิต ทำงาน และแต่งงาน ในดินแดนเสรีภาพ ห่างไกลจากบ้านเกิดที่ถูกแผดเผาด้วยไฟสงครามและการสู้รบ สงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อย แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อเพื่อนเก่าของพ่อคนหนึ่ง โทรศัพท์มา ขอให้เขาเดินทางมาพบ ความทรงจำในอดีตของเขาก็ท่วมท้นกลับมา

อย่างที่คิด แค่อ่านไปถึง 1/4 ของเล่ม ฉากการทรยศของอาเมียร์ ก็ทำเอาเราต่อมน้ำตาแตก กับความกดดันในเรื่อง ดีน่ะดีนะ แต่เปลืองกระดาษทิสชู่ ที่จริงเราไม่ขี้แย ไม่เคยร้องไห้เพื่อตัวเองเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่เราแพ้เรื่องแบบนี้อ่ะ (แต่พวกพระเอกนางเอกตายเรากลับไม่เป็นไร โกโบริตายก็ไม่ร้อง แจ็คน้ำแข็งเกาะไปก็เฉยๆ) พอพ้นจุดนั้นไปได้ ถึงแม้จะมีเรื่องเศร้าบ้าง แต่ไม่กดดันมากเท่าไหร่แล้ว ช่วงที่สองที่เป็นเนื้อเรื่องในสหรัฐอเมริกา ออกจะอืดๆ หน่อย พระเอกจมอยู่กับความรู้สึกผิดเป็นหลัก จุดพลิกของเรื่องเพื่อเข้าสู่ช่วงที่สาม ความลับที่เพื่อนของพ่อเปิดเผย ทำเอาเราคาดไม่ถึงเหมือนกันนะ ทั้งที่ในเรื่องก็มีสัญญาณบอกอยู่แล้วล่ะ แต่อ่านไปเรื่อยๆ ไม่วาง ก็เลยไม่ทันหยุดคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น

ช่วงที่สามเป็นเรื่องราวการเดินทางกลับมายังอัฟกานิสถาน สภาพความทุกข์ยากของชีวิตที่อยู่ในประเทศที่เหมือนต้องสาป ความโหดร้ายของตาลีบัน แสดงให้เห็นแจ่มชัด บางฉากนี่แทบจะต้องนิ่วหน้ากับความทารุณที่คนเหล่านั้นต้องพบ จากแต่ก่อนที่เรารู้จักอัฟกานิสถานจากแค่ในข่าว และไม่ยี่หระอะไรเพราะไกลตัว แต่อ่านเรื่องนี้แล้ว รู้สึกถึงคนที่มีชีวิตเลือดเนื้อที่อยู่ในข่าวพวกนั้น ผู้แต่ง Khaled Hosseini เป็นชาวอัฟกันที่ลี้ภัยมาอยู่อเมริกา ทำงานเป็นหมอ มุมมองที่เขามีต่อประเทศบ้านเกิดที่แสดงผ่านในเรื่อง ปนกันระหว่างความหดหู่อาลัย แต่ก็เจ็บใจเย้ยหยันประเทศตัวเองไปด้วย

หนังสือเขียนได้น่าติดตาม ทำให้อยากรู้เนื้อเรื่องต่อไปได้ตลอด ผู้แต่งเล่าเรื่องแบบ irony ได้ดีมาก โดยเฉพาะตอนที่ คนขับรถถามว่า ทำไมคุณถึงยอมทำขนาดนี้ เขาเป็นชาวชีอะห์นะ โอ้ ปรบมือให้เลย ก็นี่ล่ะนะ มันถึงรบกันไม่จบไม่สิ้น สไตล์และสำนวนการใช้คำดีมาก ตัวละครก็ ตามประสาหนังสือดี เป็นมนุษย์ธรรมดา มีข้อดีข้อเสีย อาเมียร์ทำผิดพลาดหลายเรื่อง จนถึงตอนท้ายก็ยังสะเพร่าอย่างไม่น่าเชื่อ พูดอะไรไม่นึกถึงใจคน จนสร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างที่ไม่ควรเกิด แต่ก็อย่างที่ในเรื่องว่า เราเป็นใครดีแค่ไหน ไม่เคยผิดพลาดหรือไง ถือดียังไงที่จะไปตัดสินคนอื่น อ่านเรื่องแบบนี้แล้ว เป็นธรรมดาที่ต้องหยุดคิด ย้อนกลับมานึกถึงตัวตนของตนเอง ความคิดในใจ สถานการณ์บ้านเมืองเปรียบเทียบ ฯลฯ สรุปว่านี่เป็นหนังสือที่ดี อ่านแล้วได้คิด แต่ก็ถือว่ายังไม่หนักมากเกินไป และอ่านสนุกดี ฉบับแปลไทยของเรื่องนี้ชื่อว่า "เด็กเก็บว่าว" ฟังแปลกๆ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่มันก็ตรงแล้วจริงๆ

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

The Help - Kathryn Stockett

คะแนน : 8



น่าเสียดายที่เรื่องอื่นๆ ที่ต่อเนื่องจาก Lady Gallant มีแต่คนบอกว่าไม่ดีเท่า เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมองหาเล่มอื่นมาอ่าน และมาเลือกเล่มนี้เพราะดาวของ Amazon มีผู้อ่านกว่า 80% จาก 2,122 คน ให้คะแนน 5 ดาว แก่หนังสือเล่มนี้ คือ เดี๋ยวนี้เราจะอ่านอะไร มักจะหารีวิวอ่านก่อนเสมอ ต่างจากสมัยเรียนที่อ่านดะไปเรื่อยๆ ที่มีให้อ่าน ตอนนี้เรามีหนังสือให้เลือกมากขึ้น อันที่จริง แทบจะเรียกว่า มีให้อ่านเยอะมากจนแน่ใจว่าไม่มีวันอ่านจบได้หมดในชีวิตนี้ ดังนั้นเราจึงค่อนข้างเลือกมากกับหนังสือที่จะอ่าน เพราะตอนนี้การอ่านเป็นการลงทุนทางเวลาและอารมณ์ที่มีต้นทุนสูง เดี๋ยวนี้เราไม่มีสองสิ่งนั้นเหลือเฟือพอที่จะปล่อยให้สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์แล้ว และอีกอย่าง เราค่อนข้างชอบ หนังติดอันดับ Box Office หรือหนังสือ Bestseller เพราะรสนิยมเราก็ธรรมดานี่แหละ ถ้าคนจำนวนมากชอบ เราก็มักจะชอบด้วย อย่าง Da Vinci Code หรือ Twilight เราอ่านเพราะมันดัง แล้วมันก็สนุกจริงๆ ด้วย

The Help เป็นนิยายที่บอกเล่าเรื่องราวของชนชั้นระหว่างคนขาว-คนดำ เรื่องเกิดขึ้นที่รัฐมิสซิสซิปปี้ ในยุคปี 1960 ยุคสมัยของการตื่นตัวเรื่องสิทธิพลเมืองของชนกลุ่มน้อย โดยเล่าผ่านมุมมองของผู้หญิง 3 คน คือ สกีเตอร์ หญิงสาวผิวขาว กับ เอบีลีน และ มินนี่ หญิงผิวสี ที่ทำงานเป็นแม่บ้านให้แก่ครอบครัวผิวขาว เป็นตัวเลือกที่หยิบมาอ่านแบบแปลกใจตัวเองเล็กน้อย เพราะเราก็ไม่ใช่ว่าจะสนใจปัญหาเรื่องแบ่งแยกสีผิวนัก

ตอนเด็กๆ สมัยประถม เราเคยอ่านเรื่องฮัคเคิลเบอร์รี่ ฟินน์ ที่เป็นหนังสือเล่มเล็กของ สนพ. เม็ดทราย แต่เราจับประเด็นเรื่่องทาสไม่ได้เลย โตขึ้นมาหน่อย ตอน ม.ต้น เราเคยอ่านเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอม ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวของการถูกกดขี่มากขึ้น แต่ก็คิดว่า สมัยนั้นเราคงห่างไกลเกินกว่าที่จะมีสำนึกรับรู้ประเด็นลึกๆ ของหนังสือได้ ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะเลิกทาสไปตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมือง แต่การแบ่งแยกสีผิวก็ยังดำเนินต่อมาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในรัฐทางใต้

เราจำได้ว่า ตอนยังผูกคอซอง เราเคยเล่าให้เพื่อนฟังว่า เคยมีกฎหมายว่าคนดำไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งรถเมล์ร่วมกับคนขาว
เพื่อนเราถามว่า ที่ไหน
เราบอกว่า ที่อเมริกา
เพื่อนเราถามกลับมาว่า ไหนว่าอเมริกาเป็นประเทศประชาธิปไตย เคารพสิทธิเสรีภาพทุกคนไง
เราตอบเพื่อนเราไม่ได้แฮะ ตอนนั้นยังรู้น้อย และเราก็พลอยสับสนไปด้วยว่า ข่าวหรือบทความที่เราเห็น นั่นคืออเมริกาหรือแอฟริกาใต้กันแน่
ก็เลยตอบแบบงงๆ ไปว่า คงเป็นที่อเมริกาใต้มั้ง

ตอนนี้ถึงโตแล้ว ก็ใช่ว่าจะทำให้เราเข้าใจเรื่องการแบ่งแยกสีผิวได้ลึกซึ้งอะไร แต่ในระหว่างการอ่านครึ่งแรกของหนังสือ เป็นเวลาที่เราอ่านได้ช้ากว่าที่คิด ไม่ใช่เพราะมันอ่านยากหรือน่าเบื่อ แต่เป็นเพราะเราต้องหยุดคิดเป็นระยะๆ ถึงความอยุติธรรมในสังคม และเราสาบานว่า เราอดที่จะเปรียบเทียบมันกับเมืองไทยสมัยนี้ไม่ได้ ประเทศไทยอาจจะซ่อนการแบ่งชนชั้นได้แนบเนียนกว่า เพราะสีผิวไม่เห็นชัด แต่เชื่อเถอะ วาทกรรมของหลายๆ คนที่เราได้ยินมาในช่วงปีที่ผ่านมานี้ มันเหมือนสิ่งที่ฮิลลี่หรือเอลิซาเบธพูดและทำนั่นแหละ แต่แทนที่จะแบ่งด้วยสีผิว สังคมไทยแบ่งกันด้วยความเป็นคนกรุงกับคนต่างจังหวัด เมื่อวานเราไปซื้อหนังสือที่สยามพารากอนที่เพิ่งกลับมาเปิดหลังเหตุการณ์ชุมนุม ได้ยินบทสนทนาบางคำ นี่มันฮิลลี่ชัดๆ ฟังแล้วเกือบจะละอายใจที่ตัวเราเองก็เป็นคนกรุง เกิดกรุงเทพฯ โตกรุงเทพฯ เลย ส่วนคนไทยหลายคนถ้าได้อ่านเรื่องนี้ก็คงเป็นเหมือนเอลิซาเบธ ที่อ่านหนังสือแล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ในนั้นพูดเรื่องของตัวเธอเอง ถ้าคนรอบตัวเราที่ทำงานได้ยินเราเปรียบเทียบอย่างนี้ คงจะเถียงคอเป็นเอ็นว่า เราบ้า เครียด คิดมาก เมืองไทยมีอะไรอย่างนั้นซะที่ไหนล่ะ ชีวิตจริงเราระบายไม่ได้ ก็พูดมันในบล็อกส่วนตัวนี่แหละ เข้าใจอารมณ์สกีเตอร์มากๆ ที่จะคิดจะพูดจะทำอะไร ก็ต้องระวังตัวเพราะขัดกับความเชื่อของคนรอบข้าง

ฟังดูหนังสือเล่มนี้เครียดมากๆ เลยใช่มั้ย แต่ที่จริงเปล่าเลยนะ หนังสือเล่าเรื่องราวในชีวิตของผู้หญิงสามคน สลับมุมมองไปมา เอบีลีนเป็นแม่บ้านผิวสีวัยห้าสิบกว่าที่เลี้ยงดูลูกๆ ให้คนขาวมาแล้วถึง 17 คน เธอเพิ่งเสียลูกชายคนเดียวไปจากอุบัติเหตุในการทำงาน มินนี่วัยสามสิบกว่า เป็นแม่บ้านปากกล้า จึงมักจะมีเรื่องกับนายจ้างเสมอ เธอต้องเลี้ยงลูก 5 คน และต้องทนกับสามีขี้เมา กับสกีเตอร์ หญิงสาวที่เพิ่งเรียนจบจากวิทยาลัย ยังไม่แต่งงานมีครอบครัวเหมือนเพื่อนๆ คนอื่น และเธอยังฝังใจอยากติดตามหาอดีตแม่บ้านผิวสี ที่รักและเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็ก ที่หายเงียบไปจากชีวิตเธอเฉยๆ ช่วงที่เธอไปเรียนกำลังจะจบ สกีเตอร์อยากเป็นนักเขียน และนั่นเป็นสิ่งที่ชักนำให้เธอเข้ามาร่วมมือกับเอบีลีนและมินนี่ เพื่อเขียนหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของแม่บ้านผิวสี ที่รับใช้นายจ้างผิวขาว ซึ่งไม่ได้มีแต่ด้านลบ แต่ก็มีด้านบวก ด้านที่งดงามของความรักเมตตาและมิตรภาพระหว่างกัน อย่างที่ในหนังสือบอก ประเด็นของหนังสือคือ ฉันก็คน เธอก็คน เราต่างก็เป็นผู้หญิง เป็นคนเหมือนกัน ทำไมไม่ทำตัวดีต่อกันล่ะ

หนังสืออ่านสนุก ดึงดูดให้คุณเข้าไปรู้จักตัวละครและชีวิตรอบตัวในสังคมอเมริกันยุคนั้นได้ดีมาก ช่วงแรกอาจจะกดดันหน่อยเพราะมีเรื่องน่าหดหู่คับแค้นใจเยอะ แต่ถ้าคุณไม่คิดมากก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย อ่านเอาสนุกเฉยๆ ก็ได้ โดยเฉพาะตั้งแต่กลางเรื่องไป เป็นช่วงลุ้นในการแอบเขียนหนังสือ เรื่องสนุกมากค่ะ วางไม่ลงเลย เมื่อคืนอ่านเลยเถิดจนถึงตีสองเพื่ออ่านให้จบให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อดำเนินเรื่องถึงตอนหนังสือออกขายได้แล้ว ตอนกลัวถูกจับได้ว่าเป็นเรื่องของใครเขียน ลุ้นมากค่ะ ว่าจะเอาตัวรอดกันยังไง เป็นหนังสือที่คุ้มค่าในการอ่านมาก สุดท้ายที่เราจะพูดถึงเรื่องนี้ คือ ต่อไปเมื่อเราได้ยินได้เห็นคำว่า พายช็อกโกแลต เราคงต้องนึกถึงนิยายเรื่องนี้แน่ๆ !! หึหึ