แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรแมนซ์ย้อนยุค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรแมนซ์ย้อนยุค แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Let Love Find You - Johanna Lindsey

คะแนน : 7 Reid Family #4 นางเอกเรื่องนี้คือ เลดี้อแมนด้า ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่อง The Heir และก็เป็นน้องสาวของพระเอกเรื่อง The Devil Who Tamed Her

หลังจากเปิดตัวออกงานสังคมเมื่อสองปีก่อน อแมนด้าก็ยังหาคู่ที่ถูกใจไม่ได้ซะที ปีนี้เธอจึงตั้งใจเป็นพิเศษ โอฟีเลียที่เป็นพี่สะใภ้จึงขอความช่วยเหลือจากเดวิน  เจ้าของฟาร์มม้าที่พ่วงฐานะพ่อสื่อมือสมัครเล่นที่กำลังดังจนได้ฉายาว่าคิวปิดให้มาช่วย เมื่ออแมนด้าไปเจอหนุ่มถูกใจคนหนึ่ง เขาเป็นพวกที่คลั่งไคล้การขี่ม้ามากๆ แต่แมนดี้กลัวการขี่ม้าเพราะอุบัติเหตุตอนเด็ก จึงต้องยอมไปเรียนขี่ม้ากับเดวิน แต่สอนกันไปสอนกันมา สงสัยว่าลูกค้ากับคิวปิดจะรักกันซะเอง

เป็นเล่มที่เรียกว่าเอาไว้อ่านเล่นจริงๆ เกือบๆ จะไม่มีเนื้อเรื่อง พระเอกนางเอกคุยกันไปเรื่อยๆ คุยกันเองแล้วก็คุยกับตัวละครที่มาจากเล่มก่อนๆ คู่ของโอฟีเลียกับราฟที่เราเคยชอบ พอมาอยู่ในเรื่องนี้เป็นตัวประกอบแบบจืดๆ ประเด็นขัดแย้งในเรื่องนี้มีน้อยมาก แค่เดวินเป็นลูกนอกสมรส ทำให้ถูกปองร้าย แต่ถ้าไม่คิดมาก ก็อ่านไปได้เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ต้องไม่คิดอะไรจริงๆ นะ เพราะถ้าคิดจะรู้สึกว่ามันอ่อนทันที เอาน่า ไม่ได้เลวร้ายอะไร ก็คิดอยู่แล้วว่าคงประมาณนี้ แต่มานึกดู สำหรับ JL เราคงเป็นตาชั่งที่ถูกโกงน้ำหนัก ถ้าชื่อบนปกเป็นคนอื่น พวกเรื่องยุคหลังๆ คงต้อง -1 ออกจากคะแนนที่ให้ไปเกือบทุกเรื่อง

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Proposal - Mary Balogh

คะแนน : 8 นี่เป็นเรื่องของเกว็น ตัวละครรองที่รู้จักมานาน ปรากฏตัวในเรื่องก่อนๆ ของ Mary Balogh มาไม่รู้กี่เรื่องแล้ว ทุกครั้งที่กล่าวถึง ก็มีใบ้ตลอดนะว่า เดี๋ยวคงจะมีเล่มที่เป็นเรื่องของเธอเอง แต่ก็ข้ามมาตั้งหลายซีรีส์แล้วนะเนี่ย ตั้งแต่ One Night For Love, ชุด Slightly, ชุด Simply รวมไปสิบกว่าเล่ม ในที่สุดพอได้เป็นนางเอก ก็กลายมาเป็นเล่มเปิดตัวซีรีส์ใหม่ ที่กล่าวถึงสมาชิก The Survivors Club ที่เป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางกายหรือทางใจมาจากสงครามนโปเลียน หลังจากสมาชิกพักฟื้นรักษาตัวหายแล้วก็แยกย้ายกันไป แต่ทุกปีจะมารวมตัวกันอีกครั้งที่บ้านดยุคหัวหน้ากลุ่ม

ตอนแรกแอบกลัวเรื่องนี้นะเลยไม่กล้ารีบอ่าน ภูมิหลังคร่าวๆ ของตัวละครเหมือนจะหนักแล้วก็เครียดน่าดู เกว็นเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว และมีอาการเดินเขยกจากอุบัติเหตุที่เคยตกม้า ตอนแต่งงานครั้งแรกเจออะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ถึงมีท่าทีเศร้าลึกๆ อยู่ตลอด ส่วนพระเอก ฮิวโก้ ก็เป็นฮีโร่สงคราม แต่ถูกส่งตัวกลับบ้านเพราะมีอาการฟั่นเฟือน เพราะความเป็นมาของพระนางเรื่องนี้ดูรันทด ทำให้หวั่นนิดหน่อยว่าจะเจอพวกตัวเอกอมทุกข์แบบที่เราไม่ชอบอ่าน

เริ่มต้นเล่มด้วยการเกริ่นนำความเป็นมาของคลับ ดูสภาพสมาชิกแต่ละคนคงผ่านมาหนักหนาสาหัส แต่ไม่นานเราก็เริ่มสบายใจได้ ทุกคนดูท่าทางโอเคทีเดียว คุยกันขำขำได้ (แต่เยอะอ่ะ ตัวละครโผล่มาทีเดียวตั้ง 7 คน จำชื่อไม่ได้) ส่วนทางเกว็นนั้นมาพักกับเพื่อนที่อยู่ใกล้แถวนี้ มาเดินเล่นแล้วล้มขาแพลง ฮิวโก้เลยต้องช่วยพากลับมาดูอาการที่บ้านดยุค แต่ถ้าเป็นพวกเพื่อนพระเอกในเรื่องก็คงฮานะ พระเอกเพิ่งโจ๊กหยกๆ ว่าเดี๋ยวไปเดินเล่นชายหาดแล้วถ้าเจอผู้หญิงจะขอแต่งงาน แล้วพอกลับมาก็อุ้มผู้หญิงกลับมาจริงๆ

เราชอบเกว็นนะ ชอบมาตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านในเรื่องของลอเรน (A Summer To Remember) พอเข้าเล่มนี้ แค่ฉากคุยกันครั้งแรกระหว่างพระเอกนางเอก เราก็โล่งใจ รู้สึกว่าชอบตัวละครสองคนนี้ เพราะฉะนั้นก็หายห่วงได้ ด้วยฝีมือการเขียนของ MB แค่ได้ตัวละครถูกใจก็พอแล้ว ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นไง อ่านจบแล้วก็ต้องชอบแน่

เรื่องอ่านเพลินตั้งแต่บทที่หนึ่ง เราชอบสไตล์การเขียนของ MB จริงๆ นะ อธิบายไม่ถูกว่ายังไง รู้แต่ว่าแต่ละประโยคมันลื่นไหล เหมือนเนยละลาย รู้สึกอ่านแล้วละมุนดี ทั้งบทสนทนา การบรรยายบุคลิก และการพรรณนาความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร ทำได้ดีไปหมดเลย ทำให้เข้าถึงตัวละครได้ลึกซึ้ง อ่านแล้วมีทั้งยิ้ม หัวเราะ ทั้งเห็นใจเข้าใจ และเอาใจช่วย เกว็นกับฮิวโก้เจอเรื่องหนักมา แต่ไม่ใช่พวกพร่ำเพ้อ ทั้งคู่มีเหตุผลและก็พยายามที่จะใช้ชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด แล้วก็ Choose with both your head and your heart

ประเด็นหลักในเรื่องนี้คือการจัดการกับความรู้สึกผิด และการเยียวยาบาดแผลทางใจ ทำให้เราย้อนนึกถึงสิ่งที่เราเคยอ่านมาว่า ความเจ็บปวดเป็นกลไกการป้องกันตัวของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการระบบประสาทรับความเจ็บปวดมาเพื่อเป็นเครื่องเตือนภัยกระตุ้นให้ร่างกายหลบเลี่ยงอันตราย แล้วถ้างั้นความเจ็บปวดใจล่ะ ธรรมชาติมอบให้คนเรามีความเจ็บปวดใจไปเพื่อประโยชน์อะไร เราก็พยายามนึกหาคำตอบ ยังไม่ได้ข้อสรุปหรอก แต่ก็เป็นได้ว่า จิตใจคนเราต้องรู้จักความเจ็บปวด เพื่อเป็นประสบการณ์สำหรับคราวหน้า ช่วยให้เราเลือกที่จะดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น อยู่ต่อไปได้

เหมือนเรื่องจะหดหู่ แต่ไม่เลย มีฉากตลกน่ารักที่ทำให้ขำหลายฉากมาก บุคลิกฮิวโก้ที่ดูเคร่งเครียด อดีตทหาร พูดน้อย ยืนตัวแข็งทื่อ หน้าตาถมึงทึงตลอด แต่จริงๆ น่ารักผิดคาดมาก ไอ้ที่พูดโผงผางกับนางเอกมาแต่ละครั้งนี่ฮาตลอด นอกจากฉากที่แอบขำแล้วเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายฉากที่เราชอบ ตอนขอแต่งงานกลางเรื่องก็ดี ที่ซึ้งสุดๆ ก็ฉากที่หลบออกมาคุยกันตอนงานบอลล์ และฉากที่งานเลี้ยงในสวน กรี๊ดในใจ วูล์ฟริค! วูล์ฟริค! มาพูดแค่ประโยคเดียวแหละค่ะ แต่เป็นหมัดอัปเปอร์คัตชนะน็อค ช่วยจบฉากการเผชิญหน้าตรงนั้นได้อย่างสวยงามทรงพลังมาก แล้วก็ตอนที่ฮิวโก้ยิ้มตอนสุดท้าย อ๊ายย (คงเหมือนฮัลค์ยิ้มเลยนะ) ชอบมากเลยเล่มนี้ อ่านสนุกทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

The Proposal ถือเป็นเล่มเปิดตัวเรื่องชุดใหม่ที่ดีมาก แต่ก็มีฐานะเป็นเรื่องปิดไตรภาคของ One Night for Love กับ A Summer to Remember ด้วย ไหนๆ ในเล่มนี้ก็มีตัวละครเชื่อมโยงมาจากเรื่องเก่า เอาคะแนนที่เราให้เล่มก่อนๆ ไว้มาให้ดูค่ะ พระเอกนางเอกในเรื่องก่อนๆ ก็รับเชิญมาปรากฏตัวในเล่มนี้บ้าง ไม่ได้มีบทเยอะมาก ถ้าไม่เคยอ่านก็ไม่งง แต่ก็ถือเป็นโบนัสให้แฟนๆ ที่เคยติดตามกันมา

The Bedwyn Prequels One Night for Love
6.5
เรื่องพี่ชายของเกว็น ไม่ชอบทั้งพระเอกและนางเอกเรื่องนี้
A Summer to Remember
7
ลอเรนสนิทกับเกว็นมาก เป็นเล่มที่เราอ่านเรื่องแรกในชุด ชอบพี่น้องเบดวินในเรื่องนี้
The Proposal
8
The Bedwyn Saga Slightly Married
6
Slightly Wicked
8
Slightly Scandalous
8
เลดี้อารมณ์ร้าย กับ มาร์ควิสเจ้าเสน่ห์
Slightly Tempted
5.5
ผู้ชายเฮงซวย กับ ตุ๊กตาบลายธ์
Slightly Sinful
7
Slightly Dangerous
8.5
เรื่องของวูล์ฟริค ท่านดยุคผู้สยบสามโลก
The Simply Quartet Simply Unforgettable
6.5
Simply Love
7.5
Simply Magic
6.5
Simply Perfect
6.5
พระเอกเป็นญาติๆ กับเกว็น

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The Foundling - Georgette Heyer

คะแนน : 7.5

กลับมาหา GH อีกที ตอนนี้ชักเลือกยากแล้ว เหลือแต่เรื่องที่ดูไม่เข้าทางเราเท่าไหร่ เขาบอกเล่มนี้ไม่เหมือนเรื่องอื่นๆ ตรงที่ไม่เน้นโรแมนติกเลย และบทสำคัญตกอยู่กับตัวเอกฝ่ายชาย ไม่ใช่ฝ่ายหญิงเหมือนเรื่องอื่นๆ ดูเหมือนเป็นพระเอกเบต้าที่เราอาจจะชอบ เอาเล่มนี้แล้วกัน

จิลลี่ หรือ อดอลฟุส จิลเลสพี แวร์ เกิดมาพร้อมกับตำแหน่งดยุคแห่งเซล คนที่ 7 เป็นเด็กขี้โรค จึงถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม แบบริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม มาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต โดยผู้เป็นอาและบรรดาคนรับใช้ทั้งโขยง ตอนนี้จิลลี่อายุ 24 แล้ว แต่ทุกคนก็ยังทำกับว่าเขาเป็นลูกแหง่ สร้างความเบื่อหน่ายคับข้องใจให้เขาเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่งเมื่อลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งเกิดปัญหาถูกแบล็คเมล์ จิลลี่จึงขันอาสาไปจัดการปัญหาให้ โดยแอบหลบออกจากบ้านโดยไม่ให้ทุกคนรู้ แล้วก็ได้ผจญกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมั่นใจในตนเอง

เล่มนี้ก็เป็นเรื่องราวอลเวงชวนหัวไปเรื่อยๆ ทั้งเล่ม ตลกบ้างไม่ตลกบ้าง เรื่องของ GH ไม่ได้สำคัญที่พล็อตอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ภาษาที่ใช้กับตัวละครที่มีเสน่ห์ สำนวนแบบที่บางทีอ่านแล้วต้องให้มันไปหมุนในสมองสองรอบก่อนถึงจะเข้าใจแล้วก็จะอมยิ้ม ไม่อธิบายความคิดความรู้สึกตัวละครตรงๆ แต่ใช้การแสดงให้เห็นมากกว่า ในส่วนตัวละคร จิลลี่ก็โอเค ดูท่าแหยแต่จริงๆ ก็ได้เรื่องได้ราว รับมือกับปัญหาได้หมด จริงๆ แอบรำคาญพวกตัวละครประกอบบางคนบ้างนิดหน่อย อย่างทอมกับเบลินดา แต่ก็ต้องพยายามเข้าใจ ถูกสร้างมาให้เป็นพวกโง่จนขำ แต่แอบกรี๊ดกิเดี้ยน ชอบคนนี้น่ะ เท่ดี เสียดายแฮเรียตมีบทน้อยมากเลย แต่โดยรวมๆ เล่มนี้ก็โอเคแหละ อ่านเพลินดีเหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The Copeland Bride - Justine Cole

คะแนน : 6


นิยายเก๋ากึ้กตั้งแต่ปี 1983 ผลงานเรื่องแรกและเรื่องเดียวของ Justine Cole ผู้ไม่มีตัวตนจริง เพราะนี่คือนามปากกาของเพื่อนบ้านสองคนชื่อ Susan Elizabeth Phillips กับ Claire Kiehl ร่วมมือกันแต่งนิยายเล่มนี้ขึ้นมา ก่อนที่เพื่อนจะย้ายบ้านไป แล้ว SEP จะเริ่มต้นงานเขียนเดี่ยวๆ ในชื่อของตัวเอง เรื่องนี้ขาดตลาดไปนาน และคงไม่มีพิมพ์ใหม่เพราะเนื้อเรื่องมีปัญหาด้าน political correctness กดขี่ทางเพศ เป็นเล่มที่หายาก และเพราะเสียงวิจารณ์ด้านลบ ทำให้เราเฉยๆ ไม่ได้คิดอยากจะขวนขวายตามอ่านซะเท่าไหร่ แต่แล้ววันดีคืนดี ก็ราวกับมันลอยมาอยู่ตรงหน้า คนแจกก็เหมือนกลัวคนไม่รู้ ย้ำชื่อผู้แต่งซะเด่นว่า aka Susan Elizabeth Phillips เลยรู้สึกว่ามันส่งเสียงเรียกร้อง อ่านสิ อ่านสิ SEP เชียวนะ มันจะเลวร้ายสักแค่ไหนกัน

เตือนสปอยล์
โนเอลล์ ดอเรียน เติบโตในสลัมลอนดอนหลังจากแม่ตายตอนเธอยังเด็ก หาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นนักล้วงกระเป๋ามืออาชีพ ลวงเหยื่อให้ตายใจด้วยการแต่งตัวเป็นโสเภณี วันหนึ่งดวงซวยไปเจอ ควินน์ โคปแลนด์ จับได้ ควินน์เป็นลูกชายของเจ้าของอู่ต่อเรือที่ประสบความสำเร็จ แต่เขามีเรื่องไม่ถูกกับพ่อ ก็เลยจับโนเอลล์แต่งงานด้วย เพื่อประชด (พล็อตนี้โหลเหมือนกันนะนี่) แล้วเขาก็พาเจ้าสาวในคราบโสเภณีไปทิ้งไว้บ้านพ่อ แล้วก็หายตัวไป พ่อเจ้าบ่าวเกิดเห็นใจเธอขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจจะช่วยชุบตัวโนเอลล์ให้สมฐานะการเป็นเจ้าสาวของโคปแลนด์

ที่จริงเราไม่ชอบเรื่องที่พระเอกข่มขืนนางเอกนะ แต่ก็กะว่าเรื่องมันเก่าแล้ว อ่านนิยายสมัยนั้นก็ทำใจหน่อยแล้วกัน ถือว่าเป็นเครื่องมือในการเดินเรื่อง พระเอกไม่รู้ว่านางเอกเวอร์จิ้น หลังจากแต่งงาน ขืนใจนางเอกเสร็จแล้ว เอาไปปล่อยบ้านพ่อ แล้วก็หายตัวไปเกือบครึ่งเล่ม ระหว่างนั้น นางเอกก็เรียนหนังสือ ฝึกกิริยามารยาท การเต้นรำ แต่งตัวใหม่ แปลงโฉมเป็นสาวสวย พอพระเอกกลับมาก็เลยจำไม่ได้ ช่วงกลางๆ เรื่องนี่มันก็พออ่านได้เพลินๆ นะ ถึงจะไม่ดีเด่นอะไร แต่ถ้าตั้งใจสังเกตก็พอมองเห็นร่องรอยบางอย่างของ SEP เหมือนกัน แต่พอเรื่องมาถึงตอนพระเอกรู้ความจริงแล้วจับตัวนางเอกไปขังที่บ้านในชนบท เราคิดว่าตัวเองเป็นคนรักความสงบ ไม่นิยมความรุนแรง แต่ตอนอ่านช่วงนี้ อยากเอาหนังสือเล่มที่โพสต์ถึงข้างล่างแพ่นกบาลหมอนี่มากๆ เลย

พระเอกนางเอกเรื่องนี้แทบจะไม่เคยคุยกันดีๆ เลย ทะเลาะกันทั้งเรื่อง พระเอกอัลฟ่ายุคเก่า จองหอง วางก้าม บ้าอำนาจ ส่วนนางเอกก็เจ้าอารมณ์ไร้เหตุผลไม่ใช่น้อย แต่โนเอลล์ยังไม่ร้ายเท่าควินน์ พระเอกเรื่องนี้แย่มากๆ เลวแบบต้องถามว่า นี่พระเอกเหรอ ตอนจะจบเรื่องที่เขาข่มขืนนางเอกอีกครั้ง ตอนนี้เรารับไม่ได้ ไม่มีข้อแก้ตัวไหนฟังขึ้นแล้ว คนรักกันไม่ทำแบบนี้ ตอนอ่านฉากนี้ถึงขั้นอยากยิงพระเอกทิ้งเลย เจตนาอยากฆ่าตัวละครในนิยายนี่คงไม่บาปใช่มั้ย ถ้าไม่มีฉากนั้น เราว่าเรื่องนี้มันก็พออ่านได้ แต่พอเป็นแบบนี้ก็ไม่ไหว พระเอกไม่มีการสำนึกตัวทำดีไถ่โทษใดๆ ทั้งสิ้นด้วย

หึ! ทีนี้ซึ้งแล้วว่า นี่เป็นเรื่องที่แย่ที่สุดของ SEP จริงๆ นั่นแหละ ถ้าเทียบแล้วคงจะเป็นน้องๆ เรื่อง Pirate's Love ของ Johanna Lindsey ทีเดียว เรื่องนั้นพระเอกก็ข่มขืนนางเอกทั้งเรื่องเหมือนกัน เป็นเรื่องที่จัดอยู่ในจำพวกที่เขาเรียกว่า เสียดายต้นไม้ที่ถูกตัดมาทำกระดาษเพื่อพิมพ์หนังสือ สิ่งดีอย่างเดียวที่เราได้จากนิยายเล่มนั้นคือ มันทำให้เราพูดได้เต็มปากว่า เราอ่าน JL ครบทุกเรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นเล่มนี้ก็คงต้องพูดแบบเดียวกัน ต่อไปจะได้ไม่ต้องสงสัยว่า งานเก่าชิ้นแรกของ SEP นั้นเป็นยังไง ดีนะนี่ ที่เราเป็นแฟนผลงานเธออยู่ อ่านจบแล้วถึงไม่ชอบยังไงก็ยังรู้สึกขำๆ กับมันได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Dancing on Coals - Ellen O'Connell

คะแนน : 7.5

นิยายโรแมนซ์ตะวันตกเรื่องที่ 3 ของนักเขียนอินดี้ Ellen O'Connell อีบุ๊คสองเรื่องก่อนนี้ นอกจากเขียนเองพิมพ์เองแล้ว เจ้าตัวก็ยังออกแบบปกและโฟโต้ช็อปเองอีกด้วย ก็ดูเก๋ไปอีกแบบ แต่เล่มนี้ง่ายไปมั้ยอ่ะ ดูเป็นมือสมัครเล่นไปหน่อย

แคทเธอรีน แกรนท์ หนีเสือปะจระเข้ จากโจรปล้นรถม้าโดยสาร (เสือ) มาเจออินเดียนแดง (จระเข้) และก็หนีจากจระเข้มาเจอ เกตัน นักรบอาปาเช่ผู้เกลียดชังคลั่งแค้นคนขาวสุดชีวิต คนขาวทุกคนที่เจอต้องฆ่าให้หมด แต่เพราะคำสัญญาที่รับปากน้องชายว่าจะไม่ฆ่าไม่ทำร้ายหญิงสาวผู้นี้ เกตันจึงต้องร่วมเดินทางกับแคทเธอรีน เพื่อพาหญิงสาวเอาตัวรอดจากดินแดนเถื่อนแถบชายแดนสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก

ธรรมดาเราไม่ค่อยชอบพระเอกอินเดียนแดงเท่าไหร่ รวมไปถึงบรรดาผู้ชายเถื่อนๆ พวกไวกิ้ง โจรสลัด หรือท่านชีคท่านเชค ทั้งหลายเนี่ย ไม่ค่อยอยากอ่าน ไม่ถูกจริตกับพวกวางก้าม สมองยังไม่พัฒนาพ้นยุคฟาดหัวผู้หญิงลากเข้าถ้ำ ช่วงแรกๆ เกตันก็มาแนวโหดเต็มที่ เป็นนักรบที่คอยดักปล้นดักฆ่าพวกคนขาว เพราะมีความแค้นฝังใจที่พ่อแม่ถูกฆ่าตายตอนเขายังเด็ก ครึ่งเล่มแรก พระเอกไม่ยอมพูดกับนางเอกสักคำเลย ไม่พูดภาษาอังกฤษเพราะคิดว่าเสนียดปาก ใช้ส่งสัญญาณมือเอา แต่ดูๆ แล้ว เกตันก็ยังเป็นคนที่โอเคนะ โหดห้าวแต่ไม่ใช่พวกไร้เหตุผล ไม่เคยหาเรื่องนางเอกเลย ส่วนแคทเธอรีนก็โอเคมั้ง เป็นผู้หญิงเข้มแข็งและใจสู้ดี

แคทเธอรีนนั้นแม่ตายตั้งแต่เด็กเหลือแต่พ่อกับพวกพี่ชาย ถูกพาตะลอนไปมารอบโลก แต่พอเป็นสาวถูกบังคับให้กลับมาใช้ชีวิตกุลสตรี เธอก็เลยเข้ากับชีวิตใหม่ไม่ได้ ในขณะที่เกตันเป็นอินเดียนแดงที่แปลกแยกจากคนอื่นๆ ในเผ่า เพราะถูกคนขาวจับตัวไปตอนเป็นเด็ก บังคับให้เข้ารีตเข้าเรียนแบบคนขาว พอเขาโตก็หนีกลับมาอยู่กับพวกตัวเอง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับเต็มที่จากคนอื่นๆ แล้ว คนสองคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวกได้มาเจอกัน ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ข้ามเผ่าพันธุ์เป็นไปได้อย่างน่าเชื่อถือ สิ่งสำคัญในความรักของทั้งคู่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับในตัวตนของกันและกัน

เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ ผจญภัยไป ถูกจับก็หนี ถูกตามก็หลบ ไปอยู่แคมป์อินเดียนแดง ล่าสัตว์ ขี่ม้า แอบมองกันตอนอาบน้ำในลำธาร ตามเรื่องตามราวของแนวนี้ล่ะ ที่จริงเรื่องนี้ก็อ่านเพลินดี แต่ไม่มีจุดพีคให้ประทับใจ ไม่รู้ว่าขาดอะไรไป เหมือนตัวเล่นดี ครองเกมได้ แต่ยังยิงไม่เข้ากรอบ ชนเสาชนคาน

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

The Black Hawk - Joanna Bourne

น้ำท่วมอ่วมอรทัยกันไปตามๆ กัน ประเทศไทย บ้านของเราที่กรุงเทพฯ น้องน้ำก็จ่ออยู่ ลุ้นกันทุกวัน พะวักพะวนถึงคนทางบ้าน ส่วนตัวเราที่อยู่ทางนี้ก็ยุ่งวุ่นวายไม่ใช่น้อย เมื่อวานไปช่วยจัดถุงยังชีพ วันนี้ไปเป็นผู้ช่วยแม่ครัวทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัย พรุ่งนี้ก็จะลงพื้นที่นำของไปส่ง อย่าได้เข้าใจผิดว่าเราเป็นคนดีมีจิตอาสาเชียว แต่เขาเปิดศูนย์รับบริจาคและศูนย์พักพิงผู้อพยพกันตรงนี้ ถึงไม่ใช่หน้าที่ แต่พอมีคนมาชวนแกมบังคับให้ไปช่วย ใครจะปฏิเสธได้ลงคอ

บางวันเรานั่งเรือพายเอาสิ่งของบริจาคไปให้ชาวบ้าน บางคนก็ยิ้มสู้ บางคนก็ยิ้มแห้ง แต่ที่ติดตาคือสายตาของบางคนที่เอื้อมมือมารับถุงสิ่งของ แววตาเขาช่างว่างเปล่า เห็นแล้วใจหาย พวกเขาน้ำท่วมถึงอกมาสองเดือนแล้ว ทำให้รู้สึกว่า ความช่วยเหลือที่ให้ไปมันน้อยนิดมากเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ลำบากกันมากจริงๆ

พอหันมาเวลาจะติดตามข่าวสาร ก็ยังเจอน้ำลายท่วมจอ ท่วมบอร์ด ท่วมเว็บอีก เฮ้อ ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาทะเลาะกันนะ สถานการณ์เป็นแบบนี้ ที่จริงเราพยายามชิลนะ แต่รอบตัวเครียดๆ กันหมด ก็พาประสาทเสียไปเหมือนกัน ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีใจอ่านหนังสือ ไม่ค่อยมีอารมณ์เขียนบล็อกด้วย แต่กับเรื่องนี้อ่านจบแล้วมีอะไรอยากพูดถึงนิดหน่อย ก็สักนิดแล้วกัน

The Black Hawk - Joanna Bourne
คะแนน : 8


สามคำก่อน ปกเห่ยมาก!!! นั่นไม่ใช่เอเดรียนในใจเราเลยสักนิด
เล่มนี้คือชุด Spymaster เล่ม 4 ถึงจะผิดหวังจาก My Lord and Spymaster มา แต่ในเมื่อนี่เป็นเรื่องของเอเดรียนกับจัสตีน ที่เราถูกใจมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กใน The Forbidden Rose ยังไงก็คงต้องอ่านล่ะนะ กับการติดตามเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ยี่สิบกว่าปีของหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับหนุ่มชาวอังกฤษกับอดีตสายลับสาวสวยชาวฝรั่งเศส

เตือนสปอยล์

ถึงเราจะพอเดาออกว่า ชีวิตพระเอกนางเอกเรื่องนี้คงจะต้องผ่านอะไรเลวร้ายมาเยอะ โดยเฉพาะจัสตีน สภาพแวดล้อมจากเล่มก่อนก็ส่ออยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับรู้เรื่องราวของเธอจริงๆ ในเล่มนี้ ตอนอ่านหน้านั้นก็ทำให้รู้ตัวว่า ตลอดเวลาที่รอเล่มนี้มา เรายังแอบหวังอยู่ในส่วนลึกของหัวใจว่า เด็กโตในซ่องแต่รอดปากเหยี่ยวปากกาได้หมดอย่างดาวพระศุกร์นี่มันมีได้จริง แต่ถ้าแต่งเรื่องอย่างนั้นเราก็อาจจะหัวเราะความไม่สมจริงก็ได้นะ เฮ้อ ถอนหายใจทีนึง โลกไม่สวยทุกอย่าง ก็ต้องทำใจ แต่จุดนี้ไม่ทำให้เราชอบจัสตีนน้อยลงนะ ถ้าจะมีความรู้สึกอะไรพอกพูนขึ้นมา ก็เป็นแค่ความสงสารตัวละครเพิ่มมาเท่านั้น

ครึ่งเล่มแรกสนุกดีมาก เราชอบฉากที่เล่าย้อนความหลังสลับไปมากับปัจจุบัน ฉากรักครั้งแรกของเอเดรียนกับจัสตีน เขียนได้ดีมากจริงๆ แสดงพัฒนาการทางจิตใจของตัวละครได้ยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดาย ที่พอจัสตีนโตเป็นสาวเต็มตัว กลับทำให้เรารู้สึกชอบเธอน้อยลง ช่วงที่ตัดสัมพันธ์ ถึงจะพอเข้าใจเหตุผล แต่เราไม่ชอบวิธีการ แล้วก็รู้สึกว่า นางเอกดึงดันดื้อด้านมากไป

พอถึงครึ่งเรื่องหลังกลับไม่สนุกเท่าช่วงแรก เพราะเมื่อผ่านมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบันในเรื่อง ในหลายๆ ฉากที่จัสตีนทำและพูด ก็ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า นางเอกเรื่องนี้เป็นผู้หญิงกร้านโลกเกินไปแล้วสำหรับเรา เราเพิ่งเบื่อนางเอกเรื่อง Angel's Wolf (Nalini Singh) ที่นั่งเจ็บปวดฝังใจกับคนรักเก่ามาเป็นร้อยปี แต่พอมาเจอแบบจัสตีนที่ดูชาด้านไม่ค่อยแสดงอาการเจ็บปวดรวดร้าวอะไรมากนักตลอดเวลาที่ต้องแยกจากเอเดรียน เราก็ขัดใจอีก (จู้จี้จังแฮะ) จะเทียบว่าไงดี เธอเป็นฟักทองที่มีเปลือกหนา แต่ข้างในเนื้อนิ่มช้ำง่าย เหมือนคนที่ข้างในบอบบางเลยต้องสร้างเปลือกหนาไว้คุ้มครอง หรือเป็นหัวมันที่เปลือกบ๊างบาง แต่ข้างในแข็งโป๊ก หรือประสบการณ์ชีวิตของจัสตีนสูบความชุ่มชื่นออกจากตัวเธอหมด กลายเป็นแตงกวาที่เปลือกแข็ง แต่ข้างในแห้งหมดไม่มีน้ำ กินไม่ไหวแล้ว (อาจจะอุปมาตลกๆ หน่อย เพราะวันนี้ไปนั่งหั่นผักมา แบบเก้ๆ กังๆ สุดขีด เพราะตัวเองยังไม่เคยทำให้ตัวเองกินเลยนะเนี่ย)

เพราะเนื้อเรื่องช่วงหลังมันหันไปสนใจกับงานสายลับที่ต้องสืบหาว่าใครอยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายจัสตีนและจ้องป้ายสีให้เอเดรียน ส่วนของความเป็นโรแมนซ์เลยดูเหมือนไม่ได้พัฒนาเต็มที่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในปัจจุบัน มันขาดความหวานความซึ้ง อย่างฉากรักครั้งที่ทั้งคู่กลับมาดีกัน มันน่าจะสร้างความประทับใจได้มากกว่านี้นะ แม้แต่คำว่า I love you ของจัสตีน ก็จืดชืดธรรมดามากเลย อีกอย่างเราไม่ชอบเวลาที่จัสตีนชอบพูดตอกย้ำอดีตตัวเองกับเอเดรียน ไม่รู้คิดมากไปมั้ย แต่เหมือนเธอพูดเพื่อลองใจ ให้เขารู้สึกเจ็บร้อนแทน เราว่า จัสตีนน่าจะรู้ตัวว่า ที่เธอทำที่เธอเป็น เกิดได้ยังไง ทำเพื่ออะไร ถ้ารู้เหตุผลของตัวเองในใจ ก็ไม่เห็นจะต้องรู้สึกดูถูกตัวเอง แต่เพราะเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกชอบนางเอกเลยไม่พีค โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเรื่อง The Spymaster's Lady ถ้าลองให้คะแนนความชอบตัวละครดูคงได้ประมาณนี้ เกรย์ 8 + แอนนีค 10, เอเดรียน 8.5 + จัสตีน 8

อาจจะดูเหมือนติเยอะ แต่จริงๆ เราชอบเรื่องนี้นะ เพียงแต่คิดว่า มันน่าจะดีกว่านี้ได้ หรือไม่ก็เพราะมันมืดมนไปสำหรับเรา ถึงไม่ชอบเล่มนี้มากกว่านี้

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รวมมิตร Georgette Heyer


ช่วงนี้ไม่ยุ่งเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ว่างหรอกแค่กลับมาอยู่ระดับปรกติ ชีวิตลั้ลลาดีพอควร ทำโน่นทำนี่ตามสบาย หนังสือก็อ่านจบไปหลายเล่มนะ แต่ขี้เกียจเขียนบล็อกมากๆ เลย อ่านสะเปะสะปะไปหลายแนว อ่านเล่มที่มีเรื่องเกี่ยวกับ spacetime แล้วสงสัยว่า ตรงอาณาบริเวณรอบๆ ตัวเรานี่เวลามันเดินทางเร็วกว่าที่อื่นหรือเปล่าเนี่ย 55 ทำไมนาฬิกาหมุนไวจัง ทำอะไรเพลินๆ หน่อยเงยหน้ามาก็ผ่านไปหลายชั่วโมง แป๊บๆ ไม่ทันไรก็จะหมดเดือนอีกแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมาลุยอ่านเรื่องของ Georgette Heyer ไป 4 เล่ม คงต้องจดไว้ซะหน่อย เดี๋ยวลืมอีกว่าเล่มไหนอ่านแล้วบ้าง ทั้งสี่เรื่องเป็นแนวที่ไม่ค่อยโรแมนซ์ ออกแนว Comedy หมดทุกเรื่อง

The Unknown Ajax
คะแนน : 8.25

เริ่มจาก The Unknown Ajax เพราะมีคนที่ชอบ Cotillion บอกว่าเรื่องนี้สนุก เปิดมาอ่านไป 2-3 หน้า นี่มัน "ทายาทป๋องแป๋ง" นี่นา เคยอ่านฉบับแปลงแล้ว แต่อ่านแล้วก็อ่านอีกได้ เพราะเป็นเรื่องที่สนุกดี ชอบพระเอก มาแบบเนียนๆ แกล้งทำเป็นบ้านนอก ตลกมาก นางเอกเรื่องนี้ก็ดี แต่เรื่องมันวุ่นวายกับญาติๆ ซะเยอะ อยากให้มีฉากพระเอกคุยกับนางเอกมากกว่านี้หน่อย

ถือว่าเล่มนี้ติด 1 ใน 5 อันดับเรื่องของ GH ที่เราชอบที่สุดเลย
1. Cotillion = 9
2. Faro's Daughter = 9
3. Devil's Cub = 8.5
4. These Old Shades = 8.5
5. The Unknown Ajax = 8.25

The Convenient Marriage
คะแนน : 7

เล่มนี้เราอ่านแล้วไม่ตลกอ่ะ นางเอกเด็กมากเกินไป อายุห่างจากพระเอกเยอะมาก (เรื่องอายุพระเอกนางเอกของ GH นี่เป็นประเด็นถกกันในหมู่แฟนเลยนะ จนมีคนทำสรุปเรื่องความต่างของอายุตัวเอกแต่ละเรื่องให้ดูด้วย) อายุตัวช่างมันเหอะ แต่อายุสมองไกลกันเกิน โฮเรเชียเป็นเด็กกะโปโลก่อเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อนทั้งเรื่อง รูลก็ตามใจไปเรื่อยๆ ออกแนวเอ็นดูเด็ก จนรู้สึกว่า พระเอกโลลิค่อน นางเอกติดอ่างทั้งเรื่องไม่หายด้วย นึกว่าจะเป็นแค่แรกๆ ถ้าแนวนี้ เราชอบ Friday's Child มากกว่า นางเอกเด็ก พระเอกก็เด็กด้วย ค่อยๆ โตด้วยกัน

April Lady
คะแนน : 6.5

นี่ก็คู่สามีภรรยาที่อายุต่างกันมากอีกเรื่อง แต่เล่มนี้ไม่ชอบเลย หรือเพราะทนนางเอกมาจากเรื่องที่แล้ว เจอผู้หญิงไม่เอาไหนอีกคนก็รับไม่ไหวแล้ว นางเอกโกหกพระเอกไปเรื่อยๆ จากเรื่องไม่มีอะไรตอนแรกๆ ก็ลุกลามไปใหญ่โต เนื้อเรื่องวุ่นวายอยู่กับพี่ชายนางเอก แล้วก็น้องสาวพระเอก พระเอกโผล่มานับฉากได้ จริงๆ ถ้าชอบตัวละครก็อาจจะตลก แต่พอไม่ชอบ ก็เลยรู้สึกงี่เง่า พออ่านเรื่องนี้จบโดยไม่หลุดปากสบถใส่นางเอกเลยสักครั้งได้ รู้สึกเหมือนบำเพ็ญขันติบารมีบรรลุไปอีกขั้นเลย

The Talisman Ring
คะแนน : 8

นี่แหละ! มันต้องอย่างนี้สิถึงจะขำ เรื่องนี้ทำเราหัวเราะก๊ากหลายทีมาก ถ้าตัวละครพระเอกนางเอกฉลาดทันกันทำอะไรบ๊องๆ มันก็ตลกดี โอ๊ย ตอนนางเอกแกล้งเป็นลม แล้วพระเอกบอกว่า อาการนี้ต้องเอาน้ำเย็นสาด นางเอกก็แอบขมุบขมิบขู่ว่ากล้าเหรอ ฮามั่กมาก จริงๆ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็วุ่นวายกับตัวละครเยอะแยะ หาแหวน ซ้อนกลคนร้าย พระเอกนางเอกไม่ค่อยได้คุยกันหรอก แต่ชอบคู่นี้มาก น่ารักจริงๆ เลย พวกตัวละครอื่นก็รู้สึกโอเค หลุดๆ รั่วๆ แล้วขำทุกคน

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Lady Elizabeth's Comet - Sheila Simonson

คะแนน : 8

กำลังยุ่งๆ อยู่จนกว่างานโครงการนี้จะเสร็จก็ยังอีกหลายวัน แต่ก็ขอเบรกหน่อยเหอะ เวลาอยากอ่านเพื่อพักสมองนี่ นิยายรีเจนซี่ก็ดูเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยดี แถมเรื่องไม่ยาวอ่านจบได้เร็ว

เลดี้เอลิซาเบธ คอนเวย์ เป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครในยุคของเธอ สนใจใฝ่ฝันกับเรื่องดาราศาสตร์จนไม่อยากแต่งงานใช้ชีวิตครอบครัว เธอเป็นลูกคนโตในบรรดาลูกสาว 8 คนของท่านเอิร์ล พอพ่อตาย บรรดาศักดิ์เลยตกไปอยู่กับญาติห่างๆ ที่รุ่นพ่อไม่ถูกกัน ก็เลยไม่เคยเห็นกันมาก่อน เมื่อเอิร์ลแห่งแคลนรอสคนใหม่เดินทางมายังบ้านประจำตระกูล จึงได้พบกับการต้อนรับที่ติดจะเย็นชา แต่เมื่อเธอได้รู้จักเขามากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนแปลงไป

อ่านครึ่งแรกของเล่มด้วยความรู้สึกว่า เฮ้อ ไม่น่าเชื่อรีวิว AAR เลย คือบางทีรีวิวจากคนเดียว อ่านตามแล้วความรู้สึกอาจจะออกมาคนละทางกับเขาเลยก็เป็นได้ แล้วไม่เคยจำชื่อคนรีวิวซะที เลยไม่ค่อยรู้ว่าแนวตรงกันรึเปล่า ถ้าเป็น Amazon จะได้ความเห็นหลากหลายกว่า แต่ AAR ก็ดี ตรงที่คนรีวิวเป็นนักอ่านโรแมนซ์ขนานแท้ ก็ช่วยการตัดสินใจได้เยอะ แล้วผลสุดท้ายของเรื่องนี้ก็ออกมาดีอย่างเขาว่าจริงซะด้วย

ช่วงแรกเราไม่ชอบนางเอกเลย แล้วก็รู้สึกสงสารพระเอก มีฉากเดียวที่ปิ๊งนิดนึง คือตอนเล่นหมากรุก นอกนั้นอ่านไปแบบงั้นๆ เพราะคุณนางเอกเธอก็ยังไม่มีท่าทีอะไรกับพระเอกซะที แถมตกปากรับคำจะแต่งงานกับเพื่อนสนิทพระเอก คนที่เธอคุ้นเคยดีมาก่อนไปอีกต่างหาก จน 2/3 เรื่องแล้วเราก็ยังไม่เห็นเลยว่า พระเอกนางเอกจะมาลงเอยกันด้วยดี เรื่องมันจะขึ้นมาถึงเกรด A ได้ยังไง

แต่พอถึงฉากที่เอลิซาเบธขอถอนหมั้น ก็ทำเราตื่นเลย เป็นคำพูดบอกเลิกกับผู้ชายที่ฟังแล้วประทับใจมาก ช่างฟังดูมีเหตุมีผล ให้น่าเห็นใจเข้าใจสถานการณ์และความรู้สึกของผู้หญิงสมัยนั้น จนทำให้แว้บขึ้นมาในหัวว่า ยามที่ Jane Austen ยังมีชีวิต ตกลงแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วเปลี่ยนใจปฏิเสธวันถัดมา เธอก็อาจจะพูดอะไรทำนองนี้ก็เป็นได้

หลังจากนั้นพอนางเอกรู้ใจตัวเองแล้ว เรื่องก็อ่านสนุกขึ้นมากๆ กราฟความชอบพุ่งกระฉูด ท้ายเรื่องน่ารักจริงอะไรจริง นางเอกทำคะแนนคืนจากที่เคยขัดใจตอนต้นเรื่องได้หมด แล้วก็ชอบตอนใกล้จบ คำบอกรักหน้าตาเฉยของพระเอกเรียกรอยยิ้มได้อีก อ่านจบแล้วอารมณ์ดีสมใจ

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

The Secret Mistress - Mary Balogh

คะแนน : 7.5

แว้บอ่านนิยายได้เล่มนึง เป็นชุด Mistress เล่มใหม่ ในชุดนี้เราชอบ More Than a Mistress (คะแนน 8) แต่ไม่ชอบ No Man's Mistress (คะแนน 6) เอาซะเลย ไม่ใช่เพราะว่านางเอกเคยเป็นหญิงงามเมืองมาก่อนด้วย เพราะเราชอบเรื่อง A Precious Jewel ได้ แปลว่าอดีตไม่ใช่สาเหตุ แต่เราไม่ชอบนิสัยนางเอก รู้สึกไม่น่าเห็นใจยังไงไม่รู้ ทำให้คิดว่า เรื่องของ MB มีความหลากหลายสูง บางทีพล็อตเรื่องดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่พระเอกนางเอกไม่เหมือนกัน อารมณ์ก็ออกมาคนละเรื่องกันเลย แล้วในเรื่องชุดเดียวกัน แต่ละเล่มก็อาจจะออกคนละแนวได้อีก เวลาบอกว่าชอบชุดไหน บางทีก็ไม่ได้ชอบทุกเล่มในชุด ตอนที่เราจัดอันดับนักเขียนคนโปรดของตัวเอง เราอยากใส่ชื่อ Mary Balogh นะ แต่เพราะความที่มีเรื่องของ MB ที่เราไม่ชอบอยู่หลายเรื่อง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนเลยออกมาสูงไปหน่อย ทำให้หลุดโผ

The Secret Mistress เป็นเล่ม 3 ในชุด แต่เป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าเล่ม 1-2 ตอนแรกพอเห็นเล่มนี้ ชะงักนิดนึงเพราะนึกถึงเล่มที่แล้ว ช่วงนี้ไม่อยากอ่านอะไรมีประเด็น แต่พอนึกถึงนางเอกที่บอกว่าเป็นน้องสาวคนเล็กของพระเอกทั้งสองเล่มก่อน เท่าที่จำได้ เป็นผู้หญิงพูดจาเรื่อยเจื้อย แล้วก็แต่งตัวแปลกๆ บุคลิกแบบนั้น เรื่องคงไม่ออกมาเครียดหรอกมั้ง น่าจะเบาๆ สบายใจได้ ก็อ่านเลยไม่ต้องรอเช็ครีวิวเยอะ

เล่มนี้เล่าย้อนเรื่องราวของ เลดี้แอนเจลีน ดัดลีย์ ตอนพบรักและแต่งงานกับเอิร์ลแห่งเฮย์เวิร์ด เล่นประเด็นเรื่องแรงดึงดูดของคู่ตรงข้าม แอนจี้ออกแนวโก๊ะๆ หน่อย ร่าเริง จิตใจดี คุยจ้อไปเรื่อยๆ เวลาอ่านไปๆ ก็มีขำหน่อย เวลานางเอกพูด บางทีกว่าจะเจอเครื่องหมายอัญประกาศปิดก็ยาวเลย ส่วนเอ็ดเวิร์ด เป็นพวกเคร่งครัดเจ้าระเบียบ ตรงเป๊ะอยู่บนเส้น ถึงแม้บุคลิกภายนอกของทั้งคู่จะดูไม่น่าเข้ากันได้ แต่ก็เหมือนทั้งคู่มีสิ่งที่จะมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน ถือเป็นการแสดงฝีมือของ MB อีกครั้งที่ทำให้ตัวละครดาดๆ ภาคก่อนกลายเป็นตัวละครที่น่าสนใจสมเป็นพระเอกนางเอกได้

ถึงเรื่องนี้จะไม่เครียด แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องตลกอ่านเอาฮา แอนจี้โตมากับครอบครัวที่ไม่อบอุ่น พ่อแม่ที่ตายไปแล้วต่างก็เหลวแหลก พี่ชายสองคนก็แสบใช่ย่อย ถือว่าแอนจี้ยังโชคดี ส่วนใหญ่โตมาแบบถูกทิ้งให้เหงาคนเดียว แผลใจยังไม่มากเท่าพี่ๆ แต่เพราะความที่โตมากับคนรอบข้างแบบนั้น ทำให้เธออยากได้คนที่มั่นคงเป็นหลักยึด ก็เลยปิ๊งเอ็ดเวิร์ดตั้งแต่แรกที่เจอ เพราะความเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดของเขา

พระเอกเรื่องนี้ออกจะแข็งทื่อมาก เขาเคร่งกับตัวเองไม่พอ แต่ใครไม่เคร่งด้วย เขาก็จะตำหนิวิจารณ์ไม่พอใจ เพราะมีปมนิดหน่อยเรื่องพี่ชายที่ตายไปเป็นคนเสเพล ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นบุคลิกพระเอกที่น่ารำคาญอยู่ แต่โชคดีเราไม่รู้สึกมากเท่าไหร่ เพราะมันมีคำพูดตอนหนึ่งที่เขาพูดกับแอนจี้ตอนต้นๆ เรื่อง เกี่ยวกับการแต่งตัวของเธอ ที่ชอบใส่หมวกแต่ละใบที่คนอื่นว่าน่าเกลียด เขาพูดยาวน่าประทับใจ แต่สรุปใจความได้ประมาณว่า "สำคัญที่คุณชอบ อย่าเปลี่ยนตัวเอง เป็นผู้นำแฟชั่นดีกว่าเป็นผู้ตามไปอย่างนั้น แม้จะเป็นผู้นำที่ไม่มีใครตามก็ตาม" ถ้าเราเป็นแอนจี้ ได้ยินอย่างนี้ต่อให้ไม่ได้แอบรักอยู่ก่อนแล้ว ก็ต้องหลงรักเอ็ดเวิร์ดตอนนั้นแน่ๆ ฉากนี้ทำให้เรารู้สึกดีกับเขามาก จนไม่ถือสาหาความพฤติกรรมของเขาที่ตามมา อีตอนที่วุ่นวายวิ่งไปขอแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น ที่เขาคิดว่าเหมาะสมกับตัวเองมากกว่า

เนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรมาก อ่านสบายๆ ไปเรื่อยๆ มีแต่เหตุการณ์ธรรมดา เจอกันคุยกันตามงานเลี้ยง ตอนแรกจากชื่อเรื่อง เราก็นึกสงสัยเหมือนกันว่า หรือแอนจี้จะต้องมีปลอมตัวไปเป็นนางบำเรออะไรซะอีก แต่ไม่มีแบบนั้นหรอก เพราะมันเป็นเรื่องในชุดเลยต้องตั้งชื่อแบบนี้ อีตอนอธิบายว่า Secret Mistress หมายความว่าไง ยังหัวเราะเลย เล่นง่ายงี้เลยเหรอ แต่ก็เอาค่ะ แบบนี้เรื่องเป็นธรรมชาติดีแล้ว ถือว่าอ่านเล่มนี้รู้สึกโอเคตั้งแต่ต้นจนจบล่ะ บทส่งท้ายเล่มนี้ก็น่าประทับใจดี

ในเล่มนี้ เราเห็นพระเอกเล่มก่อนๆ นิดหน่อย แต่พอมองผ่านสายตาแอนจี้ จะเห็นว่า จอซลีน พี่ชายคนโต ยังดูเป็นดยุคเพลย์บอยอยู่ ราศีไม่ค่อยจับ ส่วนเฟอร์ดินานด์ พี่ชายคนรอง เธอก็คิดว่าคงจะเจริญรอยตามพี่ชาย ทำให้รู้สึกว่า พี่น้องบ้านนี้รักกันดีนะ แต่กลับไม่เข้าใจนิสัยและตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเลย ก็เป็นมุมกลับที่ดี เพราะในเล่มก่อนๆ พวกพี่ชายก็ไม่เข้าใจน้องสาวน้องเขยตัวเองเลยสักนิดเหมือนกัน มันก็จริงนะ บางทีเราก็อยากแสดงตัวตนลึกๆ ของเราให้คนที่รักและจะเข้าใจเราดีที่สุดเพียงคนเดียวรู้เท่านั้น

ปิดท้ายด้วยการอ่านเรื่องสั้น Now a Bride ที่เอา deleted scenes ฉากแต่งงาน ฉากกลับบ้าน ของเรื่อง More Than a Mistress + No Man's Mistress มารวมกัน บวก Epilogue ของทั้งซีรีส์ เป็นงานรวมญาติเฉยๆ ไม่มีอะไรเลย

หมายเหตุ: ผ่านมาหลายวันแล้ว ยังรู้สึกชอบพระเอกนางเอกคู่นี้ไม่หาย เพราะงั้นก็เลยเพิ่มคะแนนให้เรื่องนี้อีก 0.5 แล้วกัน

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

When Passion Rules - Johanna Lindsey

คะแนน : 7

เรื่องใหม่ของ JL ที่ไม่อยู่ในชุดไหนเลย ใช้ฉากในประเทศใหม่คือ ลูบิเนีย เป็นประเทศสมมุติเล็กๆ ในยุโรป นางเอกคือ อลาน่า เจ้าหญิงที่ถูกนักฆ่าลักพาตัวออกจากวังตอนเป็นทารก นำไปเลี้ยงดูอย่างดีจนโตเป็นสาวที่อังกฤษ โดยไม่รู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิด แต่แล้วเมื่อประเทศบ้านเกิดของเธอเกิดเรื่องวุ่นวาย จากข่าวลือเรื่องความไม่แน่นอนในการสืบทอดบัลลังก์ อดีตนักฆ่ากลับใจก็จำต้องบอกความจริงอลาน่า แล้วพาเธอกลับมาบ้านเกิด แต่เมื่อหญิงสาวเข้าไปในวังเพื่อขอพบราชา กลับพบอุปสรรคขวางทาง เป็นทหารราชองครักษ์หนุ่มรูปงาม ลอร์ดคริสตอฟ เบคเกอร์ ที่กล่าวหาว่า เธอเป็นตัวปลอมสวมรอยมา

ตอนแรกเห็นรีวิวใน Amazon แล้วใจแป้ว ดูเหมือนแฟนๆ JL ตัดใจจากเธอไปหมดแล้ว เล่มนี้เสียงวิจารณ์ก็ไม่ค่อยดี ตอนเริ่มอ่านเล่มนี้ก็หวั่นๆ หน่อย แต่พออ่านจบแล้วก็คิดว่า ถึงมันจะไม่มีอะไรโดดเด่นแบบงานสมัยก่อนจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่แย่อย่างที่กลัว อาจเพราะไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว มันก็อ่านได้เพลินๆ ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก พล็อตเรื่องหลวมๆ ไปบ้างก็ปล่อยๆ ทำใจ อ่านไปเรื่อยๆ ดีที่แต่ละบทมันสั้นๆ แป๊บเดียวจบบท เลยยังไม่รู้สึกเบื่อ ทำให้อ่านทั้งเล่มจบได้เร็วดี ตัวละครเบาๆ แต่แอบขวางพระเอกหน่อยที่วางอำนาจกับนางเอกเยอะไปนิด แต่ฉากจบสุดท้ายน่ารักดี

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Just Like Heaven - Julia Quinn

คะแนน : 6.5

อุตส่าห์เว้นวรรคหลายวัน เพราะไม่อยากให้เรื่องที่อ่านต่อจาก Kiss of Snow ต้องปีนกำแพงสูงไป แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็เข็นไม่ขึ้นจริงๆ เล่มใหม่ของ Julia Quinn นี้เป็นเล่มเปิดตัวซีรีส์ใหม่ที่มีตัวเอกมาจากตระกูลสมิธ-สมิธ เป็นชื่อที่ได้ยินบ่อยๆ จากนิยายเรื่องก่อนๆ ของเธอ กับงานแสดงดนตรีประจำปีที่ทรมานรูหูเหล่าตัวละคร ตอนสมัยที่อ่านเรื่องชุด Bridgerton เราเคยอยากให้เจ้าสาวของเกรกอรีเป็นเด็กบ้านนี้สักคน กะว่าคนที่เล่นเชลโลนั่นแหละ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สมหวัง เรื่องของเกรกอรีออกมาห่วยมาก ผ่านมาหลายปี ในที่สุด สาวๆ นักดนตรีสมิธ-สมิธ ก็ได้บทเด่นแยกเป็นซีรีส์ของตัวเองเลย

เลดี้ออนเนอเรีย สมิธ-สมิธ รู้จักสนิทสนมกับมาร์คัส ฮอลรอยด์ เอิร์ลแห่งแชตเทอริส มาตั้งแต่เด็ก เพราะมาร์คัสเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายออนเนอเรีย และเป็นแขกมาพักที่บ้านบ่อยๆ แต่เมื่อโตขึ้น หลังจากพี่ชายเกิดเหตุต้องหลบไปอยู่ต่างประเทศ เลยห่างกันไป แต่มาร์คัสก็ยังแอบดูแลอยู่ห่างๆ

เตือนสปอยล์

เริ่มต้นก็ยังโอเคอยู่ ตลกดีเหมือนกัน ทั้งพระเอกนางเอก นิสัยดี สบายๆ ไม่ใช่คนมีปมหลังฝังลึกอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเนื้อใน แต่พอถึงเนื้อเรื่องตอนที่พระเอกไม่สบาย เรื่องก็เริ่มกร่อย มันอืดและก็เยิ่นเย้อมากเลย เสียเวลากับช่วงนี้ไปเกือบครึ่งเล่ม ก็รู้อยู่หรอกว่า JQ เคยเรียนหมอ แต่เราว่า จำนวนหน้าที่บรรยายฉากการผ่าตัดแผลสมัยโบราณในเรื่องนี้ มันยาวเกินความจำเป็นสำหรับนิยายโรแมนซ์นะ แล้วสาเหตุที่เกือบตายมาจากเรื่องที่ฟังแล้วโง่ๆ ยังไงไม่รู้ ทำให้ปล่อยใจกับเนื้อเรื่องลำบาก พระเอกสะดุดตกหลุมพรางที่นางเอกขุด (ความหมายตรงตัวไม่ได้เล่นคำ) จนข้อเท้าแพลง ขาโดนมีดบาดตอนตัดรองเท้าออก แผลติดเชื้อเลยเกือบตาย ถ้าตายขึ้นมาจริง ก็คงเป็นพระเอกที่ตายอนาถที่สุดในประวัติศาสตร์นิยายโรแมนซ์ ตายเพราะเดินตกหลุม เฮ้อ บ่นนิยายแล้วก็ต้องบ่นตัวเอง คิดมากเดี๋ยวฉี่เหลืองนะ

เรื่องของ JQ มีหลายเรื่องมากที่ตัวเอกเป็นคนที่รู้จักกันดีมาก่อน ความรักค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากมิตรภาพ แต่เราก็อยากให้เธอเขียนเรื่องรักแรกพบที่น่าประทับใจ แบบเรื่องของเบเนดิกต์+โซฟี อีกทีบ้าง แล้วไม่เอาแบบหลงรักที่ต้นคอบ้าๆ นั่นด้วย เรื่องนี้เราไม่รู้สึกถึงสปาร์กของตัวละครเลย อ่านไปตั้งนาน คุยกันแบบพี่ชายน้องสาว แบบเพื่อนมาก จนครั้งแรกที่พระเอกเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาว่ารักนางเอก เหลือบตาลงไปมองที่มุมหน้าจอ Kindle มันอยู่ที่ 64% ของเรื่องแล้ว

เวลาที่เหลือก็กลายเป็นฉากเตรียมงานแสดงดนตรี สี่สาวลูกพี่ลูกน้องสมิธ-สมิธ คุยกันตลกน่ารักดี แต่ไหนล่ะพระเอก พอมาถึงในงานซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับใน Romancing Mister Bridgerton เราได้เห็นคอลิน เห็นเพนเนโลปี เห็นเลดี้แดนเบอรี ตอนแรกก็ดีใจขึ้นมาหน่อยที่ได้เจอตัวละครที่คิดถึง แต่ออกมาก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ใครไม่เคยอ่านมาก่อนก็อาจจะไม่สังเกตไม่สนใจด้วยซ้ำว่านี่เป็นใคร น่าผิดหวัง แล้วเลิฟซีนนั่นมายังไง เหมือน JQ ตกใจว่า เรื่องมาถึง 90% แล้ว ทั้งคู่ยังไม่มีอะไรกันเลย พระเอกก็ลากนางเอกเข้าหลังงานเลี้ยงดื้อๆ อะไรกันเนี่ย!?

นึกว่า JQ จะเริ่มกลับมาแล้วซะอีก ถึงเวลารึยังที่เราต้องตัดใจจากเธอจริงๆ ซะที แต่มันก็ทำใจไม่ได้ง่ายๆ ถ้าอ่านมาแค่ 1-2 เล่ม มันก็เบรกง่าย แต่นี่เคยตามอ่านกันมาตลอด

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

When Beauty Tamed the Beast - Eloisa James

คะแนน : 7.75

เรื่องนี้ชอบพระเอกและนางเอกตั้งแต่แรกเลย ตลกน่ารักดีทั้งคู่ อ่านสนุกตั้งแต่เริ่มเรื่อง ยิ่งพระเอกนางเอกมาเจอกันแล้วก็ยิ่งสนุก เวลาคุยกันมีจิก กัด ยั่ว แหย่ ให้ได้หัวเราะพรืดเกือบทุกบทเลย การอ่านเรื่องของคนที่ฉลาด มีเสน่ห์ มีอารมณ์ขัน สองคนจีบกัน มันก็เพลินจริงๆ

แต่พอเข้าช่วงที่มีประเด็นขัดแย้งกัน คำพูดพระเอกนี่เราว่าแรงไปนะ ถึงจะปากร้ายสมกับฉายาว่าบีสต์ก็เถอะ แต่ฟังแล้วโกรธแทนนางเอกค่ะ จะทำตัวงี่เง่าไม่กล้ารักเขา จะตัดเขา ก็พูดดีๆ ก็ได้ แบบนี้ดูถูกกันเกินไป อ่านถึงตรงนี้แล้ว เราหมายหัวพระเอกไว้เลยว่า นายต้องง้อนานหน่อยล่ะ ฉันถึงจะยอมยกโทษให้ แต่ปรากฏว่า รอดตัวง่ายไปค่ะ ถ้าพระเอกงี่เง่าแล้วได้บทเรียนแบบจัดหนัก เราจะไม่ติดใจ ถ้ารู้สึกว่าเขาชดใช้ได้ความทุกข์ทรมานตอนที่แยกกันอย่างสาสมแล้ว แต่ในเรื่อง พระเอกมัวแต่รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ จนแทบไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ พอนางเอกปฏิเสธเขาบ้าง ก็ดันไม่ค่อยมีบทบรรยายความทุกข์ใจของเขาเลย เลยรู้สึกว่ามันยังไม่หนำใจ

เรื่องนี้อาจจะโชคร้ายที่เราเอามาอ่านตอนจังหวะไม่ดีค่ะ เพราะว่าพออ่านถึงช่วงท้ายตอนเฝ้าไข้กัน เรื่อง Kiss of Snow ก็มาพอดี สมาธิแตกกระเจิง เลยเจออ่านแบบเร่งสปีดเอาให้จบ เพราะใจมันไปเรื่องโน้นแล้ว

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

After Innocence - Brenda Joyce

คะแนน : 6.5

นี่เป็นนิยายเก่า เอามาอ่านเพราะไปเจอรายการ Favorite Lists ของนักอ่านคนหนึ่ง ในลิสต์นั้นมีเล่มที่เราชอบเยอะดี เห็นเล่มนี้อยู่ด้วยก็สนใจ ไปดูดาว Amazon ก็เห็นดี ยังไม่เคยอ่านของ Brenda Joyce เลย ลองดู เผื่อจะเข้าแก็ป แต่พออ่านแล้วนี่ไม่ใช่แนวเราแฮะ

เตือนสปอยล์

ฉากที่นางเอกเจอพระเอกครั้งแรกนี่อ่านแล้วอึ้ง ที่ผ่านมาเราก็นึกว่าเราอ่านโรแมนซ์มาพอควรแล้วนะ เจอเล่มนี้รู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนวิชาเลย นางเอกมาวาดรูปเล่นที่ชายหาด เห็นพระเอกเดินมาแต่ไกลก็สะดุดตาทันที พอดีมีผู้หญิงที่พระเอกมีความสัมพันธ์อยู่ด้วยมาคลอเคลีย พัลวันกันอยู่ ตอนแรกฝ่ายชายก็ไม่เอา ไม่ชอบทราย แต่พอดีพระเอกเกิดเหลือบไปเห็นมีผู้หญิงแอบมอง ก็เกิดคึกขึ้นมา เลยแสดงหนังสดให้ดูซะเลย นางเอกก็จ้องตาค้างดูจนจบ เวรกรรม! นางเอกเป็นพวกถ้ำมอง พระเอกเป็นพวกชอบโชว์ เป็นฉากเปิดตัวพระ-นางที่ทำเอาเราเหวอที่สุดเลย ไปต่อแทบไม่ถูก

จบฉากเปิดเรื่องอันแสนจะน่ากระอักกระอ่วนไปได้ก็ค่อยยังชั่ว สาวถ้ำมองชื่อโซฟี โอนีล ตอนเด็กเธอเคยตกบันไดข้อเท้าหัก จนโตมาก็ยังขาเกอยู่หน่อย เป็นสาวอายุ 20 ที่เก็บเนื้อเก็บตัว ชอบวาดรูปอยู่คนเดียว ส่วนหนุ่มนักโชว์ชื่อ เอ็ดเวิร์ด เดลันซ่า เป็นเสือผู้หญิง รูปหล่อ ร่ำรวย ที่เยาะหยันการแต่งงาน พอเอ็ดเวิร์ดเห็นว่าโซฟียังเด็กอ่อนต่อโลก ไม่ใช่สาวกร้านโลกอย่างที่เขานึกตอนแรก ก็เกิดรู้สึกผิดแล้วก็สงสารขึ้นมา ก็เลยพยายามมาทำดีด้วยเพราะอยากให้โซฟีกล้ามีความสุขกับชีวิต แล้วก็ช่วยให้กำลังใจโซฟี ให้สามารถปลดปล่อยพรสวรรค์ทางการวาดรูปออกมา

พระเอกโรแมนซ์ที่เคยเจ้าชู้เสเพลนี่มีเยอะ แต่พอมาอยู่ในนิยายที่กำลังอ่าน ก็ไม่ค่อยเห็นออกลายเท่าไหร่ แต่แบบเอ็ดเวิร์ดนี่ รู้สึกว่าเขาเป็นตัวอันตรายกับผู้หญิงจริงๆ เลย เอ็ดเวิร์ดมาด้วยเจตนาดีนะ แต่ทำเอาโซฟีหลงเขาหัวปักหัวปำ ผู้หญิงถูกล่อลวงแบบโทษผู้ชายไม่ได้สักคำ เป็นฝ่ายไปเข้าหาเขาเอง เรื่องราวช่วงครึ่งเล่มแรกเขียนได้ดี แล้วก็น่าติดตามมากเลย บรรยายอารมณ์ความรู้สึกตัวละครได้ชัดดี ช่วงนี้อ่านแล้วชอบจริงๆ แหละ เริ่มเข้าใจคนที่เลือกเข้าลิสต์

แต่พอเลยครึ่งเรื่องไป พอมีอะไรกันแล้วนั่นแหละ พระเอกน่ะจะรับผิดชอบแต่งงานด้วยนะ แต่นางเอกเราดันสติแตก เวิ่นเว้อ ทำใจไม่ได้ถ้าเขาไม่รัก เรื่องมันก็ห่วยลงไปทันตา หนีไปหนีมาจากนิวยอร์กไปปารีส จากปารีสกลับมานิวยอร์ก หอบลูกข้ามมหาสมุทรไปมา ความอดทนของเราก็หมดไปเรื่อยๆ แล้วแม่ของนางเอกซึ่งเป็นผู้หญิงนิสัยน่ารังเกียจมาก ก็มีบทเยอะเหลือเกิน เวลาแม่ลูกพร่ำเพ้อฟูมฟายใส่กัน นี่จะบ้าตาย ทำใจกับตัวละครอารมณ์รุนแรง ศิลปินติสท์แตก จนไม่เหลือความคิดสติสตังอยู่กับตัวเลยไม่ได้ ทั้งนางเอกและพระเอกทั้งคู่เลย พูดกันดีๆ ไม่เป็นเหรอ ใส่อารมณ์มามากไป ช่วง 50 หน้าสุดท้าย อ่านข้ามแหลก ทนไม่ไหวแล้ว กว่าจะถึงหน้าสุดท้าย เฮ้อ จบซะที ละเหี่ยใจจริงๆ อ่านแล้วเหนื่อยมาก

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Love In The Afternoon - Lisa Kleypas

คะแนน : 8

Blogger เดี้ยงไปสองวัน เข้าอัปเดตไม่ได้ พอกลับมาก็ทำโพสต์กับคอมเมนต์ช่วง 1-2 วันก่อนหน้านั้นหายด้วย เคืองนะ -_-+ ดูหน้า Blogger Status ที่เขารายงานไว้ ทำให้รู้ว่า มันเอ๋อมาหลายทีแล้วนี่นา งั้นแต่ก่อนไอ้ที่เรางงกับอาการแปลกๆ ของบล็อก บางทีก็ล็อกอินไม่ได้ นึกว่าเป็นที่เครื่องตัวเอง ที่แท้อาจเป็นที่ตัวเว็บ บริษัทใหญ่ระดับ Google ไม่น่าพลาดขนาดนี้เลย

ในที่สุดก็เจอเรื่องของ LK ที่เราชอบจริงๆ จนได้ ขอบคุณผู้แนะนำนะคะ Love In The Afternoon เป็น Hathaways เล่ม 5 ตอนแรกก็ลังเลหน่อยนะคะว่า ควรไปเริ่มอ่านจากเล่ม 1 จะได้รู้ความเป็นมาตัวละครก่อนดีรึเปล่า แต่กลัวจะถอดใจไล่มาไม่ถึงเล่มสุดท้าย เหมือนเล่มนี้คนชมที่สุดในชุด เริ่มเล่มนี้แหละ

บีเอทริกซ์ แฮธาเวย์ เขียนจดหมายตอบคริสโตเฟอร์ แทนเพื่อนสาว ด้วยความสงสารนายทหารหนุ่มที่ต้องจากบ้านไกลไปรบในสงคราม แต่มันก็เริ่มเลยเถิด จาก จ.ม. ธรรมดาที่โต้ตอบกันก็ค่อยๆ กลายเป็นจดหมายรักสื่อใจทั้งสอง แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ เมื่อชื่อที่ลงท้ายจดหมายนั้นไม่ใช่ชื่อเธอ

แค่เริ่มต้นก็สนุกแล้ว ปมที่ผูกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องมันเปิดโอกาสให้ลุ้นได้เยอะดี ว่าเรื่องจะคลี่คลายออกมายังไง และจดหมายที่ทั้งคู่เขียนโต้ตอบกัน อ่านแล้วสนุกดี เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ผ่านตัวหนังสือเลย มีทั้งอารมณ์ขัน ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และปลอบประโลม จดหมายฉบับหลังๆ นี่ภาษาไพเราะราวกับบทกวี และฉบับสุดท้ายนี่ อ่านแล้วเหมือนรู้สึกว่า เขียนมาจากอารมณ์เกือบหัวใจสลายจริงๆ

การเขียนจดหมายนี่มันดูโรแมนติกกว่าจริงๆ ด้วยนะนี่ แบบอีเมล์รักนี่มันคงไม่ค่อยซึ้ง อารมณ์รอว่าเมื่อไหร่เขาจะตอบมาก็ไม่มี ลายมือก็ไม่เห็น จะพกติดตัวมาอ่านแล้วอ่านอีกเป็นพันเที่ยวในมือถือก็ดูไม่คลาสสิค เราว่าจดหมายนี่เขียนยากนะคะ ในชีวิตเรานอกจากที่คุณครูภาษาไทยให้เขียนแล้ว ก็ไม่เคยเขียนถึงใครอีก โตมามันก็เป็นการสื่อสารรูปแบบอื่นแล้ว โทรศัพท์ อีเมล์ เลยเขียนไม่ค่อยเป็น แถมเราไม่เคยเขียนไดอารี่เลย เพิ่งเริ่มเขียนบล็อกไม่นานเอง นึกอะไรได้ก็จิ้มคีย์บอร์ดลงไป อยากเติมตรงโน้นตรงนี้ก็ง่ายดี แต่ถ้าเขียนลงสมุดนี่ คงต้องคิดแล้วคิดอีก ถ้ามีขีดฆ่าไปมาคงเละดูไม่ได้ แต่ละคำในจดหมายมันถึงดูเป็นคำที่ผ่านการกลั่นกรองจากใจมาอย่างดี

เหมือนเนื้อเรื่องจะไม่ค่อยมีอะไร แต่ก็น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ มีขำหลายฉากเหมือนกันนะ อีตอนที่บีพลิกตัวนอนคว่ำให้ สำลักน้ำเลย ลืมคำเตือนว่าห้ามกินอะไรตอนอ่านนิยาย ตอนที่เคลียร์ประเด็นสำคัญกันได้ เราก็นึกว่าจะจบ แต่ยังเหลืออีกเกือบครึ่งเล่ม แล้วมันจะมีเรื่องอะไรต่อล่ะ แต่ LK ก็ปล่อยประเด็นออกมาดึงความสนใจได้เรื่อยๆ ไม่มีอืดเลย ช่วงท้ายเรื่องนี่มันอาจดูเนือยๆ หน่อย แต่ถ้าคิดจากสิ่งที่พระเอกประสบมาก็สมจริงแล้ว ถ้ารวบรัดตัดเร็วไปคงไม่ดี เขียนแบบนี้ก็ยิ่งทำให้เชื่อในความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากขึ้น

เราชอบพระเอกและนางเอกทั้งคู่เลย บีเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีการท่ามากเลย ชื่อบีเอทริกซ์นี่ LK ตั้งบูชาครูใช่มั้ยนี่ รักสัตว์ รักธรรมชาติ ตอนแรกเราไม่คิดอะไร แต่พอท้ายๆ ที่พูดเรื่องสมาคม เออนี่มันเหมือนชีวิต Beatrix Potter คนเขียนเรื่อง "กระต่ายน้อยปีเตอร์" นี่นา เลี้ยงเม่นเหมือนกันด้วย (แต่เรื่องจริงเหมือนเธอไม่ได้รับการยอมรับจากสมาคมนะ สมัยนั้นพวกตาแก่เคราเฟิ้มหัวโบราณยังไม่ยอมรับผู้หญิง ในด้านความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์กับธรรมชาติ ตอนหลังร้อยปีเพิ่งมาขอโทษ ไม่แน่ใจชื่อสมาคม แต่อยู่ในบทความที่อ่านในนิตยสารสารคดี ฉบับเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ล่ะ)

คริสโตเฟอร์ก็ดีค่ะ นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เราได้เห็นผลของสภาพจิตใจตัวละคร ที่ไปผ่านการต่อสู้ในสนามรบมาแบบลงรายละเอียดดี การที่พระเอกไปรบแล้วกลับมาเปลี่ยนไป นี่มันมีในนิยายโรแมนซ์หลายเรื่องนะ แต่เรื่องนี้เราว่า เขียนได้ชัดเจนสมจริง ไม่มากไปน้อยไป ทำให้เห็นใจ และไม่รำคาญ ดีที่เขาไม่โยกโย้มากเรื่องความสัมพันธ์ และพระเอกรักนางเอกมากจริงๆ นะ เราจำได้ล่ะ พระเอกของ LK จะชอบพูดจาหวานๆ อย่างนี้ล่ะ แบบผมจะปกป้องคุณทุกอย่าง โดยเฉพาะจากตัวผมเอง อ่านไปบางทีก็ต้องถอนหายใจ เฮ้อ พูดเพราะจัง ประทับใจ

ระดับความหวานของคำพูดคริสโตเฟอร์นี่ หวานเต็มพิกัดที่เราพอรับได้พอดีนะคะ ถ้ามากกว่านี้อีกนิดเดียว เราก็ไม่ไหวแล้วค่ะ ไม่รู้เป็นไร แต่เราฟังภาษาดอกไม้ของผู้ชายได้ไม่มากอ่ะค่ะ แบบตอนรพินทร์พูดกับคุณหญิงดารินนี่ อ่านแล้วขนลุก เหมือนมดขึ้นตัว แบบ Nicholas Sparks นี่เลี่ยนจนกลืนไม่ลงเลย อ่านไม่ไหว สรุปว่าถ้าเป็นเรื่องรัก ต้องอ่านของนักเขียนหญิงเท่านั้น ไม่รู้เรื่องก่อนๆ ของ LK ที่เรารู้สึกขัดๆ เพราะพระเอกหวานไปรึเปล่า แต่เรื่องนี้ล่ะกำลังดีเลย เราดีใจจังค่ะ ที่ในที่สุดเราก็ชอบ LK ได้จริงๆ ซะที จะได้เลิกรู้สึกแปลกกว่าชาวบ้าน ^_^

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

Dangerous in Diamonds - Madeline Hunter

คะแนน : 7.5

Rarest Blooms #4 เล่มจบของซีรีส์ ครึ่งเล่มแรกสนุกมาก กรี๊ดสลบกับจอมแสบคาสเซิลฟอร์ด เป็นตัวละครที่ชอบมาก่อนจะเปิดหน้าแรกของเล่มนี้ ตอนเล่มหนึ่งเราไม่ชอบเขา พอเล่มสองยังจำฉากแรกที่ทำให้เราหลงเสน่ห์เขาได้เลย เป็นตอนที่ฮอว์คเวลส์มาขอคำปรึกษาว่า ถ้าผู้มีอำนาจจะทำให้ผู้ชายคนหนึ่งหายตัวไปจะทำไง แล้วคาสเซิลฟอร์ดดันนึกว่าเพื่อนจะทำก็ให้คำแนะนำแบบหน้าซื่อตาใสมา แล้วฮอว์คเวลส์หันมาถามเซบาสเตียนว่า ฆ่าหมอนี่ได้ไหม ก๊ากเลย ขำกับเรื่องวันอังคาร แล้วเล่มนี้ก็ไม่ผิดหวังกับพระเอกเลย ชอบฉากที่คาสเซิลฟอร์ดคุยกับฮอว์คเวลส์จัง ตลกดี กับฉากที่แดฟนีปฏิเสธคาสเซิลฟอร์ด ด้วยข้ออ้างตามที่ซีเลียแนะนำ ฮามาก

แต่ด้วยความที่รออ่านเล่มนี้มานาน ก็ไม่อ่านเรื่องย่อหรือรีวิวเลย กะว่าเดี๋ยวลุ้นเอง เราเลยไม่ได้เตรียมใจ ปรากฏว่า พอครึ่งเล่มหลังเรื่องเริ่มเครียด อ่านจบแล้วปวดหัวหนึบๆ ไม่น่าเลย ถ้าเรื่องไหนมีประเด็นเราอยากรู้ตัวก่อนอ่าน เดี๋ยวทำใจได้ก่อนค่อยกลับมาเขียนแล้วกัน

ต้องทำใจอยู่หลายวัน ถึงจะพอบอกความคิดตัวเองออกมาได้ มีสปอยล์ประเด็นสำคัญ



ไม่ได้ตั้งตัวจริงๆ กับประเด็นเรื่องนางเอกเคยถูกข่มขืน ถึงรู้ก่อนเราก็จะยังอ่านเรื่องนี้อยู่ดีแหละ แต่จะได้เตรียมใจให้เรียบร้อย ไม่ตกแอ้กมาเจ็บแบบนี้ ประเด็นนี้มันเครียดและหนักหัวเรามากจริงๆ นะ เคยอ่านสัมภาษณ์นักกิจกรรมทางสังคม เขาบอกว่า เราอยู่ในสังคมที่มีความรุนแรงทางเพศสูง ไม่ต้องพูดถึงสถิติตัวเลขด้วยซ้ำ เพราะแม้แต่ผู้หญิงทั่วไปที่ไม่เคยเจอภัยคุกคามกับตัวเลยสักนิด ก็ยังรู้สึกเสี่ยงและกังวลกับภัยด้านนี้กันทั้งนั้น จากข่าวคราวรอบตัว แปลว่าสังคมมันแย่จริงๆ เราก็ว่าจริงมากๆ เลย ดูซิ ฉันนอนอ่านนิยายอยู่เฉยๆ ยังไม่สบายใจกับเรื่องได้ขนาดนี้เลย

ประเด็นอดีตเครียดของนางเอกไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่ชอบเรื่องนี้เท่าที่ควร แต่เรื่องของเรื่องก็คือเราคิดว่า แดฟนีไม่ดีพอสำหรับคาสเซิลฟอร์ดต่างหาก อ่านเล่มนี้แล้วเรารู้สึกเหมือนตอนที่เราอ่าน Slightly Dangerous ของ Mary Balogh ที่เราชอบวูล์ฟริคมากๆ มาจากเล่มก่อนๆ ของซีรีส์ แต่พอถึงเล่มของเขาเอง นางเอกของวูล์ฟริคธรรมดามากๆ (ดูสิ ชื่อยังจำไม่ได้เลย) เรื่องนั้นทั้งเรื่องอยู่ในระดับที่เราชอบ 8.5 เพราะพระเอกคนเดียวเลย จนจบเรื่องที่เราคิดกับนางเอกก็คือแค่ว่า ยังไงเธอก็เป็นคนที่วูล์ฟริครัก เราถึงเชียร์ให้เขาสมหวัง คงประมาณเหมือนแม่ที่ไม่ได้ชอบหน้าลูกสะใภ้มากหรอก แต่อยากเห็นลูกตัวเองมีความสุข เขารักใครชอบใครก็ต้องเอาใจช่วย

แต่ Dangerous in Diamonds แย่กว่านั้น ทั้งเรื่องเหมือนคาสเซิลฟอร์ดแบกรับบทบาทที่จะทำให้คนอ่านชอบอยู่คนเดียว แดฟนีไม่ช่วยอะไรเลย ไม่มีบทตรงไหนที่ทำให้เราชอบเธอเลย แถมยังติดลบด้วย อ่ะ พอพูดอย่างนี้ปุ๊บ นางมารที่ชอบประชดประชันในใจเราก็แหย่ทันที อคติล่ะสิ นางเอกไม่เวอร์จิ้นปุ๊บ ก็ไม่ชอบทันที แต่นางฟ้าช่างมีเหตุมีผลในใจของเราก็แก้ตัวเป็นพัลวันทันที เฮ้ย ไม่ใช่นะ เพราะทีเรื่อง Indiscreet ของ Mary Balogh อีกเช่นกัน นางเอกเคยมีประสบการณ์เลวร้ายเหมือนแดฟนีเปี๊ยบเลยนะ เรื่องนั้นเรายังชอบเลย (แต่เราก็ไม่ชอบ Secrets of the Heart เอาซะเลยเหมือนกัน) ในกรณีแบบนี้ ผู้หญิงไม่ใช่ฝ่ายผิด ถึงจะไม่ชอบอ่านเพราะจะทำให้ไม่สบายใจ แต่ไม่ได้เอาประเด็นนี้มาเกี่ยงงอนกับนางเอกแน่ๆ

เรานึกไม่ค่อยออกว่าคาสเซิลฟอร์ดเห็นอะไรในตัวแดฟนีนอกจากสวย ที่คาสเซิลฟอร์ดกลับตัวเลิกสำมะเลเทเมา ก็เหมือนเขาเลิกของเขาเองมากกว่า ไม่ได้เกิดจากการอยากกลับตัวกลับใจเพื่อความรัก (ว่าแต่เลิกเหล้าง่ายจังแฮะ เราติดน้ำอัดลมอยากเลิกตั้งหลายที ยังเลิกไม่ได้เลย) แค่ผู้หญิงเล่นตัวนิดหน่อย จริงๆ ถ้าผู้ชายไม่ยั้งเอง ก็ไม่รอดด้วยซ้ำ เหมือนจะง่ายไปนิดด้วยสำหรับผู้หญิงที่เคยผ่านความหลังเลวร้ายมา จุดสำคัญที่ทำให้เราไม่ปลื้มแดฟนีคือ เธอไม่เคยพูดตรงๆ กับคาสเซิลฟอร์ดเลย ให้คาสเซิลฟอร์ดต้องพยายามเข้าใจเธอเอาเองตลอด โชคดีที่พระเอกฉลาดนะนี่ รู้เรื่องเองและเข้าใจยอมรับเองได้ จนจบเรื่องแดฟนีก็ไม่เคยบอกเลยว่ามีแผนจะทำอะไร แล้วยังจะเรื่องสำคัญตอนท้ายเล่มอีก เราว่าเอาเวลาที่เล่นเซ็กส์เกมยอมถูกมัดคือเชื่อใจอะไรนี่ มาพูดเปิดใจกันตรงๆ ดีกว่ามั้ย ไม่รู้สิ แต่คนที่นอนด้วยกันแล้วไม่คุยกัน เหมือนมันเป็นความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย

ที่จริงเรื่องนี้ไม่แย่นะ แต่น่าเสียดายที่มันทำให้เราชอบมากกว่านี้ไม่ได้ ถึงเราจะชอบคาสเซิลฟอร์ดมากๆ และกด Like ให้กับบทบาทพระเอกของเขาในเล่มนี้ แต่คาสเซิลฟอร์ดคนเดียวแบกเรื่องไปไม่รอด เพราะโดนแดฟนีถ่วงน้ำหนักมากไป บทสรุปของซีรีส์นี้จึงลงเอยแบบที่ทำให้เราเสียความรู้สึกพอสมควร กลายเป็นภาพรวมจบไม่ค่อยสวยนัก เราคงไม่ค่อยชอบสไตล์นางเอกของ Madeline Hunter เท่าไหร่มั้ง ทั้งซีรีส์เราชอบออเดรียนน่าคนเดียว เรื่องอื่นๆ ของเธอที่เคยอ่าน ถ้าชอบก็มักจะชอบที่พระเอกมากกว่านางเอก

อีกอย่างที่ไม่ชอบคือบทสรุปของตัวร้าย เหมือนจะไม่สาสมเลย แต่ประเด็นนี้มันก็ทำให้ต้องคิดหนักอีก ที่เรารู้สึกขัดแย้งสับสนคือ ถ้าเราเรียกร้องให้ลงโทษหนักๆ ในทางสะท้อนกลับ คือ เรามองว่านี่เป็นสิ่งร้ายแรงมากใช่มั้ย มันจะเป็นการซ้ำเติมพวกผู้เคราะห์ร้ายรึเปล่า มันคงรู้สึกสวนทางกัน ถ้าเราอยากบอกผู้ถูกกระทำว่า ไม่เป็นไรๆ เรื่องแค่นี้ไม่ต้องฆ่าตัวตายแบบหนังจีน ทำใจเถอะ แต่จะไปเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำหนักขึ้น ไอ้ชั่วมันสมควรตาย มันแย้งกันมั้ย หรือไม่แย้งหรอกคนละส่วนกัน แล้วการแสดงความสงสารเหยื่อมากๆ เขาต้องการรึเปล่า จะทำให้การเยียวยาจิตใจยากขึ้นมั้ย เหยื่อไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวอายมากกว่า คนชั่วก็ยิ่งลอยนวล แต่ถ้าเปิดเผยเพื่อเอาเรื่อง แน่ใจได้ไงว่า สายตาสงสารจากสังคมที่อาจจะติดไปนานชั่วชีวิตมันจะไม่ยิ่งเลวร้ายกว่า เราไม่รู้จริงๆ ว่ากับประเด็นแบบนี้ควรจะคิดยังไง ตกลงใจกับปัญหาเชิงจริยธรรมแบบนี้ไม่ได้ อะไรที่มันหาแห่งที่ของตัวเองในสมองไม่เจอ ขวางอยู่กลางมันก็เลยเป็นประเด็นรบกวนใจ โอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

Sing My Name - Ellen O'Connell

คะแนน : 7

โรแมนซ์แนวตะวันตกเรื่องที่สองของ Ellen O'Connell ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องแรกเลย เป็นเหตุการณ์หลังสงครามกลางเมืองจบลง แมทธิว สเลด อดีตทหารฝ่ายใต้ ถูกมั่วจับตัวมาเป็นนักโทษในความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ ถูกคุมตัวมากับขบวนของกองทหารที่กำลังเดินทางสู่ตะวันตก ในขบวนมี ซาร่าห์ แฮมมอนด์ หญิงสาวที่กำลังจะเดินทางไปแต่งงานกับคู่หมั้นนายทหาร รวมอยู่ด้วย ระหว่างทางถูกอินเดียนแดงโจมตี เหลือรอดแค่แมทกับซาร่าห์ แล้วเขากับเธอก็ต้องพยายามหนีเอาตัวรอดมาถึงป้อม

ช่วงต้น 1/3 เรื่องสนุกมากๆ แมทกับซาร่าห์เดินทางหนีอินเดียนแดง และก็ทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ ต้นเรื่องทั้งคู่ยังอายุน้อยอยู่ แค่ยี่สิบต้นๆ ก็ยังไม่ค่อยประสีประสาเท่าไหร่ ขำแมทเหมือนกัน ส่วนใหญ่เห็นพระเอกเชี่ยวชาญโชกโชนเรื่องผู้หญิงมาเยอะ เจอพระเอกแบบไม่ค่อยเป็นก็ตลกน่ารักดี

แต่พอหนีมาถึงป้อมได้แล้ว เจอคู่หมั้นนางเอกเล่นงานซะ อารมณ์เรื่องเปลี่ยนไปเลย สงสารพระเอกนางเอกมากๆ ว้า ไม่ไหว มันแรงไปสำหรับเรา แมทโดนขนาดนั้น เรื่องอื่นที่มีพระเอกต้องพบชะตากรรมเลวร้าย มันมักจะเป็นเรื่องราวย้อนหลัง แต่เรื่องนี้เราเห็นพระเอกจากที่เป็นเด็กหนุ่มสดใสก่อน พอชีวิตพลิกผันก็ยิ่งรู้สึกน่าสะเทือนใจหนัก ช่วงกลางเรื่องรันทดหดหู่เกินไปสำหรับเรา แมทกับซาร่าห์ต้องแยกจากกันนานมากๆ 7-8 ปี

กลับมาเจอกันก็โน่น 2/3 เรื่องแล้ว แมทกลายเป็นพวกมือปืนรับจ้างทำงานคุ้มครอง ช่วงนี้ก็ไม่สนุกอีก เอือมมากๆ เลยเวลาเจอพระเอกที่ผลักไสนางเอก ด้วยเหตุผลว่า ฉันไม่คู่ควรกับเธอหรอก ไปแต่งงานกับคนอื่นเถอะ ชีวิตเธอจะได้ดีกว่าอยู่กับฉัน ไม่ชอบเคสแบบนี้เลยสักนิด เรื่องไหนมาแนวนี้จะเซ็งมาก อย่าดูถูกกันได้มั้ย ไม่ต้องมาตัดสินใจแทนอีกฝ่ายหรอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี เขาคิดเองเลือกเองได้ อย่าดูหมิ่นน้ำใจคนที่รัก ซาร่าห์อุตส่าห์อดทนเฝ้ารอพยายามทำทุกอย่างเพื่อแมท จากที่เคยเป็นคุณหนู ถ้าไม่หนักแน่นมั่นคงจริงจะลำบากลำบนกัดฟันสู้ทนมาถึงป่านนี้ได้ไง เห็นแมทงี่เง่าแบบนี้ ขี้เกียจเชียร์เลย อ่านตอนที่แมทเล่นตัวแล้วซาร่าห์คันไม้คันมืออยากยิงสั่งสอน เราก็แอบยุ เออ เอาเลือดง่าวหมอนี่ออกบ้างก็ดีนะ

ถ้าเทียบกับ Eyes of Silver, Eyes of Gold เรื่องนี้มีพล็อตใหญ่กว่า เนื้อเรื่องเยอะกว่ามาก ฉากก็กว้างกว่า เห็นบรรยากาศตะวันตกแนวคาวบอยเต็มที่ และอาจจะพูดได้ว่า เห็นการพัฒนาและการเติบโตของตัวละครมากกว่า แต่เราว่า สำหรับการเป็นนิยายโรแมนซ์ ผู้แต่งพลาดซะแล้วล่ะ ที่ให้ความสำคัญผิดที่ ไปเน้นที่การดำเนินเรื่องจนละเลยเรื่องความสัมพันธ์ของพระ-นาง ยิ่งตอนท้าย ที่แมทไปเคลียร์พวกปัญหาเรื่องไร่ เรื่องที่ดิน คนปล้นวัว พวกนั้น มันไม่ได้โฟกัสเกี่ยวกับตัวพระเอกนางเอกเลย กลายเป็นยืดยาดน่าเบื่อ น่าเสียดายจัง มีตัวละครดีๆ อยู่ เอาไปละลายกับเนื้อเรื่องน้ำๆ จนจืดเลย กลับไปย้อนอ่านตอนสนุกๆ ของ EoS, EoG กรี๊ดคู่คอร์ดกับแอนน์แทนดีกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

Eyes of Silver, Eyes of Gold - Ellen O'Connell

คะแนน : 8.5


ไปอ่านกระทู้ AAR มาอีก เจอพูดถึงเรื่องนี้แล้วสนใจ เห็นราคา Kindle edition แค่ $2.99 เป็นเรื่องที่นักเขียนเขาทำขายเอง ไม่ผ่านสำนักพิมพ์ ไม่ค่อยได้อ่านแนวตะวันตกเท่าไหร่ เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องบอลล์รูมมาเป็นท้องทุ่งกว้างบ้างก็ดีเหมือนกัน คะแนนรีวิวเรื่องนี้ดีมากเลย ลองซะหน่อย

Eyes of Silver, Eyes of Gold เป็นโรแมนซ์ย้อนยุคที่ใช้ฉากในโคโลราโด ในปี 1885 แอนน์ เวลส์ หญิงสาววัย 28 ปี หนีออกจากบ้าน เพราะถูกพ่อจับขังเพื่อบังคับจะให้แต่งงานไปกับชายแก่คราวพ่อ เธอแอบมาหลบในโรงนาของ คอร์ด เบนเนตต์ ชายหนุ่มลูกครึ่งอินเดียนแดง เมื่อพ่อของเธอยกพวกตามมาเจอแอนน์อยู่กับคอร์ดในบ้าน ก็โกรธมาก บังคับให้ทั้งคู่แต่งงานกัน แล้วซ้อมคอร์ดกะให้ตาย แอนน์ช่วยพยาบาลคอร์ดจนรอด เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกลายเป็นโชคดีของชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสอง ทำให้ได้โอกาสมาตั้งต้นชีวิตร่วมกัน

พระเอกนางเอกเรื่องนี้น่ารักมากกกกกกกกก แซมเปิลให้ดูสักฉาก ตอนคอร์ดขอให้แอนน์อยู่กับเขาต่อ แอนน์บอกไม่เอาล่ะ นี่ไม่ใช่การแต่งงานที่แท้จริง
คอร์ด : "ก็ได้ แล้วคุณจะทำยังไงต่อ ตัวคุณกับเงิน 20 ดอลลาร์เนี่ย"
แอนน์ : "เอ่อ ฉันคงไปหาป้าคลาร่าไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นฉันจะหางานทำ ฉันเย็บผ้าได้ดี ทำอาหารเก่ง แล้วคนก็ชอบพูดว่า ฉันมีการศึกษาดีเกินไปมากสำหรับลูกผู้หญิง ฉันอาจสอนหนังสือก็ได้"
คอร์ด : "เยี่ยม พอเงินคุณจวนหมดแล้วกำลังจะยอมขายตัวหากิน ช่วยเหลือเงินไว้พอเป็นค่าโทรเลขส่งมาบอกผมนะ ผมจะไปเป็นลูกค้าคนแรก"
แอนน์ : "ฉันนึกแล้วเชียวว่าคุณคิดอยากจะได้แค่นี้ เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเดียวกับการแต่งงานนะ"
คอร์ด : "มันอาจจะเป็นส่วนสำคัญของการแต่งงานมากกว่าที่คุณคิดละกัน"
แอนน์ : "ขอเวลาฉันคิดดูก่อนได้มั้ยล่ะ คำขอแต่งงานโรแมนติกซะขนาดนี้"

คำไม่เป๊ะเท่าไหร่นะคะ แต่อารมณ์ประมาณนี้ล่ะ พระเอกเรื่องนี้เป็นพระเอกอัลฟ่า แต่แสนงอน ช่างใจน้อย (มีอะไรหน่อยก็เดินหนีนางเอกล่ะ) แอบขี้หึง (แต่เห็นไม่ชัด เพราะไม่ค่อยมีชนวน) และปากแข็งสุดๆ เลย รักตั้งนานแล้วไม่ยอมสารภาพความในใจซะที แต่เขาอ่อนโยนกับเธอมากๆ ตั้งแต่ต้น มีนิยายกี่เรื่องล่ะที่เราจะได้อ่านฉากที่นางเอกนอนปวดประจำเดือน แล้วพระเอกชงชาอุ่นมาให้ เอาฝ่ามือทาบหน้าท้องแล้วประคองกอดจนหลับ หวานซะ

ความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกนางเอกค่อยๆ พัฒนา แอนน์เป็นนางเอกที่ดีมากเลย จริงใจ ตรงไปตรงมา เวลามีปัญหาเกือบจะเข้าใจผิดกัน เธอก็เปิดอกเคลียร์กันตรงๆ ไม่งั้นคอร์ดที่มีปมด้อยจากความเป็นเลือดผสมอาจไม่อ่อนเร็วเท่านี้ ปัญหาขัดแย้งส่วนใหญ่ของเรื่อง เกิดจากครอบครัวพระเอกกับนางเอก พวกพี่ชายต่างแม่ของพระเอกมีอคติแบบไร้เหตุผลกับคอร์ดไปหน่อย ส่วนพ่อของแอนน์ก็เลวนรกแตกแบบไม่มีคำอธิบาย แต่ถ้าไม่คิดจริงจัง ก็อ่านเนื้อเรื่องได้สนุกดี ไม่มีเบื่อเลย อ่านแค่ตอนพระเอกนางเอกอยู่ด้วยกันก็คุ้มแล้ว มีฉากดีๆ น่าอ่านเยอะตลอดเล่ม จนกระทั่งถึงตอนสุดท้าย

คอร์ด : "รู้มั้ย แอนนี่ นานมาแล้วมีผู้เฒ่าคนหนึ่งบอกผมว่า ความสวยไม่มีความหมายกับผู้หญิงเท่าไหร่หรอก มันค่อยๆ เลือนหายไปกับวัย เขาบอกว่า ผู้หญิงบางคนมีดีกว่านั้น พวกเธอมีรัศมีพิเศษที่จะคงอยู่ไปตลอดชีวิต มีแต่จะยิ่งเจิดจรัสขึ้นเรื่อยๆ คุณเป็นอย่างนั้นแหละ คุณเปล่งประกายจริงๆ"
แอนน์ : "..."
คอร์ด : "อย่าร้องไห้สิ"
แอนน์ : "ไม่ได้ร้อง"

ดูปากคอพระเอกตอนข้างบนเทียบกับคำพูดคำจาตอนสุดท้ายสิ จากฉากแรกจนถึงฉากสุดท้ายของนิยายเรื่องนี้ การอ่านเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นความเพลิดเพลินใจจริงๆ

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

Dearly Beloved - Mary Jo Putney

คะแนน : 6

เรายังเข็ดขยาดกับ MJP อยู่เลย ถึงผ่านมาสองปีแล้ว เล่มนี้ก็ไม่ตั้งใจ แต่ที่เอามาอ่าน เพราะเห็นกระทู้คุยถึงนิยายเรื่องนี้ในเว็บบอร์ด AAR เห็นเค้าคุยกันแล้วก็สนใจ ไปอ่านรีวิวต่อใน Amazon ความเห็นแตกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ถ้าชอบก็ชอบมาก เกลียดก็เกลียดไปเลย ตรงกลางไม่ค่อยมี ทั้งที่คิดว่าเราน่าจะเข้ากลุ่มหลังแน่เลย แต่มันก็ยังทำให้เราอยากรู้เรื่องนี้อยู่ดี นักเขียนที่เขียนแล้วทำให้คนอ่านใส่อารมณ์เข้าไปกับเรื่องได้ขนาดนี้ ต้องนับถือฝีมือนะ ตอนแรกกะเปิดเล่นๆ อ่านไปบทนึงแล้วมันอยากรู้ต่อ ก็เลยเถิดจนอ่านจบเลย

จะไม่พูดถึงเรื่องย่อ จะพูดแต่ความรู้สึกที่ได้จากการอ่าน แต่มันจะปนสปอยล์ทั้งเรื่องเลย ระวังนะคะ

  • ที่จริงไม่ชอบบทแรก พระเอกข่มขืนเด็กอายุ 15 ถึงจะเป็นภรรยาตัวเองก็เหอะ แต่เพราะอ่านจากที่เขาเล่ามาแล้ว ทำใจไว้แล้ว ประเด็นนี้ก็ยอมผ่าน เพราะมันจะนำไปสู่เนื้อเรื่องของทั้งเล่ม
  • ตอนกลางเรื่อง เรางงกับนางเอก เจตนาไดอาน่าคืออะไรเนี่ย ปลอมตัวมาเป็นนางบำเรอพระเอกด้วยจุดประสงค์อะไร (ในเรื่อง คนแต่งไม่ได้บอกหรอกว่านางเอกเป็นใคร แต่เราว่าคนอ่านทุกคนก็น่าจะรู้นะ) พอไม่แน่ใจในความคิดนางเอก ก็ไม่อินด้วย รู้สึกว่าพฤติกรรมนางเอกแปลกๆ
  • เรารับจูเลียต นางเอก Silk and Secrets ไม่ได้ มาเทียบกัน เรารับเจอร์เวส พระเอกเรื่องนี้ไม่ได้ หนักกว่า 10 เท่า ตอนอ่านไปบางทีก็บ่น พระเอกทำไม เ-ชี่-ย อย่างนี้วะ ตอนนั้นจะอ้างว่าเมาว่าโกรธ อะไรก็ว่าไป แต่ถ้ารู้สึกผิดบ้าง หลังจากนั้นไม่คิดจะสำนึกไถ่โทษเลยเหรอ เด็กสาวที่ตัวเองทิ้งไว้เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ไม่เคยสนใจไยดีถามข่าวคราวเกือบสิบปี แค่ให้เงินนี่มันไม่พอนะ
  • พอรู้ความจริง เจอร์เวสก็โกรธไดอาน่าเป็นฟืนเป็นไฟ นิยายของ MJP นี่ทำผิดกฎของนิยายโรแมนซ์ทั่วไปนะ คนทำผิดไม่ยอมเป็นฝ่ายง้อ ไดอาน่าต้องเป็นฝ่ายตามมาอ้อนวอน ในเรื่องเจ้าตัวก็พูดเอง "ทำไมฉันต้องมาขอโทษคุณ ทั้งที่คุณเป็นฝ่ายทำผิดต่อฉันด้วย" เออ ก็น่านน่ะสิ คนอ่านก็สงสัยนะ เจอร์เวสโคตรเลว กับลูกยังไม่ค่อยใจอ่อนเลย
  • พอเฉลยความลับดำมืดในชีวิตพระเอก อ้อ ก็เข้าใจล่ะ งั้นที่ผ่านมาก็พอมีเหตุผล แต่สายไปแล้ว เข้าใจไม่ได้แปลว่ารับได้ มันมีพระเอกคนอื่นที่เจอเรื่องเลวร้ายมาแต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวแย่ขนาดนี้ เราอภัยให้ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ ความจริงปล่อยให้เขาจมอยู่กับนรกส่วนตัวของตัวเองไปเถอะ ไม่คู่ควรได้ตอนจบ Happy Ending เชื่อไม่ลงหรอก ความรักจะมาเยียวยาอะไรคนแบบนี้ได้
  • เราว่า รอสส์ Silk and Secrets ไม่ค่อยมีตาแล้ว ไดอาน่านี่เธอเป็นนางเอกพรมเช็ดเท้า ชอบให้คนเหยียบย่ำจริงๆ เลย ไม่มีความนับถือตัวเองแม้แต่น้อย ผู้หญิงสมัยก่อนนี่ต้องจำยอม จำทนขนาดนี้เลย โดนทำร้ายยังต้องแก้ตัวแทนให้คนที่มาทำร้ายตัวเอง เพราะถ้าไม่ทนทำใจ ก็จะคับแค้นใจจนมีความสุขไม่ได้ เพราะลูกน่ารัก แสดงว่าพ่อมันคงไม่เลวหมดหรอก ใช้คำว่ารักเป็นเครื่องปลอบใจให้จำใจทนได้ก็ยังดี เฮ้อ~~~~ น่าสงสารมากๆ เลย ยุคอดีตที่ผู้หญิงไม่มีทางเลือก เห็นใจจริงๆ นะไม่ได้ประชด

จริงๆ เราว่าเรื่องนี้แย่กว่าเรื่องก่อนที่อ่านอีก แต่เพราะอ่านแบบเตรียมตัวเตรียมใจมีอุปกรณ์นิรภัยไว้เต็มที่ เลยไม่ได้รับบาดเจ็บทางอารมณ์เท่าไหร่ เรากับ MJP นี่ชะตายังไม่ต้องกันจริงๆ แต่อาจเพราะว่า ไปหยิบมาอ่านแต่ไอ้เรื่องที่มันมีประเด็น ถ้าจะให้วัดได้แฟร์กว่านี้ สงสัยต้องไปหาเรื่องที่คนชอบกันมากที่สุดของเธออ่าน แต่คงยังไม่ใช่ตอนนี้

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

One Night Is Never Enough - Anne Mallory

คะแนน : 7

ไปอบรมมา 3 วัน อบๆ รมๆ ไปเรื่อยๆ สุกไม่ได้ที่ซะที ^_^ เพราะไปเดือนมีนา คนวางโปรแกรมเลยพาไปทะเลใกล้ๆ ปรากฏว่า อากาศเย็นกว่าเดือนธันวาซะอีก ลมพัดมาที บรื๊อว อากาศปีนี้แปรปรวนจริงๆ

หลังๆ อ่านนิยายโรแมนซ์ย้อนยุคไม่ค่อยเจอเรื่องถูกใจ ยังไม่เจอนักเขียนคนอื่นที่ชอบเพิ่มสักที ไม่รู้ว่าถึงจุดอิ่มตัวกับแนวนี้รึยัง หน้าปกเล่มนี้วาบหวิวไปหน่อย แต่ข้างในก็ไม่เท่าไหร่ จริงๆ ไม่ค่อยชอบปกแบบนี้ จำได้ว่าเคยซื้อเรื่อง Devil's Mistress - Heather Graham (เป็นเรื่องที่ชอบมากระดับ 9 เลยนะ แต่ปกมันเร่าร้อนไปหน่อย) ตอนนั้นอยู่กับเพื่อน (ที่ไม่ซี้เท่าไหร่) เจอมันเผาซะอาย พยายามบอกว่าข้างในมันไม่ได้มีแต่ฉากอย่างนั้นนะ ก็ไม่พ้นข้อหาอ่านหนังสือโป๊อยู่ดี ง่ะ วันหลังเลยต้องซื้อตอนอยู่คนเดียว ขี้เกียจแก้ตัว ยังไม่มั่นพอจะทำตัวไม่แคร์สื่อ แต่ก็รู้สึกหน่อยๆ ว่า ทำไมฉันต้องทำเหมือนหลบๆ ซ่อนๆ ลับๆ ล่อๆ ด้วยวะเนี่ย ไม่ได้ทำผิดคิดร้ายใครซะหน่อย แต่มันก็ห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ ทำไงได้

เรื่องนี้ได้เกรด A จากเว็บ AAR มา เป็นนักเขียนที่ไม่เคยอ่าน แต่ก็เขียนเล่มนี้มาเป็นเล่มที่สิบแล้ว น่าจะโอเคมั้ง ลองดู นางเอกคือ ชาร์ล็อตต์ แชตเวิร์ธ เป็นสาวสวย ที่ครอบครัวอยู่ในสภาพใกล้ล้มละลาย เพราะพ่อติดพนัน วันหนึ่งพ่อของเธอไปเล่นไพ่ และถูกยุให้วางตัวเธอเป็นเดิมพัน และในที่สุดก็แพ้พนันแก่โรมัน เมอร์ริค เจ้าของบ่อน แต่เมื่อชาร์ล็อตต์มาใช้หนี้ โรมันก็ท้าพนันต่อ เพราะสำหรับเขาและเธอ เวลาค่ำคืนเดียวนั้นไม่พอ

อย่างที่บอก จริงๆ เรื่องนี้ฉากเลิฟซีนไม่ได้มาก สองฉากสามหน้าเองมั้ง ครึ่งเล่มแรกนี่เน้นการสร้าง sexual tension มากกว่า แต่ก็คุๆ ใช้ได้เลย ถ่านไฟแดงวาบเชียว นางเอกเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็ง มาเจอนายบ่อนรูปหล่อ ลูกล่อลูกชนเพียบ ก็ละลายแหละ แต่หลังจากที่ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันแล้ว เรื่องก็เอื่อยไป ไม่มีจุดหมาย พล็อตค่อนข้างอ่อน ติดปัญหาที่พระเอกไม่ใช่คนชั้นสูงอย่างเดียว ไม่มีเนื้อเรื่องอะไร ตัวละครพอโอเค แต่มิติความลึกยังไม่ได้ โดยรวมๆ มันก็แค่เรื่องอ่านเพลินๆ ถ้าไม่เขียนเรื่องย่อไว้ตรงนี้ ผ่านไปหน่อยก็อาจจะลืมเรื่องหมดด้วยซ้ำ

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

The Choice - Edith Layton

คะแนน : 5

ช่วงนี้ดวงการอ่านไม่ดีหรือยังไงนะ กะจะหาอะไรเบาๆ อ่านซะหน่อยเปลี่ยนอารมณ์ กลายเป็นเจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกแย่หนักขึ้นไปอีก เนื้อเรื่องสรุปสั้นๆ ได้แค่ว่า ผู้ชายโง่ๆ คนหนึ่งมาหลงรักผู้หญิงไร้ค่า ที่มัวแต่พร่ำเพ้อถึงผู้ชายงี่เง่าอีกคน นิยายไร้แก่นสาร ปัญญาอ่อน ตอนแรกเราไม่อยากเสียเวลาพูดถึงมันมาก แต่ทั้งๆ ที่วันนี้อารมณ์ดีมากจากผลแดงเดือดเมื่อคืน แต่พอนึกถึงหนังสือเรื่องนี้ก็ยังมีตะกอนขุ่นๆ อยู่ สงสัยต้องระบายเป็นการล้างอารมณ์ ก็จะร่ายซะหน่อย แต่อาจจะแร้งงงงส์หน่อยนะ และสปอยล์ไม่ยั้งด้วย

พระเอกคือผู้ชายหน้าโง่คนหนึ่ง เป็นคนเลิศเลอเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง แต่ตาถั่วน่าดู ในงานเลี้ยงมาเจอผู้หญิงสวยเข้าหน่อยก็ปิ๊งเค้า เห็นนางเอกเป็นของแปลก ไม่เรียบร้อยเจี๋ยมเจี้ยมเหมือนคนอื่นก็ยิ่งชอบ แล้วก็ช่วยแก้สถานการณ์ให้ด้วยการประกาศหมั้นกลางงานเลี้ยง แล้วก็พยายามตามตื๊อให้แต่งจริง ถ้าผู้หญิงคนนั้นดีแท้ก็คงไม่เป็นไร แต่ตาบอดมากเลยที่ไม่เห็นว่า เค้าไม่ไยดีตัวเอง กะว่าเดี๋ยวแต่งไปเขาก็คงรักเราเอง เป็นผู้ชายความคิดตื้นมากเลยนะนี่

ส่วนนางเอกซึ่งเป็นอดีตเด็กสลัม มีคนช่วยชุบตัวให้เลยได้ยกระดับตัวเองขึ้นมา เธอแอบรักผู้ชายอื่นอยู่ แต่คิดว่าตัวเองไม่มีหวังก็เลยยอมสานสัมพันธ์กับพระเอก ตลกมากเลย ตอนที่เธอสารภาพความเป็นมา และเล่าอดีตอันเลวร้ายที่เธอเคยประสบให้พระเอกฟัง แต่กลับไม่ยอมบอกเรื่องสำคัญที่สุดว่าเธอรักคนอื่นอยู่ เหมือนจะแสดงความจริงใจให้พระเอกถอย แต่ไม่ยอมบอกความจริงให้หมด แบบแอบกั๊กเพราะยังหวังเขาอยู่ พอผู้ชายรับได้ ก็ไม่ได้เห็นความดีเขาขึ้นมา อยากจะทำอะไรเพื่อเค้าบ้างก็ไม่มีหรอก กะว่าจะแต่งด้วยทั้งๆ ไม่รักนี่แหละ แล้วก็นั่งคิดถึงผู้ชายอีกคนตลอดเรื่อง

เนื้อเรื่องงี่เง่ามาก ครอบครัวพระเอกที่บอกว่าเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลและร่ำรวย แต่ต้องยกโขยงมาขออาศัยอยู่ในบ้านของผู้ปกครองนางเอก ระหว่างรองานแต่ง เพราะไม่มีบ้านในลอนดอน แล้วผู้ปกครองนางเอกก็ทิ้งแขกไว้ไปอยู่ในชนบท ปล่อยให้นางเอกเป็นลูกแกะกลางฝูงหมาป่า อ่านแล้วก็ตลกดี ตัวละครฝั่งบ้านพระเอกน่ารำคาญมาก

พื้นฐานนางเอกมาจากข้างถนน แต่พอมาเจอครอบครัวพระเอกซึ่งเป็นตระกูลชั้นนำ เธอก็ไม่รู้จะวางตัวยังไง เธอจัดการตัวเองไม่ถูกเลยสักนิด จะแปลงตัวให้สมฐานะปัจจุบันก็ไม่ จะเป็นตัวของตัวเองก็ไม่อีก หลบไปอยู่ในห้องเงียบๆ คุณเธอไม่เคยรู้เลยว่า ตัวเองต้องการอะไรในชีวิต รักใครก็ไม่รู้ อยากให้ชีวิตอนาคตเป็นยังไงแน่ก็ไม่รู้อีก มีแต่คำว่า I don't know, I don't know. ไม่มีหัวคิดเลย สมองกลวงมาก

พอผู้ชายงี่เง่าที่นางเอกแอบรักอยู่โผล่มา เรื่องก็ปัญญาอ่อนหนักเข้าไป เขาเป็นเอิร์ล รู้ว่านางเอกแอบชอบแต่คิดว่านางเอกไม่คู่ควรกับตัวเอง แต่ตอนนี้พอนางเอกมีคนอยากได้ก็เกิดหวงก้างขึ้นมา นางเอกลืมตัวดีใจที่เจอหน้าหมอนั่น จนลืมคู่หมั้นตัวเอง อยู่ที่โต๊ะอาหารก็เผลอคุยเรื่องความหลัง หัวเราะกิ๊กกั๊ก จนถูกคู่สนทนาดุ แล้วพระเอกกับหมอนั่นก็เขม่นกันอีก มีฉากไปต่อยกันที่สโมสร ตอนอ่านฉากนี้ เห็นภาพสุนัขตัวผู้สองตัวกัดกันแย่ง... โผล่มาในหัว

ตอนท้ายเรื่องก็ยังงี่เง่าได้อีก พระเอกรู้ตัวขอให้ถอนหมั้น ยายคนนี้ก็ยังยื้อบอกไม่รู้จะตัดสินใจยังไง พอนายเอิร์ลมาขอแต่งงาน ดันเพิ่งนึกได้ว่า ไอ้ที่ชั้นเพ้อว่ารักเธอมาตั้งหลายปีเนี่ย เป็นแค่ความใฝ่ฝันบูชาเฉยๆ ความรู้สึกช้าจังเนอะ คิดเองก็ไม่ได้ต้องรอให้เรื่องมันล่วงเลยขนาดนี้ จะบ้าตาย เราสมควรได้รางวัลเรื่องความอดทนในการอ่านเลยนะนี่ ทนอ่านเรื่องห่วยไม่มีที่ชมแบบนี้จบได้ไงไม่รู้่ เราเลือกเรื่องนี้มาอ่านเพราะรีวิวดีนะ อ่านจบแล้วสงสัยว่าอ่านเรื่องเดียวกับพวกเค้ารึเปล่าเลยล่ะ