แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย Sci-fi แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย Sci-fi แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Insurgent (Divergent #2) - Veronica Roth

คะแนน : 7.5 เล่มนี้เหมือนเนื้อเรื่องจะสนุกขึ้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นตลอด และตัวละครก็ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้น แต่ก็ยังมีอะไรขัดความรู้สึกอยู่บ้างเป็นระยะๆ ลองไล่เหตุผลพวกนั้นในหัวตัวเองดูก็พบว่า แต่ละข้อก็เหมือนจะเป็นสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น พูดออกมาก็เหมือนหาเรื่องจับผิด สงสัยจะจริงที่เขาบอกว่า คนเราจะมีทัศนคติก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลสนับสนุนทีหลัง สำหรับเล่มนี้มีจุดที่เราชอบจริงๆ ข้อเดียวคือ สำนวนการเขียน ส่วนนอกนั้นทั้งที่เหมือนจะดีเกือบทุกอย่าง แต่ก็มีอะไรไม่รู้มาฉุดรั้งไว้ทำให้ไม่อิน สุดท้ายไปๆ มาๆ คงต้องโทษที่ตัวละครนั่นแหละ

คำเตือน สปอยล์มากเป็นระยะๆ

เล่มที่แล้วเราคิดว่าคนเขียนยังสื่ออารมณ์ของนางเอก ทริส (/บีเอทริซ) ออกมาไม่ดีพอ ในฉากสำคัญท้ายเล่ม 2-3 ฉากนี้ สปอยล์มาก ตอนที่เห็นแม่ตายต่อหน้าต่อตา ถัดมาตอนรู้ว่าพ่อตายก็เฉยมากอีก และอีกฉากก็คือตอนที่เธอต้องต้องตัดสินใจยิงเพื่อนสนิทที่ถูกควบคุมสมองอยู่ พอมาเล่มนี้ทริสก็เลยเวิ่นเว้ออยู่กับเหตุการณ์สองเรื่องนั้นตลอดเรื่อง แบบจะคิดจะทำอะไรก็ต้องจิตประหวัดไปนึกถึงแม่กับเพื่อน ย้ำกันบ่อยๆ ก็กลายเป็นน่ารำคาญนา

อีกอย่างก็คือเรายังรู้สึกว่าทริสเป็นเด็กกะโปโล ทำอะไรไม่เคยคิดหน้าคิดหลัง ดุ่มๆ ไปเรื่อยๆ ในเรื่องพยายามบอกว่า ทริสเป็น Divergent ที่มีความถนัด 3 อย่าง รวมทั้งแบบ Erudite ด้วย เพราะฉะนั้นเธอเป็นคนฉลาด แต่ไม่เห็นมีตอนไหนที่เรานึกว่าเธอฉลาดเลย อย่างเช่นตอนที่เผชิญหน้าตัวร้ายของเรื่อง ตัวเองเป็นฝ่ายถืออาวุธเล็งเขาอยู่ แต่แล้วกลับยอมปล่อยให้หนีไปได้ เพราะได้ยินเสียงกรีดร้องเลยต้องวิ่งไปช่วย ยังไม่รู้เลยว่าทางโน้นเกิดอะไรขึ้น รีบวิ่งไปดูเขาแล้วตัวเองจะทำอะไรได้ ไม่ใช่ว่าจะมีพลังพิเศษไปช่วยรักษาถ้าเขาโดนยิงสักหน่อย รีบจับตัวบอสฝ่ายตรงข้ามไว้ก่อนแล้วค่อยไปดูสถานการณ์เพื่อนก็ยังไม่สาย บางทีเหมือนอยากจะดึงเนื้อเรื่องให้มันมีฉากลุ้นฉากเผชิญหน้ามากขึ้นแต่กลายเป็นว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลที่ตัวละครจะทำอย่างนั้น

พูดถึงพระเอกของเรื่องบ้าง โฟร์/(โทเบียส) นายนี่เป็นเหมือนพวกพระเอกที่เป็นรุ่นพี่นางเอกในการ์ตูนน่ะ ตอนอ่านเรื่องนี้เหมือนดูอนิเมะที่ได้ยินเสียงแหลมๆ เรียก "เซมไป เซมไป" ตอนแรกก็เป็นครูฝึกให้นางเอก อายุมากกว่าแค่ 2 ปีแต่ทำเป็นวางมาด ตอนหลังก็เป็นแฟนกัน นายโฟร์ก็ทำตัวไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย งี่เง่ามากตอนที่มาโกรธทริสที่ไม่ยอมปรับทุกข์กับเขา แต่ตัวเองก็ไม่เคยยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้ทริสฟังเลยสักเรื่อง เป็นตัวละครพระเอกวัยรุ่นที่ไม่มีเสน่ห์เอาซะเล้ย แต่อาจเป็นเพราะไม่ใช่สเปกเราก็ได้

ความสัมพันธ์ของทริสกับคนอื่นๆ ก็เป็นในรูปแบบเดียวกัน กับเพื่อนสนิท กับพี่ชาย อยากจะแต่งเนื้อเรื่องให้ขัดแย้งกันก็เปิดประเด็นมาเลย ไม่ค่อยนึกถึงว่ามันจะสมเหตุสมผลมั้ย แค่อยากจะหักเหเรื่องไปมาแค่นั้น แล้วตัวละครเพื่อนๆ คนอื่นในกลุ่มมีหลายคนมาก แต่ว่าทุกคนไม่ค่อยมีจุดเด่นให้จดจำเลย เหมือนเป็นตัวประกอบฉาก ทริสไม่ได้แคร์พวกเพื่อนเหล่านั้นจริงหรอก เรื่องเล่าจากมุมมองบุคคลที่หนึ่งนะ ถ้าทริสใส่ใจพวกตัวละครอื่นๆ จริง คนอ่านก็น่าจะจำได้สิว่าใครเป็นใคร

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟ หาข้อมูลมาเยอะพอสมควร บางย่อหน้าเหมือนมาจากตำราเลย อืมม์ แต่บางอันก็ขัดกับที่เราเคยอ่านมาแฮะ ในเรื่องบอกว่าน้ำตาไม่มีประโยชน์อะไรทางชีวภาพ ตอนอ่านประโยคนั้นที่ความจริงเป็นซีนอารมณ์ที่เขียนดีทีเดียว เราเลยดันสะดุดไปซะ ต้องหยุดอ่านมาหาข้อมูล เพราะเราเคยอ่านบทความที่มีนักวิจัยบอกว่า เวลาคนเราน้ำตาไหล จะมีฮอร์โมนหลั่งออกมา ช่วยลดความเครียด หลังร้องไห้เราถึงรู้สึกดีขึ้น คือปรกติคนอ่านก็คงไม่มายึดถือสิ่งที่เขียนในนิยายว่าเป็นข้อเท็จจริงหรอก แต่ถ้าไม่ต้องมานั่งสงสัยเลยจะดีกว่านี้

กลายเป็นติมากกว่าชมอีกแล้ว ความจริงเรื่องสนุกนะ แต่ต้องอย่าไปคิดหาเหตุผลมาก เหมือนเล่นวิดีโอเกมส์ เดี๋ยวก็ถูกตัดเข้าฉาก เคลียร์ไปทีละสเตจ ฉากแอกชั่นเรื่องนี้จะเป็นซิมูเลชั่นอยู่ในจิตใจ โดนฉีดยาแล้วฝันกันอยู่หลายครั้งในเรื่อง ถ้าสร้างเป็นหนังแล้วอาจออกมาเทพแบบ Inception หรือไม่ก็อาจจะดับแบบ Sucker Punch ก็เป็นได้ (เราชอบ Sucker Punch นะ มารู้ทีหลังว่าหนังเจ๊งยังงงเลย มันก็สนุกดีนี่นา แต่คะแนนวิจารณ์ในเว็บมะเขืออย่างต่ำเตี้ยเลย มิน่า ในโรงมันว่างจัง เห็นมีคนที่นั่งแถวเดียวกันลุกออกไปกลางคันแล้วไม่กลับมาดูต่อด้วย ตอนโน้นนึกว่าเขามีธุระด่วนซะอีก)

เนื้อเรื่องฉากสุดท้ายตอนจบเล่ม เหมือนจะดี แต่เราเดาเรื่องได้ตั้งแต่กลางเล่ม ปล่อยเงื่อนงำมาเร็วไปหน่อยทำให้จับไต๋ได้ก่อน เพราะย้ำเนื้อเรื่องที่จะนำไปสู่จุดนั้นบ่อยมาก แต่ถ้าเดาไม่ได้ก็อาจจะรู้สึกว่ามันเจ๋งมากก็ได้ แต่ขอวิจารณ์เป็นคำสุดท้ายถึงแนวคิดอย่างในเรื่องเนี้ยหน่อยเหอะ โคตรสปอยล์แบบเฉลยเรื่อง ทุกคนในเรื่องนี้อยู่ในเมืองทดลองที่ออกแบบมาเพื่อหารูปแบบสังคมที่จะนำกลับไปใช้ในโลกจริงที่ฟอนเฟะ คนที่คิดไอเดียทดลองนี้อาจจะไม่บ้าหรอก แต่ตัวละครทุกคนในเรื่องที่ยอมรับไอเดียนี้มาทำตามน่ะโง่

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Divergent - Veronica Roth

คะแนน : 7.5 ตอนนี้เราชักไม่ค่อยไว้ใจนิยาย YA แนวดิสโทเปียเท่าไหร่ เบื่อไอ้พวกที่บอกว่าจะเป็น next-Hunger Games แล้ว และที่จริงก็ยังไม่อยากอ่านเรื่องนี้เลย อยากรอให้มันออกมาจบชุดก่อน แต่หลังๆ บนหน้าจอแดชบอร์ดของเราเห็นเรื่องนี้หลุดเข้ามาบ่อยมาก บางรีวิวก็ชมเรื่องนี้เลิศลอย ก็เลยชักจะสนใจ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือชอบนิยายปกสวยๆ ก็เลยหยิบมาอ่านจนได้

เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกอนาคต สังคมแบ่งคนออกเป็น 5 จำพวก คือ
  • Abnegation เป็นกลุ่มที่ยึดมั่นในเรื่องการเสียสละตน
  • Erudite ยึดถือความรู้และสติปัญญา
  • Amity ยึดถือความสมานฉันท์
  • Candor ยึดมั่นการพูดความจริง
  • Dauntless ยึดมั่นความกล้าหาญไม่ครั่นคร้าม

แต่ละกลุ่มจะแบ่งแยกกันรับผิดชอบหน้าที่ในสังคม และแยกตัวออกห่างไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกันข้ามกลุ่ม คนในกลุ่มจะอยู่ด้วยกันเป็นคอมมูน ตอนแรกเด็กแต่ละคนจะอยู่กับครอบครัวของตนเอง แต่เมื่ออายุครบ 16 จะต้องเข้ารับการทดสอบวัดลักษณะนิสัยว่าตรงกับพวกใด แล้วก็จะมีการจัดพิธีเลือกกลุ่มโดยให้เจ้าตัวเลือกเองได้ว่าจะไปอยู่กับกลุ่มไหน ถ้าเลือกไม่เหมือนพ่อแม่ก็จะไปอยู่กับกลุ่มที่เลือกแล้วตัดขาดจากครอบครัวไปโดยปริยาย

บีเอทริซเป็นเด็กสาวจากกลุ่ม Abnegation แต่เธอรู้สึกมาตลอดว่าเธอไม่ใช่คนดีผู้เสียสละที่จะไม่นึกถึงตัวเองเลย ใช้ชีวิตด้วยความกดดันอยู่ลึกๆ เพราะต้องอดทนอดกลั้นมาตลอด แต่เมื่อบีเอทริซเข้าซิมูเลชั่นทดสอบบุคลิกภาพ ผลปรากฏว่า เธอเป็นคนที่มีความโน้มเอียงเท่าเทียมกันถึง 3 กลุ่ม เป็นคนที่จัดเข้าพวกไม่ได้ หรือเรียกว่าพวก Divergent นั่นเอง และนี่เป็นความลับยิ่งยวดที่ต้องปกปิด เพราะพวก Divergent ถือเป็นตัวอันตรายต่อสังคมรูปแบบนี้ แล้วสุดท้ายเธอจะตัดสินใจเลือกไปอยู่กลุ่มใด แล้วผลการเลือกนั้นจะส่งปฏิกิริยาลูกโซ่ไปสู่อะไรบ้าง

ความรู้สึกหลังอ่านจบเล่มนี้ก็คือเหมือนจะดีแต่ยังไม่โดน ข้อดีที่เห็นคือมีสไตล์การเขียนค่อนข้างดี อ่านลื่น มีไอเดียที่เหมือนจะน่าสนใจหลายอย่าง แต่จะว่าสนุกมั้ย มันก็พูดยาก ความสนุกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สำหรับเรา สนุกก็คือว่าอยากติดตามเนื้อเรื่อง อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และอ่านแล้วไม่อยากวาง เล่มนี้มันไม่ถึงขนาดนั้น ช่วงต้นเรื่องก็ยังพอน่าสนใจ แต่ช่วงกลางๆ เรื่องนี่ชีวิตประจำวันมาก วันๆ นางเอกก็ไปฝึกต่อสู้ ไม่ค่อยมีอะไร จนท้ายๆ เรื่องค่อยเกิดฉากแอกชั่นใหญ่ที่จะนำไปสู่เล่มถัดไป

ความจริงเรื่องนี้เขียนได้โอเคมากๆ ฉากแอกชั่นและตัวละครก็พอไปไหว แต่ที่ขัดๆ ในใจเราก็คงเป็นเพราะสังคมแบบในเรื่องมั้ง เราไม่ได้ขัดแย้งว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ แต่ปรกติดิสโทเปียเรื่องอื่นมักจะเห็นที่มาของแนวคิดได้ชัดเจนว่าจะประชดเสียดสีวิจารณ์หรือตักเตือนสังคมเรื่องอะไร แต่เล่มนี้แบ่งคนตามนิสัยเนี่ยนะ เพื่ออะไร เราคิดว่าเหตุผลที่บอกในเรื่องยังไม่ค่อยหนักแน่นสมเหตุสมผล

ในสังคมเรามีการแบ่งคนเป็นพวกๆ ตามนิสัยอยู่แล้วถมเถ เช่น แบ่งตามจักรราศี 12 ราศี ตามกรุ๊ปเลือด 4 กรุ๊ป คน Type-A, Type-B หรือตามจริต ก็ได้ 6 จริต (จากหนังสือจริต ๖ พิมพ์ครั้งที่ 28) หรือฮอกวอตส์แบ่งนักเรียน 4 บ้าน คือมันก็อาจใช้ประโยชน์ได้ตอนคบคน คัดคนเข้าเรียนหรือจัดคนเข้ากับงาน แต่การจับคนทั้งเมืองเป็นพวกแยกตามนิสัยเพื่อป้องกันความขัดแย้งเพื่อจะได้ไม่เกิดสงคราม ฟังไม่เข้าท่าแม้แต่น้อย ในสังคมรวมเอาคนนิสัยเหมือนกันมากๆ มาอยู่ด้วยกันจะยิ่งเละเทะน่ะสิไม่ว่า ในกลุ่มเดียวกันถ้าเฉื่อยกันหมดก็ไม่พัฒนา ถ้าห้าวกันหมดก็คงตีกันตาย แถมการแบ่งเป็นก๊กๆ แบบนี้รับรองรบกันชัวร์

เพราะรู้สึกว่าไอเดียในเรื่องนี้ยังผ่านกระบวนการตกผลึกทางความคิดมาไม่มากพอ สงสัยขนาดว่าอ่านจบแล้วต้องไปเช็คเว็บเลย อ๋อ แล้วก็เข้าใจ คนแต่งคิดเรื่องนี้ขึ้นได้ตอนเป็นเด็กมหาวิทยาลัยปี 1 มิน่าล่ะ ยังไม่พ้นระบบโรงเรียนหรือระบบคัดคนเข้าคณะ เลยคิดอะไรที่มันไม่ได้สะท้อนสังคมผู้ใหญ่จริงๆ แต่พอรู้ว่าคนเขียนเพิ่งเรียนจบเพิ่งทำงาน ก็ทำให้นึกชมขึ้นมาเหมือนกันว่า อ่านดูไม่รู้ว่านี่เป็นงานเขียนนิยายเล่มแรก เพราะภาษาเขาเป็นธรรมชาติดี

แต่ก็อีกแหละ พอคนแต่งอายุยังไม่มาก ตัวละครที่ปั้นขึ้นมาก็เลยดูยังไม่ค่อยมีจิตวิญญาณเท่าไหร่ เราไม่ค่อยชอบฉากที่นางเอกเห็นแม่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ช็อคไปแป๊บหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นวิ่งต่อโดยบอกตัวเองว่า I am brave อืมม์ มันน่าจะเขียนได้อารมณ์กว่านั้นนะ แล้วเรารู้สึกว่าเนื้อเรื่องช่วงท้ายๆ ดูจงใจและไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ แม่มาช่วยพาลูกหนี แต่แม่ตายเอง มาเพื่อส่งบทให้นางเอกเท่านั้นเองเหรอ

เหมือนจะติเยอะ แต่จริงๆ เรื่องนี้ใช้ได้นะ สนุกพอๆ กับเรื่องชุด Uglies ตอนอ่านเรื่องนี้เรานึกถึงเรื่องนั้น อารมณ์ตอนอ่านเหมือนกันเลย เนื้อเรื่องใช้ได้ จินตนาการไซไฟ/แอกชั่นดี แต่ตัวละครไม่ดึงดูด

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Legend - Marie Lu

คะแนน : 7

นิยาย YA แนวดิสโทเปียอีกเรื่องหนึ่ง พล็อตเรื่องเหมือนจะน่าสนใจ และได้รีวิวจากสื่อต่างๆ ดี เห็นว่าถูกซื้อลิขสิทธิ์สร้างหนังไปแล้วด้วยตั้งแต่ก่อนวางแผง แต่ก็คงเหมือนที่เราเคยอ่านเจอจากเว็บของนักเขียนคนนึง ใครไม่รู้จำไม่ได้ เขาบอกว่า มันเป็นเรื่องการตลาดมากกว่า ซื้อขายออปชันกันถูกๆ เพราะฝ่ายนักเขียนกับสำนักพิมพ์ก็อยากขายเพื่อจะได้โปรโมทว่าถูกซื้อไปสร้างเป็นหนังแล้วนะ ฝ่ายสตูดิโอก็อยากซื้อลิขสิทธิ์มาแบบถูกๆ ก่อนตีพิมพ์ เหมือนซื้อล็อตเตอรี่เกิดฟลุกหนังสือดังขึ้นมาก็เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง ทำกันเกร่อไปหมดแล้ว นิยายดีไม่ดีไม่สน อาจจะไม่ได้เอาไปสร้างเป็นหนังจริงก็ได้ เพราะฉะนั้นคนอ่านก็คงเชื่อคำโฆษณาง่ายๆ ไม่ได้แล้ว เลือกยากลำบากใจจริงน้อ แต่ดาวจากนักอ่านในอเมซอนก็ดีนะ ลองดู

เรื่องราวเกิดขึ้นในลอสแอนเจลิสยุคอนาคต หลังน้ำท่วมใหญ่ เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐกับฝ่ายอาณานิคม ตัวเอกคือ เดย์ เด็กหนุ่มอายุ 15 นักก่อการร้ายที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด กับจูน เด็กสาววัย 15 นักเรียนอัจฉริยะในวิทยาลัยทหาร เดย์บุกลักลอบเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อปล้นยารักษาโรคให้ครอบครัวของเขา จูนต้องการล่าตัวคนร้ายที่สังหารพี่ชายนายทหารของเธอ เป็นเหตุการณ์ที่ชักนำให้ชะตาชีวิตของทั้งคู่โคจรมาพบกัน

ดำเนินเรื่องด้วยการตัดสลับไปมาทีละบทระหว่างเดย์กับจูน เพราะผู้แต่งทำงานเป็นนักพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์มาก่อน นิยายเรื่องนี้ก็จะรู้สึกเหมือนวิดีโอเกมจริงๆ แอกชั่นตัดไปตัดมาเร็วๆ ไม่ใช่ว่าเนื้อเรื่องเหมือนเกมไม่ดีนะ ถึงเดี๋ยวนี้เราจะห่างหายจากการเล่นเกมไปแล้ว แต่เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่าง FF6, FF12 หรือตระกูล Tactics Ogre นี่ก็ยังทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม หรือเรื่องแบบ Resident Evil ก็สนุกดีออก สำหรับเล่มนี้ช่วงแรกก็โอเคนะ มีฉากบรรยากาศน่าสนใจและโครงเรื่องก็น่าติดตามใช้ได้ แต่พอถึงครึ่งเรื่อง ก็จับทิศทางเรื่องได้หมดแล้ว พอตัวเอกสองคนมาอยู่ด้วยกันจริงๆ เรื่องก็หมดแรงอ่อนหายไปเลย

สาเหตุสำคัญอยู่ที่ตัวละคร สร้างมาแบบ 2D มาก แบนราบ ขอโทษนะ ตัวกราฟิกสไปรท์เล็กๆ ของ Celes Chere ฉากนี้ ยังทำให้เรารู้สึกว่าเซลีสเป็นตัวละครที่มีมิติมากกว่าเดย์กับจูน 100 เท่า


สปอยล์สุดๆ

ฟังดูภูมิหลังของเดย์กับจูนเหมือนจะดี แต่พอรู้จักสองคนนี้จริงๆ จะรู้ว่าทั้งคู่เป็นเด็กไม่เอาไหน จูนนี่อัจฉริยะยังไง การกระทำหลายอย่างดูออกจะไร้ความคิด ส่วนเดย์นี่ไม่อยากจะเซด ถ้าเป็นตัวในเกมจริงๆ ก็ไม่อยากเลี้ยงเก็บเลเวลให้ด้วยซ้ำ เรียกได้เต็มปากว่ากาก ไม่เห็นมีฝีมือตรงไหน เหลือเชื่อที่บอกว่าเป็นนักก่อการร้ายที่รัฐบาลตามจับ แต่โง่ๆ บุกเข้าไปดื้อๆ แผนอะไรก็ไม่มี เวลาถูกจับก็เห็นมีแต่ปากดี เอาตัวเองก็ไม่รอด ช่วยอะไรใครก็ไม่ได้ ไม่เห็นทำอะไรได้สักอย่าง

ความรักของเดย์กับจูนนี่อ่านแล้วรู้สึกคลื่นไส้ มีเวลาอยู่ด้วยกันแค่สองวัน แทบไม่ได้คุยกันมากมาย จูนคิดว่าเดย์ฆ่าพี่ชายตัวเองนะ ไปปิ๊งเขาได้ไง แล้วก็อย่างที่เดย์พูดใส่หน้าจูน "เหมือนเธอเหนี่ยวไกปืนฆ่าแม่ของฉัน" เรื่องที่แม่ของเดย์ถูกฆ่าตายนี่ จูนปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นะ เพราะเป็นคนพาทหารบุกไปจับ แต่แทนที่จะเป็นชนวนให้เจ็บแค้นกดดัน ประโยคต่อมาเดย์ก็เปลี่ยนเรื่องพูดไปถามถึงคนอื่นแล้ว โห แม่ตายทั้งคนนะ แล้วถัดมาไม่ทันไรเดย์ก็นั่งคิดถึงจูน "เธอไม่ผิด เธอไม่ได้ตั้งใจ" เฮ้อ ตัวละครกลวง มีแต่เปลือก พวกตัวร้ายก็ไม่มีมิติพอๆ กัน ทั้งโง่ ทั้งเลวแบบไม่มีเหตุผล อ่านแล้วตลกอนาถๆ

อ่านสนุกได้แค่ครึ่งเรื่อง แต่นี่เป็นเล่มแรกของไตรภาค ยังไม่อยากฟันธงกับเรื่องนี้ เดี๋ยวเล่มถัดไปอาจจะมีดีกว่านี้ก็ได้ ความจริงถ้าเป็นเด็กๆ วัยรุ่นอ่านเล่มนี้เล่นๆ ก็อาจจะได้ แต่เราคงเกินวัยกลุ่มเป้าหมายของเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่เข็ดสักที ชอบไปเอา YA มาอ่านแล้วก็บ่นว่ามันเด็ก

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Extras - Scott Westerfeld

คะแนน : 8.5

สนุกมากๆ เกินความคาดหมาย ชอบเรื่องนี้มากกว่าไตรภาค Uglies เดิมซะอีก เรื่อง Uglies กำลังสร้างเป็นหนัง สามเล่มแรกนี่มีแปลไทยไปหมดแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเล่มนี้มีแปลรึยัง ใน Extras เป็นเหตุการณ์ภายหลังการปฏิวัติโลกของแทลลี่ ยังบลัด ผ่านมาสามปี นครต่างๆ ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง

ในเมืองที่เป็นฉากของเล่มนี้ เป็นเมืองญี่ปุ่น ไม่มีการแบ่งแยกพวกพริตตี้กับอั๊กลี่อีกต่อไป แต่กลับเกิดการแบ่งชนชั้นแบบใหม่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Reputation Economy ทุกๆ คนจะมี Face Rank ของตนเอง ผู้ที่มีชื่อเสียงมากอยู่ในลำดับต้นๆ ก็จะได้สิทธิพิเศษมากตามไปด้วย แต่ละคนก็จะต้องพยายามทำให้ชื่อของตัวเองถูกคนอื่นพูดถึงเยอะๆ ตัวเอกในเล่มนี้คือ อายะ เด็กสาวอายุ 15 ปี ที่ตอนนี้อันดับ Face Rank อยู่ที่สี่แสนกว่า อายะจังก็อยากเด่นอยากดังเหมือนคนอื่น ไปไหนต่อไหนก็มีกล้องโฮเวอร์แคมบินตามเพื่อถ่ายวิดีโอ พยายามจะเป็นนักข่าวสมัครเล่น หาเรื่องน่าสนใจมาลง Feed ตัวเอง เพื่อให้มีคนลิงก์ต่อไปเยอะๆ ภาคออริจินอลเล่นเรื่องความบ้ารูปร่างหน้าตา เล่มนี้เล่นความบ้าชื่อเสียง ไอเดียจากกระแสเว็บแนว Social Network กับพวก Page Rank ของ google

ภาคที่แล้วมีตัวร้ายชัดเจน มันก็เลยพอจะดูทิศทางการดำเนินเรื่องออก แต่ Extras ต่างไป เล่มนี้เดาทางไม่ถูกเลย ไม่รู้จะเป็นเรื่องแนวไหน ตอนเริ่มอ่านก็รู้สึกว่าน่าสนใจตั้งแต่เริ่มแล้วล่ะ แต่ช่วงต้นๆ ก็ยังนึกว่า เพราะผิดหวังมาจาก Lady of Quality ที่เอามาคั่นจังหวะการอ่านชุดนี้เพื่อเบรกอารมณ์จะได้ไม่เบื่อ เอาเรื่องไหนมาอ่านต่อ มันก็คงรู้สึกสนุกขึ้นทั้งนั้นแหละ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น เล่มนี้สนุกจริงๆ มีแอกชั่นลุ้นหลายที โดยเฉพาะฉากที่ถึงก่อนบทชื่อ SHAFTED ทำเอาหัวใจกระตุกวูบ ลุ้นมาก ฉากไล่ล่าด้วยโฮเวอร์บอร์ดก็สนุก ไม่อยากพูดถึงเนื้อเรื่องเยอะกว่านี้ เพราะมันมีจุดหักเหพลิกไปพลิกมาหลายที สนุกมากๆ เลย แต่ไอ้ตอนพลิกช่วงสุดท้ายตอนจบทำเอากร่อยไปหน่อย แหม มันบิลท์เรื่องมาซะดี กำลังรู้สึกลุ้นมันส์ๆ ดันกลายเป็นอย่างนั้นซะได้

เห็นรีวิว Amazon เรื่องนี้ได้ดาวน้อยลงกว่าเล่มอื่นในซีรีส์หน่อย เพราะเรื่องมันไม่ค่อยเหมือนกัน มีคนบ่นว่า ไม่ชอบที่ตัวเอกไม่ใช่คนเดิม เรากลับตรงกันข้ามเลย เราชอบอายะ รู้สึกว่าอายะตลกดี ทำไมถึงใช้คำว่าตลกก็ไม่รู้ อายะไม่ได้พูดเรื่องโจ๊กหรือเป็นเด็กติงต๊องเลย เวลาคุยกับพี่ชาย ชื่อฮิโระ ก็เถียงกันซะเยอะ จริงๆ พฤติกรรมก็คล้ายแทลลี่น่ะแหละ แต่เรารู้สึกว่า อายะเป็นเด็กๆ กว่า ดูจริงใจ ตรงไปตรงมา ไร้สาระแบบเด็กๆ ก็เลยขำๆ มั้ง มีการตั้งชื่อโฮเวอร์แคมตัวเองด้วย ชื่อ Moggle ชอบไอ้กล้องบินขนาดเท่าลูกฟุตบอลตัวนี้แฮะ รู้สึกมันน่ารักดี อารมณ์คล้ายชอบ R2-D2 และเราชอบบทของแทลลี่ในเล่มนี้มากกว่าแทลลี่ในเรื่องของตัวเองซะอีก แนวๆ ดี อายะเรียกแทลลี่ว่า แทลลี่-ซามะ ท่านแทลลี่ ฮ่าฮ่า

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

Pretties & Specials - Scott Westerfeld

Pretties (Uglies Series #2)
คะแนน : 7

ช่วงต้น 1/3 ของเรื่องก็ยังน่าสนใจอยู่ แทลลี่เปลี่ยนเป็นพริตตี้ และทำให้อยากรู้ว่าจะเธอจะหาทางออกจากเงื้อมมือของนครอย่างไร แต่พอเข้ากลางเรื่อง หลังจากที่แทลลี่หนีออกมาได้ ก็เหมือนเนื้อเรื่องสูญเสียเป้าหมายและไม่มีทิศทางอะไร ตอนไปติดอยู่หมู่บ้านคนป่านี่อะไรก็ไม่รู้ รู้สึกเรื่องมั่วๆ เนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าไปทีละช่วง ไม่ค่อยมีจุดให้อยากลุ้นอยากตาม ว่าแต่ เชย์ทำเกินกว่าเหตุรึเปล่า ไม่เห็นจะต้องมีเหตุผลให้แค้นเคืองขนาดนั้น จะโทษว่าเป็นเพราะการถูกล้างสมองหรือ ทำให้บุคลิกตัวละครเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่รู้แฮะ แต่ไม่อินกับพฤติกรรมของตัวละครและเนื้อเรื่อง

Specials (Uglies Series #3)
คะแนน : 7.5


นี่เป็นเล่มจบของไตรภาค Uglies ดั้งเดิม ที่มีแทลลี่เป็นตัวเอก ไม่นับเล่ม Extras ที่ตามหลังมา จากท้ายเล่มที่แล้ว เนื้อเรื่องพลิกอีกรอบ แทลลี่กลายเป็นสเปเชียล ถูกผ่าตัดเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นอาวุธมีชีวิต อืมม์ จะว่าไป เนื้อเรื่องเล่มนี้สนุกนะ แต่อ่านแล้วมันไม่ลุ้นไม่ติดตามเท่าที่ควร เพราะว่าผู้แต่งไม่สามารถดึงเราให้รู้สึกผูกพันกับตัวละครได้เลย แทลลี่เหมือนไม่ค่อยมีความคิดอะไร เป้าหมายในการกระทำก็มักจะคิดแคบๆ เฉพาะหน้า ตอนเริ่มต้นเล่มนี้ก็เพราะแทลลี่อยากจะช่วยเซน ก็เลยทำโน่นทำนี่ เป็นเหตุให้เนื้อเรื่องมันค่อยๆ บังเอิญขยายขอบเขตขึ้นไปเรื่อยๆ จนใหญ่โตกลายเป็นการโจมตีข้ามนคร จนนำไปสู่การปลดปล่อยอิสรภาพของคนทั้งหมดในที่สุด

ทั้งที่เนื้อเรื่องดูน่าอ่าน ฉากแอกชั่นก็เขียนได้ดี จินตนาการไซไฟในเรื่องก็น่าสนใจ แต่เราก็ยังติดปัญหาที่ตัวละครอยู่ดี ความคิดจิตใจอารมณ์ความรู้สึกของแทลลี่นี่มันดูแบนราบ ความสัมพันธ์ของเธอกับตัวละครในเรื่องอย่าง เชย์ เซน หรือเดวิด ก็ดูปลอมๆ กลวงๆ ไม่เคยรู้สึกว่าแทลลี่จะแคร์ใครจริงๆ สักเท่าไหร่ ตัวละครที่เราว่าแต่งดีที่สุดในเรื่องคือ ดร. เคเบิล ตัวร้ายของเรื่อง โดยเฉพาะการกระทำสุดท้ายนั่นแหละ

เพราะพวกตัวละครเอกไม่มีเสน่ห์ ความรู้สึกประทับใจต่อหนังสือชุดนี้ก็ไม่เกิด กราฟความชอบมันก็เลยขึ้นไปไม่สุด

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

Uglies - Scott Westerfeld

คะแนน : 7.5

นิยาย YA action/sci-fi เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแนว Dystopia คือ เรื่องที่ใช้ฉากโลกอนาคตที่ชีวิตคนถูกปกครองโดยการควบคุมเข้มงวด แบบเรื่อง 1984 หรือเรื่อง Hunger Games ก็เป็นแนวนี้ หรือจะเป็นหนังอย่างพวก Matrix ก็ใช่

Uglies เป็นเรื่องในโลกอนาคตประมาณ 300 ปีข้างหน้า มนุษย์ถูกแบ่งเป็น 2 จำพวก คือ พวกอั๊กลี่กับพวกพริตตี้ อั๊กลี่คือเด็กธรรมดาที่ยังไม่ผ่านการแปลงโฉม เมื่อทุกคนอายุครบ 16 ปี ก็จะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาให้สวย แล้วจึงจะเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองของพวกพริตตี้ และได้สิทธิพิเศษต่างๆ เป็นพลเมืองสมบูรณ์ ตัวเอกคือ แทลลี่ ยังบลัด ที่กำลังจะอายุครบ 16 ในอีก 3 เดือน เธอแอบเข้ามาในเมืองของพริตตี้ เพื่อพบกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เพิ่งเปลี่ยนเป็นพริตตี้ไป ขากลับเธอก็ได้พบกับเชย์ สาวอั๊กลี่อีกคนหนึ่งที่ไม่อยากกลายเป็นคนสวย และนั่นนำชีวิตแทลลี่เข้าทางผกผัน สู่การผจญภัยโลดแล่นโดดดิ่งวูบวาบขึ้นลงแบบโรลเลอร์โคสเตอร์

ครึ่งเล่มแรกสนุกมาก เนื้อเรื่องประชดประชันเสียดสีสังคมปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตา ต้องทำศัลยกรรม ให้หน้าตาออกมาพิมพ์เดียวกัน รูปร่างก็ต้องหุ่นดีห้ามอ้วน เลยแต่งเรื่องให้อนาคตโดนบังคับทำสวยหล่อซะเลย แถมมีการหลอกด่าการใช้ชีวิตยุคปัจจุบันของพวกเราไปหลายที การบริโภคทรัพยากรฟุ่มเฟือย ตัดต้นไม้ทำลายป่าเอาไปทำทุ่งเลี้ยงสัตว์ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ทำสปีชีส์สูญพันธ์ไปไม่รู้เท่าไหร่ แลกกับเนื้อทำแฮมเบอร์เกอร์ หายนะของคนยุคเราซึ่งถูกเรียกว่า พวก Rusty ก็มาจากการใช้น้ำมัน

แต่พอเลยกลางเรื่องไปหน่อย ช่วงที่พยายามจะใส่เรื่องความรักเข้ามา มันดูฝืนและก็ขัดๆ เหมือนเพิ่งนึกได้ว่าควรต้องใส่มาเพื่อเอาใจนักอ่านสมัยนี้ ช่วงนี้ไม่ค่อยชอบพฤติกรรมตัวละครทั้งตัวเอกและพวกคนอื่นซะเท่าไหร่ อ่านแล้วอืดไปนิด แต่พอเข้าช่วงท้ายเรื่อง ฉากแอกชั่นมันส์มาก จบเรื่องแบบต้องไปลุ้นต่อเล่มสอง แต่ว่าโดยรวมๆ แล้วเฉพาะเล่มหนึ่ง ยังไม่ได้ทำให้ประทับใจซีรีส์นี้มากเท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

Xenocide & Children of the Mind - Orson Scott Card

ไหนๆ อ่านมาแล้วครึ่งทาง อ่านชุด Ender ให้จบ 4 เล่มก่อน แล้วเล่มที่เหลือในชุด Shadow ค่อยคิดอีกที

Xenocide (Ender Series #3)
คะแนน : 7

Xenocide จับใจความต่อเนื่องจาก Speaker for the Dead ปมปัญหาจากเล่มก่อนนำมาสู่เล่มนี้ คือกองยานที่สภาดาราจักรส่งมาเพื่อทำลายดาว กำลังเดินทางใกล้มาถึงแล้ว เอนเดอร์ซึ่งรั้งอยู่ที่ดาวลูซิตาเนียก็แก่ไปอีก 30 ปี กลายเป็นชายสูงอายุ วาเลนไทน์เดินทางมาหาเขา และพวกเขาทั้งหมดต้องหาหนทางรับมือ ทั้งกับกองยานและความลึกลับของไวรัสเดสโคลาดา เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์พิกกี้ บั๊กเกอร์ เจน และมนุษย์ทุกคนบนดาวลูซิตาเนีย ในเล่มนี้มีการแนะนำตัวละครที่มีบทบาทสำคัญอยู่บนดาวใหม่ชื่อ Path (เต๋า) เป็นดาวคนจีน ที่ได้รับมอบหน้าที่จากสภาดาราให้สืบหาความลึกลับการหายไปของกองยาน

ก่อนอ่านพยายามวางอุเบกขาเต็มที่แล้วนะ เออ จะนำเสนอไอเดียอะไรก็ว่ามา แต่พออ่านจริงๆ ก็ยังรู้สึกเหนื่อยใจอยู่ดี ที่จริงแล้วนิยายเรื่องนี้มีพล็อตเรื่องที่สนุกและแหวกแนวดีนะ แต่สไตล์การเขียนมันเยิ่นเย้อยืดยาดมากเลย เวลาตัวละครคุยกัน พูดแค่ประโยคสองประโยคก็น่าจะรู้เรื่องได้ แต่ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก เพราะ OSC ต้องเขียนให้มันวกวนวุ่นวายไปครึ่งหน้า ต้องพยายามพูดให้มันแฝงนัยไปซะทุกคำ ยอมรับตรงๆ ว่า เราด้อยปัญญาเกินจะเข้าใจ ขี้เกียจตีความ ถ้าเราอยากอ่านเพื่อหาสัจธรรม ก็คงไม่เลือกเล่มนี้หรอก

แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ผสมปรัชญาในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่แค่หลุดโลก เพราะมันหลุดจักรวาล สร้างยานอวกาศที่เร็วเหนือแสงได้สำเร็จ หลุดไป Outside แล้วมีคนตัวเป็นๆ กระโดดออกมาจากความคิดในสมองได้อีก เหอเหอ จินตนาการช่างล้ำลึกเหนือระดับสามัญสำนึก คิดได้ไงฟะ การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเอเลี่ยนแต่ละพันธุ์ มันเลื่อนลอยและไปไกลเหลือเกิน มองให้เชื่อมกับคนเรายาก

ตัวละครในเรื่องนี้ทุกคนเป็นพวกอัจฉริยะผสมวิกลจริต ไม่มีใครปรกติสักคน ขอเอ่ยชื่อเป็นพิเศษหนึ่งคน โนวีนญ่าเป็นผู้หญิงโรคจิตชัดๆ เธอไม่ใช่คนไม่ดี แต่มีจิตใจที่บิดเบี้ยวผกผันสุดทานทน เป็นผู้หญิงที่ไร้ความสุขขนาดที่ว่า ตัวเองแย่ไม่พอ ยังทำตัวเหมือนพืชติดโรค แพร่เชื้อลุกลามกัดกินทุกคนรอบตัวเธอไปด้วย ทำให้เรารู้สึกอยากอยู่ห่างจากผู้หญิงคนนี้ให้ไกลที่สุด ตัวละครอื่นๆ ก็ไม่มีใครเป็นมนุษย์ที่มีสภาพจิตสมบูรณ์สักคน จิตตกมากบ้างน้อยบ้างเป็นคนๆ แค่เดินหนึ่งก้าวคิดไกลไปหนึ่งปีแสง แต่ถ้ายืนหรือนั่งเฉยๆ จะคิดไปอีกสิบปีแสง ฉันจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ดีมั้ยนะ นี่ตัวฉันรึเปล่า รักหรือไม่รักดี รักแล้วมันผิดมั้ย ความรู้สึกที่น่าจะง่ายๆ แบบความรักพี่น้องยังต้องคิดละอายว่ามันจะทำให้ใครหึงหวงมั้ยเลย หรือจะโกรธ จะเสียใจ ก็ยังต้องคิดอีก อ่านแล้วก็จะประสาทกินตาม ตัวละครที่ดูดีที่สุดในเรื่องคือ เจน ก็ดันไม่ใช่มนุษย์ซะอีก

ถ้าอนาคตข้างหน้ามีเอเลี่ยนมาถึงโลกจริง และหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับมนุษย์โลก ภาพที่พวกเขาจะได้รับรู้ก็คือ ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยมีความสุข สกปรก น่ารังเกียจ ฟุ้งซ่าน ย้ำคิดย้ำทำ รู้สึกผิดบาปในทุกการกระทำ สงสัยและไม่แน่ใจถึงคุณค่าการมีชีวิตอยู่ของตนเอง โอ้ อนิจจา มนุษย์ต่างดาวผู้น่าสงสาร ถ้ามีโอกาสเราอยากบอกพวกเขาผู้มาเยือนว่า ท่านเข้าใจผิดถนัดแล้ว มนุษย์อาจมีแง่มุมเหล่านั้น แต่ในทั้งหมดของความเป็นมนุษย์นั้น หลากหลายกว่าที่ท่านเห็นในหนังสือเล่มนี้มาก

ย้ำอีกครั้งว่า เนื้อเรื่องสนุก ถ้าชอบหรือสามารถอดทนกับคำบรรยายเยอะๆ ศัพท์แปลกๆ อย่างเช่น Aiùa ได้ เพราะมีศัพท์พวกนี้เยอะมาก มันก็ถือว่าเป็นหนังสือน่าอ่านนะ เพียงแต่มันไม่ใช่แบบที่เราชอบเท่านั้นเอง


Children of the Mind (Ender Series #4)
คะแนน : 7


ฉบับภาษาไทยของเล่มนี้ตั้งชื่อเรื่องเพราะมากเลย "จิตาวตาร" ในคำนำบอกว่า ตอนแรก OSC ทำสัญญาไว้เป็นไตรภาค แต่ดันเขียน Xenocide ยาวมาก มีรายละเอียดเยอะ จนต้องแยกออกมาอีกเล่ม เนื้อหาสองเล่มนี้จึงต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน อันที่จริงถ้าลดน้ำๆ ลง ก็น่าจะรวบเป็นเล่มเดียวกันได้ไม่เห็นต้องแยก

เล่มนี้บทบาทของเอนเดอร์น้อยลงไปกว่าเล่มที่แล้วอีก เรื่องเน้นที่ตัวละครจิตาวตารสองคนนั้นแหละ คนหนึ่งจับคู่กับมีโร่กระโดดข้ามใน-นอกจักรวาลไป-มา หาดาวอาณานิคมเพื่ออพยพ กับตามล่าต้นตอไวรัส อีกคนจับคู่กับซีหวางหมู่ เราชอบคู่นี้ เดินทางไปตามดาว เพื่อตามหาผู้มีอำนาจจะเปลี่ยนความตั้งใจของสภาดาราจักร มีการเดินทางมาดาว Divine Wind คำแปลของกามิกาเซ่ เป็นดาวญี่ปุ่น ถึงแม้ OSC จะพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับจีนและญี่ปุ่น แต่ก็เห็นชัดว่ายังขาดความเข้าใจถึงวัฒนธรรมตะวันออก ดูง่ายๆ แค่เรื่องชื่อนี่แหละ คงไม่มีคนจีนที่ไหนตั้งชื่อลูกว่า "หวางหมู่" แปลว่า "เจ้าแม่" หรอก ผู้แต่งรู้คำแปลทุกคำ ย้ำความหมายหลายครั้ง แต่การเอาชื่อเทพหรือบุคคลยิ่งใหญ่ในอดีตมาตั้งชื่อ มันเป็นวิธีคิดแบบตะวันตกมาก แล้วมีสาวใช้ชื่อ "เคนจิ" อีก มันชื่อผู้ชายชัดๆ นะ

เล่มนี้พล็อตหลักไม่มีอะไรมาก เนื้อหาหลักส่วนใหญ่มันอยู่ในเล่มที่แล้ว แต่เล่มนี้มันจะเป็นบทสรุปเรื่องราวของเอนเดอร์ซีรีส์ ตอนท้ายไอเดียบรรเจิดเข้าไปอีก อ่านแล้วโคตรงงเลย คนนี้ย้ายวิญญาณไปเข้าร่างนั้น คนนั้นย้ายวิญญาณไปเข้าร่างโน้น ประมาณว่า อ่านในเล่มแล้วต้องออกมาอ่านสรุปเรื่องย่อในเว็บถึงจะรู้เรื่อง ในคำตามท้ายเล่ม OSC บอกว่า เขานับถือนิกายมอร์มอน อืมม์ หนังสือเรื่องนี้ก็เลยออกมาแนวนี้ใช่มั้ย

สรุปทั้งซีรีส์เอนเดอร์ ชอบเล่มแรกเล่มเดียว และมันก็ไม่เหมือนเล่มอื่นๆ เลย ดาวของ Amazon ก็ฟ้องนะ สองเล่มหลังดาวลด คนรีวิวน้อยลงเยอะ เหลือแต่พวกแฟนฮาร์ดคอร์ แต่เดี๋ยวจะลองซื้อภาษาไทย "เกมพลิกโลก" มาอ่านซะหน่อย ส่วนเล่มที่เหลือสงสัยจะบาย เออ แต่ความจริงก็อยากรู้ว่า ดร. ยรรยง เต็งอำนวย แปลพวกศัพท์ประหลาดๆ ว่าอะไรเหมือนกันนะ

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

Ender's Game - Orson Scott Card

ไม่สบายตั้งแต่ต้นปีเลย เจ็บคอ ปวดหัว ตัวร้อน หลายวันแล้วยังไม่หายง่ายๆ ด้วย อยากนอนท่าเดียว แย่จัง เสาร์-อาทิตย์นี้ก็ต้องทำงานอีก เมื่อไหร่จะได้พักเนี่ย

Ender's Game (Ender Series #1)
คะแนน : 8

เราอาจเหมือนเพิ่งออกจากหลังเขา ที่มารู้จักเรื่อง Ender's Game เอาป่านนี้ นิยายที่คว้าได้ทั้งรางวัล Nebula 1985 และ Hugo 1986 และถือเป็นนิยายไซไฟคลาสสิคเล่มหนึ่ง ภาษาไทยก็ออกมาหลายปีแล้ว คือ เราชอบอ่าน Isaac Asimov แต่อ่าน Arthur C. Clark ไปได้เล่มเดียว เป็นสาวกที่บูชา Star Wars แต่ก็ไม่เก็ทกับ Star Trek ก็เลยคิดเอาเองว่า คงไม่ได้ชอบที่มันเป็นไซไฟหรอก แต่ชอบความแฟนตาซีของมันต่างหาก ก็เลยไม่ค่อยได้สนใจไซไฟเท่าไหร่ แต่หลังจากที่เอา "จุดดับแห่งนิรันดร์" มาอ่านใหม่อีกรอบแล้ว ก็ทำให้อยากลองอ่านเรื่องอื่นๆ ดูบ้าง

Ender's Game เล่มแรกในชุด Ender Wiggin เริ่มต้นเรื่องราวในอนาคต โลกถูกรุกรานจากบั๊กเกอร์ สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่มีลักษณะคล้ายแมลง ตัวเอกคือเอนเดอร์ วิกกิ้น เด็กชายอัจฉริยะวัย 6 ขวบ ที่ถูกเลือกให้มาเข้าโรงเรียนแบทเทิลสกูล ต้องจากครอบครัวไปฝึกในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานีอวกาศนอกโลก นอกจากการฝึกยุทธวิธีแล้ว เขาก็ต้องเรียนรู้การปรับตัว และปรับสภาพจิตใจเพื่อรับภาระอันหนักหนาสาหัส เอนเดอร์ต้องเข้าแข่งเกมต่อสู้ โดยเข้าร่วมกับทีม และก็วางแผนเอาชนะทีมอื่นๆ เขาไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพียงอายุ 12 ปี ก็ถูกเลื่อนชั้นไปเข้าโรงเรียนผู้บัญชาการ เพื่อฝึกให้เขาเป็นผู้บังคับบัญชากองยาน พร้อมการเดินทางสู่แนวหน้าของสงคราม ที่จะชี้ชะตาอนาคตของมวลมนุษยชาติ

เนื้อเรื่องเล่มแรกก็สนุกดี ตอนแข่งเกม เอนเดอร์เคลียร์ด่านไปเรื่อยๆ บางทีบรรยากาศก็เหมือนวิดีโอเกมสงครามอวกาศ แต่ต้องอ่านมาจนถึงฉากที่ปีเตอร์กับวาเลนไทน์ พี่ชายพี่สาวของเอนเดอร์ที่อยู่บนโลก ร่วมมือกันวางแผนเขียนบทความการเมืองเพื่อกุมอำนาจของโลก นั่นแหละที่เราเริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่นิยายไซไฟแอกชั่นธรรมดาซะแล้ว แต่อ่านแล้วต่อให้ไม่รู้ปีที่พิมพ์ก็ยังรู้เลยว่านิยายเรื่องนี้เก่า เพราะยังพูดประเด็นเรื่องรัสเซียกับสนธิสัญญาวอร์ซอว์อยู่เลย เนื้อเรื่องน่าติดตามอ่านสนุก แต่เดาเนื้อเรื่องตอนเอนเดอร์เล่นซิมูเลชั่นบังคับยานได้นะ ไม่ยากเท่าไหร่เห็นมาแต่ไกล ตอนจบที่กล่าวถึงหนังสือที่ Speaker for the Dead แต่ง ก็ทำให้รู้สึกว่า ซีรีส์นี้น่าจะมีอะไรลึกซึ้งรออยู่ข้างหน้า


Speaker for the Dead (Ender Series #2)

คะแนน : 7.5

นิยายเล่มสองที่ต่อจาก Ender's Game ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในสมัยนั้น โดยการเบิ้ลรางวัล Hugo และรางวัล Nebula ซ้ำได้อีกครั้งเป็นปีที่สองติดต่อกัน เริ่มต้นเล่มด้วยคำนำยาวเหยียดจากผู้แต่ง อธิบายที่มาที่ไปจากเล่มก่อนจนถึงเล่มนี้ มีจุดหนึ่งที่ Orson Scott Card พูดเองว่า มีนิยายจำนวนมากเลือกตัวเอกเป็นเด็ก ไม่ได้แปลว่าตั้งใจเขียนนิยายสำหรับเด็กเสมอไป แต่เพราะพระเอกที่อายุน้อยจะยังมีความหวั่นไหวไม่แน่ใจในจิตใจสูงกว่า ซึ่งทำให้แต่งเรื่องได้ง่าย และเปิดโอกาสให้มีทางเลือกมากมายแก่ตัวละคร ต่างจากตัวละครที่โตเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แล้ว เป็นการยืนยันสิ่งที่เราคิดตอนอ่านเล่มแรก เพราะเราอ่านแล้วไม่เคยเชื่อว่า เอนเดอร์เป็นเด็ก 6 ขวบเลย IQ อาจจะเป็นได้ แต่ EQ ไม่น่าเชื่อ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับประเด็นนี้ เพราะถึงไม่บอกก็เข้าใจว่า ไม่ได้ตั้งใจแต่งบุคลิกของเด็กให้สมจริงอยู่แล้ว

ในเล่มนี้ เวลาผ่านมา 3,000 ปีจากเล่มก่อน แต่เอนเดอร์ยังมีชีวิตอยู่ เป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 35 ปี สืบเนื่องมาจากการใช้ชีวิตส่วนใหญ่เดินทางอยู่ในอวกาศ คงเป็นตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของเวลา ที่ชอบยกตัวอย่างว่า ฝาแฝดคนที่อยู่บนโลกจะแก่ชราลงไปตามเวลาที่ผ่านไปปกติ แต่ฝาแฝดที่กลับมาจากการเดินทางในอวกาศยังหนุ่มอยู่ เดี๋ยวคงต้องไปหาข้อมูลเรื่องนี้ซะหน่อยว่า ตามทฤษฎีที่ว่าอยู่ได้ถึง 3,000 ปีจริงเหรอเนี่ย ใช้ชีวิตธรรมดาไม่ต้องเข้าแคปซูลด้วย

อารมณ์ในการอ่านเล่มแรกกับเล่มนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากการที่เอนเดอร์โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เนื้อเรื่องก็เปลี่ยนแนวไปด้วย ไม่มีสงครามต่อสู้แล้ว แต่กล่าวถึงการค้นพบดาวลูซิตาเนีย ที่มีสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เรียกกันว่าพิกกี้ อารยธรรมของพิกกี้ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น มนุษย์จึงพยายามศึกษาและทำความเข้าใจกับพิกกี้ และเอนเดอร์จะได้มีโอกาสล้างบาป โดยการปกป้องไม่ให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างดาวเผ่านี้

ครึ่งเล่มแรกอ่านสนุกมาก ดีกว่าเล่มแรกซะอีก ได้เห็นจินตนาการถึงโลกอนาคตที่มนุษย์ขยายขอบเขตไปครอบครองอาณานิคมพิภพต่างๆ นับร้อยดารา การศึกษาสิ่งมีชีวิตต่างดาว และตัวละครชื่อเจน AI คอมพิวเตอร์ที่อุบัติขึ้นจากเครือข่ายการสื่อสารแอนซิเบิล ก็สร้างมาได้น่าสนใจมาก แต่พอหลังจากกลางเรื่องที่เฉลยเรื่องพิกกี้ และเอนเดอร์แสดงวจนะถึงผู้วายชนม์แล้ว เนื้อเรื่องก็เข้าสู่ช่วงน่าเบื่อมากเช่นกัน บรรยายเยิ่นเย้อยืดยาว และผู้แต่งตั้งใจยัดเยียดสารที่เขาต้องการสื่อมากเกินไป ปรัชญา ความเชื่อ ศาสนา ศีลธรรมคุณธรรมความเป็นมนุษย์ วิถีปฏิบัติต่อผู้ด้อยกว่า สภาพสังคมมนุษย์ และความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตต่างดาว บางช่วงแทบจะรู้สึกว่ากำลังอ่านคัมภีร์อยู่

เราไม่ชอบเรื่องความสัมพันธ์ของเอนเดอร์และโนวีนญ่าเลยแม้แต่น้อย เห็นหน้าครั้งเดียวผ่านจอ เข้าใจถึงความเจ็บปวดที่เค้าแบกรับความรู้สึกผิดก็หลงรักแล้ว ตลกน่ะ ตัวละครลูกๆ ของโนวีนญ่าทั้งโขยงก็ไม่ปลื้มใครเลย รวมทั้งตัวเอนเดอร์เองก็น่ารำคาญ เก่งกาจรู้ดีไปหมด ทำตัวเหนือคนอื่น คนแบบนี้น่าเบื่อค่ะ และท้ายเรื่อง เอนเดอร์ก็กระทำในสิ่งที่ทำให้เราหมดความรู้สึกดีต่อเขาโดยสิ้นเชิง อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยมากนะ ไม่ได้มีอะไรสำคัญกับเนื้อเรื่องเลย แค่คำพูดประโยคเดียว แต่มันสะดุดใจเราแรงพอดู ตอนที่เอนเดอร์คิดถึงพ่อแม่ตัวเองว่า พ่อแม่คงไม่ได้รักเขาเท่าไหร่ ดูสิ ตอนนี้เขารักลูกเลี้ยงตัวเองมากกว่าที่พ่อแม่รักเขาซะอีก โคตร hypocrite เลย ตัวเองบอกโนวีนญ่าว่า เขาไม่ประณามความผิดใคร เพราะเขายังไม่เจอคนที่เขารู้สึกว่าทำบาปมาสาหัสกว่าเขาเลย แล้วมาเปรียบเทียบว่าตัวเองดีกว่าพ่อแม่ในใจทำไม ปากอย่างใจอย่าง ทุเรศอ่ะ

อ่านถึงตรงนี้แล้ว เรารู้สึกว่านิยายเรื่องนี้เสแสร้ง พยายามจะบอกว่า ฉันเป็นนิยายไม่ไร้สาระนะ มีแนวคิดลึกซึ้งซ่อนอยู่ให้คนอ่านคิด แต่เราไม่ชอบนิยายที่พยายามสั่งสอน มันไม่ธรรมชาติ การอ่านช่วง 10% สุดท้ายก็เลยทำให้เราเซ็งเรื่องนี้พอดู ทั้งที่เนื้อเรื่องดี แต่ลงท้ายด้วยความรู้สึกไม่ค่อยแฮปปี้กับการอ่านเล่มนี้เท่าไหร่

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The Hunger Games - Suzanne Collins

คะแนน : 8.5

ที่เลือกเรื่องนี้มาอ่านเพราะตอนที่เรากำลังบ้า Millennium Trilogy เห็นหนังสือเรื่อง Mockingjay ซึ่งเป็นเล่ม 3 ในชุด The Hunger Games เบียดอันดับหนังสือขายดีกับ The Girl Who Kicked the Hornet's Nest ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน แค่นี้ก็พอแล้วค่ะที่จะทำให้เราสนใจหนังสือชุดนี้ เพราะหนังสือที่ออกมาปุ๊บทำ The Girl ตกอันดับหนึ่งได้ มันต้องมีอะไรดีสิน่า เรื่องอื่นเราไม่ตามกระแส แต่เรื่องหนังสือนี่ เห็นเล่มไหนดังเป็นไม่ได้ ผิดกับเพื่อนบางคน มันจะเป็นแบบ เชอะ อ่านตามคนอื่น ชั้นไม่เอาหรอก กลายเป็นหมั่นไส้หนังสือฮิตซะอีก มันต้องอ่านแบบเด็กแนว ติสท์ๆ นิยายพวกที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง 55 นานาจิตตัง

เนื่องจากที่เลือกมาอ่านเพราะเหตุผลว่ามันเป็นเบสต์เซลเลอร์ ก็ไม่ได้ไปหารีวิวอ่านก่อน ที่จริงทิ้งช่วงมานานจากตอนที่ได้มาด้วยซ้ำ เก็บไว้ยังไม่ได้เริ่มอ่านสักที ถึงเวลาอยากอ่านก็เปิดเลย ทำให้เราเซอร์ไพรส์ตัวเองเล็กน้อย เพราะพอเริ่มอ่านไป 1-2 บท ฉากและบรรยากาศที่แปลก โลกอนาคตที่สังคมสงบสุขแบบปัจจุบันพังทลายไปแล้ว ทำให้พบว่า เราไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรต่อในหนังสือเล่มนี้ เรื่องนี้มันเป็นแนวเรื่องยังไง เดี๋ยวมันจะไปไงต่อ แล้วมันทำให้เราอยากรู้ต่อมากๆ และก็รู้สึกกับตัวเองขึ้นมาว่า ช่วงที่ผ่านมา เราคงจมอยู่กับหนังสือที่เราอ่านตามสูตร จำพวกนิยายโรแมนซ์ นิยายนักสืบ มากเกินไป หรือไม่ก็ด้วยความระมัดระวังในการอ่าน ก่อนอ่านก็หาอ่านรีวิวซะก่อนเสมอ ทำให้เวลาอ่านจริงไม่รู้สึกแปลกใหม่ พอมาอ่านหนังสือที่ไม่รู้อะไรมาก่อน รู้สึกเหมือนกำลังแกะห่อของขวัญเลย

ถ้าเล่าเรื่องย่อ มันก็ไม่มีอะไรให้เล่ามาก ในดินแดนที่เคยเป็นอเมริกาเหนือ จากวิกฤติที่ผ่านมามากมาย บัดนี้สิ่งที่เหลือรอดมาคือประเทศแพเนม ที่แบ่งเขตการปกครองเป็น 12 เขต มีเมืองหลวงควบคุมเขตต่างๆ และทุกปี เขตต่างๆ จะต้องส่งเด็กชายเด็กหญิงวัยรุ่นอย่างละคน มาเป็นบรรณาการ เพื่อร่วมแข่งขันในฮังเกอร์เกมส์ เกมที่ไม่จำกัดกติกาในการฆ่ากัน ผู้ชนะคือผู้ที่เหลือรอดคนสุดท้าย

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก น่าติดตามตั้งแต่เริ่ม สไตล์และจังหวะการเล่าเรื่องดีมาก พออ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้ายตอนจบแต่ละบท มันจะเปิดประเด็นใหม่ให้เราอยากรู้ต่อทันที จนวางไม่ได้ เมื่อคืนเรานั่งอ่านแบบแทบไม่ได้ขยับตัว นอกจากลุกมาเข้าห้องน้ำ อ่านแบบรวดเดียวจบจริงๆ วางไม่ลงเลย ทะลุถึงตี 1 วันนี้เลยต้องโด๊ปกาแฟแต่เช้า เพราะเป็นคนนอนน้อยไม่ได้

เรายังไม่แน่ใจว่าเราจะเก็บเรื่องนี้ประทับใจไปนานแค่ไหน เพราะเหมือนเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไร แต่ตอนอ่านนี่ยอมรับจริงๆ ว่า สนุกมาก ชอบการบรรยายของเรื่อง วิธีการเอาตัวรอดของตัวเอก แอกชั่นทั้งเรื่อง แต่พอถึงฉากสะเทือนใจตอนที่ตัวละครคนหนึ่งถูกฆ่า รู้สึกตัวเลยว่ากล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ฉากลาที่ตามมาก็ทำเอาน้ำตาซึมเลย รักษาความน่าติดตามของเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ชอบ ชอบมากๆ

สารบัญโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับ Hunger Games Trilogy
Catching Fire (Hunger Games #2)
Mockingjay (Hunger Games #3)
The Hunger Games Trilogy (ระวัง!! สปอยล์ตอนจบ)
The Girl Who Was on Fire (บทวิเคราะห์ สปอยล์)
คอมเมนต์เทรลเลอร์หนัง The Hunger Games ทีละช็อต
The Hunger Games: Official Illustrated Movie Companion
ความรู้สึกหลังดูหนัง The Hunger Games

หมายเหตุ
ฉบับแปลของ The Hunger Games ในภาษาไทยชื่อ "เกมล่าชีวิต" มีคำแปลผิดจำนวนมาก ทั้งปกเก่าและปกใหม่เพราะข้างในเหมือนกัน ฉบับที่ว่าจะแก้ไขคำแปลยังไม่ออกมา ไปดูตัวอย่างที่แปลผิด ที่นี่ แต่ไม่ใช่แปลผิดแค่เท่านั้น อย่างน้อยที่สุดเท่าที่เราเจอก็เกิน 50 จุดแล้ว ไม่แน่อาจผิดเกินร้อย

ยังไงคนที่จะซื้อฉบับภาษาไทยก็ลองพิจารณาดูค่ะ อ่านต้นฉบับอังกฤษจะดีที่สุด หรือไม่ก็รอฉบับแปลแก้ไข แต่ถ้าใครไม่อยากรอก็แล้วแต่ ถ้าคิดว่ารับได้ แต่อย่างน้อยก็รู้ข้อมูลไว้ก่อนที่จะซื้อ ดีกว่ามารู้ทีหลังแล้วเสียความรู้สึกน่ะค่ะ