แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ A Perfect 10/10 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ A Perfect 10/10 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tales of Toyland - Enid Blyton

คะแนน : 10

นี่คือหนึ่งในนิทานแสนรักที่เราประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่งสมัยเด็ก ถ้าคุณเป็นเด็กยุคแฟนฉันเหมือนเรา คุณอาจไม่รู้จักหนังสือชื่อ Tales of Toyland แต่ถ้าบอกว่า นี่คือเรื่อง "ตุ๊กตากลาสีผจญภัย" อาจจะมีใครร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง เราได้อ่านนิทานเรื่องนี้ครั้งแรกตอนสัก 7-8 ขวบมั้ง จากการรื้อค้นกองนิตยสารขวัญเรือนเล่มเก่าๆ ของที่บ้าน สมัยนั้นในขวัญเรือนจะมีคอลัมน์นิทานเด็กกับนิทานผู้ใหญ่ เป็นส่วนเดียวที่เราไล่อ่านจากนิตยสารกองนั้น ตุ๊กตากลาสีผจญภัยถูกลงเป็นตอนๆ ในส่วนของนิทานเด็กอยู่หลายเล่มติดกัน จำไม่ได้แล้วว่าปีไหน เพราะหนังสือพวกนั้นถูกชั่งกิโลขายไปหมดนานแล้ว

เนื้อเรื่องของตุ๊กตากลาสีผจญภัยก็ตรงตามชื่อเรื่องล่ะนะ เป็นเรื่องของตุ๊กตากลาสีชื่อเริงรื่น กับตุ๊กตานางฟ้าชื่อดาวน้อย พวกเขาถูกของเล่นอื่นรังแก ก็เลยหนีออกจากบ้านเจ้าของ เดินทางผจญภัย ผ่านโพรงกระต่าย ขึ้นรถไฟมาถึงเมืองของเล่น และสร้างบ้านตุ๊กตาอาศัยอยู่ร่วมกันสองคนในฐานะสามีภรรยา แล้วก็จะมีเรื่องราวจัดงานปาร์ตี้ ช่วยตุ๊กตาเพื่อนบ้าน อะไรทำนองนี้อยู่หลายตอน จนตอนจบคือ ซานตาคลอสมาถึงเมืองของเล่นแล้วเลือกเริงรื่นกับดาวน้อยเข้าถุง เพื่อนำไปแจกให้เด็กๆ แต่ตุ๊กตาทั้งสองร้องไห้เสียใจ จนซานตาคลอสตกใจปล่อยทั้งสองกลับไปดังเดิม ลงท้ายด้วยการบอกว่า เริงรื่นกับดาวน้อยก็อาศัยอยู่ในเมืองตุ๊กตาอย่างมีความสุขตลอดไป

เราชอบนิทานเรื่องนี้มากๆ มันมอบความใฝ่ฝันและจินตนาการให้เรา เมืองที่ตุ๊กตาพูดได้ ได้สร้างบ้าน ต่อเฟอร์นิเจอร์เอง กี่ครั้งที่มันพาให้เราฝันถึงแดนไกลที่ไม่เคยเจอบนโลกจริง และทำให้เรารู้ว่า หนังสือพาเราไปไหนก็ได้ โลกในหนังสือสนุกและน่าตื่นเต้นขนาดไหน แต่ตอนนั้นไม่รู้ตัวหรอก สมัยเด็กก็ไม่รู้จักรักษาหนังสือเป็นสมบัติของตัว จนโตมาเมื่อสักสิบปีก่อน เราก็คิดถึงนิทานเรื่องนี้ขึ้นมา จนถึงขนาดไปหอสมุดแห่งชาติ ขอถ่ายเอกสารจากนิตยสารขวัญเรือนมาเลยนะ แล้วรู้มั้ยคะว่า หอสมุดแห่งชาติก็มีขวัญเรือนไม่ครบ ก็เลยขาดนิทานเรื่องนี้ไป 1-2 ตอน อยากจะอ่านแบบสมบูรณ์อีกครั้ง เราแน่ใจว่า นิทานเรื่องนี้เป็นหนังสือแปลแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่ามาจากเรื่องอะไร ใครแต่ง แล้วสำนวนแปลภาษาไทยของ อ. สนิทวงศ์ ท่านเล่นแปลชื่อตัวละครเป็นไทยด้วย เคยไปตั้งกระทู้ถามในพันทิปก็ไม่ได้ความ มีคนบอกว่ามันเคยมีรวมเล่มเล็กๆ ชื่อการผจญภัยของตุ๊กตากลาสี ก็ไม่เคยเห็น จนปัญญาจะตามหา และสิบปีนี้จากการย้ายหนังสือไปมา ตอนนี้ไอ้ที่ไปถ่ายเอกสารมาก็ไม่รู้อยู่ไหนแล้วเหมือนกันค่ะ

จนเมื่อไม่นานมานี้จากการอ่านเรื่องปิ๊ปปี้ ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้อีกครั้ง และด้วย Google Books กับคีย์เวิร์ดว่า sailor doll ก็พาเราไล่ไปเรื่อยๆ ตามเว็บ จนในที่สุดก็ทราบว่า มันคือเรื่อง Tales of Toyland นี่เอง ตุ๊กตากลาสีชื่อ Jolly ตุ๊กตานางฟ้าชื่อ Tiptoe และผู้แต่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Enid Blyton นักเขียนเรื่องเด็กคนโปรดของเรานั่นเอง แต่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ตุ๊กตากลาสีจะเป็นเรื่องของเธอ เพราะเรานึกถึงแต่เรื่องสไตล์ห้าสหายผจญภัยมากกว่า (เราเป็นแฟนแนวนี้ มีหมดทุกเรื่อง สี่สหาย ห้าสหาย หกสหาย เจ็ดสหาย ฯลฯ เล่มไหนมีชื่อ Enid Blyton ก็ซื้อทั้งนั้น ว่าแต่ใครรู้บ้างคะว่า จอร์จ/จอร์จิน่า เคยมีชื่อไทยว่า ยอด/ยอดอุรา) ตอนหาเจอนี่ หัวใจพองเลย ปลื้มมาก และก็ไม่รอช้า จัดการสั่งซื้อจาก eBay ทันที ในที่สุดก็ได้มาอยู่ในมือจนได้

นิทานสั้นมาก 90 หน้าเอง อ่านแป๊บเดียวก็จบ ทั้งๆ ที่ตอนเด็กรู้สึกว่ามันยาวกว่านี้ พอมาอ่านอีกทีตอนโต เราเพิ่งรู้นี่แหละว่า ดาวน้อย (ชื่อไทยเพราะกว่าชื่อจริงมาก) เป็นผู้หญิงขี้แย ทำอะไรไม่เป็น เห็นแก่ตัว อะไรที่ดีๆ ในเรื่องเป็นบทของเริงรื่นทั้งนั้น แถมตอนมาถึงเมืองตุ๊กตานะ เริงรื่นบอกดาวน้อยหน้าตาเฉยว่า เราควรแต่งงานกัน เธอจะได้ชุนถุงเท้าให้ฉัน แล้วฉันจะดูแลเธอเอง มิน่า อีนิด ไบลตัน ถึงถูกวิจารณ์เรื่องเหยียดเพศ ตอนเป็นเด็กไม่รับรู้ประเด็นพวกนั้นหรอก แหม แต่เรื่องมันก็แต่งมาตั้งนานแล้วล่ะนะ ตั้งแต่สมัยสงครามโลก ปล่อยไปไม่คิดมาก

ตอนเราอ่านประวัติของอีนิด ไบลตัน ตกใจเลยตอนเจอว่า ลูกสาวคนเล็กของเธอบอกว่า แม่เป็นคนหลงตัวเอง เห็นแก่ตัว ตอนเด็กเธอกลัวแม่ แต่ตอนโต เธอสมเพชแม่มากกว่า เราอึ้งไปเลย นักเขียนคนโปรดสมัยเด็กของเรานะนั่น ตอนเด็กเราไม่เคยใส่ใจว่านักเขียนจะเป็นคนยังไง แต่ถ้าเราไม่เจอข้อมูลนี้ ก็คงนึกไปธรรมดาว่า เขียนเรื่องเด็กก็คงรักเด็กเข้าใจเด็ก ความฝันวัยเยาว์ถูกทำลายลงไปเล็กน้อย โลกของเด็กกับโลกของผู้ใหญ่ต่างกันจริงๆ ฮ่าฮ่า แต่ยังไงเราก็ยังรักเรื่องนี้มากอยู่ดีค่ะ เพราะมันคือสิ่งเตือนใจถึงความทรงจำแสนสุขในวัยเด็กของเรา

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Judith McNaught (7) Almost Heaven

Almost Heaven, 1990 (ดั่งสวรรค์สร้าง, สาปสวรรค์)
Historical Romance : Regency
Hero & Heroine: Ian Thornton & Elizabeth Cameron
คะแนน : 10


เอลิซาเบธ เคาน์เตสแห่งฮาเวนเฮิร์ส ได้พบกับเอียน ธอร์นตัน ชายหนุ่มผู้มีชื่อเสียงไม่ดีและมีชาติกำเนิดคลุมเครือในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ทั้งสองเริ่มตกหลุมรักกัน แต่เมื่อพี่ชายต่างบิดาของเอลิซาเบธมาพบทั้งคู่อยู่ด้วยกันก็โกรธมาก ประณามเอียนว่าไม่คู่ควร และประกาศว่า เอลิซาเบธมีคู่หมั้นแล้ว เมื่อเอียนเข้าใจผิดว่าเธอยั่วเขาเล่นจึงจากไป แต่เอลิซาเบธก็เสื่อมเสียชื่อเสียงจนถูกขับออกจากวงสังคม จากนั้นผ่านไปเกือบสองปี เอลิซาเบธกำลังลำบากเพราะถูกอาบังคับจะให้แต่งงานไปเสียกับใครก็ได้ที่ยอมแต่งงานด้วย เธอจะถูกส่งตัวไปพักอยู่กับชายสามคนที่ตอบรับคำเชิญว่าสนใจจะแต่งงานกับเธอ เธอแทบไม่เชื่อหูเมื่อได้ยินว่า หนึ่งในนั้น คือ เอียน ธอร์นตัน แต่คนที่แทบไม่เชื่อสายตายิ่งกว่า คือ เอียน เมื่อเขาพบเธอมาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านเขา

เอลิซาเบธเป็นเพื่อนกับอเล็กซานดร้า นางเอกเรื่อง Something Wonderful และมีตัวละครจาก SW มาปรากฏตัวในเรื่องนี้บ้าง แต่ก็เห็นชัดๆ ว่า JM เพิ่งแต่งเรื่องเพื่อนสมัยเด็กขึ้นมาทีหลัง เพราะใน SW ไม่มีการพูดถึงเอลิซาเบธสักนิด ซึ่งเป็นกรณีเหมือนที่แซคจาก Perfect ไม่เคยถูกพูดถึงใน Paradise เพราะ JM เคยบอกว่า เธอแต่งเรื่องทีละเรื่อง ไม่ได้มองล่วงหน้าถึงเรื่องต่อไป แต่เธอก็ชอบให้ตัวละครจากเรื่องก่อนๆ ปรากฏตัว ซึ่งแฟนๆ ก็ชอบเหมือนกัน มาปรากฏตัวอีกก็ดีค่ะ ชอบ

Almost Heaven เป็นนิยายโรแมนซ์เรื่องเดียวที่เราให้คะแนน 10 เต็ม ในชั้นหนังสือของเราที่เรียงนิยาย JM ไว้ สภาพเล่มนี้เยินกว่าเล่มอื่นเลย เพราะเปิดอ่านบ่อยกว่าเพื่อน เรื่องนี้น่ารักมากๆ ค่ะ เป็นเรื่องของ JM ที่มีฉากขำๆ มากที่สุดด้วย ไม่มีตรงไหนในเรื่องนี้ที่เราไม่ชอบเลย เอลิซาเบธกับเอียนเป็นคู่พระคู่นางที่เราชอบที่สุดในนิยายโรแมนซ์ เริ่มจากหน้าตา คืออย่าว่ากันนะคะว่ายึดติดรูปกายภายนอก เพราะยังไงเวลาอ่านนิยาย ก็ชอบจินตนาการว่านางเอกสวยพระเอกหล่อไว้ก่อน แล้ว JM ก็ช่างบรรยายความสวยของเอลิซาเบธให้เรารู้สึกว่าเธอสวยมากๆ จริงๆ ขอยกข้อความจากหนังสือมาทั้งฉากเลยนะคะ

Standing in the doorway like a vision from heaven was an unknown young woman clad in a shimmering silver-blue gown with a low, square neckline that offered a tantalizing view of smooth, voluptuous flesh, and a diagonally wrapped bodice that emphasized a tiny waist. Her glossy golden hair, was swept back off her forehead and held in place with a sapphire clip, then left to fall artlessly about her shoulders and midway down her back where it ended in luxurious waves and curls that gleamed brightly in the dancing candlelight. Beneath gracefully winged brows and long curly lashes her glowing green eyes were neither jade nor emerald, but a startling color somewhere in between.

In that moment of stunned silence Roddy observed her with the impartiality of a true connoisseur, looking for flaws that others would miss and finding only perfection in the delicately sculpted cheekbones, slender white throat, and soft mouth.

The vision in the doorway moved imperceptibly. “Excuse me,” she said to Alexandra with a melting smile, her voice like wind chimes, “I didn’t realize you weren’t alone.”

In a graceful swirl of silvery blue skirts she turned and vanished. and still Roddy stared at the empty doorway while Alexandra’s hopes soared. Never had she seen Roddy display the slightest genuine fascination for a feminine face and figure. His words sent her spirits even higher. “My God,” he said again in a reverent whisper. “Was she real?”


เป็นไงคะ อ่านแล้วก็ต้องถอนหายใจเลย นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเป็นคนจริง จะจินตนาการให้เหมือนหน้าดาราคนไหนดี แต่สิ่งที่ทำให้เราชอบเอลิซาเบธจริงๆ แล้วก็คือ นิสัยของเธอมากกว่า เธอเป็นนางเอกที่น่ารักมากๆ นิสัยดีอ่อนโยน มีความตั้งใจแน่วแน่ บวกอารมณ์ขัน อันที่จริงนางเอก JM ก็เป็นแบบนี้ทุกคนค่ะ แต่เอลิซาเบธหวานที่สุด ซึ่งบางคนอาจจะชอบแนวเด็กดื้อ หรือแนวผู้ใหญ่กว่านี้

ส่วนเอียนก็ โอย พระเอกในฝันชัดๆ ค่ะ ซึ่งที่จริง พระเอกของ JM ก็เป็นตามแบบฉบับเหมือนกันแทบทุกคนอีกเช่นกัน ตัวสูง ผมดำ คมเข้ม หล่อ รวย เก่ง ฉลาด แต่นั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราชอบเรื่องของ JM มากๆ สังเกตตัวเองมาหลายทีแล้ว ถ้าชอบพระเอกนางเอก พล็อตเรื่องห่วยก็ยังชอบ แต่ถึงเรื่องสนุกแต่ไม่ชอบพระเอกนางเอก เราก็จะขัดใจทุกที ใน Amazon เคยมีคนบรรยายไว้ว่า ทำไมถึงชอบตัวละครชายของ JM ขอยกมาใช้อธิบายความรู้สึกของเรานะคะ พระเอกของ JM นั้น เข้มแข็งแต่ไม่ข่มขู่ อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เป็นคนที่ไว้วางใจได้แต่ไม่ใช่น่าเบื่อ แล้วที่สำคัญคือ รักนางเอกมากๆ ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อนางเอก สรุปว่าเป็นผู้ชายแบบที่ไม่มีตัวตนในชีวิตจริง ทำให้สาวๆ อดหลงรักผู้ชายในฝันแบบนี้ไม่ได้

มีคนที่ไม่ชอบเรื่องนี้ตรงจุดที่เอลิซาเบธไม่เชื่อใจเอียนแล้วหนีจากไป แต่เราไม่มีปัญหากับจุดนี้ เพราะมันนำไปสู่ช่วงเวลาแยกจากกัน ที่สะเทือนอารมณ์ความรู้สึก อ่านคำบรรยายความรู้สึกปวดร้าวของทั้งคู่แล้วซึ้งมาก โดยเฉพาะคำพูดของเอลิซาเบธตอนที่เธอกลับมาหาเอียน ขอยกมาทั้งย่อหน้าอีกรอบนะคะ

Looking like a courageous, heartbroken angel. Elizabeth faced her adversary across his desk, her voice shaking with love. “Listen carefully to me, darling, because I’m giving you fair warning that I won’t let you do this to us. You gave me your love, and I will not let you take it away. The harder you try, the harder I’ll fight you. I’ll haunt your dreams at night, exactly the way you’ve haunted mine every night I was away from you. You’ll lie awake in bed at night, wanting me, and you’ll know I’m lying awake, wanting you. And when you cannot stand it anymore,” she promised achingly, “you’ll come back to me, and I’ll be there, waiting for you. I’ll cry in your arms, and I’ll tell you I’m sorry for everything I’ve done, and you’ll help me find a way to forgive myself-”


เฮ้อ~ นี่แหละค่ะ รัก เข้าใจผิด งอน ง้อ ไม่ว่าจะดูเหมือนน้ำเน่าแค่ไหน แต่ในเมื่อนี่เป็นนิยายที่ทำให้คุณสุข เศร้า ซึ้ง เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้ายแล้วทำให้คุณหลับตาและรู้สึกถึงรอยยิ้มที่ริมฝีปากตัวเองได้ คุณจะไม่หลงรักมันได้ยังไง

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

Harry Potter, Finally…….

คะแนน : 10

(บทความนี้เก็บจากบล็อกเก่ามาโพสท์)

ในที่สุด ความปรารถนาก่อนตายตาหลับก็ได้บรรลุไปอีกข้อแล้วในวันนี้
คือการได้อ่าน Harry Potter เล่มจบแล้ว

ได้ไฟล์ pdf หนังสือจากเน็ตเมื่อวันศุกร์ ก่อนหนังสือออก 1 วัน เช็คกับรุ่นน้องที่ร้านขายหนังสือให้ไปดูหนังสือเล่มจริงว่า เนื้อความในหนังสือเป็นของแท้ที่ เจ.เค. เขียนแน่ๆ แล้วก็เอาโหลดลงปาล์มแล้วเริ่มอ่าน Harry Potter เล่ม 7 เป็นเล่มที่สนุกมากๆๆๆๆๆ แม้จะตั้งตารอมานาน แต่พอได้อ่านจริงๆ ก็ยังสนุกเกินความคาดหมายไปอีก เพราะตอนเล่ม 5 เล่ม 6 คิดว่าไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เรื่องมันเอื่อยๆ น้ำเยอะ แล้วค่อยมามีลุ้นตอนท้ายเล่ม แต่เล่ม 7 นี่สนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ฉาก action เยอะมากๆ แล้วคลี่คลายประเด็นที่เขียนปมไว้ในเล่มก่อนๆ ได้หมด จนจบอย่างยิ่งใหญ่สมบูรณ์ เป็นเล่มที่คิดว่าสนุกที่สุดแล้ว แต่อาจจะชอบเล่ม 3 นักโทษแห่งอัซคาบันมากกว่านิดนึง เพราะชอบการพลิกไปพลิกมาของเล่มนั้น

สปอยล์สุดขีด

เล่มนี้สเนปเท่มากๆ ในเล่มที่ผ่านๆ มาไม่ได้รู้สึกชอบหรือไม่ชอบสเนปเป็นพิเศษ แต่ก็คิดอยู่แล้วว่าสเนปต้องฆ่าดัมเบิลดอร์ตามคำขอร้องของดัมเบิลดอร์เองแน่ๆ แต่เล่มนี้สเนปเท่มากๆ ฟังพูดแต่ละคำนี่ สั้นๆ แต่โคตรเท่ทั้งนั้นเลย Always, Anything, Look at me. โอย~
- ตอนที่สเนปมาขอให้ดัมเบิลดอร์ช่วยลิลี่ ดัมเบิลดอร์ถามว่าจะให้อะไรตอบแทน คำเดียว Anything
- ตอนที่สเนปเสกพาโตรนุสเป็นรูปกวางตัวเมียเหมือนของลิลี่ ดัมเบิลดอร์พูดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ตอบคำเดียวอีก Always
- ตอนที่สเนปกำลังจะตาย บอกแฮร์รี่ว่า Look at me ขอให้แฮร์รี่มองที่ตัวเอง เพื่อจะได้มองตาลิลี่เป็นครั้งสุดท้าย
โคตรๆๆๆๆๆ เท่
ความจริงพวกแฟนๆ เค้าก็เดากันอยู่แล้วนะว่าเรื่องจะเป็นอย่างนี้ ว่าสเนปต้องแอบรักลิลี่ แม่ของแฮร์รี่แน่ๆ จากเนื้อเรื่องเล่ม 5 พอเฉลยออกมาก็ไม่แปลกใจ แต่ก็ยังประทับใจอยู่ดี พออ่านจบเล่ม บทที่ย้อนมาอ่านใหม่บทแรกเลยก็คือบทนี้แหละ The Prince’s Tale เขียนดี ประทับใจ ไม่นึกว่าสเนปจะรักลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่ต้องการอะไรตอบแทนด้วยนะ นี่เห็นเลยว่า เจ.เค. เขียนแบบให้ความสำคัญกับความรัก อย่างที่ดัมเบิลดอร์พูด ยาครอบจักรวาล คือ ความรัก ทั้ง แฮร์รี่ สเนป และโวลเดอร์มอร์ ทั้ง 3 คน เป็นเด็กขาดความรักความอบอุ่น แต่แฮร์รี่มีเพื่อน สเนปมีความรัก ก็เลยยังเป็นคนดี ในขณะที่โวลเดอร์มอร์ปฏิเสธความรัก ก็เลยชั่วซะขนาดนี้

ตอนบทส่งท้ายรู้สึกเรื่องมันหน่อมแน้มไปหน่อย แหม สิบเก้าปีผ่านไป มีลูกสามคน คือจริงๆ อาจจะเพราะไม่ค่อยชอบจินนี่เท่าไหร่ พอหวานกันซะขนาดนั้นก็เลยรู้สึกเลี่ยนๆ นิดนึง

ไปรษณีย์มาส่งหนังสือ Harry 7 เมื่อวันจันทร์ ก็เลยอ่านใหม่อีกรอบ เพื่อเก็บรายละเอียด ถ้าอยู่บ้านคงเอาเล่ม 1 ถึงเล่ม 6 มาอ่านอีก เพราะทุกทีออกเล่มใหม่มา จะเอาเล่มเก่าๆ มาอ่านย้อนทวนอีกที ก็จะได้เห็น clue ที่ เจ.เค. เขียนเป็นรายละเอียดเล็กๆ ไม่สำคัญอยู่ในเนื้อเรื่องเล่มก่อนๆ ตลอด อ่านๆ ไปก็คิดว่า เจ.เค. โรลลิ่ง นี่อัจฉริยะจริงๆ

รู้สึกดีใจที่เราได้มีชีวิตอยู่ในช่วงของปรากฏการณ์แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เข้าใจความรู้สึกร่วมในกระแสของตำนานในโลกวรรณกรรม เหมือนคนสมัยก่อนที่คนชอบเชอร์ล็อก โฮล์มส์ รักและติดตามการผจญภัยของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ขนาดเซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ เขียนให้ตกเหวตายไปแล้ว ยังต้องเขียนให้กลับมาเลยเพราะกระแสเรียกร้องของแฟนๆ แล้วนี่ผ่านมาเป็น 100 ปี ก็ยังมีคนอยู่ทั่วโลกที่ชอบเชอร์ล็อก โฮล์มส์ กันอยู่ คิดดูสิ เราเชื่อว่า Harry Potter จะเป็นหนังสือ classic อีก 50 ปี 100 ปี ก็คงจะยังมีคนอ่านอยู่ แต่เด็กรุ่นหลังจะไม่ได้สัมผัสอารมณ์ลุ้น อารมณ์รอเป็นปีแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณ เจ.เค. พออ่านจบปิดหนังสือ หลับตา รู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ ถึงจุดหมายปลายทางไปอีกอย่างแล้ว เหมือนวันที่ได้ดู Star Wars ครบ 6 ภาค