แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การ์ตูน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การ์ตูน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

Mayme Angel - Igarashi Yumiko


*หมายเหตุ: มีความจำเป็นต้องแก้ไขข้อความค่ะ รู้สึกว่าคนทำเขาไม่สบายใจ ก็ไม่พูดถึงดีกว่านะ

การ์ตูนเรื่องนี้เป็นผลงานของ อิงาราชิ ยูมิโกะ คนวาดเรื่องแคนดี้จอมแก่น และจอร์จี้ที่รัก แคนดี้นี่เรื่องในตำนาน ความจริงตอนเด็กเราจำอะไรเกี่ยวกับแคนดี้ไม่ค่อยได้ แต่ตอน VBK ทำเวอร์ชันปกแข็งก็ซื้อเก็บนะ มันก็ดีจริงแฮะ ส่วนจอร์จี้นี่อ่านใน Gift Mag แล้วมาตามต่อรวมเล่ม ของสยามสปอร์ตมั้ง โดนชั่งกิโลขายหมด โชคดีที่ Evolution X พิมพ์ใหม่ ฉากที่จอร์จี้ไปหาอาเบลในคุก จำได้ว่าสมัยนั้นอ่านแล้วตาโต ว้ายกรี๊ด ตอนนั้นถือว่าโป๊มากนะ แต่พอมาเจอการ์ตูนผู้หญิงยุคหลัง แบบในจอร์จี้ก็เด็กๆ ไปเลย เราอ่านอยู่จนถึงรุ่น MiMi, LaLa แต่พอเจอแต่แนว ชินโจ มายู ที่เอะอะอะไรก็จับกด ก็เลิกอ่านโชโจไปเกือบหมดก็เพราะช่วงนั้นแหละ

ไมมี่แองเจิล เป็นเรื่องในอเมริกายุคบุกเบิกตะวันตก ตอนที่ไมมี่ยังเด็กได้รู้จักกับจอห์นนี่ เพราะเขาช่วยสุนัขตกน้ำจนตัวเองบาดเจ็บ จอห์นนี่เดินทางตามพ่อที่ไปตั้งรกรากทางตะวันตก ทั้งสองก็เลยต้องแยกกัน ไมมี่ตั้งใจจะเป็นเจ้าสาวของจอห์นนี่ในอนาคต เวลาผ่านไป ในที่สุดครอบครัวของไมมี่ก็ตัดสินใจออกเดินทางร่วมไปกับกองคาราวาน มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางมุ่งสู่ตะวันตก เมื่อมาถึงเขตแดนโอเรกอน ไมมี่ได้พบกับจอห์นนี่ที่แกล้งทำเป็นไม่รู้จักเธอ เขาเปลี่ยนแปลงไปเพราะความแค้นที่พ่อถูกฆ่า และไมมี่ก็ได้เจอกับอัลแมน ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ที่พยายามต่อต้านดัลตั้น คนเลวที่ตั้งตัวแผ่อิทธิพลข่มขู่เหล่านักบุกเบิกทั้งหลายให้อยู่ใต้อำนาจ ถึงแม้อัลแมนจะแสนดี แต่ไมมี่ก็หยุดคิดถึงจอห์นนี่ไม่ได้เลย

ไมมี่เป็นเรื่องที่วาดหลังจากแคนดี้ ก่อนจอร์จี้ งานภาพก็ถือว่าเป็นช่วงที่วาดสวยที่สุด วาดเหมือนกันสามเรื่องนี้ ลายเส้นคงที่ตลอดเรื่อง ตาโตวิ้งๆ เนื้อเรื่องก็อ่านสนุกดีนะ พอมาอ่านตอนโต ไมมี่นี่เธอโลกสวยมาก ท่องมนตร์แต่ว่า สันติ อภัย เลิกสู้ เลิกแก้แค้น แล้วก็ยึดติดกับจอห์นนี่จนเว่อร์เลย เคยเจอกันตอนเด็กแป๊บเดียวเอง แต่พอดีเราก็เชียร์จอห์นนี่ เพราะชอบหน้าตาที่หน้าเหมือนอาเธอร์ เลยรอดไปเชียร์ถูกคน ฮ่าฮ่า ไม่งั้นสงสารอัลแมนแย่เลย

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Touch - Adachi Mitsuru





จุดพลุฉลอง ในที่สุด VBK ก็เข็นออกมาครบ การรอคอยแสนยาวนานของเราก็จบลงด้วย เรื่องนี้อ่านมาตั้งแต่สมัยประถม แต่ไม่เคยซื้อเก็บได้ครบชุดเลย แล้วก็ถูก VBK ทำเจ็บหลายที ลอยแพปกแข็ง เวอร์ชันนี้ก็ทำลุ้นอยู่นาน ตอนแรกเราเข็ดไม่กล้าซื้อนะ กะว่ารอจบแล้วยกแพ็ค แต่พอมันออกมาถึงเล่ม 8 ก็เริ่มคลายใจเห็นว่าคราวนี้มีลุ้น กลัวจะหมดหาไม่ได้ก็เลยต้องไปซื้อมาเก็บไว้ก่อน แต่พอหลังจากนั้น กว่าจะออกเล่มต่อมาแต่ละเล่มนี่ ทำเราเครียดมาก ชาตินี้ฉันจะได้เก็บครบมั้ยเนี่ย ในที่สุดก็สำเร็จจนได้ โพสต์นี้ไม่มีอะไรมากค่ะ ขอเฮอย่างเดียว

เราอ่าน Touch ครั้งแรกตอนมันเป็นเล่มบางๆ ไม่มีลิขสิทธิ์ สมัยเล่มละ 10 บาทใช่มั้ย เป็นของพี่สาว ไม่ใช่ของตัวเอง การ์ตูนเก่าๆ ของพี่เรามีเรื่องสนุกเยอะมาก แต่เขาไม่เก็บสะสม โตมาก็หายไปหมด รับช่วงไม่ทัน บางเรื่องที่ดังๆ เอามาพิมพ์ใหม่ก็ยังโชคดีไปได้เก็บ แต่บางเรื่องมันก็ไม่เคยมีพิมพ์ซ้ำเลย อย่าง ไมมี่แองเจิล (อิงาราชิ ยูมิโกะ), หันมาทางนี้ซิเลิฟ (อาซากิริ ยู สมัยยังไม่เทิร์นดาร์ค), พลังรัก (ยามาโตะ วากิ) แล้วอีกตั้งหลายเรื่อง ฯลฯ พูดไปเรื่อยๆ ก็คงไล่ไม่หมด นึกถึงแล้วก็เสียดาย

เรื่อง Touch นี้เขาถือกันว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของอาดาจิ เราก็ชอบมาก แต่ที่สุดของอาดาจิ มิซึรุ สำหรับเรา ไม่ใช่ Touch แต่เป็น Rough ต่างหาก ทัชนี่เล่มหลังๆ มันยืดๆ ไป ความจริงตอนนี้เราเลิกราจากการเป็นแฟนผลงานของอาดาจิไปแล้วล่ะ หลังจากที่ซื้อเก็บทุกเรื่องที่มีชื่อนี้บนปก เพราะไม่ได้ชอบงานยุคหลังๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว ไม่รู้เขาเปลี่ยนหรือเราเปลี่ยน เราตามซื้อ H2 กับ Katsu! จนจบ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกอ่านสนุกเลย พอถึง Cross Game เราอ่านได้ครึ่งเรื่อง ก็ตัดสินใจว่า ไม่รู้จะยื้อความสัมพันธ์นี้ต่อไปทำไม บางทีมันก็คงต้องปล่อยวาง ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการความทรงจำ ดีกว่าจะยิ่งเสียความรู้สึกกันต่อไปเปล่าๆ

แต่เมื่อวันนี้เรายก Touch ทั้งตั้ง 12 เล่มมาอ่าน ยังจำเนื้อเรื่องได้หมดเลย เพราะเคยอ่านมาไม่ต่ำกว่า 5 รอบแล้ว เอามาอ่านใหม่ตอนนี้ นอกจากความสนุกที่ได้จากเรื่อง ความรู้สึกตอนอ่านอีกครึ่งหนึ่งมันเป็นเรื่องการระลึกถึงความหลัง อ่านจบแล้วก็รู้สึกดี แบบที่โฆษณา Short Program ท้ายเล่มว่าไว้ "เก็บความสุขของวัยหนุ่มสาวไว้ให้คุณคิดถึง"

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรื่องธรรมดาของเธอกับฉัน - Tsuda Masami

คะแนน : 7

ขอเตือนคนที่หลงเข้ามาอ่านหน้าเว็บนี้ว่า ไม่ว่าคุณจะเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้หรือไม่เคยอ่าน ชอบหรือไม่ชอบเรื่องนี้ ก็อย่าอ่านต่อเลยค่ะ ปิดทิ้งไปเถอะ เพราะโพสต์นี้เราตั้งใจจะบ่น บ่น บ่น ออกแนวพร่ำเพ้อ ไม่มีสาระ ฟังแล้วจะน่ารำคาญมาก

สาเหตุเพราะความเก็บกดจากไอ้เรื่องธรรมดาของเธอกับฉันนี่ล่ะ ในที่สุดวิบูลย์กิจก็ออกมาจนจบเล่ม 21 ได้ การ์ตูนที่ตามอ่านมาเกือบสิบปี (มั้ง) ไม่แน่ใจ เพราะหาวันเดือนปีที่พิมพ์ท้ายเล่มไม่เจอ ช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ เป็นช่วงเวลาที่เราได้แต่ความรำคาญใจจากการ์ตูนเรื่องนี้ ออกเล่มใหม่มาทีไร เราก็ได้แต่ตะโกนในใจว่าเมื่อไหร่มันจะจบซะทีเนี่ย ฉันจะทนไม่ไหวแล้วนะ เราเซ็งเรื่องนี้ตั้งแต่เล่มกลางๆ ประมาณเล่ม 10 เป็นต้นมา เบื่อ อ่านไปด่าไป แต่ก็ยังตามซื้ออยู่ทุกเล่ม เกลียดตัวเองอยู่เหมือนกัน ตอนเห็นเล่มจบออกมานี่แทบจะเฮ โล่งใจ หมดภาระไปอีกเรื่องแล้ว พอกันกับอินุยาฉะเลย นั่นเราเบื่อตั้งแต่เล่ม 20 กว่า ก็ยังตามซื้อจนจบ 56 เล่ม

พอดีตอนที่ซื้อเรื่องนี้ ที่โชคดีออกพร้อมกันสองเล่มรวด 20-21 จบ อยู่กับเพื่อนพอดี เราก็บ่นยังงี้ให้มันฟัง เพื่อนเรามันก็บอกว่า อ้าว ไม่สนุกแล้วซื้อต่อทำไม
เรา: ช่วยไม่ได้ว่ะแก ชั้นถลำตัวซื้อมาเกินครึ่งเรื่องแล้ว มันต้องซื้อต่อ
มัน: แกต้องรู้จัก cut losses ว่ะ เหมือนเล่นหุ้น กราฟตกดูแล้วไม่ขึ้นแน่ก็ต้องตัดใจขายทิ้งถึงจะขาดทุน
เรา: เออว่ะ แต่เผอิญชั้นไม่ใช่คนที่ตัดใจจากอะไรได้ง่ายๆ มันไม่ใช่นิสัย คิดดู ฉันรักลิเวอร์พูลมาเกิน 20 ปีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ช้ำใจไปไม่รู้เท่าไหร่ ชั้นไม่เคยตัดใจเลิกเชียร์ได้เลย อ้าว แล้วชั้นหลุดพูดถึงเรื่องนี้ตอกย้ำตัวเองขึ้นมาทำไม กลับมาเรื่องเดิมนะ
มัน: อือ (พยักหน้าหงึกๆ ในใจมันคงว่าเราบ้า แต่คบกันนานจนไม่ถือสากันแล้ว)
เรา: เดี๋ยวชั้นจะเอาการ์ตูนเรื่องนี้ไปด่าต่อในบล็อก
มัน: เขียนๆ ไปเนี่ยมีคนเข้ามาอ่านรึเปล่า
เรา: ไม่รู้ว่ะ ไม่สนใจ เขียนให้ตัวเองอ่าน ระบายอารมณ์ สบายใจดี ถ้าเรื่องไหนชอบมาก ความรู้สึกชอบมันท่วมท้นก็อยากเขียนถึง ถ้าไม่ชอบ ได้ด่าไป มันก็ได้มีทางออกไปจากจิตใจ แล้วก็จะได้ลืมๆ มันไป

สำหรับคนที่ยังอุตส่าห์อ่านต่อมาถึงตอนนี้ ไม่รู้เพราะอะไร อาจเป็นเพราะว่า คุณใช้เวลาแค่ 30 วินาที อ่านสิ่งที่เราใช้เวลาเขียน 15 นาที เราก็จะขอเตือนอีกครั้งว่า ต่อจากนี้จะเริ่มเข้าเรื่อง พร้อมสปอยล์แหลกราญ ตั้งแต่ต้นจนจบ ขี้เกียจแปะโค้ดปิดสปอยล์แล้ว เตือนแล้วนะ

เรื่องธรรมดาของเธอกับฉัน มาจากการ์ตูนผู้หญิงในชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Kareshi Kanojo No Jijo แปลญี่ปุ่นตรงตัวว่า สถานการณ์ของแฟนหนุ่มกับแฟนสาว หรือ His and Her Circumstance ในเวอร์ชันที่ถูกซื้อไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ อันนี้ต้องชม VBK ว่า ถอดชื่อเป็นภาษาไทยได้ดีมาก (ดีกว่าเนชั่นเยอะ อย่าง "นินจาคาถาโอ้โฮเฮะ" หรือ "วัยกระเตาะ ตึ่ง ตึง ตึ๊ง" เนี่ย ทุเรศมาก ตั้งมาได้ไงไม่รู้ ถ้าคนไม่บอกว่าสนุกคงไม่ซื้อแล้ว) เรื่องนี้ที่ปกติเมืองนอกเรียกสั้นๆ กันว่า Kare Kano เป็นมังงะที่ดังจนถูกเอามาสร้างเป็นอนิเมะ โดย Gainax (บริษัทที่สร้าง Evangelion เออ แต่อย่าเอ่ยถึงเรื่องนั้นดีกว่า เดี๋ยวจะบ่นยาวกว่านี้) เราสนใจการ์ตูนเรื่องนี้เพราะได้ยินชื่อเสียงว่ามันดัง นอกจากเอเชียกับอเมริกาแล้ว ยังแพร่ไปถึงยุโรป แล้วปกติเรื่องที่ถูกเอามาสร้างอนิเมะก็มักจะมีดีอยู่จริงๆ พอภาษาไทยออกก็ไม่รอช้า ซื้อทันที โดยไม่ได้ทดลองเช่าอ่านดูก่อน โอ้ แล้วแค่อ่านเล่มแรก เราก็สัมผัสได้ทันทีถึงสาเหตุที่มันดัง


เรื่องธรรมดาของเธอกับฉัน เป็นเรื่องราวของนักเรียน ม.ปลาย วัยรุ่นธรรมดา ไม่มีเวทมนตร์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น ตัวเอกของเรื่องคือ มิยาซาวะ ยูกิโนะ ที่มีภาพของนักเรียนดีเด่น เรียนเก่ง นิสัยดี รสนิยมสูง แต่ตัวจริงของเธอเป็นผู้หญิงเสแสร้ง อยากเด่นอยากดัง ออกจะโก๊ะ ติงต๊อง อยู่บ้านเป็นยายเพิ้งท่องตำราแทบตาย เพื่อจะได้ผลการเรียนอันดับหนึ่ง เพื่อที่คนอื่นจะได้ชื่นชม บอกใครๆ ว่าชอบฟังเพลงคลาสสิค ทั้งที่ความจริงชอบลูกทุ่ง ช่วยเหลือติวหนังสือให้เพื่อนตลอด เพราะจะได้ชื่อว่า ทั้งเก่งทั้งดี ไม่หยิ่ง สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง แต่แล้วเธอก็ได้พบกับ อาริมะ โซอิจิโร่ เด็กหนุ่มรูปหล่อ หัวดี กีฬาเลิศ ลูกชาย ผอ. โรงพยาบาลใหญ่ ตอนแรก ยูกิโนะมองอาริมะเป็นคู่แข่ง วันหนึ่งอาริมะมาที่บ้าน จึงรู้ความลับของยูกิโนะ เขาจึงบังคับให้เธอเป็นทาสให้ช่วยทำการบ้านให้ ทั้งสองจึงได้ใกล้ชิดกันและเห็นตัวตนภายในของกันและกันมากขึ้น ในที่สุดทั้งสองก็เริ่มคบกันเป็นแฟนจริงๆ

ในเนื้อเรื่องที่ดูเหมือนจะธรรมดาไม่มีอะไร กลับเต็มไปด้วยสิ่งที่ดึงดูดใจนักอ่าน การบรรยายความรู้สึกลึกๆ ของตัวละคร มันก็แทบพาคุณลงถึงก้นบึ้งหัวใจ บทสนทนาที่เฉียบคม อ่านไปๆ มันก็จะมีถ้อยคำที่พุ่งมาโดนกลางใจเลย อย่างตอนที่ยูกิโนะไม่กล้าตอบรับความรู้สึกของอาริมะในตอนแรก เพราะกลัวใจกับความผิดหวัง หลังสับสนมานาน แต่พอถึงฉากที่เธอตัดสินใจว่า เธอจะคบกับอาริมะล่ะ เธอคิดว่า "ยังไงอนาคตถ้ามันอาจจะต้องเจ็บ ก็ขอให้อาริมะเป็นคู่กรณีคนแรกแล้วกัน" กับภาพประกอบตอนที่เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปจับมืออาริมะ ว้าวเลย แล้วตอนที่ทั้งสองถูกอาจารย์เชิญผู้ปกครองมาพบ เพราะมีแฟนแล้วคะแนนตก พ่อแม่นางเอกจ๊าบมาก พ่อของยูกิโนะก็บอกประมาณว่า "ผมไม่บงการลูกหรอกครับ อนาคตที่มันต้องใช้ผลการเรียนดีมันก็อีกเรื่อง แต่เวลาที่ใช้กับคนที่คบตอน ม.ปลาย มีค่ากว่าคนที่คบในอนาคตนะครับ" เล่าแบบนี้มันไม่เห็นภาพมันฟังธรรมดา แต่ถ้าอ่านเอง มันจะโดนมากเลย

หลังจาก 3-4 เล่มไป เนื้อเรื่องของเธอกับเขาก็เริ่มอยู่ตัวล่ะ ก็เริ่มขยายขอบเขตมีเพื่อนของเธอ เพื่อนของเขา เข้ามาวนเวียนเกี่ยวพันกับพระเอกนางเอกมากขึ้น ตัวละครเพื่อนทั้งหลายที่เข้ามาช่วงแรกๆ นี่แต่ละคนก็บุคลิกโดดเด่นสีสันจัดจ้านทั้งนั้น เหล่านักเรียนพรสวรรค์มารวมตัวกัน ก็ทำให้ชีวิตพระเอกนางเอกมีเรื่องราวน่าสนใจน่าติดตามอยู่ตลอด แต่แล้วจุดเปลี่ยนของความรู้สึกที่เรามีต่อเรื่องนี้ก็มาถึง ช่วงกลางๆ ซีรีส์ เล่มที่โดดไปกล่าวถึงเรื่องราวชีวิตและความหลังของเพื่อนแต่ละคนที่โผล่เข้ามา มันเบี่ยงเบนโฟกัสของเรื่องออกไปเลยนะ เราก็เริ่มตงิดๆ ในใจ อะไรวะ เพื่อนแต่ละคนนี่แทบจะได้บทคนละเล่ม เราเข้าใจว่า ผู้แต่งต้องการให้ตัวละครของเธอมีชีวิต เพื่อนไม่ใช่แค่ตัวประกอบ แต่ตัวละครในเรื่องทุกคนต่างมีชีวิตจริงของตัวเอง และได้มาอยู่รวมกันในเรื่อง แต่มันไม่ไหวนะ โคตรยืด เนื้อเรื่องหลักมันไม่ไปไหนเลย กลุ่มเพื่อนมันเริ่มมีคนเยอะมากไป และด้วยลายเส้นจืดๆ ของสึดะ มาซามิ นี่ เพื่อนบางคนหน้าตาเหมือนกันมาก จนเราแทบแยกไม่ออกเลยนะ ถ้าไม่เรียกชื่อกันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว

พอหมดเรื่องเพื่อน กลับมาเป็นเรื่องของพระเอกนางเอกบ้าง นึกว่าจะค่อยยังชั่ว โอ้ พระเจ้าช่วย อาริมะ โซอิจิโร่ ผู้เคยสมบูรณ์แบบ ถึงที่ผ่านมาจะมีเนื้อเรื่องบอกแล้วว่า เขามีอดีตลึกๆ ซ่อนอยู่ เพราะเขาไม่ใช่ลูกจริงๆ ของพ่อแม่ที่เลี้ยงมานี้ก็เถอะ แต่แกช่างจมดิ่งลงสู่ด้านมืดได้อย่างงี่เง่าเหลือเกิน มีแม่แท้ๆ ที่ทารุณกรรมเขาตอนเป็นเด็กเล็กๆ แล้วไง มีพ่อแท้ๆ ที่เห็นว่าเขาเป็นความผิดพลาดที่เกิดมาแล้วไง ไม่ไหว เราไม่ได้บอกว่า เขาไม่ควรเจ็บปวด เข้าใจว่าบาดแผลทางใจมันก็อาจฝังลึก แต่เรารับไม่ได้ที่แกเล่นพร่ำเพ้องี่เง่าบ้าบอคอแตกอยู่ได้ตั้งนานสองนาน ชีวิตปัจจุบันที่มีพ่อแม่บุญธรรมสุดแสนจะประเสริฐ มีคนรักที่ดีพร้อม คุณสมบัติส่วนตัวก็เลอเลิศทุกอย่าง แล้วจะทำตัวมีปัญหาทำไม จะอะไรนักหนาวะ wth!! แต่ละเล่มไอ้หมอนี่ก็จะใช้เวลา 50 หน้า รำพันกับตัวเองว่า ไม่มีความสุข ไม่มีใครเข้าใจ เห็นคนอื่นมีความสุขก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้ง ไม่มีใครเห็นแผลใจแกเลย ขอโทษว่ะ ฉันยังไม่เคยอ่านข่าวเจอว่า แกนกลางของโลกหมุนตามใคร เคยมองคนอื่นที่เขาไม่มี เขาตกทุกข์ได้ยากจริงบ้างมั้ย บางทีการเข้าไปสำรวจจิตใจตัวเองลึกๆ มันก็ดี แต่ถ้าจมลึกหายลงไปเลยจนมองข้างนอกไม่เห็นก็เกินไป

แล้วโดยเฉพาะ พ่อแท้ๆ ของโซอิจิโร่ คือ เรย์จิ นี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน เราโคตรเกลียดเรื่องปัญหาชีวิตของตระกูลอาริมะ ช่วงนี้มีแต่ตัวละครพร่ำเพ้อ เนื้อเรื่องเล่าอดีตความหลังถึงรุ่นพ่อรุ่นปู่ เจ็บปวดมาจากเรื่องพ่อแม่ของแต่ละคนยังไง ชีวิตก็เลยบัดซบต่อกันมาเป็นทอดๆ บ้าป่าว ตัวเองจิตใจอ่อนแอเอง แล้วทำไมต้องหาเหตุผลโทษว่า เป็นเพราะชีวิตฉันมีอดีตที่มีปัญหาล่ะ คือ ถ้าชีวิตปัจจุบันของพวกนี้มีปัญหาจริงเราจะไม่ว่าอะไรสักคำ แต่เรย์จินี่พี่ชายพูดผิดหูคำเดียว ทำตัวเตลิดเปิดเปิง ปัญญาอ่อน แล้วผู้แต่งคงจะกลัวเราลืมว่า ที่อ่านอยู่นี่เป็นการ์ตูนนะ คนโรคจิตแบบนี้ในชีวิตจริงมันน่าจะกลายเป็นไอ้ขี้ยา ตายเพราะเสพยาเกินขนาด แต่ไอ้เจ้านี่ดันหนีหายไป กลับมากลายเป็นนักเปียโนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เพราะ DNA อันเลอเลิศในตัว แกทำตัวงี่เง่าแค่ไหนก็ได้ แต่ฟ้าประทานความสามารถให้ซะอย่างจะทำไม

โอย เราอ่านไปๆ ก็เบื่อเต็มทีแล้ว รู้สึกตลอดว่า เมื่อไหร่มันจะจบสักทีเนี่ย ที่ญี่ปุ่นมันออกจบตั้งนานแล้ว เราหาอ่านเรื่องย่อสปอยล์มาหมดแล้ว ส่วนหนึ่งต้องโทษ VBK ด้วย ที่ทิ้งช่วงนานมาก เล่มใหม่ออกแต่ละที มันก็จมอยู่กับอารมณ์ด้านมืดของตัวละครอยู่อย่างนี้ เนื้อเรื่องแทบไม่มีอะไรไม่ขยับไปไหนเลยนะ ยูกิโนะรู้ตัวว่าท้องมานานกี่เล่มแล้ว ไม่กล้าบอกโซอิจิโร่อยู่ตั้งนาน คนอ่านก็รอไปเถอะว่าเมื่อไหร่จะบอก เนื้อเรื่องจะได้ไปต่อ อย่างนี้เมื่อไหร่จะจบ จริงๆ ถ้าได้อ่านต่อเนื่องเราคงไม่รู้สึกแย่กับเรื่องนี้เท่านี้ เพราะคงไม่ต้องเสียเวลา 3-4 ปีรอว่า เมื่อไหร่ตัวละครจะเลิกบ้า แล้วเห็นมั้ย พอถึงเล่ม 20-21 เรื่องก็สรุปลงเอยง่ายๆ มากเลย แค่เขี่ยเสี้ยนกลางใจออกไปได้ เรื่องก็จบ ชีวิตก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว พ่อแม่ดันดีใจซะอีกที่ลูกท้องก่อนแต่ง cool กันจริงๆ

เล่ม 21 นี่มีฉากที่คนเขียนแกล้งคนอ่านด้วย กล่าวถึงอนาคต 16 ปีผ่านไป หน้าแรกตอนอ่านนี่หลุดปากเลย เฮ้ย เอาจริงดิ ลืมตัวไปว่า ที่อ่านสปอยล์มามันไม่ใช่ยังงี้ แต่ถ้าเรื่องมันจบแบบนั้นจริงนี่ อาจมีรายการยกหนังสือการ์ตูนทั้งตั้งไปเผาทิ้งแน่ (พูดเล่นน่า ความคิดพาไปแต่คงไม่ทำจริงหรอก) อ่านจบหน้าสุดท้ายไป ความรู้สึกเดียวที่แจ่มชัดในใจเรามีแค่ความโล่งใจ หมดเวรหมดกรรมกับมันซะที น่าเสียดายมากเลย ที่อารมณ์ความรู้สึกที่เหลือค้างอยู่ในใจของเราที่มีต่อเรื่องนี้ มันก็คงจะถูกจำในแง่ลบอย่างนี้ไปตลอด ยังไงคิดถึงความดีช่วงแรกให้คะแนนที่ 7 แล้วกัน

และถ้าใครที่ดื้ออ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงต้องบอกอีกทีว่า ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเรา ไม่จำเป็นต้องตรงกับใคร เรารู้ว่ามีคนที่ชอบเรื่องนี้มากอยู่ ประเด็นที่เราไม่ชอบ มันอาจจะเป็นสิ่งที่คุณชอบก็ได้ หรือถ้าคุณกำลังสนใจอยากหาเรื่องนี้อ่าน ถ้ามาเจอโพสต์นี้ก็อย่าทำให้มันเป็นเหตุผลที่หยุดคุณ คุณอ่านเองก็อาจจะชอบมันมากก็ได้ เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนรักแรง เกลียดแรง แต่ในบล็อกตัวเองเราถือเป็นพื้นที่ของเราขอพูดอะไรตามใจแล้วกัน ถ้าเป็นที่บอร์ดสาธารณะก็คงไม่กล้าเขียนอะไรตรงแบบนี้ เกรงใจคนที่เขาอาจจะชอบ เข้าใจกันนะคะ

Update
หลังจากอ่านเรื่อง Room ทำให้เราเริ่มคิดว่าเราอาจจะออกอาการเกินกว่าเหตุกับอาริมะ วัยเด็กที่ผิดเพี้ยนทำให้เขาโตมามีปัญหา นึกถึงการทดลองที่แยกลูกลิงจากอกแม่ ลิงตัวนั้นจะโตขึ้นผิดปกติ พอเอากลับมาอยู่กับลิงตัวอื่นพฤติกรรมก็ผิดเพี้ยนหมด ชีวิตวัยเด็กของอาริมะที่ขาดความรักความอบอุ่น ถูกแม่ทุบตีทำร้าย ส่งผลกระทบใหญ่หลวงจนถึงตอนโต เอางี้ เราจะพยายามเข้าใจเหตุผลของตัวละคร แต่ก็ขอเปลี่ยนเป็นบ่นคนเขียนแทนแล้วกันว่า ไอเดียดีแต่นำเสนอไม่ดี เพราะทำให้เราเชื่อและยอมรับในการกระทำของตัวละคร จากการอ่านแค่เฉพาะในเรื่องเองไม่ได้ ประเด็นที่น่่าจะทำให้สงสารเห็นใจ ทำไมมันอ่านแล้วกลายเป็นเบื่อหน่ายรำคาญได้ก็ไม่รู้

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

PLUTO ตามล่านักฆ่าแอนดรอยด์

คะแนน : 8.5


ปกติเขียนถึงแต่นิยายภาษาอังกฤษที่อ่านจบไป แต่ความจริง เรายังอ่านหนังสืออื่นๆ อีกด้วยนะคะ อย่างตอนนี้กำลังค่อยๆ อ่าน จิตร ภูมิศักดิ์ ทีละนิด และนอกจากหนังสือ อีกอย่างที่เราอ่านเป็นประจำคือ การ์ตูนญี่ปุ่น อย่างที่เราแนะนำตัวเองไว้ว่า เราหัดอ่านหนังสือจากการ์ตูนโดราเอมอน (สนพ. มิตรไมตรี) ผ่านมาจนป่านนี้ ตอนนี้เราก็ยังไม่เลิกอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น เรามีการ์ตูนอยู่เต็มบ้าน เคยนับจริงๆ เมื่อสักสิบปีก่อน ตอนนั้นมีประมาณ 5,000 เล่ม ตอนนี้ไม่รู้มีเท่าไหร่ อาจจะถึงหมื่นเล่มก็ได้ ถึงแม้เรื่องที่เราตามอ่านจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามปีที่ผ่านไปก็ตาม ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีความรู้สึกอยากเขียนบล็อก ถึงหนังสือและการ์ตูนเหล่านั้นมากเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่า การอ่านเรื่องที่มีเป็นเล่มจริง พออ่านจบวางไว้บนชั้นหนังสือ มันก็เป็นหลักฐานการอ่านที่เรารู้อยู่ในใจและเห็นอยู่กับตา แต่พอช่วงหลังเปลี่ยนมาอ่านหนังสืออีบุ๊ค ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาว่าอ่านไปเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันอาจส่งผลทางจิตวิทยา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราอยากเขียนบล็อกถึงมัน เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานการอ่านจบแล้วให้ตัวเองก็ได้ หรือไม่ก็เพราะการ์ตูนเรื่องหนึ่งมันยาว ตามอ่านกันหลายปีกว่าจะจบ บางเรื่องหลายสิบปีก็ยังไม่จบ ก็เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียนถึง

กลับมาว่ากันต่อถึงการ์ตูนที่เราจะเขียนถึงวันนี้ เพราะ Pluto เล่ม 8 ซึ่งเป็นเล่มอวสานเพิ่งออกมาในสัปดาห์นี้ เรื่องนี้ขนาดมีแค่ 8 เล่ม ยังตามอ่านกัน 4 ปีเลย อ่านจบแล้วชอบมาก ก็เลยอยากจะบันทึกความรู้สึกที่มีต่อเรื่องนี้ไว้ เรื่องนี้เป็นผลงานของอุราซาว่า นาโอกิ ซึ่งเราชอบมาตั้งแต่สมัยเรื่อง Monster และ 20th Century Boys แล้ว (แต่เราเลิกซื้อ Yawara! ไปกลางคัน เพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่สนุก) โดย Pluto ดัดแปลงมาจากตอนหนึ่งของการ์ตูนคลาสสิค ผลงานของปรมาจารย์เทะสึกะ โอซามุ เรื่องอะตอม เจ้าหนูปรมาณู ตอนหุ่นยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (อยู่ในเล่ม 13 สนพ. วิบูลย์กิจ) ตอนแรกที่เราซื้อ Pluto เล่ม 1 เห็นบนปกก็แปลกใจ เอ๊ะ เทะสึกะ โอซามุ ตายไปตั้งนานแล้ว มาเป็นผู้แต่งร่วมได้ไง แถมการวาดก็เป็นลายเส้นเอกลักษณ์ของอุราซาว่าชัดเจน พอเปิดอ่าน ตอนท้ายก็มีอธิบายไว้ อ๋อ ขออนุญาตทายาท หยิบเนื้อเรื่องเก่าเฉพาะตอนมาเขียนใหม่นี่เอง

ถ้าใครเคยอ่าน Monster และ 20th Century Boys มา จะรู้ว่า อ.อุราซาว่า เขียนพล็อตเรื่องได้น่าติดตามมาก มีปมให้สืบสาวเรื่องราว การลุ้นและตามไขปริศนาหาตัวร้าย อ่านจบแต่ละเล่ม กว่าจะรอให้เล่มใหม่ออกนี่ทรมานใจมากอยากรู้เนื้อเรื่องต่อไป ซึ่ง Pluto ตามล่านักฆ่าแอนดรอยด์ ก็มีคุณสมบัติดังกล่าวครบ การหยิบเนื้อเรื่องจากอะตอมก็ไม่ได้หยิบมาอย่างทื่อๆ แต่มีความกล้าหาญในการดัดแปลงมาเป็นสไตล์ของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ โดยยังคงความเคารพต่อผลงานต้นฉบับอย่างเต็มที่ และดีที่มีโครงเรื่องต้นฉบับบังคับ ทำให้ Pluto ไม่ลงเหว ไม่ออกทะเล ไม่ยาวเยิ่นเย้อ เนื้อเรื่องสับสน อ่านแทบไม่รู้เรื่องอย่าง 20th Century Boys เล่มท้ายๆ

เนื้อเรื่องใน Pluto นี้ เรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของเกซิกต์ หุ่นยนต์ตำรวจนักสืบจากประเทศเยอรมนีเป็นตัวดำเนินเรื่อง ในโลกยุคอนาคต หุ่นยนต์ชั้นนำของโลกถูกไล่ล่าและถูกฆาตกรรมไปทีละราย โดยฝีมือของผู้ร้ายลึกลับ เงื่อนงำที่ปรากฏในสถานที่เกิดเหตุ อยู่ที่สภาพร่องรอยที่เหมือนกะโหลกมีเขา เกซิกต์ตามสืบคดี และได้ติดตามมาพบอะตอม ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ชั้นนำของโลก 7 ตัวที่จะถูกตามล่าด้วยเช่นกัน

แม้การดำเนินเรื่องหลักจะยึดโครงเรื่องตามในเรื่องอะตอม แต่การเล่าเนื้อเรื่องเป็นสไตล์สืบสวนสอบสวนไขปริศนาเต็มที่ และที่น่าชื่นชมมากๆ คือตัวละคร ทั้งการออกแบบหน้าตาและบุคลิก ถ้าไม่บอกไม่รู้เลย จากอะตอมหน้าตัวการ์ตูนตาโต กลายเป็นหน้าตาเด็กผู้ชายธรรมดา และเราชอบมิติความลึกของตัวละครที่เพิ่มเข้ามามากๆ เกซิกต์มีความลึกซึ้ง ไม่ใช่หุ่นกระป๋องธรรมดา มีเรื่องราวที่เพิ่มมาจากต้นฉบับมากอยู่ (เรานับแล้ว เกซิกต์ในเรื่องอะตอมมีบทอยู่ 7 หน้าเท่านั้น) เขามีภรรยาหุ่นยนต์ชื่อเฮเลน่า และเขามีฝันร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่ควรจะมีได้ แถมยังมีปริศนาเรื่องความทรงจำที่หายไป

อันที่จริงงานของเทะสึกะ โอซามุ ก็ไม่ใช่ว่าตื้นเขิน อย่างเราเคยอ่าน Black Jack บางตอนแล้วกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แต่อะตอมเป็นเรื่องสมัยเก่า ลายเส้นโบราณๆ การเล่าเรื่องมันก็เลยทื่อๆ มุมมองภาพเชยๆ และไม่ได้ให้เวลากับตัวละครหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ นอกจากอะตอมมากนัก พอเอามาเล่าใหม่ เพิ่มภูมิหลังตัวละคร มีเนื้อเรื่องใหม่ที่เสริมเข้ามาให้สมบูรณ์ขึ้น บวกกับการวาดที่ใช้มุมกล้องแบบหนัง กลายเป็นเรื่องที่สุดยอดไปเลย ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ หรือมุมมองที่มีต่อสงคราม ถูกถ่ายทอดมาได้ดีมากๆ

อีกอย่างที่เราชอบคือ บทสนทนาเจ๋งๆ อย่างเรื่อง สมองมนุษย์ที่มีกลไกการลืมเพื่อเยียวยาความเจ็บปวด แล้วหุ่นยนต์ที่จำทุกอย่างในชิพเมมโมรี่ได้ล่ะจะทำยังไง หุ่นยนต์รู้สึกเจ็บปวดโกรธแค้นได้หรือเปล่า จริงๆ เราว่า มันเป็นการพูดถึงจิตใจมนุษย์โดยผ่านมุมมองของหุ่นยนต์นะ จะว่าไปมนุษย์อาจจะมีความอ่อนไหวในใจกับอำนาจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่มีผลต่อจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ก็เลยมีนักเขียนที่พยายามพูดเรื่องพวกนี้รึเปล่า

ตอนเด็กๆ เราโดนว่าประจำเรื่องหมดเงินไปกับการซื้อการ์ตูน ตอนเป็นวัยรุ่นถูกถามเสมอว่า โตแล้วเมื่อไหร่จะเลิกอ่านซะที บางทีเรายัวะตอบกลับไปว่า เราจะอ่านการ์ตูนไปตลอดชีวิต จนที่บ้านชินเลิกพูดเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้พออายุมากขึ้น รสนิยมเราก็เปลี่ยน เวลาก็ไม่เอื้อ เราอ่านการ์ตูนน้อยลงมากๆ แล้ว เหลือตามอยู่จริงๆ สัก 10 เรื่องเท่านั้น ความคิดก็เปลี่ยนเป็นแค่ว่า เราจะอ่านการ์ตูนไปจนกว่าเราจะรู้สึกว่าอ่านไม่สนุกแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้แหละ ที่ทำให้เรายังเลิกอ่านการ์ตูนไม่ได้เสียที เพราะถ้ายอมรับว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วต้องเลิกอ่านการ์ตูน ก็คงน่าเสียดายที่พลาดเรื่องดีๆ แบบนี้ไป