แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรแมนซ์พารานอร์มอล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรแมนซ์พารานอร์มอล แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

Archangel's Storm (Guild Hunter #5) - Nalini Singh

คะแนน : 7.5 เราว่าการเขียนบล็อกนี่มันเหมือนการออกกำลังกายนะคะ ถ้าทำเป็นกิจวัตรมันก็จะชินทำไปเรื่อยๆ แต่พอไม่ยอมทำเป็นประจำ เริ่มข้าม เริ่มทิ้งช่วง มันก็จะยิ่งขี้เกียจสันหลังยืด ทีนี้ก็ยาวเลย จะกลับมาทำอีกก็อาจจะเข็นตัวเองไม่ขึ้นแล้ว

Guild Hunter เล่มใหม่ เป็นเรื่องของเจสัน ที่เป็นหัวหน้าสายลับของราฟาเอล เขาต้องเดินทางไปยังเขตของเนฮา มหาเทพผู้ปกครองอินเดีย เนื่องจากสวามีของนางถูกใครฆ่าไม่รู้ ราฟาเอลเลยส่งเจสันไปช่วยสืบ แต่มีข้อแม้ว่าเขาต้องยอมทำปฏิญาณโลหิตกับเจ้าหญิงมหิยาว่าจะไม่ทรยศ แล้วเจสันกับมหิยาก็ร่วมมือกันเพื่อรวบรวมข้อมูลเพื่อค้นหาเบื้องหลังของเหตุการณ์ครั้งนี้

พล็อตเรื่องเหมือนจะเป็นการสืบสวน แต่มันไม่ใช่น่ะ มีตาย 3-4 ศพ แล้วก็เฉลยตูม ไม่ได้ลุ้นอะไร เนื้อเรื่องหลักเล่มนี้มันเป็นภูมิหลังกับการเมืองของพวกเทพๆ ของโลกในเรื่อง ซึ่งเราก็ยังไม่ค่อยอิน เล่มนี้เลยอ่านแบบเฉยๆ ไปเรื่อยๆ มันก็ไม่ได้น่าเบื่อนะ แต่ชอบเล่มที่แล้วมากกว่า

เรื่องรักของพระเอกนางเอกเล่มนี้ก็ไม่ค่อยมีประเด็นขัดแย้งอะไรเท่าไหร่ แค่ต่างคนต่างมีอดีตที่ต้องเติบโตมาแบบโดดเดี่ยว บุคลิกของเจสันกับมหิยาโอเค แต่เราว่าก็ยังไม่เด่น ซึ่งมันอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยชอบเรื่องชุดนี้เท่าไหร่ เลยไม่จำตัวละคร เจสันเราก็เพิ่งมาจำได้เอาเล่มนี้ ตอนนี้ไล่ชื่อแก๊งเจ็ดคนของราฟาเอลได้ 5 คนแล้ว แต่อีก 2 คนยังนึกไม่ออกเลย


วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Tangle of Need (Psy-Changeling #11) - Nalini Singh

คะแนน : 8
อ่าน Fifty Shades #3 ไปได้ 1/3 เล่ม ยิ่งอ่านยิ่งขัดใจ เปลี่ยนมาอ่านชุด Psy-Changeling เล่มใหม่แทนดีกว่า ตอนแรกไม่ค่อยรอลุ้นเล่มนี้เท่าไหร่ เพราะหลังจบเรื่อง Kiss of Snow ที่เรารู้สึกว่ามันพีคมาก เล่มถัดมาก็คงจะดร็อปลง พวกตัวละครอื่นก็เป็นตัวรองๆ ถ้ายังไม่ใช่เรื่องของคาเล็บ ก็คิดไปเองว่ามันยังไม่น่าติดตามเท่าไหร่ พระเอกก็เป็นคนที่เราไม่ค่อยชอบหน้าเพราะเป็นกิ๊กเก่าอินดิโก้ แล้วตั้งแต่ได้เห็นหน้าปกอันแสนเสล่อของเล่มนี้บนเว็บผู้แต่ง ก็ยิ่งทำให้พาลไม่อยากอ่านเข้าไปใหญ่ แต่ดีนะที่เนื้อเรื่องกับหน้าปกมันคนละระดับกันเลย เล่มนี้สนุกมาก

เตือนสปอยล์
ตัวเอกเล่มนี้เป็นหมาป่าสโนว์แดนเซอร์ทั้งสองคน คือ รีอาซ อดีตเพื่อนแถมโปรโมชั่นของอินดิโก้ที่เพิ่งย้ายกลับมาจากยุโรป กับ เอเดรีย น้าสาวที่อายุมากกว่าอินดิโก้ไม่กี่ปี คนที่เคยมีปัญหาชีวิตคู่อันเนื่องมาจากมี dominance เหนือกว่าฝ่ายชาย ต่างคนต่างมีความหลังช้ำรักมาทั้งคู่ รีอาซนี่หนักเพราะว่าดันไปเจอผู้หญิงที่จะเป็นคู่ตอนที่ฝ่ายนั้นแต่งงานมีความสุขไปแล้ว ความสัมพันธ์ของตัวเอกเล่มนี้ก็มีอุปสรรคใหญ่ที่รีอาซมี mating bond กับคนอื่นนี่ล่ะ เป็นภูมิหลังของตัวละครแบบที่ไม่เข้าสเปกเราซะเลย แต่ปรากฏว่ากลายเป็นดี เพราะเล่มนี้คู่หลักไม่น่าสนใจก็ไม่ต้องเน้นบทที่สองคนนี้ ไปเน้นการดำเนินเรื่องอย่างอื่นแทน

เราไม่ค่อยได้ตามข่าวคราวของเล่มนี้มาก่อนเลยเซอร์ไพรส์มากที่เล่มนี้มีบทของฮอว์คกับเซียนน่าเยอะ  อ่านแล้วก็ปลื้ม ฉากหวานเพียบ มีฉากงานแต่งงานที่น่าประทับใจด้วย แล้วฉากช่วยกันทำคุกกี้ก็น่ารักม้ากมาก ได้เห็นชีวิตหลังแต่งงานของคู่โปรดจุใจเลย อ่านไปยิ้มไป คู่อื่นๆ ที่กล่าวถึงก็น่ารักหมด แล้วก็มีคู่ที่ได้ข่าวดีเล่มนี้ด้วย เสียดายที่ไม่ค่อยกล่าวถึงพวกดาร์คริเวอร์ แต่ฝั่งเสือนั้นตัวละครน้อยกว่า มีคู่ไปหมดแล้วด้วย แต่ฝั่งหมาป่ายังเหลือพวกลูกน้องฮอว์คอีกตั้งหลายคน

เนื้อเรื่องเล่มนี้ทำให้ซีรีส์เดินหน้าไปเยอะมาก นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครกับสายสัมพันธ์ในฝูงแล้ว ก็มีเหตุการณ์เยอะแยะที่เกี่ยวกับการเมืองของโลกในเรื่อง มีการตัดไปกล่าวถึงตัวละครจากฝ่ายต่างๆ ทั้งพวกไซ แอร์โรว์ แล้วก็กลุ่ม Human Alliance กับกลุ่มพันธมิตรเชนจลิงก์อื่นๆ แปลกดีที่ซีรีส์นี้มีตัวละครเยอะมาก แต่เราดันจำได้ ในขณะที่ตอนเราอ่าน Angel's Dance เราจำเจสซามีกับแกเล็นไม่ได้เฉยเลย นึกว่าตัวละครใหม่

อ่านสนุกมากทั้งเล่ม เรื่องของรีอาซกับเอเดรียก็ไม่น่าเบื่อหรอก ได้ทางออกที่ค่อนข้างสวยงามพอสมควร ชีวิตขึ้นอยู่กับตนเองมากกว่าชะตาลิขิต แล้วก็ลุ้นกับตัวละครลับที่หยอดมาจากเล่มก่อน มีการต่อยอดสถานการณ์ออกมา ท้ายเรื่องแอกชั่นเยอะนะ สนุกดี และเล่มนี้บทคาเล็บเยอะกว่าแต่ก่อนมาก ใกล้จะถึงเล่มของเขาแล้วใช่มั้ย ชักจะตื่นเต้น แล้วหน้าสุดท้าย ว้าว ใครอ่ะ

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Archangel's Blade (Guild Hunter #4) - Nalini Singh

คะแนน : 8.25

ก่อนนี้เราไม่ค่อยชอบซีรีส์นี้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเล่ม 2 พอถึง เล่ม 3 Archangel's Consort (คะแนน : 7) ก็รู้สึกดีขึ้นหน่อย แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก จนเราขี้เกียจเขียนถึง ตอนนี้ลืมๆ เนื้อเรื่องไปแล้วด้วย คุ้นๆ ว่า วุ่นวายกับการคืนชีพของแม่ราฟาเอล กับเอเลน่าช้ำใจเรื่องพ่อไม่รัก เรื่องที่รู้สึกกลางๆ ก็งี้แหละ ไม่มีอะไรให้จำ เผลอๆ ไอ้เนื้อเรื่องที่ไม่ชอบนี่ดันจำได้ดีกว่าซะอีก เช่น ไม่ชอบพวกองครักษ์ทั้ง 7 ของราฟาเอล เยอะจัดเกินไป ชื่อก็เรียกยาก จำได้แค่สองคน คือนายปีกฟ้า กับตัวแสบดมิทรี ฉากที่เขาดูดเลือดผู้หญิงแล้วมองยั่วเอเลน่านั่นแหละ ชังน้ำหน้าตัวละครตัวนี้มากๆ ฉันไม่ชอบแวมไพร์!! ฉันเกลียดผู้ชายโอหัง!! ตอนแรกกะไม่อ่านต่อแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งรู้ว่าคนที่ไม่ชอบเป็นพระเอกเล่มนี้ แต่ Archangel's Blade ก็ได้รีวิวระดับ A มา เลยอยากลองดูอีกเล่ม พออ่านจบแล้วคิดว่า โชคดีนะที่เราไม่ตัดใจไปซะก่อน

ความรู้สึกตอนอ่านเล่มนี้ไม่เหมือนสองเล่มก่อนเลย คงเพราะได้พระเอกนางเอกคู่ใหม่ ออนเนอร์เป็นนางเอกที่ดี ดมิทรีก็ทำให้เรากลับมาชอบได้ โดยเฉพาะฉากขอโทษ ถึงพระเอกนางเอกจะมีอดีตเลวร้าย แต่เรื่องนี้ไม่ทำให้เราจิตตก คงเพราะทัศนคติแบบ "ฉันคือ survivor ไม่ใช่ victim" นี่ล่ะ

อีกอย่างที่ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่น ตรงที่เนื้อเรื่องมีทิศทางเป้าหมายชัดเจน มีคดีปริศนาที่ศพมีรอยสักอักขระโบราณ การไล่ตามล่าพวกแวมไพร์ที่ใช้ออนเนอร์เป็นเครื่องเล่น แทรกด้วยเรื่องความหลังของดมิทรีสมัยเป็นมนุษย์ น่าสนใจและสนุกดี สปีดการดำเนินเรื่องกำลังดี ไม่เสียเวลากับรายละเอียดข้างทางเยอะนัก เนื้อเรื่องหลักมันเคลียร์จบในเล่มด้วย และเราชอบมากๆ เรื่องความรักพันปี ตอนท้ายๆ ซึ้งมาก โดยรวมเลยรู้สึกว่าเล่มนี้ลงตัวไปหมดเลย ฮ่า สบายใจจัง จะได้เลิกขัดแย้งในใจซะทีว่า ชอบนักเขียนแต่ไม่ชอบซีรีส์

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Kiss of Snow - Nalini Singh

คะแนน : 8.75

เมื่อวานว่าจะมาเขียนบล็อกถึงเรื่องนี้ ปรากฏว่า หลังจากอยู่ทำงานทั้งวันได้ด้วยกาแฟสามเวลา พอกลับมาก็ไม่เอาอะไรแล้ว นอนยาว 12 ชั่วโมง ทดแทนคืนก่อนที่อดนอนครึ่งคืนอ่านเล่มนี้ แต่มันก็คุ้มจริงๆ เลยนะ อารมณ์ดีมีความสุขทั้งวันจนมาถึงตอนนี้เลย

เข้าเรื่อง จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดีล่ะ ยินดีด้วยกับสมาชิกใหม่ตัวน้อยของซีรีส์แล้วกัน ซาช่าคลอดแล้วจ้า เป็นฉากคลอดที่โกลาหลอลหม่าน ตลกวุ่นวายดี แล้วก็ทำให้เห็นสายสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครในเรื่องชัดดี อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ ประทับใจ

Kiss of Snow เป็นเล่ม 10 ในซีรีส์ Psy-Changeling ทั้งที่เราเพิ่งเริ่มอ่านเรื่องชุดนี้แค่ปีเดียวเอง แต่เรารู้สึกว่า เรารออ่านเรื่องนี้มาน้านนาน เรื่องของฮอว์ค เพราะเป็นตัวละครที่ชอบมากตั้งแต่เล่มหนึ่งเลย และยิ่งอยากอ่านแบบยกกำลังสอง เพราะมันเป็นเรื่องของเซียนน่าด้วย ตัวละครโปรดอีกหนึ่งคน

ปรกติ เราไม่ชอบเรื่องที่พระเอกนางเอกมีอายุห่างกันเยอะนะ ห่างเกินสิบปี จะรู้สึกว่าพระเอกแก่อ่ะ ไม่ชอบ หลอกเด็ก มียกเว้นอยู่ไม่กี่เรื่องเองที่พระเอกอายุมากกว่าเยอะแล้วเราชอบ แต่สำหรับเรื่องนี้ เพราะเราชอบฮอว์คอยู่แล้ว และเราก็ถูกชะตาเซียนน่าตั้งแต่แรก แรกๆ ก็คงไม่ได้มองว่าสองคนนี้จะเป็นคู่หรอก แต่พอครั้งแรกที่อ่านเจอว่า เซียนน่าเป็นคนที่ทำให้ฮอว์คนอตหลุดฟิวส์ขาดได้เร็วที่สุด ก็เริ่มเอ๊ะ ยังไง พอเห็นชัดว่า เซียนน่าแอบปลื้มฮอว์คอยู่ เราก็เชียร์ทันที แบบว่า เราชอบเด็กที่รักจริง แอบรักเฝ้ารอตั้งหลายปี อยากให้สมหวัง ตอนไปแว้บๆ กับคิทนิดนึง ก็จ๋อยไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรทำใจ เด็กคู่เด็กอาจจะเหมาะกว่า พอเล่มที่แล้ว ชัวร์ล่ะว่าคู่นี้ไม่แคล้วกันแน่ ก็ดีใจมากเลย ลุ้นมาตั้งหลายเล่ม สำเร็จ เชียร์ขึ้น

ฮอว์คเป็นคนที่โดดเด่นมาก ราศีอัลฟ่าจับตา ทั้งเก่ง ทั้งเท่ ตอนล้อซาช่าก็น่ารักสุดๆ (เอ่อ หน้าปกฉบับภาษาอังกฤษน่าเกลียดมาก โชว์แต่กล้าม ไม่ใช่ฮอว์คในจินตนาการของเราเลย) ในเล่มนี้ เราก็ได้ใกล้ชิดฮอว์คมากขึ้น แต่ก็ไม่ต่างจากภาพที่ผ่านมาเท่าไหร่ แต่เซียนน่านี่สิ จากเล่มก่อนๆ ที่ยังรู้สึกว่าเป็นเด็กๆ วัยรุ่น เล่มนี้เราจะได้เห็นว่า เธอเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ไม่นับความสามารถของ X-Psy ระดับคาร์ดินัล พลังสุดยอด โรงงานปรมาณูเดินได้ดีๆ นี่เอง เก่งที่สุดในเรื่องแล้วมั้ง อ่านแล้วทั้งปลื้มทั้งภูมิใจ (แบบประมาณเหมือนเห็นเด็กสร้าง นักเตะเยาวชนเลื่อนขึ้นชุดใหญ่ เจอร์ราร์ดตอนแรกหัวเกรียนเปลี่ยนตัวลงมารับใบแดง แต่ก็เห็นแววรุ่ง ไม่กี่ปีพัฒนามาเป็นกัปตันพาทีมรับถ้วย)

แล้วสองคนที่ชอบทั้งคู่ แยกกันอยู่ก็รักอยู่แล้ว มาเข้าคู่กันมันก็เยี่ยมที่สุดเลย ความรักความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ไม่ทำให้เราตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อยว่า พระเอกหัวงู อายุที่ต่างกัน ฮอว์คนี่ประมาณ 30 กลางๆ เซียนน่า 19 ย่าง 20 ปี แต่เหมือนทั้งคู่เสมอกันมาก อายุที่น้อยกว่า ไม่ได้ทำให้เธอด้อยกว่า แบบตอนที่ฮอว์คถามว่า "You sure you want to play with the wolf, baby?" แล้วเซียนน่าตอบกลับว่า "Sure you're ready to handle an X, wolf?" ฮ่าฮ่า สมกันจริงๆ

เรื่องอ่านสนุกตั้งแต่แรกเลย แล้วเวลาอ่านๆ ไป ก็จะเจอพวกประโยคที่ Nalini Singh เอามาเป็น teaser ยั่วน้ำลายให้อ่านบนเว็บทีละหน่อยทุกๆ วันก่อนหนังสือใกล้ออก พออ่านเจอในเรื่องก็จะกรี๊ด เป็นอย่างนี้นี่เอง

เตือนสปอยล์เนื้อหาต่อจากนี้


วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Play of Passion - Nalini Singh

คะแนน : 7.5

สัปดาห์นี้ช่างเป็นช่วงที่ดวงชะตาถูกฟ้ากลั่นแกล้ง มีหนังสือออกใหม่เยอะมาก เมื่อวานได้มาทั้ง Play of Passion, In Death เล่มใหม่ กับ Bride Quartet เล่มจบ แต่ก็มีงานเข้ามาเต็มๆ เหมือนกัน เรื่องโน้นเรื่องนี้เยอะไปหมด ไม่ว่างสักวันเลย มีรายงานสำคัญที่อู้มานานถึงกำหนดส่งจันทร์นี้แล้วด้วย แต่ด้วยกิเลสความอยากอ่านที่ครอบงำจิตใจ เมื่อคืนก็พ่ายแพ้ต่อด้านมืด เลือกใช้เวลานั่งอ่าน Play of Passion เข้าจนได้ เพราะชอบซีรีส์นี้มากๆ เล่มใหม่ออกมาก็อดใจไม่ไหว อ่านไปก็รู้สึกผิดไปด้วย เพราะเราควรเริ่มต้นทำงานได้แล้ว มันไม่ใช่น้อยๆ นะนั่น จากวันนี้เป็นต้นไป ออกจากที่ทำงานกลับมาบ้านแล้ว เรายังต้องนั่งทำงานถึงเที่ยงคืนทุกวันแน่ๆ T_T

Play of Passion เป็นเรื่องในชุด Psy & Changeling เล่มนี้เป็นเล่มที่ 9 แล้ว เรื่องของอินดิโก้ เชนจลิงก์หมาป่าสาวรองจ่าฝูงสโนว์แดนเซอร์ กับแอนดรูว์ เชนจลิงก์หมาป่า ที่เป็นพี่ชายเบรนน่า (นางเอกเล่ม 3 Caressed By Ice) และเป็นน้องชายของไรลีย์ (พระเอกเล่ม 6 Branded by Fire) คือดรูว์นี่เราจำได้ดีจากบทบาทในเล่มก่อนๆ แต่อินดิโก้เป็นยังไง เราก็จำเธอไม่ค่อยได้เหมือนกัน ถึงแม้อินดิโก้กับดรูว์จะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ไม่ง่ายเลย เพราะอินดิโก้ เธอมีตำแหน่งในฝูงเป็นเหมือนมือซ้ายของฮอว์ค จ่าฝูง ส่วนดรูว์เป็นนักแกะรอยประจำฝูง แม้จะขึ้นตรงต่อฮอว์ค แต่ว่ากันตามหลักก็ถือว่าลำดับต่ำกว่าอินดิโก้ แถมดรูว์ยังอายุน้อยกว่าถึง 4 ปี ดังนั้น เขาจึงไม่ใช่คนแบบที่เธอคาดหวังไว้ในใจ แต่ดรูว์ซึ่งแอบปิ๊งอินดิโก้มานานก็ตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะทำทุกวิธีให้อินดี้มาเป็นของเขาให้ได้

เนื้อเรื่องเล่มนี้โฟกัสที่ความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอกเป็นหลัก เนื้อเรื่องอย่างอื่นหายไปเกือบหมด มีแค่แว้บๆ ให้เห็นสมาชิกสภาไซคู่สามีภรรยาสกอตต์กำลังวางแผนการร้ายอะไรอยู่เท่านั้น การดำเนินเรื่องเล่มนี้อยู่ในฝูงหมาป่าสโนว์แดนเซอร์ ซึ่งเรายังไม่ได้เห็นในเล่มก่อนๆ มากนัก เล่มนี้ก็เห็นบรรยากาศความเป็นไปในฝูงเต็มที่ และความสำคัญของเรื่องเน้นๆ เต็มๆ อยู่กับดรูว์และอินดิโก้

แม้จะหวั่นไหวกับความเซ็กซี่ บวกความขี้เล่นมีเสน่ห์ของดรูว์ แต่อินดิโก้เคยเห็นตัวอย่างไม่ดีของคู่ที่ฝ่ายหญิงมี dominance เหนือกว่าฝ่ายชาย นั่นจึงเป็นปัญหาในใจของเธอ แรกๆ เรายังอ่านสนุกอยู่ แต่พอถึงครึ่งเรื่องตอนที่อินดิโก้ตัดสินใจเลือกหนทางง่ายๆ ออกจากปัญหา ก็ทำให้เราผิดหวังในตัวเธอนิดหน่อย แต่เธอก็ยังรู้สึกตัวเร็วน่ะนะ เพราะฉะนั้นก็ไม่เป็นไร ส่วนตอนดรูว์ง้ออินดิโก้นี่โคตรน่ารักเลย เป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์น่ารักจริงๆ และตอนดรูว์กับตุ๊กตาหมีนี่ ทำเอาหัวใจละลายเลย มิน่า ก็เด็กน่ารักอย่างนี้ ถึงมีศัพท์อย่างพวก กินเด็ก เปิดเนิร์สเซอรี่ เกิดขึ้นมา ^_^ แต่คิดไปคิดมา เราไม่ค่อยชอบคำพวกนั้นนะคะ เรื่องอายุถ้ามันไม่ได้ห่างเกินไปจนดูผิดปกติ ไม่น่าจะถูกเอามาเป็นประเด็นล้อเลียน

แต่ยังไงก็ตาม พออ่านจบ เรารู้สึกว่า เนื้อหาของเล่มนี้มันน้อยเกินไป มีช่วงท้ายนิดเดียวที่เกิดแอกชั่นขึ้น ทำให้ภาพรวมของซีรีส์นี้ เนื้อเรื่องมันยังไม่คืบหน้าไปไหน มันทำให้เรื่องนี้ได้คะแนนความชอบไม่สูงนัก เหมือนเล่มนี้เป็นแค่เล่มเตรียมศึกใหญ่ ที่เขียนเรื่องของอินดิโก้กับดรูว์ ก็เพื่อให้เราได้เห็นสโนว์แดนเซอร์และฮอว์คมากขึ้น เป็นบันไดสำหรับเล่มถัดไป แต่เล่มหน้า เรื่องของฮอว์คนี่ล่ะ น่าจะมีเนื้อเรื่องที่เป็นจุดสำคัญของซีรีส์เกิดขึ้น และเท่าที่อ่านจากเล่มนี้ เราว่า นางเอกของฮอว์คไม่น่าผิดจากเซียนน่าแล้วนะ (เย้ ชูกำปั้น) แต่ต้องรอถึงกลางปีหน้าแน่ะ เล่มถัดไปของ Nalini Singh จะเป็น Guild Hunter เล่ม 3 มาคั่น

สุดท้ายคงต้องหยุดเขียนแค่นี้ก่อน หมดเวลาสนุกแล้ว ได้เวลาทำงานๆ แม้จะมองเล่มที่เหลือตาละห้อย แต่ต้องตัดใจแล้ว ว่าแต่ Nalini Singh กับ Nora Roberts นี่เขียนเร็วจัง ปีนึงออกตั้ง 3-4 เล่ม อย่างเราอย่าว่าแต่จะมีปัญญาเขียนนิยายเป็นเล่มเลย เขียนรายงานไม่กี่สิบหน้ายังแทบแย่

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Whisper of Sin & Stroke of Enticement - Nalini Singh

Whisper of Sin (Psy/Changeling)
คะแนน : 7


นี่เป็นนิยายสั้นที่รวมอยู่ในเล่ม Burning Up เป็นเรื่องราวก่อนหน้า เล่ม 1 Slave to Sensation พระเอกนางเอกคือ เอมเม็ตต์ เชนจลิงก์ฝูงเสือดาวดาร์คริเวอร์ กับ รีอา เวมบลีย์ หญิงสาวมนุษย์ ที่ทำงานเป็นผู้ช่วยของลูคัสในบริษัท รีอาเคยปรากฏตัวในหลายเล่ม แต่ตอนที่เด่นๆ หน่อยก็ในเล่ม Mine to Possess (เล่ม 4) ที่คุยกับทาลิน ที่ให้คำแนะนำเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเชนจลิงก์ จำเรื่องกรี๊ดจนแก้วหูแตกได้มั้ย ^_^ เราได้รู้เหตุการณ์นั้นในเรื่องนี้ล่ะ

ก่อนหน้าที่ดาร์คริเวอร์จะปักหลักในซานฟรานซิสโกอย่างมั่นคง มีแก๊งมาเฟียพยายามเข้ามาเรียกค่าคุ้มครองในพื้นที่ย่านไชน่าทาวน์ รีอาถูกลอบทำร้ายในตรอก ดีที่ทหารลาดตระเวน เอมเม็ตต์และดอเรียน ช่วยเหลือทัน เอมเม็ตต์รับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้รีอา เพราะเป็นเรื่องสั้นมันก็ไม่ค่อยมีเนื้อเรื่องมาก การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวเอกก็ต้องไปเร็วหน่อย แต่ครอบครัวนางเอกน่ารักดี ยายเป็นคนจีน พ่อแม่ก็หวงลูกสาว มีปนแอกชั่นในการจัดการพวกแก๊งบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่อ่านได้โอเค ได้รู้เรื่องราวประกอบในซีรีส์เพิ่ม

Stroke of Enticement (Psy/Changeling)
คะแนน : 7


นิยายสั้นโนเวลล่าเล่มนี้ อยู่ในรวมเล่มชื่อ The Magical Christmas Cat เรื่องของ แซค ทหารดาร์คริเวอร์ กับ แองเจลิน่า หญิงสาวมนุษย์ที่เป็นครูโรงเรียนประถม วันหนึ่งหลานชายของแซคถูกทำโทษ เรียกผู้ปกครองมาพบ แซคจึงได้เจอกับแอนนี่ แอนนี่มีปํญหาเรื่องครอบครัวนิดหน่อย แม่เจ้ากี้เจ้าการเพราะเป็นห่วง นับแต่ที่เธอเคยประสบอุบัติเหตุตอนเป็นเด็ก ส่วนพ่อก็ไม่ค่อยใส่ใจครอบครัว ทำให้แอนนี่กลัวความเจ็บปวด กลัวคนที่ตัวเองรักจะจืดจางไปในที่สุด เล่มนี้ไม่ค่อยมีแอกชั่น เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกล้วนๆ ก็โอเคค่ะ อ่านเพลินดี แต่เป็นเรื่องสั้นมันก็ทำอะไรไม่ได้มากอยู่แล้ว แต่เดาว่า เด็กผู้ชายที่ช่วยชีวิตแอนนี่ตอนเด็กน่าจะเป็นคาเล็บรึเปล่า

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Stardust of Yesterday - Lynn Kurland

คะแนน : 7.5

สัปดาห์นี้ที่จริงก็ดูเหมือนจะว่าง แต่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นซะเยอะ ดูหนัง เล่นเกม ท่องเน็ต เลยไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่

เล่มนี้เป็นนิยายเก่า งานเขียนเล่มแรกของ Lynn Kurland จู่ๆ ที่หยิบเล่มนี้มาอ่าน เพราะเคยอ่านนิยายแฟนตาซี (ปนโรแมนติกนิดหน่อย) ชุดไตรภาค Nine Kingdoms ของเธอ แล้วชอบมากพอควร นึกว่าจบสมบูรณ์ไปแล้ว แต่เห็นมีเล่ม 4 เพิ่งออก โดยมีพระเอกนางเอกคู่ใหม่ แต่ยังไม่อ่าน เพราะอยากรอให้ครบภาคก่อน ก็เลยลองย้อนไปเลือกงานเก่าของเธอมาอ่านบ้าง

Stardust of Yesterday เคยมีแปลเป็นไทยด้วย ชื่อเรื่อง "เงาฝันวันวาน" เล่มนี้เป็นโรแมนซ์ ไม่ใช่แฟนตาซี อ้อ แต่นิยายของ Lynn Kurland เค้าเรียกกันว่าเป็นเรต PG ไม่มีบทรักโจ่งแจ้งนะคะ มีพารานอร์มอลปนนิดหน่อย เพราะว่า พระเอกของเราเป็นผี

เจเนวีฟ บูคาแนน เป็นหญิงสาวชาวอเมริกันเจ้าของธุรกิจบูรณะเคหสถาน จู่ๆ เธอก็ได้รับการติดต่อกับทนายความแจ้งว่า เธอได้รับมรดกเป็นปราสาทในอังกฤษ แต่มีข้อแม้ว่า เธอต้องย้ายเข้าไปอยู่ในปราสาท เจเนวีฟปฏิเสธเพราะไม่อยากทิ้งธุรกิจของเธอไป แต่แล้ว โดยไม่ทราบสาเหตุ ลูกค้าทุกรายยกเลิกจ้าง ลูกน้องทุกคนขอลาออก หญิงสาวสิ้นหนทาง เมื่อทนายติดต่อมาอีกครั้ง เธอก็กระโดดเข้ารับข้อเสนอทันที เพียงย้ายเข้ามาอยู่ในปราสาทคืนแรก เธอก็ต้องพบกับ ผ..ผ..ผี อัศวินหนุ่มรูปหล่อ นาม เคนดริก เดอ เพียเกต์ เขาถูกทรยศโดยคู่หมั้นสาวเมื่อ 700 ปีก่อน ถูกฆ่าและสาปไม่ให้ไปผุดไปเกิด ต้องสิงสู่อยู่ในปราสาทมาตลอด เจเนวีฟเป็นสายเลือดคนสุดท้ายของศัตรูที่ฆ่าเขา เคนดริกตั้งใจจะแก้แค้น และเพื่อปลดปล่อยวิญญาณตัวเอง ด้วยการหลอกหลอนให้หญิงสาวเสียสติ หรือถ้าดื้อด้าน เขาก็พร้อมจะทำทุกวิถีทางแม้แต่การฆ่า

พระเอกเรื่องนี้น่ารักมากค่ะ ไอ้ที่ตั้งใจจะแก้แค้น ไม่ทันไรก็เปลี่ยนมาจีบนางเอกซะแล้ว คู่นี้หวานกันสุดๆ ฉากกุ๊กกิ๊กน่ารักเยอะมาก ยิ่งตอนที่พระเอกต้องพยายามเอาชนะใจนางเอกด้วยวิธีการต่างๆ นานา ให้หายกลัวการเข้าหอ น่ารักสุดๆ อัศวินในฝันจริงๆ แต่พออ่านถึงตอนหลังๆ แล้วรู้สึกมันไม่ค่อยมีเนื้อเรื่องอะไรเท่าไหร่ หนังสือยาวเหมือนกัน แต่อุปสรรคไม่ค่อยมี วิธีถอนคำสาปก็ง่าย นานๆ ฝ่ายศัตรูจะโผล่มาป่วนสักที แล้วตัวร้ายก็ไม่ค่อยมีน้ำยาเท่าไหร่ ถ้าเปรียบเป็นอาหาร หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนเนื้อน้อย น้ำเยอะ แต่ถ้าคนที่ชอบรสชาติน้ำแบบนี้ ซดได้เต็มที่ มันก็จะอร่อย กลายเป็นเรื่องที่น่าชอบสุดๆ ไปเลยนะ แต่พอดีเราอยากอ่านอะไรที่มีเนื้อเรื่องเยอะกว่านี้หน่อย เหมือนกินของอร่อยแต่ไม่อิ่ม ก็เลยยังไม่ประทับใจเล่มนี้มากนัก

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Time of the Rose - Bonita Clifton

คะแนน : 7.5



นิยายเก่าตั้งแต่ปี 1994 มีคนเพิ่งเอามาแจก เป็นนิยายแนว Time Travel เห็นเรื่องย่อน่าสนใจ ก็ลองอ่านซะหน่อย

ณ เขตแดนไวโอมิง ในปี 1878 โคลตัน เชส ขี่ม้าฝ่าพายุฝน มาพบพุ่มกุหลาบป่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเขาอดใจไม่ได้เด็ดกุหลาบมาดอกหนึ่ง พลันลมก็แรงขึ้น ฝนฟ้าคะนอง เขารีบควบม้าฝ่าหมอก พ้นมาฟ้าเปิด แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า คือเมืองใหญ่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน...

ปี 1993 แมดิสัน คอลโลเวย์ เป็นเจ้าของบริษัทเอเจนซีท่องเที่ยว เธอเป็นนักธุรกิจหญิงผู้ประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตสมรส 11 ปีเพิ่งพังทลายลง ขณะนี้ เธอเดินทางมาดูงานที่เมืองแจ็คสัน ไวโอมิง และได้พบกับคาวบอยเฒ่าผมขาว เมื่อได้พูดคุยกัน แมดิสันพบว่าเขามีเสน่ห์ดึงดูดแปลกๆ แบบไม่น่าเชื่อสำหรับคนอายุคราวปู่ และเมื่อชายแก่นั้นบอกว่า เขาชื่อ โคลตัน เชส เมื่อวานเขายังอยู่ในปี 1878 ไม่รู้ว่าเขามาอยู่ตอนนี้ได้ยังไง แมดิสันพบว่า ชื่อของเขาเหมือนชื่อคาวบอยที่อยู่ในหนังสือตำนานประวัติท้องถิ่น เธอสงสัยว่า เขาคงสติเลอะเลือนไปแล้ว ด้วยความเป็นห่วง แมดิสันขี่ม้าตามเขาไปท่ามกลางพายุ แต่กลับตกม้า เมื่อเธอฟื้นสติมาอีกที ชายหนุ่มผมสีเข้มที่อยู่เบื้องหน้าบอกกับเธอว่า เขาคือ โคลตัน เชส และตอนนี้เธออยู่ในปี 1878

เปิดเรื่องได้น่าสนใจนะคะ แต่พระเอกดูจะรักษาความเยือกเย็นได้ดีไปสักหน่อย จู่ๆ โผล่มาอนาคต เจอสิ่งแวดล้อมแปลกๆ แต่ก็ไม่ค่อยตกใจเสียขวัญเท่าไหร่ รู้วิธีย้อนเวลากลับบ้านถูกอีกต่างหาก นางเอกซะอีก กลับไปอยู่อดีตแล้วโวยวายไม่เชื่ออยู่ตั้งนาน

เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในช่วงอดีต ยุคคาวบอย พระเอกเป็นนักแม่นปืน เป็นเจ้าของไร่ปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ช่วงสิบปีที่ผ่านมาเขาไล่ล่าศัตรูที่ฆ่าพ่อแม่ของเขา แต่เมื่อพานางเอกกลับมาด้วย เขาก็พามาพักที่บ้าน และจำเป็นต้องบอกใครๆ ว่า เธอเป็นภรรยาของเขา แต่แล้ว ก็มีคนส่งข่าวมาว่า พบร่องรอยศัตรู โคลท์เตรียมเดินทางไปแก้แค้น แมดิสันจำเป็นต้องหยุดยั้งเขาให้ได้ เพราะในตำนานบอกว่า โคลท์จะถูกลอบฆ่าที่เมืองนั้น

เนื้อเรื่องตรงกลางนี่อ่อนไปหน่อย พระเอกที่มีชื่อเสียงว่าเก่งกาจ แต่ในตอนดำเนินเรื่องนี่กระจอกเหลือเชื่อ ไม่สมกับชื่อเสียงเลย อย่างตอนถูกทุบหัว แล้วปล่อยให้นางเอกถูกจับตัวไปได้ โคตรเสียฟอร์ม ทำเอาเราหมดศรัทธาในตัวพระเอกเลย ส่วนนางเอกก็นะ อุตส่าห์เป็นคนจากอนาคตซะเปล่า แทนที่จะใช้ประโยชน์จากความรู้ที่มี ถ้านางเอกเฉลียวใจซะหน่อยจากข้อมูลในหนังสือ ก็น่าจะรู้ตัวคนร้ายได้ แต่นี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไปอยู่ในโลกอดีตแบบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ห่วยอ่ะ แถมมีลังเลใจไปมา หนีพระเอกกลับมายุคปัจจุบัน แป๊บเดียวเป็นห่วงก็กลับไปอีก เปลืองกุหลาบเปล่าๆ คือ กุหลาบมี 6 ดอก ข้ามเวลาไปมาได้หลายรอบ แต่หลังจากจบเรื่องตัวร้ายไปได้ พอถึงช่วงท้ายเรื่อง ก็สนุกดี ในการหาวิธีที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขสมบูรณ์

สุดท้ายขอบ่นหน่อยได้มั้ย ถ้าเรามีกุหลาบใช้เดินทางข้ามเวลาได้สะดวกแบบนี้ คงอยากทำอะไรให้มันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แก้ไขเหตุการณ์ หรือยับยั้งหายนะ สองคนนี้เล่นใช้อะไรพร่ำเพรื่อไม่คุ้มเลย แต่ก็อ่ะนะ นี่มันนิยาย จะเอาอะไรมาก

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Archangel's Kiss - Nalini Singh

คะแนน : 6.5



อย่างที่บอกไปคราวที่แล้วว่า เราเริ่มอ่านเล่มนี้ไปได้นิดหน่อยแล้ว แต่พอได้ Bonds of Justice มา เราก็เปลี่ยนไปอ่านเล่มนั้นทันที มันคงเป็นเครื่องบ่งชี้ความชอบของเราที่มีต่อซีรีส์ Psy-Changeling กับซีรีส์นี้อยู่แล้ว และเป็นสัญญาณไม่ดีเลยถึงความรู้สึกของเราที่มีต่อ Archangel's Kiss (Guild Hunter เล่ม 2) เพราะแปลว่า มันดึงความสนใจเราไม่อยู่ ทั้งที่ปกติเรามักจะอ่านไปทีละเรื่องให้จบก่อนเสมอ

ในเล่มนี้ เป็นเรื่องต่อเนื่องจาก Angels' Blood โดยตัวเอกยังคงเป็นเอเลน่ากับราฟาเอลเหมือนเดิม เอเลน่าที่นอนหลับไหลจากอาการบาดเจ็บปางตายท้ายเล่มที่แล้วนานถึง 1 ปี บัดนี้เธอผู้กลายเป็นเทวทูตปีกดำได้ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว ฮันเตอร์สาวต้องเรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ในโลกของเทวทูตและแวมไพร์ และพบว่าเธอกลายเป็นเป้าหมายเสี่ยงอันตรายจากมหาเทพตนอื่นๆ อีกด้วย

ไม่รู้เป็นผลจากการที่กลับมาอ่านเล่มนี้ต่อทันทีหลังจากที่เพิ่งอ่าน Psy 8 ซึ่งสนุกมากจบหรือเปล่า แต่เราอ่านเล่มนี้โดยไม่รู้สึกสนุกเลย เพราะตัวเอกเป็นคู่เดิม เราก็รู้จักอยู่แล้ว เล่มนี้เราได้รู้เรื่องความหลังของทั้งเอเลน่าและราฟาเอลมากขึ้น แต่เราว่ามันเยิ่นเย้อซ้ำซากมาก เนื้อเรื่องเสียเวลากับฝันร้ายและความทรงจำในอดีตของนางเอกมากเกินไป มันค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะเป็นสิ่งที่พอเดาได้อยู่แล้วจากที่กล่าวถึงในเล่มแรก

เนื้อเรื่องในปัจจุบันแทบไม่มีอะไรเลย เกิดเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อยๆ ฝึกร่างกาย ฝึกต่อสู้ ฝึกอาวุธ ฝึกบิน เรียนประวัติศาสตร์ของเหล่าเทวทูต สลับกับการเจอเหตุลอบทำร้ายผู้ใต้ปกครองของราฟาเอล โดยผู้ต้องสงสัยคือพวกเทวทูตที่หวังตำแหน่งมหาเทพ จนท้ายเรื่องก็ไปจบที่การต่อสู้ในงานเลี้ยงของมหาเทพจูลี่จวน ผู้ปกครองดินแดนจีน ซึ่งก็บอกไว้ตั้งแต่ต้นเล่ม ไม่มีจุดพลิกผัน ไม่มีจุดหักมุม

ตัวละครใหม่ๆ พวกองครักษ์ทั้งเจ็ดของราฟาเอลเวียนกันมาปรากฏตัว เพื่อแนะนำให้คนอ่านรู้จัก แต่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในเนื้อเรื่องจริงจัง ไม่รู้เตรียมเอาไว้เป็นตัวเอกในเล่มอื่นรึเปล่า แต่โผล่หน้ามาจนเวียนหัว จำไม่ได้ และดึงความสนใจจากตัวเอกออกไป ทำให้เนื้อเรื่องไม่มีเอกภาพ และสารภาพตามตรง เราเกลียดบุคลิกของพวกแวมไพร์และเทวทูต ไม่น่ารักและมีเสน่ห์เหมือนพวกเชนจลิงก์เลย ถ้าไม่ได้อ่าน 2 ซีรีส์นี้ใกล้กัน ไม่รู้เราจะอ่านเล่มนี้สนุกกว่านี้รึเปล่า แต่เมื่อจังหวะการอ่านเป็นแบบนี้ ก็อดเปรียบเทียบกันไม่ได้ และทำให้ไม่ปลื้มซีรีส์นี้เอาซะเลย

++++++++++++++++++++


Angels' Judgment
คะแนน : 7


เป็นเรื่องสั้น อยู่ในเล่มรวมเรื่องชื่อ Must Love Hell Hounds เนื้อเรื่อง Angels' Judgment เกี่ยวพันในชุด Guild Hunter เป็นเรื่องของซาร่ากับดีคอน ซาร่าเป็นเพื่อนสนิทของเอเลน่า ในเรื่องเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าเล่ม 1 ซาร่ายังทำงานเป็นนักล่าแวมไพร์ แต่กำลังถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรฮันเตอร์กิลด์ จึงต้องถูกทดสอบฝีมือจากเหล่าเทวทูต ผอ. คนเก่าจึงส่ง ดีคอน สเลเยอร์ฝีมือฉกาจ มาช่วยซาร่ารับมือในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เป็นเรื่องสั้นๆ ไม่มีอะไรมาก อ่านเพื่อได้รู้จักโลกแวดล้อมในซีรีส์นี้มากขึ้น

++++++++++++++++++++

Angels' Pawn
คะแนน : 7


เป็นเรื่องสั้นที่มีในเวอร์ชันอีบุ๊คเท่านั้น ยังไม่พิมพ์เป็นเล่ม เรื่องของแอชวีนี่ (หรืออาจจะเป็น อัศวินี) นักล่าแวมไพร์ เพื่อนของเอเลน่า โนเวลล่าเรื่องนี้ไม่บอกเวลาในเรื่อง เลยไม่แน่ใจว่า อยู่ตรงช่วงไหนของซีรีส์ แอชรับงานจากเทวทูตนาซาแรค ให้พาตัวแวมไพร์ที่ถูกแวมไพร์อีกกลุ่มลักตัวไปกลับมา โดยมีฌาวิเยร์ แวมไพร์เชื้อสายเคจัน ที่เคยเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับแอชมาหลายครั้ง มาเป็นผู้ช่วยในภารกิจครั้งนี้ เนื้อเรื่องสั้นๆ แต่ทำให้ได้รู้จักบทบาท ชีวิต และสังคมของพวกแวมไพร์ในโลกนี้มากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างแอชกับฌาวิเยร์ ยังไม่ลงเอยกันในเล่มนี้ เพราะเรื่องมันสั้น ยังอยู่แค่ขั้นยั่วเย้าแหย่กัน แต่ก็ขำๆ ปนเซ็กซี่ดีนะ และได้เห็นเค้าลางแว้บๆ ของความสัมพันธ์ที่จะยุ่งยากและลึกซึ้งมากขึ้นในอนาคต ระหว่างแวมไพร์กับนักล่าคู่นี้

เทวทูตนาซาแรคนี่ ดูบทเป็นตัวร้ายมากกว่าแวมไพร์ซะอีก พวกเทวทูตกับมหาเทพในซีรีส์นี้ เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีพลังและไม่ตายแค่นั้น ปกครองด้วยอำนาจ ไม่เกี่ยวกับศีลธรรมเลย นึกถึงเวลาอ่านเรื่องของเทพกรีก เทพนอร์ส ที่บางทีพวกเทพก็ทำอะไรแปลกๆ เราเคยอึ้งมากเลยตอนอ่านเรื่องของเทพีเฟรย่ากับสร้อยคอของคนแคระ เพราะฉะนั้นตอนอ่านเรื่องพวกเทพๆ แนวนี้ ต้องลบภาพจากใจไปก่อน เทวดาไม่จำเป็นต้องคู่ความดี

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Bonds of Justice - Nalini Singh

คะแนน : 8.5


เริ่มอ่าน Archangel's Kiss ไป 4-5 บทแล้ว พอดีได้ Psy & Changeling เล่ม 8 มา ก็เลยหยุดเล่มนั้น อ่านเล่มนี้ก่อน เพราะกำลังชอบซีรีส์นี้มากๆ เล่มใหม่ออกมาก็อยากอ่านทันที

Bonds of Justice เป็นเรื่องของแม็กซ์ แชนนอน ตำรวจที่เคยปรากฏตัวในเล่ม 4 กับ โซเฟีย รุสโซ ซึ่งเป็น J-Psy ซึ่ง J ย่อมาจาก Justice คือไซที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรม เพราะพวก J มีความสามารถพิเศษในด้านการอ่านความทรงจำ จึงมีประโยชน์ในการหาตัวคนร้ายผู้กระทำผิด แม็กซ์และโซฟีพบกันครั้งแรก ในการสอบปากคำฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่ง และทั้งสองก็ได้มาพบกันอีกครั้ง ในการเป็นพาร์ทเนอร์ทำงานร่วมกันตามคำขอของนิกิต้า ดันแคน สมาชิกสภาไซ เพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่ ที่ปรึกษาของนิกิต้าเสียชีวิตติดๆ กัน 3 ราย

แม็กซ์กับโซฟีมีอดีตด้านมืดจากวัยเด็กซุกซ่อนอยู่ แต่ทั้งคู่ไม่มีใครพิรี้พิไรมากมาย ต่างก็เข้มแข็งและก้าวผ่านความขมขื่นจนยืนหยัดได้ด้วยตนเอง โซฟีจะอยู่ในสถานการณ์ลำบากกว่าหน่อย เพราะความเสี่ยงที่เกราะป้องกันตนจาก PsyNet จะพังทลาย หรือจะต้องถูกส่งเข้าไปบำบัดฟื้นฟูสภาพจิต จะออกจาก PsyNet เฉยๆ เหมือนสาวไซคนอื่นก็ไม่ได้ แต่เธอก็ไม่หลบหนีหัวใจตัวเองเลย ความสัมพันธ์ของพระเอก-นางเอกเล่มนี้หวานมากๆ

ปกติคู่ในซีรีส์นี้ชอบเรียกกันด้วยคำแทนชื่ออยู่แล้ว (ลูคัส --> ซาช่า = ซาช่าดาร์ลิ่ง, วอห์น --> เฟธ = เรด, เบรนน่า --> จัดด์ = เบบี้ ฯลฯ) แต่ในเล่มนี้ คำง่ายๆ อย่าง her cop กับ his J เรารู้สึกว่ามันอ่อนหวานดี อย่างซาช่าดาร์ลิ่ง ฟังแล้วรู้สึกถึงความรัก เอ็นดู ทะนุถนอม ล้อเลียนนิดๆ แต่ my cop กับ his J เรารู้สึกถึงความรัก ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และความอ่อนหวานอ่อนโยน คิดลึกไปมั้ยนี่กับแค่คำสองคำ แต่ตอนอ่านมันทำให้เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

คู่นี้หวานและไม่เกี่ยงงอนกัน เพราะฉะนั้นเข้าใจกันเร็วตั้งแต่ต้นเรื่อง (แต่ยังมีอะไรกันไม่ได้ เพราะโซฟีไวต่อสัมผัสเกินจนอาจเป็นอันตราย) และอีกอย่าง เป็นไปตามอาชีพของตัวเอก เนื้อเรื่องเล่มนี้ก็เลยเน้นไปที่การสืบสวนซะเยอะ อ่านแล้ว สะ-หนุก-มากกก คดีที่ต้องจัดการแยกย่อยเป็นสองทิศทาง คือ การตามหาศพเหยื่อจากความทรงจำของฆาตกรโรคจิต กับงานสืบหาคนร้ายที่จ้องเล่นงานคนใกล้ตัวนิกิต้า มันส์ แอกชั่นเยอะดี ยิ่งช่วงท้ายๆ เรื่อง ลุ้นจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน วางไม่ลงเลย

เล่มนี้ นิกิต้า แม่ของซาช่า มีบทบาทมากพอควร และเราชอบบทของนิกิต้าในเล่มนี้มากเลย ไม่ใช่ว่าเธอกลับตัวเป็นคนดีกะทันหันจนผิดธรรมชาติ แต่เราได้เห็นตัวตนเธอมากขึ้น นอกเหนือจากการมองผ่านสายตาซาช่าหรือพวกดาร์คริเวอร์เท่านั้น ไม่รู้กี่ครั้งในซีรีส์นี้ ที่เราเห็นซาช่าวางสายด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวกับความเมินเฉยของแม่ แต่ในเล่มนี้เราได้เห็นอีกด้านของปลายสายนั้น ทำให้เห็นว่า สมาชิกสภาไซคนนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่แม่ผู้เย็นชาอย่างเดียว แต่มีอะไรมากกว่านั้น และทำให้สงสัยขึ้นมาว่า ฉากสนทนาอันเย็นชาธรรมดาๆ ในเล่มก่อนๆ กี่ครั้งที่มันอาจมีเบื้องหลังซ่อนอยู่ และเราได้เห็น คาเล็บ in-action แบบใกล้ชิด ถึงจะนิดเดียว แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเอกของเล่มขนาดนี้

ท้ายเล่มมีตัวอย่างเรียกน้ำย่อยของเล่ม 9 ซึ่งมีข่าวออกมานานแล้วว่าเป็นเรื่องของอินดิโก้ รองจ่าฝูงสาวสวยของพวกหมาป่าสโนว์แดนเซอร์ แต่ยังไม่บอกว่าใครเป็นพระเอก ซึ่งแฟนๆ ก็จะคาดเดากันไป ในพรีวิวนี้ เฉลยตัวพระเอกแล้ว ก็เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจดีนะว่าจะดำเนินเรื่องยังไง เพราะไม่เหมือนเล่มอื่นๆ เฮ้อ ~ ต้องรอไปอีกจนถึงปลายปีกว่าจะได้อ่าน

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Angels' Blood - Nalini Singh

คะแนน : 7.5


หลังจากอ่าน Psy & Changelings หมดแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศไปอ่านโรแมนซ์ย้อนยุคสองเล่ม ได้เวลากลับมาตามอ่านงานของ Nalini ต่อแล้ว

เรื่องราวของ Angels' Blood เกิดขึ้นในโลกที่แองเจิลหรือเทวทูตมีตัวตนอยู่จริง โดยมีคณะอัครเทวดาอาร์ชแองเจิล 10 ตน ขอเรียกง่ายๆ ว่ามหาเทพ กระจายการปกครองอยู่ทั่วเขตแดนรอบโลก เป็นที่เคารพบูชาและยำเกรงแก่มนุษย์สามัญ นอกจากเทวทูตและมนุษย์แล้ว ก็ยังมีแวมไพร์ ซึ่งเดิมเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ทำสัญญาเป็นข้ารับใช้ของเทวทูต 100 ปี เพื่อแลกกับการมีชีวิตนิรันดร์

ณ มหานครนิวยอร์ก เอเลน่า เดฟเวอรูซ์ นักล่ามือหนึ่งขององค์กรกิลด์ฮันเตอร์ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นนักล่าค่าหัว ทำงานตามล่าแวมไพร์ที่หนีสัญญาจากเทวทูต ได้รับการติดต่อจากมหาเทพราฟาเอล ให้มารับงานติดตามล่าผู้หลบหนี แต่เหยื่อคราวนี้ไม่ใช่แวมไพร์อาละวาด แต่เป็นมหาเทพกระหายเลือดอีกตนต่างหาก

อ่านจบเล่มแรกแล้ว รู้สึกว่าเราชอบเรื่องนี้น้อยกว่าซีรีส์ Psy & Changelings นะ เหมือนกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าเทวทูต แวมไพร์ กับมนุษย์ ยังไม่ค่อยสมดุลกัน ไม่เหมือนดุลอำนาจระหว่างเหล่าไซ/เชนจลิงก์ ที่ดูลงตัวกว่า ใน Angels' Blood ครึ่งเล่มแรก เน้นที่การทำความรู้จักกันระหว่างเอเลน่ากับราฟาเอล ซึ่งแอบเบื่อเล็กน้อย เพราะรำคาญราฟาเอลที่อวดดีมาก ถึงจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ตามเนื้อเรื่อง ก็ระดับมหาเทพซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้กุมอำนาจสูงสุดบนโลก และมีชีวิตอยู่มาแล้วหลายพันปี ไม่แปลกที่จะมีบุคลิกแบบนี้ แต่ก็อดเอือมนิดๆ ไม่ได้อยู่ดี ว่าแต่ตอนอ่านไปก็รู้สึกว่าเอเลน่ากับราฟาเอล มีส่วนคล้ายอีฟกับรอร์คในซีรีส์ In Death เหมือนกันนะ จนครึ่งเล่มหลังที่เริ่มเข้าสู่เนื้อเรื่องการไล่ล่าและต่อสู้กับยูรามแล้วนั่นแหละ ที่เริ่มอ่านสนุกขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้ประทับใจมากนัก เดี๋ยวพออ่านเล่มต่อๆ ไป คงจะลงความเห็นเกี่ยวกับซีรีส์นี้ได้มากกว่านี้ ว่าแต่เล่มนี้บรรยายสภาพเหยื่อได้สยดสยองเห็นภาพมาก ขนาดเป็นตัวหนังสือนะนี่ ถ้าเป็นหนังนี่ติดเรต X ด้านความรุนแรงแน่นอน

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Branded by Fire & Blaze of Memory - Nalini Singh

Branded by Fire (Psy/Changeling 6)
คะแนน : 8



เรื่องนี้พระเอกนางเอกต่างก็เป็นเชนจลิงก์ ก็เลยไม่มีใครต้องต่อต้านความรู้สึกตัวเองแบบชาวไซ เปิดเรื่องมาทั้งคู่ก็หักห้ามอารมณ์ไม่ได้ มีอะไรกันซะแล้ว Hot มาก เล่มอื่นกว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์กันถึงจุดนั้นได้ก็มักจะประมาณ 2/3 ของเรื่อง ถึงจะมีความสัมพันธ์ทางกายเร็ว แต่ในทางจิตใจก็ใช่ว่าจะลงเอยกันได้ง่ายๆ เมอร์ซี่แม้เป็นหญิง แต่เธอก็เป็นหนึ่งในกลุ่มทหารเอกของฝูงดาร์คริเวอร์ ส่วนไรลีย์เป็นมือขวาของอัลฟ่าฝูงสโนว์แดนเซอร์ ซึ่งเสือดาวและหมาป่าต่างเป็นเผ่าพันธุ์นักล่า ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารทั้งคู่ ก็เลยนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สัญชาติญาณในตัวจะยอมลงให้กันง่ายๆ และถ้าเมอร์ซี่ยอมรับไรลีย์ แล้วสายสัมพันธ์ในเผ่าของเธอจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกันแล้ว ปมปัญหาที่เป็นความขัดแย้งทางความรู้สึกระหว่างพระ-นางของเรื่องก็เบากว่าเล่มอื่นๆ ในชุดอยู่พอสมควร เมอร์ซี่เป็นตัวละครเอกคนเดียวเลยมั้งที่มีครอบครัวอบอุ่นสมบูรณ์ มีทั้งพ่อแม่บวกกับน้องชายสามคน ฉากที่พาไรลีย์มาดินเนอร์ที่บ้านน่ารักดีค่ะ เมื่อปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์ไม่มาก เล่มนี้จะไปเน้นเนื้อเรื่องด้านการพยายามขัดขวางกลุ่ม Human Alliance แทน ซึ่งก็สนุกดีค่ะ และได้เห็นสภาพแวดล้อมของโลกมากขึ้นกว่าเล่มก่อนๆ


Blaze of Memory (Psy/Changeling 7)
คะแนน : 7.5



เรามีปัญหากับการอ่านชื่อพระเอกเรื่องนี้ เพราะตัวละครในโลกของ Psy/Changeling เป็นสังคมพหุเชื้อชาติปะปนกันยุ่งเหยิงไปหมด (ตามภูมิหลังของผู้แต่ง นลินี ซิงห์ ชื่อแขก เกิดฟิจิ โตนิวซีแลนด์ เคยไปทำงานอยู่ญี่ปุ่น) ชื่อตัวละครก็จะหลากหลายมาก ตอน Ashaya & Amara อชยากับอมรา คงจะเป็นชื่อแขก แต่เราอ่านสำเนียงไทยเลย ไม่ขัดหูเท่าไหร่ เพราะอ่านง่ายกว่าอชาย่า อมาร่า แล้วรู้สึกชื่อมันสื่อความหมายสะท้อนบุคลิกตัวละครดีน่ะค่ะ เดาว่ามันคงแปลว่า ไม่แพ้ กับ ไม่ตาย แต่ชื่อ Dev จะเรียก เดฟ ก็ขัดกับชื่อเต็ม Devraj เพราะในเรื่องบอกชัดว่ามาจากภาษาฮินดี เวลาถอดตัวสะกดเป็นแบบไทยก็น่าจะได้ว่า เทวราช / เทพราช แต่จะเรียก เทพ ก็ฟังลิเกยังไงไม่รู้ ตอนอ่านก็สลับไปสลับมาในหัว เด๊ฟ / เด้พ / เทพ ตกลงใจไม่ได้ว่าจะอ่านยังไงดีจนจบเรื่องก็ยังเรียกสลับอยู่

เล่มนี้นางเอกเป็นไซ นักวิทยาศาสตร์ผู้ช่วยของอชยา ที่ใครๆ คิดว่าตายไปแล้ว อีคัทเธรีน่าถูกหมิง เลอบง สมาชิกสภาไซจับตัวไปทรมาน และถูกปล่อยตัวมาไว้ที่หน้าบ้านของ Dev ซึ่งเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิไชน์ องค์กรของกลุ่มผู้ถูกลืม ลูกหลานของกลุ่มไซกบฏที่ไม่ยอมรับการปิดกั้นอารมณ์และแยกตัวออกจาก PsyNet เมื่อร้อยปีก่อน หมิงวางกับดักไว้ในจิตใจของหญิงสาวเพื่อใช้เธอเป็นอาวุธ ความขัดแย้งของพระ-นางเรื่องนี้จึงเห็นชัด เพราะถึงแม้เธอจะอยู่ในสภาพสูญเสียความทรงจำ อ่อนแอ แต่เขาก็รู้ดีว่าเธอเป็นตัวอันตราย ช่วงแรกๆ Dev เข้มกับแคทย่าพอสมควรเลย แคทย่าก็เป็นนางเอกที่ดูเปราะบางที่สุดในชุดนี้ เพราะความไม่แน่ใจในจิตใจตัวเองว่าถูกแฝงเล่ห์กลอะไรไว้ แต่เธอก็พยายามต่อสู้กับมัน เราชอบเธอนะ แต่บางทีก็คิดว่า บางครั้งเธอปล่อยให้พระเอกทำตามใจตัวเองมากไปหน่อย

เนื่องจากทั้งคู่ไม่ใช่เชนจลิงก์ เนื้อเรื่องเล่มนี้ก็เลยดูโดดๆ ห่างๆ จากเล่มอื่น ที่ปกติเรื่องราวจะวนเวียนเกี่ยวพันอยู่กับฝูงดาร์คริเวอร์เป็นหลัก แล้วเล่มนี้เนื้อเรื่องในโลกแวดล้อมโดยรวม ไม่คืบหน้าไปมากเท่าไหร่ บางช่วงรู้สึกอืดๆ ไปบ้าง (เอ หรือจะเป็นเอฟเฟกต์ทางอารมณ์จากการดูอังกฤษแพ้เยอรมันตกรอบบอลโลก) แต่รวมๆ ซีรีส์นี้ก็ยังน่าติดตามอยู่มากๆ โชคดีที่เดือนหน้าจะมีเล่มใหม่ออกแล้ว อยากอ่านๆ แต่เล่ม 8 กับเล่ม 9 ก็ยังไม่ใช่เรื่องของตัวละครสำคัญในซีรีส์ เราอยากอ่านเรื่องของฮอว์คกับเรื่องของคาเล็บมากๆ แต่เดาว่า ถ้ามีเรื่องของคาเล็บ น่าจะเป็นเล่มอวสานของเรื่องชุดนี้

Update: เรามั่วจริงๆ ค่ะ ลองหาดูในเว็บตั้งชื่อ เจอบอกว่า Ashaya มาจากชื่ออารบิก แปลว่า Life and Hope

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Mine to Possess & Hostage To Pleasure - Nalini Singh

Mine to Possess (Psy/Changeling 4)
คะแนน : 8


ทาลินเป็นหญิงสาวมนุษย์ นักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานให้มูลนิธิไชน์ เด็กที่เธอดูแลหายตัวไป เธอจึงมาขอความช่วยเหลือจากเคลย์ ทหารเอกของดาร์คริเวอร์ ซึ่งเป็นลูกครึ่งเชนจลิงก์-มนุษย์ ที่เธอเคยผูกพันด้วยสมัยเด็ก

ในที่สุดก็เจอนางเอกที่เราไม่ชอบจนได้ ทาลินมีอดีตที่มืดมนมาก เราพยายามจะเข้าใจและเห็นใจนางเอกที่มีบาดแผลทางใจจากการถูกล่วงละเมิดตอนเด็กนะ แต่มันทำให้เราเหนื่อยใจมากๆ เลยว่า เธอจะเอาไงกับเคลย์กันแน่ ระหว่างที่เธอยังจัดการกับปัญหาในใจของตัวเองไม่ได้ เหมือนเคลย์ถูกปั่นหัวเล่นเลย แม้มันจะไม่ใช่มาจากความตั้งใจของเธอก็ตาม ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าถ้าทั้งสองคนไม่ได้มีอดีตร่วมกันตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่จะมาลงเอยกันได้มั้ย เราก็เลยไม่ชอบเรื่องความสัมพันธ์ที่เหมือนถูกโชคชะตากำหนดไว้ก่อนแล้ว โชคดีที่เคลียร์ปมปัญหาทางใจกันได้ภายใน 1/3 เล่ม เพราะเรากำลังตัดสินใจจะอ่านผ่านๆ อยู่แล้ว เนื่องจากประเด็นนี้เครียดและหนักสมองมากไปสำหรับเรา แต่เรื่องราวหลังจากนั้นก็สนุกมากๆ ในการพยายามช่วยตามหาเด็กที่ถูกลักพาตัวไป เนื้อเรื่องในโลกของไซกับเชนจลิงก์ก็ขยายเพิ่มเติมไปอีก ยิ่งทำให้ซีรีส์นี้น่าติดตามยิ่งขึ้น

++++++++++++++++++++++++


Hostage To Pleasure (Psy/Changeling 5)
คะแนน : 8.25


เล่มนี้เนื้อเรื่องต่อเนื่องจากเล่มที่แล้วที่จบลงตอนกำลังสนุกเลย อชยาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่แอบปล่อยเด็กที่ถูกจับไปเล่มที่แล้ว ดาร์คริเวอร์ช่วยลูกชายของเธอออกมาเป็นการตอบแทน และเธอก็หนีออกมาจากห้องทดลองได้สำเร็จ เราชอบอชยาค่ะ ในบรรดาตัวละครแต่ละเผ่าพันธุ์นี่ รู้สึกเราจะชอบตัวเอกที่มาจากเผ่าไซที่สุดเลย ดอเรียนก็โอเคค่ะ เซนติเนลเผ่าเสือดาวคนเดียวที่กลายร่างไม่ได้ ถึงแม้บุคลิกดอเรียนในเล่มนี้จะก้าวร้าวขึ้นกว่าเล่ม 4 ที่กำลังน่ารักเชียว แต่ก็เข้าใจได้ตามเนื้อเรื่อง ความรู้สึกเจ็บปวดที่สูญเสียน้องสาวไปตามกลับมาหลอกหลอน ว่าแต่ว่า เรากำลังจะเริ่มเบื่อหนุ่มเชนจลิงก์เผ่าเสือดาวดาร์คริเวอร์แล้วนะ อยากอ่านฝั่งหมาป่าสโนว์แดนเซอร์มากกว่า

เล่มนี้เนื้อเรื่องด้านแอกชั่นเยอะดี เนื้อเรื่องก็ขยายขอบเขต เพิ่มกลุ่มตัวละครใหม่ๆ เข้ามาอีก พล็อตเรื่องสร้างสรรค์ สนุกมาก หนังสือชุดนี้อ่านข้ามไม่ได้เลย การพัฒนาตัวละครและเนื้อเรื่องต่อเนื่องกันไปตลอด เหมือนดูหนังเรื่องยาวหนึ่งเรื่องที่แบ่งเป็นตอนๆ โดยสลับกันเป็นตัวเอก และเราชอบที่ตัวเอกจากเล่มก่อนๆ ในซีรีส์ โดยเฉพาะลูคัสกับซาช่า ก็ยังมีบทบาทสำคัญ และมีส่วนในการพัฒนาเนื้อเรื่อง ไม่ใช่เป็นแค่ตัวประกอบ


Beat of Temptation (An Enchanted Season)
คะแนน : 8

เป็นตอนพิเศษ Prequel เรื่องราวของแทมซินกับเนท กับบรรยากาศคริสต์มาสในโลกของเชนจลิงก์ ก็สนุกดีค่ะ ถึงแม้เนื้อเรื่องจะไม่ยาวมาก แต่ก็ทำให้รู้จักตัวละครดีขึ้น ได้เห็นลูคัสตอนวัยรุ่นด้วย


The Cannibal Princess (Psy/Changeling 1.5)
คะแนน : 7

เรื่องสั้นมากๆ ฉากเดียว ลูคัสกับซาช่ารับดูแลเด็กแฝดลูกๆ ของแทมซินกับเนท ลูคัสเล่านิทานเรื่องเจ้าหญิงกินคนให้เด็กๆ ฟัง ถึงจะสั้นแต่น่ารักมากค่ะ โดยเฉพาะตอนเปิดเรื่องที่เด็กๆ เรียกซาช่าว่า ซาช่าดาร์ลิ่ง

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Visions of Heat & Caressed by Ice - Nalini Singh

Visions of Heat (Psy/Changeling 2)
คะแนน : 8


Psy & Changeling เล่ม 2 ตอนอ่านรู้สึก on & off สลับกันเป็นพักๆ บางช่วงสนุก บางช่วงก็อืด ชอบน้อยกว่าเล่มแรก คงเพราะเราเริ่มรู้จักโลกในเรื่องแล้ว ความรู้สึกแปลกใหม่อาจลดน้อยลง และเราว่า วอห์น พระเอกเรื่องนี้ ยังด้อยกว่าลูคัส ยิ่งช่วงแรกๆ ที่เขาพยายามแตะต้องตัวเฟธ นางเอก เพื่อให้เธอคุ้นเคยกับการสัมผัส ก็ขัดใจเรานิดหน่อย ถึงจะเข้าใจดีว่า ด้วยบุคลิกตัวละคร ด้วยความจำเป็น ถ้ามัวแต่โอ๋ก็อาจไม่เป็นผลดี แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นการ push มากเกินไป แต่ยังดีที่เป็นเฉพาะช่วงแรกๆ

ความลงตัวของเนื้อเรื่องเล่มนี้ก็ด้อยไปนิด เพราะเนื้อเรื่องช่วงท้ายหลังแก้สถานการณ์วิกฤติเรื่องฆาตกรได้แล้ว ก็เริ่มขยายโลกในเรื่องเพื่อปูทางสู่เล่มต่อๆ ไป แต่ก็ดีสำหรับการเป็นเรื่องชุด ทำให้อยากติดตามอ่านเล่มต่อไปมากขึ้น

++++++++++++++++++++++++


Caressed by Ice (Psy/Changeling 3)
คะแนน : 8.5



คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากสาวไซกับหนุ่มเชนจลิงก์ มาเป็นสาวเชนจลิงก์กับหนุ่มไซบ้าง ดีค่ะ ได้กลับบทบาทมาเป็นฝ่ายพระเอกต้องพยายามต่อสู้กับจิตใจตัวเองบ้าง นางเอกคือ เบรนน่า สาวเผ่าหมาป่า ที่เคยถูกลักพาตัวไปโดยฆาตกรโรคจิตในเล่มแรก พระเอกคือ จัดด์ ลอเรน หนุ่มพลังจิต ที่หลบหนีออกจากเครือข่าย PsyNet ปรากฏตัวตั้งแต่ในเล่มแรกเหมือนกัน

เราชอบเล่ม 3 มากกว่าเล่ม 2 เพราะอันนั้นรู้สึกเหมือนดำเนินตามสูตรเล่มแรกแต่สู้ไม่ได้ ในขณะที่เล่มนี้แปลกใหม่กว่า เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกในเล่มนี้มากๆ จัดด์ถึงจะต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองแค่ไหน เพราะทุกเวลาที่เขาคิดถึงหรือสัมผัสเบรนน่าก็จะนำความเจ็บปวดมาสู่เขา แต่เขาก็ปกป้องดูแลเบรนน่าเสมอ ไม่ผลักไสหรือทำร้ายจิตใจเธอเลย ส่วนเบรนน่า ถึงจะผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมา แต่เธอก็เข้มแข็งและกล้าหาญมากๆ

เรารู้สึกว่า Nalini เขียนตัวละครนางเอกได้ดีมากๆ เลย ทุกเล่ม นางเอกของเธอเข้มแข็งแต่อ่อนโยน โดยไม่ต้องพิรี้พิไรหรืออวดดีจนน่ารำคาญ และกล้าตัดสินใจเพื่อตัวเอง รู้จักความต้องการของหัวใจตัวเองดี และยอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้ในบางเวลา เป็นผู้หญิงในอุดมคติมากๆ

ป.ล. หน้าปกสองเล่มนี้ไม่สวยเลยนะคะถ้าดูแต่ปกคงไม่อยากอ่านแน่ๆ สู้หน้าปกฉบับภาษาไทยไม่ได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Slave To Sensation - Nalini Singh

คะแนน : 8.5



เพิ่งหยิบเรื่องนี้มาอ่าน เพราะปกติเราคิดว่า แนวพารานอร์มอลคงไม่ใช่แนวที่เราชอบ เราอ่านชุด Dark-Hunter ของ Sherrilyn Kenyon ไป 1-2 เล่ม ซึ่งก็โอเค แต่ก็ไม่ได้ทำให้ติดใจเท่าไหร่ ส่วน J.R Ward ไม่รู้เป็นไรเราอ่าน Lover Awakened ไปได้สองสามบท ก็ถอดใจซะแล้ว ได้แต่ทำใจว่าเราคงไม่ถนัดอ่านแนวนี้ แต่เพราะกระแสความดังของหนังสือแนวเหนือจริง โดยเฉพาะชุด Psy/Changeling Series ทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้เราเกิดความรู้สึกคาใจอยู่ตลอดเวลาว่า เอ๊ะ นี่เราพลาดอะไรไปรึเปล่า แล้วก็ตั้งใจอยู่ว่า สักวันคงต้องลองอ่านดูสักที และไม่ผิดหวังเลยกับผลลัพธ์ที่ออกมา

เราคงไม่ต้องพูดถึงเนื้อเรื่องนะคะ เพราะเรื่องนี้ดังมาก ตามบอร์ดตามเว็บพูดกันเยอะ ขอพูดถึงความรู้สึกที่เรามีต่อ Slave To Sensation เล่มเปิดตัวนิยายชุดนี้เลยแล้วกัน
1. เราชอบฉากของเรื่อง โลกอนาคตที่คล้ายแต่ไม่ใช่โลกของเรา มีมนุษย์พลังจิต มนุษย์กลายร่าง และเราชอบสไตล์การบรรยายของ Nalini Singh มากๆ เวลาพูดถึงฉาก สถานที่ สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ สังคมในเรื่อง เธอไม่ได้เล่ายัดเยียดเป็นหน้าๆ ว่า โลกนี้มีอะไร ไม่มีอะไร ไอ้ศัพท์ใหม่ๆ แปลกๆ มันหมายความว่าอะไร แต่มันสอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่องและบทสนทนาอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ มันดึงให้เรารู้สึกอยากติดตามได้ตั้งแต่แรกที่เริ่มอ่านเลย
2. เนื้อเรื่อง สนุกดีค่ะ การตามล่าฆาตกรต่อเนื่อง การพบกันในฝันของตัวเอก
3. ตัวละคร ยอดเยี่ยม สมเป็นพระเอกนางเอกยุคใหม่จริงๆ ซาช่า เก่ง ฉลาด มีความคิด อ่อนโยน เข้มแข็ง พูดง่ายๆ คือ perfect ในขณะที่ ลูคัส ก็กล้าหาญ เก่งกาจ ช่างปกป้อง โดยเฉพาะจุดที่เราชอบคือ ถึงเขาจะมีความหลังเลวร้ายที่สูญเสียครอบครัวที่เขารักไปตั้งแต่ยังเด็ก แทนที่จะเลือกโดดเดี่ยวตนเอง แต่เขากลับกลายเป็นคนที่ขี้หวงขี้ห่วงคนที่เขาแคร์ขึ้นไปอีก
4. ฉากการผจญภัยใน PsyNet เราชอบการบรรยายที่เทียบกับศัพท์คอมพิวเตอร์ อ่านแล้วรู้สึกว่า NS เป็นนักเขียนที่มีความรู้/ค้นข้อมูล ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาดี ไวรัส ไฟร์วอลล์ แฮกกิ้ง โกสต์ ฯลฯ ไม่พลาดเลย แล้วเอามาสร้างสรรค์เข้ากับการดำเนินเรื่องได้ดี เป็นพารานอร์มอลผสมไซไฟ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ Digital Fortress ของ Dan Brown ที่อ่านสนุกแต่รู้เลยว่า นักเขียนไม่แม่นเรื่องเทคนิคจริง

ถึงจะค้นพบเรื่องชุดนี้ช้าไปหน่อย แต่ก็ดีเหมือนกันที่เราอ่านตอนที่หนังสือในชุดออกมาหลายเล่มแล้ว จะได้อ่านต่อเนื่องกันเลย สงสัยช่วงนี้จะต้องอดหลับอดนอนอ่านไปอีกหลายคืนแน่เลย

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

The Time Weaver (Drakon 5) - Shana Abé

คะแนน : 7



นี่เป็นนิยายเล่มที่ 5 ในซีรีส์ Drakon ของ Shana Abe เรื่องราวของเผ่าดราคอนหรือมนุษย์มังกร เผ่ามนุษย์ที่สามารถแปลงเป็นมังกรได้ หรือที่ถูกคือ เดิมสายเลือดเป็นมังกร แต่เพื่อหลบซ่อนตัวจึงแปลงอยู่ในร่างมนุษย์ แล้วสืบทอดลูกหลานมา อาศัยอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 ตามปกติทุกคนในเผ่าใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่สายเลือดเจือจางลงจนแทบไม่มีใครแปลงร่างได้ หมู่บ้านถูกปกครองอยู่ใต้กฎระเบียบเคร่งครัดของสภา ในการนำของอัลฟ่าซึ่งเป็นตำแหน่งผู้นำของเผ่า ซึ่งมีตำแหน่งขุนนางของมนุษย์เป็นมาร์ควิสเพื่อบังหน้าด้วย

หลังจากผิดหวังกับเล่ม 4 คือ The Treasure Keeper (อ่านความรู้สึกของเราที่มีต่อเล่มนั้นได้ที่นี่) มาเล่มนี้เราก็เลยไม่คาดหวังอะไรมาก แต่เราก็หยิบมาอ่านหลังหนังสือออกไม่นาน เพราะเรารู้สึกว่า พล็อตเรื่องน่าสนใจกว่าเล่มที่แล้ว และติดใจตรงประเด็นของตัวร้ายที่ทิ้งท้ายมาจากเล่ม 4 ด้วย ต่อไปนี้สปอยล์เต็มที่นะคะ เพราะพูดถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์เล่มก่อนหน้าไม่ได้

++++++++++++++++++++++++


จากการอ่านเล่ม 4 ทำให้เรารู้ว่า หญิงชราผู้นำของ Sanf Inimicus กลุ่มศํตรูตัวฉกาจที่คอยไล่ล่าดราคอน ที่แท้คือ ออนเนอร์ คาร์ไลเซิล ซึ่งเป็นเด็กสาวเผ่าดราคอนที่ถูกลักพาตัวไปในเล่ม 3 (Queen of Dragons) เป็นไปได้อย่างไรที่เด็กสาวเรียบร้อยขี้อายคนหนึ่งที่เพิ่งหายตัวไปไม่นานนัก กลับมาปรากฏตัวกลายเป็นหญิงชราร้ายกาจผู้ฆ่าชาวเผ่าไปหลายคนแล้วได้! นั่นเพราะออนเนอร์มีพลังที่ไม่มีใครเหมือน เธอเป็นผู้ถักทอเวลา เธอไม่มีความสามารถแปลงร่างเป็นมังกรเหมือนพวกที่มีสายเลือดอัลฟ่า แต่ความสามารถพิเศษของเธอ คือ การเดินทางข้ามเวลาไปมาได้ทั้งอดีตและอนาคต เพียงแต่พลังนั้นก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่เธอควบคุมไม่ได้ทั้งหมด

ออนเนอร์ถูกลักพาตัวออกจากหมู่บ้านตั้งแต่อายุ 14 เพื่อรักษาชีวิตของเธอเอง แล้วมาอาศัยที่ประเทศสเปนอยู่กับอมาเลียและเซน พระเอก-นางเอก เล่ม 2 (The Dream Thief) ในฐานะลูกเลี้ยง ตามนิมิตฝันของลีอา ในการข้ามเวลาไปมานั้น ดึงดูดออนเนอร์ให้มาพบกับ ซานดู หรือเจ้าชายอเล็กซานดรู ผู้ปกครองของเผ่ามนุษย์มังกรแห่งซาฮาเรน ซานดูเป็นน้องชายของนางเอกเล่ม 3 และเคยปรากฏตัวในเล่ม 4 ตอนนั้นยังเป็นเด็กหนุ่ม ความสัมพันธ์รักระหว่างทั้งสอง จะนำไปสู่หายนะทั้งของเผ่ามังกรซาฮาเรน และเผ่ามังกรอังกฤษ และจะทำให้ชะตาชีวิตของออนเนอร์พลิกผันกลายเป็นศัตรูของเผ่าตัวเอง แล้วจะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนอนาคตอันมืดมนนั้น

แค่ประเด็นเดียวว่า จะทำยังไงให้รอดจากชะตากรรมนั้น ก็ดึงเราให้ติดตามอ่านเรื่องนี้ได้ตลอดเล่มแล้ว เพราะอยากรู้ว่าจะลงเอยยังไง แต่ในส่วนการดำเนินเรื่องไม่ได้เน้นเรื่องว่าจะแก้ปัญหายังไงนะคะ เพราะเจ้าตัวนางเอกเองก็ไม่รู้อนาคตตัวเองว่า จะกลายเป็นยายแก่นั่นได้ เรื่องราวส่วนใหญ่อยู่ที่การข้ามเวลาไปมาเพื่อเจอกันระหว่างพระเอกนางเอก ตอนอ่านก็นึกว่าคล้ายกับเรื่อง The Time Traveler's Wife ของ Audrey Niffenegger เหมือนกันนะ แต่นี่เป็นโรแมนซ์ยุคโบราณปนแฟนตาซี ฉากที่ซานดูแปลงเป็นมังกร ให้ออนเนอร์ขี่หลัง เหาะเหนือท้องฟ้าราตรี เป็นฉาก seducing ที่เราว่า แปลกใหม่ดี

เราอ่านเรื่องนี้ไม่เบื่อเลยนะ แต่ก็ไม่ได้ชอบเต็มที่ เพราะบอกตามตรงว่า เราไม่ชอบไอ้เผ่าดราคอนนี้เลย พระเอกนางเอกแต่ละคน ดูเย็นชาห่างเหินจากคนอ่านยังไงไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าตัวละครในเรื่องเย็นชา ทั้งคู่ออนเนอร์-ซานดู ลีอา-เซน ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากๆ ในเรื่องนี้ รักกันลึกซึ้งนะคะ แต่เรารู้สึกว่า สำนวนการเขียนเว้นวรรคตัวละครกับคนอ่าน มักจะบรรยายการกระทำ แต่ไม่ค่อยบรรยายจิตใจและความรู้สึกภายใน ทำให้เราไม่อินไปกับตัวละครเผ่านี้เลย และเล่มนี้ เผ่าดราคอนอังกฤษนี่รับบทตัวร้ายเต็มที่เลย ทำให้เรายิ่งรู้สึกแย่กับไอ้เผ่านี้เข้าไปใหญ่ และผิดหวังกับชีวิตของลีอากับเซนนิดหน่อย ที่ดูไม่มีความสุขเท่าไหร่ เพราะต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ จากเผ่า ผิดฟอร์มนิยายโรแมนซ์เวลากล่าวถึงตัวละครจากเรื่องก่อนๆ

ส่วนตอนจบก็ตลกดีค่ะ พระเอกนางเอกเรื่องนี้แปลกดี ปล่อยให้คนอื่นขโมยซีนจัดการแก้ปัญหาทั้งหมดไป โดยตัวเองแค่ยืนรอรับคำสั่ง คือ ถ้าอ่านในฐานะเรื่องชุดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าในฐานะเล่มเอกเทศของตัวเอง นับว่าผิดวิสัยตัวเอกมากๆ แต่รวมๆ แล้วก็โอเคกับเล่มนี้นะคะ พลิกฟื้นความรู้สึกขึ้นมาได้ เราก็จะยังตามอ่านซีรีส์นี้ต่อไป เพราะปมปัญหาที่ทิ้งไว้จากเล่มก่อนๆ ก็ยังเคลียร์ไม่หมด

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

The Treasure Keeper (Drakon 4)

คะแนน : 6.5

เพราะเคยอ่านซีรีส์นี้ของ Shana Abe มาทั้ง 3 เล่มในชุด เราชอบ The Smoke Thief ที่เป็นเล่มแรกที่สุด เล่มสอง The Dream Thief เริ่มเฉยๆ และไม่ค่อยชอบเล่มสาม Queen of Dragons เท่าไหร่ ทั้งที่ไม่ได้ชอบมาก แต่โดยปกติถ้าอ่านเรื่องชุดไหนมาแล้ว ถ้าไม่ห่วยจริงๆ ก็จะอ่านต่อไป ก็เลยหยิบเรื่องนี้มาอ่าน

ความรู้สึกหลังอ่านจบเล่ม 4 ก็ต้องบอกว่าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ปัญหาหลักคือ เราไม่ชอบนางเอกตั้งแต่เริ่มเปิดเรื่อง Zoe เป็นเด็กในเผ่า Drakon รู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กกับ Rhys พระเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นลูกชายของพระเอกนางเอกภาคแรก เป็นน้องชายของพระเอกเล่มสาม และทั้งคู่ก็น่าจะชอบกันไปตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่ความงี่เง่าของนางเอกเอง ที่ปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง แล้วขอทีเถอะ ไอ้ที่ชอบใช้เหตุผลงี่เง่าว่า ไม่อยากเปิดเผยพลังของตัวเองเพราะไม่อยากถูกบังคับให้แต่งงานกับพระเอกตามธรรมเนียมของเผ่า ก็เลยไปหมั้นหมายกับผู้ชายคนอื่นที่ตัวเองก็ไม่ได้รักแทน บอกตรงๆ รำคาญผู้หญิงโง่ๆ อย่างนี้น่ะ แล้วตลอดเรื่องแม่คุณก็ไม่ได้ทำตัวให้ดีขึ้นเลย มีแต่ทำเรื่องน่าหมั่นไส้ตลอด เราไม่เข้าใจว่า ทำไม Rhys จะต้องมารักผู้หญิงแข็งกร้าว ปากไม่ตรงกับใจ งี่เง่า ไร้เหตุผลแบบนี้ด้วย แค่การบรรยายทุกครั้งที่พระเอกมองนางเอกว่า พระเอกคิดว่านางเอกสวยยังไง หรือแม้กระทั่งว่ารู้ชื่อหมาของนางเอก รู้ว่านางเอกไม่ชอบทำอาหาร แล้วไงล่ะ มันไม่เพียงพอหรอกนะ

พอไม่ชอบตัวละครแล้ว ก็อ่านเอาเรื่องไปยังงั้นเอง ตอนอ่านเล่ม 4 นี้ เนื่องจากไม่ได้ทวนเล่มเก่า เลยลืมรายละเอียดไปพอสมควรเลย ทำให้เริ่มต้นอย่างงงๆ เล็กน้อย Rhys โดนจับตัวไปตั้งแต่เล่มก่อน ถ้าใครไม่ได้อ่านเล่มต้นๆ คงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่พออ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มต่อติด แต่ก็ยังรู้สึกว่าคนแต่งน่าจะอธิบายเรื่องราวความเป็นมาจากเล่มก่อนๆ ได้ดีกว่านี้ เหตุการณ์หลายอย่างจากที่ค้างไว้เล่มก่อนหลายเรื่องก็ยังไม่คลี่คลายในเล่มนี้ แถมตอนจบก็ทิ้งเรื่องราวค้างเอาไว้สำหรับเล่มต่อไปอีก ถ้าเล่มหน้าออกมาหาได้ก็จะอ่าน แต่คงไม่ตั้งหน้าตั้งตานับวันรอ