แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แฟนตาซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แฟนตาซี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

The Mark of Athena (Heroes of Olympus #3) - Rick Riordan

คะแนน : 8.5

Heroes of Olympus เล่มใหม่ เล่มที่แล้วว่าสนุกมากแล้วนะ เล่มนี้สนุกขึ้นได้อีก เวลาอ่านเรื่องแฟนตาซีที่ออกโทนใสๆ นี่มันสบายใจดีจัง ผจญภัย มิตรภาพ ความรัก กอบกู้โลก เล่มนี้ก็ทั้งมันส์ทั้งขำตามสไตล์ของเรื่องนี้ นี่ถ้าอัดเสียงตัวเองตอนอ่านเรื่องนี้แล้วเอามาฟังคงขำตัวเองเหมือนกันนะ เดี๋ยวก็ คึคึกคึก วะฮะฮ่า ทั้งเล่มล่ะ

สนุกตั้งแต่เริ่ม เล่มที่แล้วค้างไว้ที่เรืออาร์โกทูมาถึงแคมป์จูปิเตอร์ ในที่สุดตัวละครฝั่งกรีกกับโรมันได้มาเจอกันแล้วพร้อมหน้า 7 คนตามคำพยากรณ์ เจอหน้ากันไม่ทันไรก็มีเหตุให้ต้องเร่งออกเดินทางไปกรุงโรมอย่างกะทันหัน เพราะนี่เป็นเล่ม 3 แล้ว รู้จักความเป็นมาตัวละครเรียบร้อยไม่ต้องเสียเวลาปูเรื่อง มาเล่มนี้ก็ได้เห็นปฏิสัมพันธ์ของตัวละคร การรวมพลของเหล่าฮีโร่ ตอนอ่านเล่มนี้ความรู้สึกเหมือนตอนดู The Avengers เลย ชอบมากๆ ทั้งๆ ที่เหมือนตัวละครจะเยอะ และต้องสลับหมุนเวียนการคุยกันไป-มา แต่ชอบทุกคน ชอบทุกฉากที่พวกนี้คุยกัน

สาวๆ ทั้งสามคนดูเข้ากันได้ดีมาก ชอบตอนที่เฮเซลมีเศษคุกกี้เปื้อนคาง แล้วแอนนาเบ็ธนึกชอบที่เฮเซลดูจะไม่รู้ตัวและไม่แคร์ กับตอนที่เจสันอึน แล้วแอนนาเบ็ธกับเฮเซลส่งสายตาเห็นใจให้ไพเพอร์ ส่วนพวกผู้ชาย ลีโอกับแฟรงค์มีปีนเกลียวกันเล็กน้อยแต่อย่างฮา เพอร์ซีย์เหมือนโทนี่ เจสันเหมือนแคป แต่ก็ดูไปกันได้ดี ฉากดวลกันระหว่างเพอร์ซีย์กับเจสันมันส์มาก (พูดแค่นี้คงไม่สปอยล์ใช่ป่าว เพราะมันอยู่บนหน้าปก)

ตัวละครภาคนี้เก่งทุกคน และมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวช่วยในการผจญภัยได้เยอะ แต่เล่มนี้ชื่อตอนว่า The Mark of Athena เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าแอนนาเบ็ธต้องเด่นหน่อย หลังจากที่สองเล่มก่อนแทบไม่มีบท การพบหน้ากันอีกครั้งของเพอร์ซีย์กับแอนนาเบ็ธนี่อ่านแล้วต้องยิ้มเลย สองคนนี้น่ารักมากทั้งเล่ม ความรักความเข้าใจความผูกพันพัฒนาขึ้น นายสมองสาหร่ายนี่ก็พูดซึ้งๆ เป็นนะ หวานกำลังดียังไม่เลี่ยน

เล่มนี้พวกตัวละครจากตำนานกรีก-โรมันมาปรากฏหลายตัว ฮาทุกตัว นาร์ซิสซัส เอคโค่ เฮอร์คิวลิส ฯลฯ พวกเทพกับเทพีไม่ค่อยกล่าวถึง แต่ก็มาขโมยซีนเหมือนกัน เราชอบความฉลาดในการเล่าเรื่องของ Rick Riordan ที่เล่นกับบุคลิกที่แปลกแยกของเทพสองฝั่ง แต่อโฟรไดตี/วีนัสกลับมีบุคลิกเหมือนเดิม เพราะความงามเป็นสากล ส่วนพวกตัวร้าย บอสของเล่มนี้ตลกดีอ่ะ บอกชื่อคงไม่ดีเพราะอาจจะสปอยล์มากไป วิธีการปราบก็ฉลาดมาก อ่านสนุกเพลินจนมาถึงบทสุดท้าย โอ๊ย ทิ้งท้ายให้ไปลุ้นเล่มหน้าอีกแล้ว คงสนุกมากแน่ๆ เลย ก็ต้องรอลุ้นกันไปอีกปีเต็มๆ

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Artemis Fowl and The Last Guardian - Eoin Colfer

คะแนน : 8.5 ไฟกระชากทำอุปกรณ์เสีย เน็ตมือถือมันง่อยมาก 3g ก็ยังไม่มีใช้ เสียอารมณ์จนพาลไม่อยากเขียนเลย สั้นๆ แล้วกัน อาร์ทิมิส ฟาวล์ #8 เล่มอวสาน (มั้ง) ออกมาแล้ว ตามอ่านกันมาเกินสิบปี จบลงแล้วในเล่มนี้ สนุกมากๆ

สปอยล์ถึงฉากจบ เฉพาะคนที่อ่านแล้วมาแชร์ความรู้สึกกันเท่านั้นนะ

สนุกตั้งแต่เริ่ม แอกชั่นลุ้นทั้งเล่ม ไม่มีเนื้อเรื่องช่วงอืดเลย บอสก็ยังเป็นโอปอลจอมแสบตามเคย เล่มนี้ยัยนี่โหดสุดๆ ขนาดตัวเองยังทำได้ลง จินตนาการไซไฟ+แฟนตาซีของเล่มนี้ก็น่าสนใจ เนื้อเรื่องตอนท้ายยอดเยี่ยมมาก ปรกติเรื่องชุดนี้ ความชอบของเราจะอยู่ในระดับ 8 มาตลอดเกือบทุกเล่ม แต่เล่มนี้บวกพิเศษให้เพราะ 3 บทสุดท้ายนั่นเลย เป็นฉากไคลแม็กซ์ที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก ตอนที่อาร์ทิมิสตาย ทั้งที่เห็นตายกันต่อหน้าต่อตา มีศพให้ฝัง แต่เราก็แค่เฮ้ยในใจนิดหน่อย แต่ไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องนี้จะจบแบบพระเอกตาย ไม่งั้นแฟนๆ โวยวายกันทั่วโลกแน่ ยังไงก็ต้องรอด และในที่สุดก็หาทางออกได้ดีแสดงถึงมันสมองอัจฉริยะของอาร์ทิมิส

ขอเพ้อเรื่องนึงเถอะ อาร์ทิมิสกับฮอลลี่ ความจริงเราก็ไม่ได้อยากให้มีความรักในนิยายกันทุกเรื่องนะ เล่มแรกๆ ของชุดนี้ตอนที่อาร์ทิมิสยังเป็นเด็ก เราไม่สนใจประเด็นนี้เลย ไม่เห็นจำเป็นต้องมีนางเอก ถ้าจะมีเราก็ไม่คิดถึงฮอลลี่ เพราะคนละเผ่าพันธุ์ แล้วฮอลลี่ก็อายุร้อยกว่า คนละรุ่นกันเลย แต่เพราะในเล่ม 6 ตอน The Time Paradox นั่นล่ะ ที่อาร์ทิมิสจูบกับฮอลลี่ มันก็เหมือนคนเขียนเพาะเมล็ดพันธุ์ทิ้งไว้ให้เราคิด พอเล่มที่แล้วปิดประเด็นไปเราก็หยุดเพ้อ แต่มาเล่มนี้อาร์ตี้กับฮอลลี่ก็ทำซึ้งกันเหลือเกิน ต่างฝ่ายต่างจะยอมเป็นผู้เสียสละ มุ่งมั่นห่วงใยกันขนาดนั้น จะไม่ให้จิ้นยังไงไหว แต่คนเขียนก็ย้ำจัง เพื่อนคนสำคัญของฉัน คำก็เพื่อน สองคำก็เพื่อน โธ่ อย่าขัดคอสิ ถ้าไม่อยากให้คิดไกล ก็อย่าแต่งให้สองคนนี้เขานึกถึงกันเยอะนัก เราว่าถ้าดูเฉพาะบุคลิกนิสัยใจคอ อาร์ทิมิสกับฮอลลี่โคตรจะสมกันเลย เติมเต็มกันได้พอดี แต่มนุษย์กับแฟรี่มันก็ยากน่ะนะ อ้ะ เพื่อนก็เพื่อน

เล่มนี้คนแต่งบอกว่าจะเป็นเล่มสุดท้าย ไม่เขียนต่อแล้ว เราคิดว่าฉากอวสานของเรื่องนี้ก็จบได้ดีแล้ว วนไปถึงเล่ม 1 ได้พอดี แต่เพราะการที่เขียนให้จบลงแค่ตรงนี้ โดยไม่มีการเขียนบทส่งท้ายบอกเล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นไปของตัวละครหลังจากนี้ให้คนอ่านรู้ มันก็เหมือนผู้แต่งยังกั๊ก เปิดทางให้กลับมาเขียนต่อได้อีก วันไหนเปลี่ยนใจก็หาบอสใหม่มาแต่งเล่มใหม่ได้ ขออย่าให้มีเลย จบอย่างนี้ดีแล้วกำลังสวย ถ้ายืดกว่านี้จะหมดมุก

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Serpent's Shadow (Kane Chronicles #3) - Rick Riordan

คะแนน : 8 เล่มนี้สนุก ลุยตั้งแต่เริ่ม เนื้อเรื่องตามสูตรทุกอย่าง มีเส้นตายหายนะที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้ทันเวลา เทพอสรพิษอโพฟิสกำลังจะคืนอำนาจ เกินกำลังที่สองพี่น้องเคนจะต่อกรได้ แซดี้กับคาร์เตอร์จึงต้องออกไปตามหาเงาวิญญาณของอโพฟิสมาเป็นเครื่องมือต่อสู้

การดำเนินเรื่องดูเหมือนจะเทน้ำหนักให้ฝั่งแซดี้มากขึ้นนิดนึง ประมาณ 55-45 กลับกันกับสองเล่มก่อนที่เน้นคาร์เตอร์เยอะกว่า ซึ่งดี เพราะเราชอบแซดี้มากกว่า ฮากว่า ในเรื่องเวลาอยู่ในวงเล็บ พี่น้องกัดกัน ตลกดีทุกครั้ง ที่จริงแซดี้ก็เป็นเด็กแสบ ปากเก่งแสนงอน แต่ยังไม่เกินลิมิต ยังไม่เข้าขั้นติ่ง ถ้าพวกพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์โตเป็นวัยรุ่นก็อาจจะประมาณนี้ เนื้อเรื่องของวอล์ทกับอนูบิสก็เคลียร์จบแล้วในเล่มนี้ ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ หน่อย แต่แบบนี้ก็โอเคมั้ง คาร์เตอร์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เนื้อเรื่องด้านเซียก็ลงเอยแล้วเหมือนกัน

เล่มนี้สนุกและมีขำหลายฉาก เทพอียิปต์มักจะมีรูปร่างเป็นสัตว์ เวลาอ่านในเรื่อง นึกภาพเทพฮิปโปก็ขำแล้วอ่ะนะ แต่ก็ยังเสียดายนิดหน่อยว่า ไม่ค่อยคุ้นกับตำนานเทพอียิปต์เท่าตำนานกรีก-โรมัน เวลาอ่านซีรีส์นี้ไปบางทีจะมีคิดว่า ตรงนี้มันต้องเป็นแก๊กอะไรบางอย่างที่ผู้แต่งล้อเลียนพวกเทพอยู่แน่ๆ ถ้าเชี่ยวตำนานอียิปต์มามากกว่านี้คงจะตลกขึ้นไปอีก อ่านชุดนี้เลยเหมือนได้อารมณ์สนุกไม่สุดเท่าชุดเพอร์ซีย์ เอ๊ะ แต่เล่มนี้ทิ้งท้ายตอนจบเป็นปริศนาแปลกๆ นะ ไม่แน่เล่มต่อๆ ไปอาจมีการรวมตัวละครจากเรื่องนี้กับ Heroes of Olympus เข้าด้วยกัน เหมือนจักรวาลมาร์เวล เดาเอานะ

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

A Tapestry of Spells - Lynn Kurland

คะแนน : 7

ช่วงก่อนหน้านี้วุ่นมาก ต้องไปทั้งงานแต่ง งานศพหลายวัน ลางานก็ไม่ได้ ไม่รู้เพราะเล่มนี้ถูกเลือกมาอ่านตอนที่พอดีมีเรื่องเยอะ หรือว่าเพราะมันไม่สนุกเองก็ไม่รู้ อ่านแล้ววาง อ่านแล้ววาง เป็นอาทิตย์เลย

เล่มนี้เป็นเรื่องในชุด Nine Kingdoms เล่ม 4 ซึ่งเราชอบไตรภาคแรกอยู่พอสมควรทีเดียว พอมันมีไตรภาคที่สองก็รอจนมันออกเล่มจบเมื่อต้นเดือนนี้ค่อยเอามาอ่าน เรื่องชุดนี้เป็นแนวโรแมนติกแฟนตาซี คือฉากเป็นโลกแฟนตาซี มีเวทมนตร์ มีเมจ มีเอลฟ์ และก็มีเรื่องความรักระหว่างพระเอกนางเอก ก็อาจจะดีสำหรับคนที่ชอบอ่านทั้งสองแนว แต่พอเอาเข้าจริง มันอาจทำให้กลุ่มคนอ่านมีน้อยก็ได้ เพราะมันไม่สุดไปสักทาง

เนื้อเรื่องเล่มนี้มีแค่ว่า นางเอกชื่อซาร่าห์ มาขอให้รุธ พ่อมดที่เก็บตัวเงียบ ช่วยร่วมเดินทางไปติดตามพี่ชายของเธอ ที่ไปพบเศษกระดาษครึ่งแผ่นที่เป็นคาถาอันตรายของแกร์ จอมเวทย์ที่ตกเข้าสู่ด้านมืด ผู้ก่อให้เกิดหายนะกับทั้งครอบครัวตัวเองเมื่อยี่สิบปีก่อนที่บ่อน้ำมรณะ รุธกับซาร่าห์ก็เดินทางผ่านหมู่บ้าน ผ่านเมือง ผ่านป่า ได้ขบวนผู้ติดตามมาเรื่อยๆ ทีละคนสองคน คุยกับคนนั้นนิดคนนี้หน่อย สู้กับโทรลล์เล็กน้อย ช่วงท้ายเหมือนจะมีอะไรขึ้นมานิดนึง แล้วก็จบ งั้นๆ มากเลย

ไตรภาคแรกเราว่ามันก็ยังผสมกันกำลังดี แฟนตาซีสัก 60 โรแมนติกอีก 40 พระเอกนางเอกน่ารักมาก แต่เล่มนี้มีฉากพระ-นางจีบกันนิดเดียวเอง ไอ้ส่วนที่เป็นแฟนตาซีก็ไม่สนุก เพราะเนื้อเรื่องของเล่มนี้ก็เป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาเดียวกับไตรภาคแรก โดยเปลี่ยนมุมมองของตัวละครแค่นั้นเอง รุธเป็นพี่ชายของนางเอกไตรภาคที่แล้ว เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องความเป็นไปของตัวละคร ความลับเรื่องอดีตต่างๆ คนอ่านก็รู้อยู่แล้ว ถ้าคนที่ไม่เคยอ่านภาคก่อนมาอ่านเล่มนี้เลยอาจจะโอเคก็ได้ แต่สำหรับเรา ความสนุกในส่วนนี้หายไปครึ่งหนึ่งเลย

รุธไม่มีเสน่ห์ ซาร่าห์ก็ธรรมดามาก แล้วถ้าเนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างนี้ สุดท้ายก็จะไปจบสรุปเหมือนเนื้อเรื่องไตรภาคแรก แล้วจะอ่านไปทำไมล่ะในเมื่อรู้อยู่แล้ว อาจจะไม่อ่านเล่มต่อแล้วล่ะ ปีนี้คิดว่าจะลดละการบันเทิง ดูหนังอ่านนิยายให้น้อยลง ถ้าเรื่องไหนไม่รู้สึกคุ้มค่าเวลาจริงๆ ก็จะไม่ฝืนแล้ว ดีนะยังไม่ได้คลิกซื้อเล่มถัดๆ ไป

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Dreamdark: Blackbringer - Laini Taylor

คะแนน : 8

เราก็นึกว่าจะรอให้เรื่องนี้มันออกมาให้ครบชุดก่อน แต่ปรากฏว่า พอเข้าไปอ่านเว็บคนเขียน เธอบอกว่าเรื่องนี้สำนักพิมพ์ไม่ยอมพิมพ์ต่อ มิน่าล่ะ เห็นมันออกมาแค่ 2 เล่มก็หายไปเลย แต่เลนี่ เทย์เลอร์ ก็บอกว่า จะพยายามหาวิธีให้คนได้อ่านจนจบนะ เอาไงล่ะทีนี้ อยากอ่านก็อยากอ่านเพราะติดใจมาจาก Daughter of Smoke and Bone แต่ก็กลัวค้างคา เอาน่ะ เสี่ยงดู

แม็กพาย วินด์วิตช์ เป็นเด็กหญิงแฟรี่ (อายุร้อยปีแล้วล่ะ แต่สำหรับโลกในเรื่องนี้ที่แฟรี่อยู่ได้เป็นพันปีก็ถือว่ายังเด็กอยู่) แม็กพายออกไล่ล่าปิศาจที่เหล่ามนุษย์จอมจุ้นปล่อยให้หลุดจากขวด วันหนึ่งก็มาเจอว่า ปิศาจที่หลุดออกจากขวดคราวนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะผนึกที่ปิดขวดนั้นเป็นตราประทับของแม็กรูเวน ดจินน์ธาตุไฟ ที่เป็นผู้สร้างโลกทั้งหมดขึ้นมา แม็กพายกับพวกพ้องพี่อีกาของเธอจึงเดินทางติดตามเบาะแสกลับมาที่ป่าดรีมดาร์ค บ้านเกิดของเธอเอง

เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีแท้ๆ แฟนตาซีมากๆ เลยด้วย ช่วงแรกเหมือนอ่านพวกตำนานปรัมปรามากกว่าอ่านนิยายด้วยซ้ำ การสร้างโลกในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่น่าทึ่งทีเดียว แต่ช่วงแรกก็จะรู้สึกแปลกที่นิดหน่อย ไม่คุ้นเคย ถ้าเทียบกับเรื่อง DoS&B บรรยากาศในเรื่องนี้เข้าถึงยากกว่า และเนื้อเรื่องออกอารมณ์เด็กกว่า เหมือนนิทานผจญภัย จริงๆ มีตัวละครที่เป็นพระเอก แต่ยังไม่เน้นเรื่องโรแมนติก แค่ปิ๊งๆ ยังใสๆ กันอยู่ แม็กพายกับทาลอนเป็นเด็กที่สมบูรณ์แบบระดับโอเว่อร์ทั้งคู่ ช่างไม่มีข้อเสียเลย แต่ก็ไม่น่าหมั่นไส้นะ ที่จริงเนื้อเรื่องสนุกดีมากเลย และดีที่จบในเล่มแบบไม่ค้างคาด้วย เขียนได้ลงตัวมาก แต่เพราะรู้สึกว่ามันเด็กไปหน่อย เราเลยไม่ค่อยอิน

เสียดายอยากอ่านเรื่องนี้ตอนเป็นเด็ก เราคงหลงเรื่องนี้มากๆ เลย นึกถึงสมัยก่อนตอนที่อ่านเรื่อง "เมืองในตู้เสื้อผ้า" (แค่ชื่อเรื่องที่เรียกก็บอกอายุจริงๆ ^_^) แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าทุกอันในบ้าน ไปเยี่ยมบ้านปู่ย่าตายายก็ไปแอบมุดๆ ดูในตู้ ที่จริงไม่ได้เชื่อหรอกแค่แอบหวัง ตอนเด็กๆ นี่ตลกดีเนอะ

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Inheritance - Christopher Paolini

คะแนน : 7


เล่มนี้คือหนังสือชุด Inheritance ลำดับ 4 หรือว่า เอรากอน เล่มจบ นั่นเอง จากที่ตอนแรกบอกจะเป็นไตรภาค เขียนไปเขียนมาดังก็ยืดมาอีกเล่ม จาก Inheritance Trilogy ก็กลายเป็น Inheritance Cycle ไป

ถ้าใครชอบเรื่องเอรากอน ขอความกรุณาอย่าอ่านโพสต์นี้เลยค่ะ เพราะมันอาจมีข้อความกระทบกระเทือนจิตใจคุณได้ ขออนุญาตออกตัวแรงนิดนึง เพราะจำได้ว่าเคยอ่านบล็อกวิจารณ์เรื่องนี้ (ลองกูเกิลดู ยังหาเจอด้วย ที่นี่) เราไม่ได้คิดตรงกันกับคุณเจ้าของบล็อกโน้นหมดนะ แต่อ่านแล้วนั่งขำที่เขียน บางอย่างก็จริงของเขานะ พอมาเจอความเห็นตอนท้าย โห แฟนๆ เอรากอนที่มาตอบคอมเมนต์น่ากลัวมาก ตอนจะเริ่มเขียนถึงเรื่องนี้นึกถึงเคสนั้นขึ้นมาได้ เลยรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ นั่นเป็นกรณีฝังใจที่ทำให้เราเกิดอาการไม่เข้าใจอยู่ตั้งนาน คือ ความเห็นต่างกันก็เรื่องหนึ่ง แต่มารยาทในสังคมก็เป็นอีกเรื่อง เว็บเป็นพื้นที่สาธารณะก็จริง แต่บล็อกมันมีความเป็นส่วนตัวอยู่ในระดับนึง มันไม่ใช่เว็บบอร์ด เป็นแขกแต่ไประรานบอกเจ้าของบ้านให้ปรับทัศนคตินี่ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรยอมรับกันได้นะคะ เพราะฉะนั้น หนูๆ เอ๋ย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นแฟนเทพของซีรีส์นี้แบบใครแตะไม่ได้ ก็อย่าอ่านบล็อกนี้ อย่ามายุ่งกับพี่เลย ขอร้อง

คำเตือน : เนื้อหาต่อไปนี้คือสปอยล์สุดสามโลก ที่พูดถึงเล่มก่อนๆ จนถึงฉากจบเล่มนี้ด้วย การคลิกปุ่มข้างล่าง ถือเป็นการตกลงว่า ยินดีรับความเสี่ยง และถ้าอ่านแล้วไม่ชอบใจ จะไปแอบด่าเจ้าของบล็อกนี้ที่ไหนก็ได้ แต่จะไม่มาต่อความยาวสาวความยืดกันที่นี่




ก่อนพูดถึงเล่มใหม่ ขอเท้าความเดิมหน่อย ตอนที่อ่านเล่ม 1 Eragon (คะแนน 8) เรายังชอบเรื่องนี้อยู่เลย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนอ่านเราก็นึกถึงเนื้อเรื่อง Star Wars ในฉากบรรยากาศแบบ LOTR เหมือนกัน แต่ก็คิดแค่ช่วงแรกในส่วนของโครงเรื่อง พอถึงหลังๆ มันก็มีรายละเอียดเยอะแยะที่อ่านแล้วก็รู้สึกว่าน่าติดตามดีเหมือนกัน เพราะจะว่าไป พล็อตเรื่องของนิยายมันก็ไม่ได้มีมากมายนักหรอก ถึงจะไม่ค่อยออริจินอล แต่ถ้าเขียนแล้วอ่านสนุกได้ เราก็โอเค

พอถึงเล่ม 2 Eldest (คะแนน 7) เล่มนี้เลือนๆ จำเนื้อเรื่องไม่ค่อยได้แล้ว แต่รู้สึกจะเริ่มเบื่อความยืดของมัน ฝึกวิชากันนานมาก มีแต่น้ำ มีเนื้อเรื่องสำคัญจริงๆ ในเล่มก็ตรงเรื่องของเมอร์ทักห์แค่นั้นเอง (I am your brother ทำเสียงเหมือนดาร์ธเวเดอร์นะ ^_^) จนมาเจอเล่ม 3 Brisingr (คะแนน 6) ทำให้เราเสียความรู้สึกกับเรื่องนี้อย่างแรง จุดที่เราไม่ไหวคือ เรื่องชาติกำเนิดของเอรากอน ดูท่าข้อกล่าวหาเรื่องก๊อบสตาร์วอร์สคงจะกระเทือนซางคนเขียน Christopher Paolini ไม่น้อย น้องเปา (ชอบคำนี้ ขอยืมใช้) ก็เลยพลิกเรื่องซะ เผื่อคนไม่ได้อ่านเรื่องนี้ เราก็จะใช้ตัวละครสตาร์วอร์สเปรียบเทียบให้ฟังว่ามันเป็นยังไง คือ จริงๆ แล้ว เอรากอน (ลุค) ไม่ใช่ลูกของมอร์ซาน (อนาคิน) ที่ทรยศไปเข้ากับกัลบาทอริกซ์ (จักรพรรดิ) อย่างที่ตัวเองเข้าใจตามที่เมอร์ทักห์บอก แต่เซเลน่า (แพดเม่) คบชู้กับบรอม (โอบีวัน) จนมีลูกออกมาเป็นเอรากอนต่างหาก เห็นมั้ย ไม่เหมือนสตาร์วอร์สแล้ว แต่อ่านตอนนั้นนี่เราแทบอยากจะหาอะไรเขวี้ยงมากเลย แม่มเอ๊ย ถ้าเป็นงั้น ตอนบรอมสอนวิชาทำไมไม่บอกเอรากอนวะ ศักดิ์ศรีไม่มีแล้ว นอกจากตีท้ายครัวเพื่อนแล้วกับลูกก็ยังไม่กล้าบอกความจริงต่อหน้าอีก ว้อย

เจอเนื้อเรื่องอุบาทว์ในเล่ม 3 ไป ทำให้เรารู้สึกลบกับเรื่องนี้มากๆ แล้ว แต่พอเล่ม 4 ออกก็ต้องอ่าน คือ ไม่ชอบค้างคาน่ะ ยังไงก็อยากรู้ตอนจบ เล่มอวสานของชุดนี้หนามากๆ ปาเข้าไป 880 หน้า (ยืดขึ้นเรื่อยๆ จำนวนหน้าของฉบับภาษาอังกฤษตามลำดับ 528 -> 704 -> 785 -> 880) เริ่มต้นเล่มมีเรื่องย่อ 3 เล่มแรกให้อ่านก่อนก็ค่อยยังชั่ว อ่านนานชักลืมแล้ว เปิดฉากต่อมาจากเล่มเดิม เอรากอนกับพวกพ้องเตรียมตัวยกกองทัพจะไปลุยกับราชากัลบาทอริกซ์ แรกๆ เราก็ตั้งใจอ่านดีอยู่ เอ๊ะ แต่ไปเรื่อยๆ ทำไมมันอืดอย่างนี้ น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงจริงๆ สำนวนของน้องเปานี่เยิ่นเย้อสุดๆ เดี๋ยวจะหาว่าพูดลอยๆ ยกตัวอย่างให้ดู แค่จะบอกว่า ฝูงมังกรเรียกว่า A thunder of dragons ต้องเขียนยาวขนาดนี้

“That is the proper term for a flock of dragons. If ever you had heard one in full flight, you would understand. When ten, twelve, or more dragons flew past overhead, the very air would reverberate around you, as if you were sitting inside a giant drum. Besides, what else could you call a group of dragons? You have your murder of ravens, your convocation of eagles, your gaggle of geese, your raft of ducks, your band of jays, your parliament of owls, and so on, but what about dragons? A hunger of dragons? That doesn’t sound quite right. Nor does referring to them as a blaze or a terror, although I’m rather fond of terror, all things considered: a terror of dragons.… But no, a flock of dragons is called a thunder. Which you would know if your education had consisted of more than just learning how to swing a sword and conjugate a few verbs in the ancient language.”

แม่เจ้า! ตอนนี้เจอมหาอุทกภัยในชีวิตจริงแล้ว ยังต้องมาลุยน้ำท่วมอาลาเกเซียในนิยายอีกด้วยหรือนี่ ไม่ใช่แค่คำบรรยายเพ้อเจ้อ แต่เนื้อเรื่องก็เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยไร้สาระเต็มไปหมด อย่างมีบทที่เอรากอนไปนั่งลุ้นชาวบ้านคลอดลูกทั้งบท แล้วพอคลอดออกมาเอรากอนก็ต้องไปนั่งรักษาเด็กที่เกิดมาพิการอีกทั้งบท เพื่ออะไร !? สำคัญตรงไหนกับเนื้อเรื่อง โธ่ ท่านนักบุญเอรากอน เราพยายามตั้งใจอ่านอยู่ได้แค่ตอนต้นประมาณ 200 กว่าหน้า (ถ้าเป็นเรื่องอื่นนี่จะจบเล่มแล้วนะ) หลังจากนั้นก็เริ่มไม่ไหวล่ะ เปิดเสียงให้ Kindle อ่านให้ฟังแทน ตอนไหนมีอะไรเกิดขึ้นค่อยสลับกลับมาอ่าน

พอมาตรงกลาง เนื้อเรื่องตรงที่ไปหาเอลดูนารีของมังกรนี่ จริงๆ ไอเดียดี ถ้ารวบรัดหน่อยจะสนุกกว่านี้ และพอถึงตอนท้าย ฉากที่ลุยด่านไปเผชิญหน้ากับกัลบาทอริกซ์ก็สนุกดีทีเดียว แต่วิธีปราบบอสใหญ่นี่ทำให้นึกถึงเรื่อง The Sword of Shannara นะ เอรากอนนี่มันรวมฮิตนิยายแฟนตาซีจริงๆ ไอ้แนวคิดเรื่องนามจริงของสรรพสิ่ง นี่ก็เอามาจากพ่อมดแห่งเอิร์ธซี แล้วพอโค่นตัวร้ายเสร็จ เรื่องก็ยังไม่จบ ยังเหลืออีกเกินร้อยหน้า นั่งแจกแจงชีวิตแต่ละคนกันอีก ว่าใครเป็นยังไง จะทำอะไรต่อ พวกตัวละครดาดๆ อย่างโรแรนกับแคทริน่านี่จะมีบทเยอะแยะอะไรนักหนา อีตรงที่ไม่สำคัญล่ะเล่าเยอะ ทีไอ้เจ้ามังกรเขียวบนหน้าปกเนี่ย โผล่มาตอนจะจบเรื่องอยู่แล้ว ตอนอ่านฉากมังกรผสมพันธุ์กันนี่ กุมหัวเลย จำเป็นต้องมีด้วยเรอะ

ส่วนฉากจบ เอรากอนกับซาเฟียร่าเดินทางออกจากดินแดนอาลาเกเซีย ไปหาที่ฟูมฟักไข่มังกร และจะเป็นผู้ฝึกสอนพวกอัศวินมังกรรุ่นใหม่ ก่อนไปก็เสียเวลาร่ำลากับตัวละครที่เหลือเกือบทุกคนในเรื่อง (เฮ้อ) เมอร์ทักห์ (ตัวละครที่ดูมีพัฒนาการที่สุดคนเดียวในเรื่อง) กับธอร์นก็ไปตามทางตัวเอง ส่วนอาเรียก็ไปเป็นราชินีเอลฟ์ ถ้าเราชอบนางเอกเรื่องนี้คงแอบเศร้านิดนึงที่พระเอกไม่ได้คู่ ดีที่เฉยๆ กับอาเรียเลยไม่รู้สึกอะไร แบบอาเรียนี่เหมือนที่เพลงเขาว่า สวยแล้วหยิ่งที่จริงไม่ผิด แต่รำคาญเหมือนกัน เวลาเอรากอนมองอาเรียตาปรอยเหมือนลูกหมาหาเจ้าของทั้งเรื่อง เพราะเรื่องมันเล่าจากฝั่งเอรากอนเป็นหลัก ก็จะรู้สึกถึงแต่ความเฉยเมยเย็นชาของอาเรีย คนอ่านเลยเข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้นจบแบบนี้ก็คงโอเคแล้วมั้ง ก็ตามสไตล์ฮีโร่ ชะตาวีรบุรุษ สู้จบแล้วต้องปลีกวิเวก เป็นคนดีต้องเสียสละ ครองบัลลังก์เองไม่ได้ เดี๋ยวเขาหาว่าหวังผล


ความจริงตอนอ่านช่วงเบื่อนี่อยากให้คะแนน 6.5 เท่านั้น แต่พอบางช่วงมันก็สนุกดี เสียดายถ้าตัดน้ำๆ ออกสักครึ่งเล่ม อาจจะให้ถึง 7.5 เลย ตกลงใจจิ้มไปที่ 7 แล้วกัน แต่ถ้ามีไทม์แมชชีน เราจะย้อนเวลาไปเตือนตัวเองก่อนเริ่มอ่านเรื่องชุดนี้ตามกระแสว่า ที่จริงเรื่องนี้มันก็อ่านได้ แต่เพราะมันยาวเกิน ไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปเท่าไหร่นักหรอก

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The Son of Neptune (Heroes of Olympus #2) - Rick Riordan

คะแนน : 8.25


Heroes of Olympus หรือ Percy Jackson ภาค 2 เล่มใหม่ เตือนก่อนเลย เพราะไม่สามารถพูดถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์เล่ม 1 ได้

สปอยล์  

สปอยล์ 

สปอยล์


เพอร์ซียยยยยยยยยยยย์ กลับมาแล้ววววววววววววว แค่ประโยคแรกก็สปอยล์แล้วนะ หลังจากเล่มที่แล้วมีปัญหาว่า เพอร์ซีย์ แจ็คสัน หายตัวไปจากแคมป์ฮาล์ฟบลัด จนมาเฉลยท้ายเรื่องว่า มีแคมป์เด็กลูกครึ่งเทพโรมันอยู่ที่อีกฟากของอเมริกา เปิดฉากมาเล่มสองก็จับความต่อเนื่องทันที เพอร์ซีย์มาถึงแคมป์จูปิเตอร์ ความทรงจำของเขาหายไป จำได้แต่ว่าตัวเองมีแฟนชื่อแอนนาเบ็ธ เขาได้พบเพื่อนใหม่สองคน คือ เฮเซล กับ แฟรงค์ ทั้งสามต้องร่วมมือกันออกผจญภัยตามคำพยากรณ์

เล่มนี้สนุกตั้งแต่แรกเลย เพราะเป็นเพอร์ซีย์ที่รู้จักดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัว เล่มที่แล้วไม่เห็นหน้าก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเริ่มอ่านเล่มนี้เพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงหมอนี่เหมือนกัน ยังแอบตลกเหมือนเดิม แต่ดูเก่งและฉลาดขึ้นหน่อย แต่เพอร์ซีย์ไม่ได้เด่นคนเดียว เล่มนี้ก็แบ่งการเล่าเรื่องเป็นสามมุมมองเหมือนเล่มที่แล้ว ตัวละครเพื่อนใหม่สองคนนี้ดี เฮเซลนี่เป็นเด็กผู้หญิงที่ได้อย่างใจเรามากเลย เหมือนภายนอกจะหวั่นไหวอ่อนแอ แต่พอเอาจริงก็เก่ง ส่วนแฟรงค์ก็โอเคเลย เขาเป็นลูกของเทพคนที่เราชอบซะด้วย (เพราะเป็นเทพประจำวันเกิดเรา) มาร์สเป็นเทพโอลิมเปียนที่บทเด่นที่สุดในเล่มนี้ ภาคก่อนหมอนี่จะงี่เง่ามาก แต่ภาคนี้ดูดีมีชาติตระกูลขึ้นเยอะ เพราะเป็นเทพที่โรมันนับถือ

เรื่องมันส์ตั้งแต่เริ่ม และฮาก๊ากหลายฉากมาก ชอบตอนเจอเทพีสายรุ้งไอริส ผู้เปิดร้านขายสินค้าชีวจิต จี้สุดๆ ตอนที่เธอบอกว่า กำลังเลือกพุทธกับเต๋า แล้วพวกพระเอกก็บอกว่า เธอเป็นเทพกรีกนะ เจ๊ก็กอดอกตอบทันที "อย่าจับฉันใส่กล่อง ใส่กรอบสี่เหลี่ยมนะ" เทพก็ต้องพัฒนาตามสมัย ขำกลิ้ง อีกตอนก็ฉากเล่นมุกนักรบหญิงอเมซอนทำงานอยู่ที่เว็บอเมซอน อ่านไปหัวเราะไป เล่มนี้ตลกหลายตอนเล่าไม่หมด เนื้อเรื่องน่าติดตาม ฉากแอกชั่นก็สนุกมาก สู้กันเท่ๆ ความสามารถกับไอเทมของเฮเซลกับแฟรงค์นี่เจ๋งนะ ไปๆ มาๆ ชักจะเหมือนการ์ตูนฮีโร่แบบพวก X-Men แล้ว ที่แต่ละคนมีพลังพิเศษใช้ในการต่อสู้ แต่ก็สนุกมากล่ะ ชอบมากเลยเล่มนี้ อ่านจบแล้วก็อยากอ่านเล่ม 3 ต่อเลย โธ่ ต้องรออีกปีเต็มๆ เลยเหรอเนี่ย

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Legends of Shannara 1 & 2 - Terry Brooks

คะแนน : 7.5
 

นิยายทวิภาคแฟนตาซีนี้เป็นชุดที่ 6 ในโลกแห่งแชนนาร่า แต่ใน Legends of Shannara มีเล่มน้อยกว่าชุดอื่นๆ แค่สองเล่มจบ ถ้าบวกไตรภาค Word & Void ด้วย นี่เป็นเล่มที่ 21-22 ในซีรีส์แล้ว

เริ่มต้นที่ Bearers of the Black Staff จับใจความหลังจากเหตุการณ์ล้างโลกใน The Genesis of Shannara นับจากที่ฮอว์คช่วยนำกลุ่มคนมาหาที่หลบภัยในหุบเขา เพื่อปกป้องอนาคตของมนุษย์ ให้รอดจากการไล่ล่าของเหล่าปิศาจ และหายนภัยนิวเคลียร์ เวลาผ่านไป 500 ปี ชื่อฮอว์คเหลือเป็นแค่ตำนาน แถมชื่อโดนเอาไปแอบอ้างเป็นลัทธิซะอีก บัดนี้ กำแพงเวทมนตร์ได้พังทลายลงแล้ว ลูกหลานของมนุษย์ และเผ่าเอลฟ์ที่เหลืออยู่ ต้องเผชิญกับอันตรายจากโลกภายนอก

ตำนานแชนนาร่าบทนี้ ก็จะเชื่อมโยงต่อจากไตรภาค Genesis แล้วนำไปสู่โลกของแชนนาร่าดั้งเดิม บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในเรื่องเริ่มใกล้เคียงกับของเดิมมากขึ้น จาก Knight of the Word ก็คงจะมีพัฒนาการต่อไป อนาคตก็จะกลายเป็น Druid ที่เราคุ้นล่ะ โดยส่งผ่านสัญลักษณ์กันด้วยไม้เท้านิล ตัวละครเด่นภาคนี้เป็นเด็กหนุ่มชื่อ แพนเทอร่า มีคู่หูเป็นหญิงชื่อ พรู กับเจ้าหญิงเอลฟ์ชื่อไฟรน์ โดยมีผู้ถือไม้เท้านิลคนปัจจุบันชื่อ ไซเดอร์ เป็นคนคอยให้คำแนะนำแก่แพน

ภาคนี้มันสนุกเป็นช่วงๆ ตอนต้นเล่มเปิดเรื่องดีมาก เพราะ Terry Brooks เป็นคนที่เขียนฉากแอกชั่นสนุก และการทิ้งจังหวะการเล่าเรื่องทำได้ดีมีให้ลุ้น แต่มันสร้างความน่าสนใจได้ไม่ตลอด เพราะเหตุการณ์ในเรื่องจริงๆ มีไม่เยอะเท่าไหร่ เส้นเรื่องไม่เนียน ศัตรูในเรื่องยังถือว่าน้อย และไม่ได้จี้ติดฝั่งตัวเอกในเรื่องซะเท่าไหร่ พวกชาวบ้านในเรื่องไม่ค่อยเครียดกันเลย กองทัพศัตรูมาจ่อแล้ว เฉยกันจัง และเดิมพันในเรื่องไม่สูงระดับชี้ชะตามนุษยชาติอย่างภาคอื่นๆ ก็เลยขาดอารมณ์ลุ้นๆ เร่งๆ ไป พอเชื่อมโยงต่อมาถึงเล่มสอง The Measure of the Magic ก็ประมาณกัน เรื่องราวเน้นมาที่ไอเทมสำคัญประจำซีรีส์อย่างบลูเอลฟ์สโตนที่แฟนๆ คงคุ้นกันดี มีปิศาจมาร demon โผล่มาตัวหนึ่ง ตอนต้นเล่มลุ้นสนุกอยู่ แต่พอสักพัก จังหวะก็เอื่อยหายไปอีก มามันส์ตอนท้ายๆ อีกที

เรื่องความรักในภาคนี้ถูกกลบสนิทมิดชิด มีแบบเสียไม่ได้ยังไงไม่รู้ ภาคก่อนๆ เรื่องความรักของตัวเอกในเรื่องก็ไม่ได้สำคัญมากหรอก แต่ก็ยังมีบ้างเหมือนเป็นถ้วยรางวัลตอนจบ แต่ภาคนี้ไม่เวิร์กเลย เหล่าตัวละครแบนเป็นกระดาษแข็งมาก เลยไม่ทำให้เชียร์เท่าไหร่ แล้วเพราะความที่มันเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้า ก็เหมือนรู้อยู่แล้วว่าอนาคตเนื้อเรื่องจะไปในทางไหน ก็เลยยิ่งไม่ลุ้น

รวมๆ แล้วภาคนี้เหมือนเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์แทรกให้รู้เส้นเวลาของโลกแชนนาร่าดีขึ้นเฉยๆ ถ้าใครไม่เคยอ่านแชนนาร่า ก็ไม่ควรเริ่มที่ชุดนี้ ไปเริ่มที่ไตรภาคชุดก่อนๆ The Original Shannara, The Heritage of Shannara ที่สนุกมาก หรือ The Voyage of the Jerle Shannara ที่เคยมีแปลไทยดีกว่า แต่ไตรภาคหน้าที่จะออกต่อจากชุดนี้ เนื้อเรื่องจะจับใจความต่อจากชุด High Druid of Shannara อยากอ่านชุดนั้นมากกว่า ดูซิว่าอนาคตข้างหน้าของโลกในเรื่องจะไปยังไง ก็คงต้องรออีกสามปีให้ออกครบก่อนค่อยอ่านรวดเดียว

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

The Throne of Fire (Kane Chronicles #2) - Rick Riordan

คะแนน : 7.5

เล่มนี้เป็นเรื่องของ Rick Riordan เล่มแรกที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามีช่วงที่ตัวเองเบื่อ ในด้านเนื้อเรื่องมันก็ยังอ่านสนุกอยู่ มีการผจญภัย มีการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์คาถากับการใช้พลังเทพแปลงร่าง มีเนื้อเรื่องประเด็นของการฟื้นอำนาจมืดของเทพอโพฟิส การพยายามปลุกชีพเทพเรมาต่อกร แต่จุดที่ทำให้รู้สึกสะดุดคือตัวละคร เล่มนี้ทำตัวน่ารำคาญกันหลายคนเลย

โฮรัสที่เราชอบเพราะดูรั่วๆ ฮาๆ ดีเวลาคุยกับคาร์เตอร์ เล่มนี้เก๊กขึ้นมาซะทำให้ไม่ปลื้มเลย บทน้อยด้วย บาสต์ก็หายไปซะนาน เทพตัวใหม่ที่เด่นเล่มนี้ก็เฉยๆ และตัวละครสำคัญที่สุดในเรื่องอย่างคาร์เตอร์ก็ดร็อปลงไป ที่จริงในระหว่างตัวเอกสองคน คาร์เตอร์ก็ดูด้อยกว่าแซดี้อยู่แล้ว เพราะแซดี้จี๊ดกว่า แต่เล่มนี้คาร์เตอร์ทำตัวน่ารำคาญมากๆ ตอนกลางเรื่อง ตอนที่เขาพร่ำเพ้อเรื่องเซีย

ตามธรรมดาเวลาอ่านเรื่อง YA ก็ไม่ติดใจอะไรถ้าพระเอกนางเอกจะมีโรแมนติกบ้าง ปิ๊งปั๊งกันนิดหน่อย puppy love ก็ถือว่าเป็นสีสันของเรื่องให้อ่านสนุก แต่คาร์เตอร์ นายอายุ 14 อย่ามาคร่ำครวญจะเป็นจะตายเพราะเรื่องความรักให้มันมากไปนัก กำลังต่อสู้โดยมีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพันอยู่เชียวนะ แต่นายทิ้งทุกอย่างเพื่อวิ่งไปช่วยหญิง โฟกัสหน่อยเดะว้า เจอบทนั้นบทเดียวทำเอาหยุดอ่านไปวันหนึ่งเลย รู้สึกเหมือนกำลังคบเด็กสร้างบ้าน เล่มนี้ผู้เขียนแต่งเอาใจกระแสสุดๆ มีตัวละครใหม่มาให้มีประเด็นรักสามเส้ากับแซดี้ (ซึ่งเพิ่งฉลองวันเกิดอายุ 13 ในเล่มนี้) จะให้มีทีมอนูบิส กับทีมวอลท์ ขึ้นมาใช่มั้ย

เล่มนี้เป็นการตอกย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญของตัวละคร ทั้งๆ ที่การดำเนินเรื่องมันก็สไตล์เดียวกันแท้ๆ แต่พอตัวละครเริ่มไม่ได้ดั่งใจปุ๊บ อารมณ์ก็เปลี่ยนเลย ในพระเอกสามคน เพอร์ซีย์จะมีบุคลิกลงตัวที่สุด ค่าสเตตัสต่างๆ อยู่ในระดับดีหมด พลังความสามารถ ไหวพริบ นิสัย บุคลิก เป็นแบบฉบับพระเอกที่เด็กกำลังชอบ พอมาเป็นเจสัน ก็เอาเพอร์ซีย์มาเป็นแบบแล้วตัดโน่นเติมนี่ เพื่อไม่ให้ซ้ำ ก็จะดูเครียดขึ้น ตลกน้อยลง แต่คาร์เตอร์นี่ ห่วยเลย ยังไงโดยรวมเรื่องยังอ่านสนุกอยู่ ตอนท้ายลุ้นดีมาก เวลาอ่านซีรีส์นี้ต่อ คงต้องทำใจเรื่องตัวละครเด็กๆ หน่อยแล้วกัน

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

The Red Pyramid (Kane Chronicles #1) - Rick Riordan

คะแนน : 8

ช่วงนี้อ่านหนังสือไม่ไปเลย มัวแต่ดูหนัง ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่อ่านเรื่องซีรีส์ที่ยังออกมาไม่จบแล้ว ขี้เกียจรอลุ้นนานๆ ดีไม่ดีเจอตอนจบแย่ๆ อีก ทำให้เสียดายเวลาที่ลงทุนติดตามไป แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่อยากรอแล้วล่ะ เพราะไงๆ ก็อ่าน Heroes of Olympus ค้างไปแล้ว เอาเรื่องนี้มาสลับก็พอดีกัน เหลือรอทีละครึ่งปี

The Red Pyramid เป็นเล่มแรกของ Kane Chronicles ที่มีตัวเอกสองคนพี่น้องตระกูลเคน คือ คาร์เตอร์ กับ แซดี้ หลังจากที่แม่ของพวกเขาตายไปเมื่อ 6 ปีก่อน ทั้งสองก็ต้องแยกกันอยู่ คาร์เตอร์ไปกับพ่อที่เป็นนักโบราณคดีอียิปต์ ออกเดินทางร่อนเร่ไปทั่ว ส่วนแซดี้ไปอยู่กับตายายที่อังกฤษ วันหนึ่งเมื่อพ่อกับคาร์เตอร์มาเยี่ยมแซดี้ที่ลอนดอน พ่อก็พาทั้งคู่ไปที่บริติชมิวเซียม เพื่อทำพิธีกรรมประหลาด เกิดการระเบิด พ่อถูกเทพอธรรมนำตัวไป มีกลุ่มคนลึกลับไล่ตามพวกเขา นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่ผสานตำนานเทพและเทพีอียิปต์เข้ากับยุคสมัยใหม่

เรื่องนี้มันมีส่วนที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนเพอร์ซีย์ แจ็คสัน บางอย่างก็เป็นไปตามสูตรตามสไตล์ของ Rick Riordan เช่น เด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อยู่ดีๆ ก็ได้มารู้ว่าตัวเองสืบทอดสายเลือดฟาโรห์ และเป็นร่างสถิตของเทพ การดำเนินเรื่องเน้นแอกชั่นผจญภัย บวกอารมณ์ขันที่มีในเรื่อง แต่การที่เรื่องนี้ใช้ตำนานอียิปต์ ก็ทำให้เนื้อเรื่องมันแตกต่างจากตำนานกรีก-โรมัน ในเพอร์ซีย์ แจ็คสัน ทำให้บรรยากาศเรื่องมันก็แปลกใหม่ดี ไม่ดูซ้ำซาก

นี่เล่มแรก ตัวละครก็ยังไม่มาก โฟกัสอยู่กับคาร์เตอร์และแซดี้ สลับกันเล่าเรื่อง มันก็ไม่มีอะไรลึกซึ้งมาก อารมณ์เหมือนอ่านการ์ตูนจัมป์สายหลักนั่นแหละ แต่อ่านสนุกดีตลอด ช่วงท้ายลุ้นดีเหมือนกัน รู้สึกว่า เพอร์ซีย์สนุกกว่านิดหน่อย เพราะชอบตำนานกรีกมากกว่าด้วยมั้ง แต่เรื่องนี้ก็เวิร์กล่ะ

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

Beyond the Shadows (Night Angel #3) - Brent Weeks

คะแนน : 6


เล่มนี้ก็เป็นแฟนตาซีเต็มๆ ไม่เหมือนเล่มแรกเลย พวกวิชานินจาหายไปแล้ว แต่ต่อเนื่องมาจากเล่มสอง ละเลงมาเต็มที่ มีพลังมืด เวทมนตร์คาถา สัตว์ประหลาด แม่มด จอมเวทย์ เทพอสูร ไอเทมดาบ/คฑา ชิงอำนาจ สงคราม คืนชีพ รวมพลังกู้โลก แต่โดยรวมสำหรับเรา ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องนี้ลงเหวเลย เล่มนี้เนื้อเรื่องมั่วแหลก คือ บอกตามตรงว่า ที่เราตามอ่านเล่มหนึ่งเล่มสองนี่ เราสนใจเนื้อเรื่องของโลแกนมากกว่าไคลาร์ที่เป็นตัวเอกเองซะอีก จากท้ายเล่มที่แล้ว มันมีจุดพลิกเรื่องที่มีมือที่สามเข้ามาในสมการระหว่างโลแกนกับเจนีน เราก็กะแล้วว่าเรื่องมันต้องไปในทิศทางที่เราไม่ชอบ และเรารับไม่ได้กับจุดนี้ พอรู้แน่ว่ามันเป็นอย่างนั้น ก็ทนอ่านแบบทุกตัวอักษรตามปกติไม่ได้ อ่านเฉพาะเรื่องหลัก พวกเรื่องตัวประกอบ ก็อ่านเร็วๆ ข้ามๆ ให้จบเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะนิสัยเสียที่พออ่านแล้วก็อยากรู้ตอนจบ ก็ไม่อยากทนอ่านแล้วด้วยซ้ำ

เตือนสปอยล์ถึงฉากจบ



แย่มากเลยการเล่นพล็อตเรื่องรักสามเส้าแบบนี้ ทั้งไคลาร์-เอเลน-วี กับโลแกน-เจนีน-ดอเรียน คู่ไคลาร์ยังไม่เท่าไหร่ สถานการณ์พาไป ยังไม่นอกใจ แต่เสียความรู้สึกอย่างรุนแรงกับเจนีน เสียแรงเชียร์ จริงๆ เธอไม่ผิดหรอกมั้ง ต่างฝ่ายต่างนึกว่าอีกคนตายไปแล้ว แต่ในเมื่อโลแกนยังมั่นคงได้ เมื่อเจนีนทำได้ไม่เท่าเทียม เราก็ว่าเธอไม่คู่ควรกับโลแกนแล้ว สงสารโลแกน เรื่องนี้แต่งเรื่องแย่มาก ตัวละครที่เป็นคนดีไม่ค่อยได้ดีเลย พวกคนชั่วตายสบาย อย่างดอเรียนตอนเข้าด้านมืดก็เลว แต่ไม่เห็นได้รับกรรมสนองเท่าไหร่ ไม่ยุติธรรมเลย แต่เรื่องนี้มันสีเทามาก เส้นแบ่งความดีความเลว ผลที่ได้รับว่าสาสมมั้ยมันก็ขึ้นกับการตีความของแต่ละคน

ตอนจบก็แย่มาก ดูผลลงเอยของแต่ละคนสิ ทางไคลาร์ เอเลนตาย ส่วนทางโลแกน สุดท้ายต้องรับชะตากรรมเลี้ยงลูกชู้อีก ลูกในท้องเจนีนนี่มันมีนิมิตของดอเรียนบอกว่าจะมาฆ่าพ่อไม่ใช่เรอะ จบแบบดูเหมือนทิ้งปมปัญหาไว้ซะอีก ถ้าโลแกนเป็นคนดีน้อยกว่านี้หน่อย มีไขว้เขวบ้าง เพราะก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาส อาจจะนึกว่าคู่นี้พอกัน ก็คงรับได้ แต่หมอนี่มันก็ดันเป็นคนดีเข้าขั้นโง่มาตลอดเรื่องซะอีก หรือไม่งั้นก็แต่งให้โลแกนดีแบบให้สุดๆ โดยไม่ต้องมานึกตะขิดตะขวงใจ เพราะขนาดเจ้าตัวเองก็สงสัยตอนรับเจนีนกลับมา ในอนาคตถ้ามีลูกใหม่ของโลแกนเอง จะมีชิงบัลลังก์กันมั้ย นั่นสิ เฮ้อ

ปกติ เราไม่ค่อยอยากแช่งตัวละครฝ่ายดีคนไหนนะ แต่อยากให้เจนีนตายให้พ้นทางไปมากๆ เลย เพราะทั้งคู่ก็แค่แต่งงานในนาม เคยคุยกันจริงๆ ก็ครั้งเดียว ปล่อยให้โลแกนไปหาคนใหม่เถอะ ดีกว่ามารับของเหลืออย่างนี้ ที่ใช้คำแรงไม่ใช่เพราะเจนีนผ่านผู้ชายอื่น เพราะพวกตัวละครอื่นบางคนที่เป็นโสเภณี อย่างมอมม่าเค แคลโดซ่า หรือแบบวีเองก็ตาม เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะจำใจทำเพื่อเอาตัวรอด แต่เรารับแบบเจนีนไม่ได้ ยังมีการมาบอกโลแกนอีกว่า "ข้ารักดอเรียน ถึงจะไม่รักเหมือนแบบที่รักท่าน แต่ตอนเขาเลวข้าก็ยังแคร์เขา" แล้วดอเรียนก็ไม่ได้ตายไปซะหน่อย ฉากจบสุดท้ายก็ยังอยู่ให้เห็นกันตำตาตรงนั้นแหละ แล้วทำไมไม่ปล่อยให้ไปดูแลกันเองล่ะ โลแกนนี่มันโง่ได้โล่จริงๆ ขัดใจเราอย่างแรง ไม่ชอบอย่างยิ่งเรื่องคู่ที่ไม่เท่าเทียมกัน

แล้วเรื่องเอาลูกไคลาร์กับเอเลนมาใส่ในท้องเจนีน นี่โคตรแต่งมั่วเลย คงเตรียมไว้สำหรับซีรีส์ใหม่ในอนาคตมั้ง แต่คงไม่อ่านต่อแล้วล่ะ เราคงรับเรื่องที่คนดีไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีไม่ค่อยได้ กลับไปหาเรื่องตามแบบฉบับ ขาวดำตัดกันชัดเจนดีกว่า คนดีได้ดี คนชั่วได้ชั่ว

จริงๆ เรื่องของเนื้อเรื่องมันคงบอกว่าดีไม่ดีไม่ได้ บอกได้แต่ว่าชอบหรือไม่ชอบ มันมีประเด็นที่เรารับไม่ได้เท่านั้นเอง ถ้าไม่ติดใจเรื่องนั้นก็อาจจะโอเค แต่สำหรับเรา สรุปว่า การอ่านเรื่องไตรภาคนี้ เมื่อดูจากความยาวหนังสือและเวลาที่ใช้อ่าน กับอารมณ์ที่ลงทุนไป สิ่งที่ได้มาไม่คุ้มกับเวลาและความรู้สึกเลย ไม่คุ้มจริงๆ คิดว่าถ้าในชีวิตนี้ไม่เคยหลวมตัวไปหยิบเรื่องนี้มาอ่านซะเลยก็คงจะดีกว่านี้ ถ้าลืมได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ก็อยากจะลืม

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

Shadow's Edge (Night Angel #2) - Brent Weeks

คะแนน : 7

บอกแล้วว่าอย่าคาดหวัง อย่าคาดหวัง เล่มแรกดีไม่ใช่ว่ามันจะดีไปตลอด เล่มสองของ Night Angel Trilogy นี้ห่วยลงมากๆ เซ็งไปเลย

เนื้อเรื่องมันไม่ปะติดปะต่อ จากอิทธิพลของ Lord of the Rings ทำให้นักเขียนเรื่องแฟนตาซีที่ตามๆ มาชอบเขียนตัวละครเยอะๆ แล้วตัวละครก็แยกย้ายกัน แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นหลายสาย แต่เราว่า วิธีนี้จะใช้ได้ผลดีถ้ามันสลับแค่สัก 3-4 สายก็เหลือแหล่แล้ว ใน The Way of Shadows ชมไปว่า ยังไม่งง เพราะยังมีเนื้อเรื่องหลักอยู่ แต่เล่มนี้ตัวละครกระจายกันไปหมด แยกเนื้อเรื่องเป็นสิบทิศทางได้ ตัดสลับตัวละครเป็น 20 ตัว บ้าไปแล้วมั้ง แล้วบางตัวก็ไม่ได้มีความหมายเลย นักเขียนที่ใช้วิธีนี้เล่าเรื่อง เหมือนอยากโชว์พาวมากกว่า หรืออยากเพิ่มหน้ากระดาษให้มันหนาโดยใช่เหตุ ไม่ใช่นักอ่านโง่ที่จำตัวละครไม่ได้นะ แต่คิดดูว่า ทิ้งชะตากรรมตัวละครไว้ตัวหนึ่งให้ลุ้นว่าจะตายไม่ตาย หนีรอดไม่รอด แล้วจบบทดื้อๆ จากนั้นก็หมุนไปหาตัวละครอื่นอีก 7-8 สาย แล้วค่อยกลับมาเล่าเรื่องของตัวนั้นต่อ แล้วอารมณ์ลุ้นมันจะเหลือมาถึงมั้ยล่ะ ฮ่วย

ตัวละครแสดงพฤติกรรมโง่ๆ เต็มไปหมด โคตรเหลือเชื่อ เล่มหนึ่งก็ยังดูฉลาดกันอยู่ดีๆ เล่มนี้งี่เง่ากันไปทั้งเรื่อง


- เป็นนักฆ่าอยากถอนตัว แค่ทิ้งเมืองออกมาดื้อๆ ศัตรูตามหลังอยู่เต็มไปหมด มาเมืองใหม่ก็ไม่คิดกลบเกลื่อนร่องรอยเลยเหรอ ชื่อแซ่ก็ไม่เปลี่ยน กลุ้มใจจริงๆ
- รู้ว่าเพื่อนทำนายแม่น เค้าเตือนแล้วก็ยังโง่อีก ปล่อยให้ทหารทั้งกองร้อยตายโง่ๆ ช็อตนี้ทำเอาเกือบขี้เกียจอ่านต่อเลย
- อุตส่าห์อดทนอยู่ในคุก ลำบากลำบนกินเนื้อคน ผ่านไปสามเดือน เพิ่งจะมาคิดหนีเอาตอนไม่มีแรงเหลือแล้ว กะหลั่วมาก
- เพิ่งมีคนมาบอกว่าเพื่อนรักยังไม่ตาย จะไปช่วย แทนที่จะรีบ พี่แกเถลไถลข้างทางอยู่ครึ่งเล่ม บอกว่าตั้งนานแล้วยังไม่ตาย รออีกหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก เฮ้อ
- เนื้อเรื่องตรงดาบในตำนานนั่น มันอะไรฟะ ไม่มีเหตุมีผลเลย

และเรื่องงี่เง่าอีกนับไม่ถ้วน คนแต่งคนเดียวกับเล่มที่แล้วมั้ยเนี่ย สงสัยเล่มแรกมีเวลาแต่งนานกว่าจะได้พิมพ์ พอเล่มสองมารีบๆ เขียนเลยได้แค่นี้รึเปล่า

หลังจากอ่านว่ามีเด็กกับผู้หญิงถูกข่มขืนไปเป็นครั้งที่ร้อยในเรื่องนี้ เราก็เริ่มหมดความอดทน จะแสดงความโหดร้ายป่าเถื่อนของฉากในเรื่องก็เข้าใจ แต่เอาให้มันพอดี ไม่ต้องตอกย้ำกันขนาดนั้นก็ได้ บั่นทอนจิตใจนักอ่านมากเลย คือถ้าไม่มีไอ้ข้อที่บ่นๆ มาด้านบน แล้วอ่านสนุกไปเรื่อยๆ อาจจะมองข้ามประเด็นนี้ไป เพราะมันก็มีมาตั้งแต่เล่มหนึ่งล่ะ แต่เล่มนี้เริ่มจะเกินทน

คือมันก็ยังมีจุดที่อ่านสนุกอยู่ เพราะติดตามตัวละครมาจากเล่มแรก และฉากแอกชั่นท้ายเรื่องมันส์มาก แต่ดูทิศทางของเรื่องแล้ว ในเล่มจบดูท่าเรื่องน่าจะมั่วๆ หนักขึ้นไปอีก

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

The Way of Shadows (Night Angel #1) - Brent Weeks

คะแนน : 8

สัปดาห์ที่ผ่านมาทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอตมาก เจ็ดวันเต็ม เพิ่งจะได้พักเมื่อเย็นวานเอง บางทีก็นึกเหมือนกันว่า ต้องเคลียร์งานให้หมดเดือนมีนา เพราะเมษาวันหยุดเยอะ ทำงานสองเท่ามันคุ้มมั้ยเนี่ย แต่พอถึงเดือนเมษาได้หยุดยาว ก็คงไม่บ่นแล้ว จริงๆ เดือนหน้ามีกำหนดจะไปญี่ปุ่น แต่ยกเลิกทริปกันไปแล้ว สงสารและนับถือคนญี่ปุ่นไปพร้อมๆ กัน เจอภัยพิบัติระดับนี้แต่ก็ดูรับมือกับสถานการณ์ได้ดี

The Way of Shadows เป็นเล่มแรกในชุด Night Angel Trilogy สนใจเรื่องนี้เพราะหน้าปกก่อนเลย ชุดนี้ปกสวยมาก ที่ร้านคิโนะฯ ชั้นหนังสือแฟนตาซีที่เรียงอยู่ ปกส่วนใหญ่มันจะมืดๆ หม่นๆ ดำๆ ไปทั้งแถว สามเล่มนี้เด่นสะดุดตาเลย เหมือนปกการ์ตูน ตัวเอกเป็นนักฆ่า มีพลังพิเศษ คล้ายๆ นินจา ตอนแรกพระเอกเป็นเด็กที่อาศัยปากกัดตีนถีบอยู่ในแก๊งเด็กวัยรุ่น บังเอิญได้เจอนักฆ่าระดับตำนาน ก็เลยขอเป็นลูกศิษย์ และฝึกฝนวิชา โตมาเป็นนักฆ่า โดยแอบสวมรอยเป็นเด็กหนุ่มขุนนางตกยากบังหน้า และเนื้อเรื่องก็เกี่ยวพันกับการเมืองในระดับผู้ปกครองไปด้วย

เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีแบบ epic อารมณ์มาคล้ายๆ แบบ Tales of the Otori เหมือนกัน ฉากเรื่องนี้อยู่ในดินแดนสมมุติ ที่มีอาณาจักรต่างๆ แก่งแย่งกันอยู่ แต่ฉากในเล่มแรกยังเน้นแค่ที่เมืองเดียว วัฒนธรรมในเรื่องก็จะปนๆ กันทั้งฝรั่งและญี่ปุ่น ช่วงแรกๆ ก็ต้องใช้พลังความตั้งใจอ่านเยอะหน่อย เพราะชื่อต่างๆ ทั้งตัวละคร สถานที่ องค์กรลับ ฯลฯ มันอ่านยากมากเลย ต้องค่อยๆ อ่านไปถึงจะเริ่มคุ้น หนังสือก็เล่มหนา อ่านเหนื่อยเหมือนกัน ช่วงแรกต้องอดทน

รายละเอียดในเนื้อเรื่องจะเยอะ ตัวละครก็แบ่งเป็นหลายฝ่ายมาก แต่ถึงจะมีแทรกเนื้อเรื่องจากฝั่งตัวละครอื่นเข้ามาเป็นระยะ ก็ถือว่ายังไม่หลุดจากแกนหลักเรื่องของตัวพระเอกกับคนใกล้ชิด เพราะฉะนั้นยังไม่งง และก็แคร์ รู้สึกว่าเรื่องน่าติดตามดีมาก เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีแนวผู้ใหญ่ เรื่องรุนแรงอยู่เหมือนกัน และมีพล็อตพวกแผนการต่างๆ ซับซ้อนอยู่สมควร ครึ่งเล่มแรกบิลท์ฉากกับตัวละคร ครึ่งเล่มหลังเน้นพล็อตเรื่องกับแอกชั่น ตอนมันยกระดับเรื่องครั้งแรกตอนกลางเล่ม รู้สึกว่ามันมั่วๆ กับช่วงนั้นหน่อย มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเยอะมาก สถานการณ์เปลี่ยนเร็ว แต่ก็จะค่อยๆ เก็ทขึ้นเรื่อยๆ แหละ

มาถึง 3/4 เล่ม เข้าช่วงไคลแม็กซ์ยาวเลย นองเลือดมาก ช่วงนี้มีตัวละครใช้แล้วทิ้งเยอะ โผล่หน้ามาแล้วก็ตาย ท้ายเล่มสนุกมากๆๆ ช่วงนี้งัดพลังพิเศษ เวทมนตร์ อาวุธไอเทมในตำนานก็เริ่มโผล่มา มันส์ เนื้อเรื่องที่ปล่อยเงื่อนไว้เยอะแยะตลอดเล่ม บางอันงง บางอันนานจนลืม ก็ถูกนำมาสรุปคลี่คลายให้รู้เรื่องช่วงท้าย พร้อมทั้งทิ้งประเด็นที่ทำให้อยากลุ้นต่อเล่มหน้า ถือว่าเยี่ยม พล็อตมันอลังการดี ตัวละครก็โอเค มีความคับแค้น จิตใจระอุ ชอบ ชอบ

ท้ายเล่มมีกิตติกรรมประกาศที่ยาวเป็นบทของ Brent Weeks เขียนได้มีเสน่ห์ดี เล่าเรื่องของเขาและขอบคุณคนนั้นคนนี้ เรื่องนี้เป็นนิยายเล่มเปิดตัวของเขา ท่าทางอนาคตไกลนะ ชอบที่เขาชมภรรยาซะยาว บทสัมภาษณ์ก็ตลกน่ารักดี ขำตอนที่เขาบอกว่า เขามีนิสัยการอ่านแบบสำส่อน เพราะอ่านไม่เลือกแนว ก๊ากเลย แล้วอย่างเรานับว่าอ่านสำส่อนด้วยมั้ยนี่ ^_^

Update (20 มี.ค. 54)
เล่ม 2-3 ไม่คล้ายโอโตริเลย เรื่องจะแย่ลงเรื่อยๆ หนังสือดีมีอีกเยอะแยะ อย่าเสียเวลากับซีรีส์นี้เลย ไม่คุ้มหรอก

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The Underland Chronicles 4 & 5 - Suzanne Collins

Gregor and the Marks of Secret (Underland Chronicles #4)
คะแนน : 8

ประเด็นเกี่ยวกับสงครามในเล่มนี้คือ เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เปรียบเทียบกับนาซีฆ่าชาวยิวชัดเจนมาก มีกระทั่งประโยคที่บอกว่า ...ที่ดี คือ ...ที่ตายแล้ว เล่มนี้มีการดำเนินเรื่องแปลกกว่าเล่มอื่นหน่อย ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยคำพยากรณ์ ตอนแรกยังไม่เห็นทิศทาง แต่เรื่องจะค่อยๆ เฉลยปริศนามาทีละนิด ช่วงแรกๆ ยังไม่มีอะไร แต่ช่วงหลัง ตอนเดินทางฝ่ากระแสลม สนุกตื่นเต้นมาก ช่วงท้ายก็มีฉากสลดหดหู่สะเทือนขวัญ แล้วก็มีฉากต้องน้ำตาซึมตอนตัวละครตายอีกแล้ว โดยรวมๆ เล่มนี้มีความลงตัวของเนื้อเรื่องด้อยกว่าเล่มอื่นๆ เพราะเหตุการณ์ไม่คลี่คลายในเล่ม แต่ขมวดปมเพื่อรอรับไคลแม็กซ์เล่มหน้า

Gregor and the Code of Claw (Underland Chronicles #5)
คะแนน : 8.5

เล่มจบของชุด The Underland Chronicles เล่มนี้สนุกมากๆ ครบรส ลุ้นตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะช่วงต้องหาวิธีแกะรหัส เล่มนี้ไม่ต้องเดินทางไปทำเควสต์ที่ไหน เพราะเมืองริเกเลียถูกล้อมโดยกองทัพศัตรู สถานการณ์ในท้องเรื่องบีบให้เครียด (แต่ท่ามกลางความซีเรียส บางฉากก็แอบมีฮานะ น้องบู๊ตส์นี่จอมขโมยซีน น่ารักจริงๆ) เส้นประสาทเขม็งเกลียวตลอด เพราะจากหลายเล่มทำให้รู้แล้วว่า คนเขียนฆ่าตัวละครแบบไม่เกรงใจคนอ่าน การที่ตัวละครฝ่ายเรา ไม่ว่าจะเป็นใคร อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ มันเพิ่มความลุ้น ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ ก็จะคิดว่า เฮ้ย ยังไงตัวละครสำคัญก็ไม่ตายหรอก แต่เรื่องนี้ไว้ใจไม่ได้เลย แล้วเราก็ชอบตัวละครหลายคนหลายตัวมากซะด้วย รวมไปถึงพวกเด็กๆ ก็ยังกลัวแทน เพราะปราสาทก็อาจถูกตีแตกได้ ฉากสงครามต่อสู้กันดุเดือดเลือดสาด เกรเกอร์ต้องเข้าโหมดนักรบซูเปอร์เกรเกอร์ตลอด กลับมาจากสนามรบที นับศพกันที ถ้าพวกที่เชียร์อยู่รอดกลับมาก็ถอนหายใจไปหน่อย แต่เดี๋ยวก็ต้องไปสู้อีกแล้ว นึกภาพออกเลยว่า ถ้าบ้านไหนมีคนในครอบครัวไปอยู่ชายแดนจะรู้สึกยังไง

Suzanne Collins ไม่เคลือบน้ำตาลให้สงครามเลย นี่ไม่ใช่แฟนตาซีที่พวกพระเอกเป็นฮีโร่ต่อสู้กับจอมมาร Dark Lord ที่ไหน มนุษย์มีส่วนต้องรับผิดชอบในสงครามด้วยเช่นกัน ไม่มีการเขียนให้ตายอย่างเท่ เป็นนักรบที่ต้องเชิดชูเกียรติ สละชีพเพื่อศักดิ์ศรีบ้าบอสิ่งสมมุติไม่มีทั้งนั้น ตายก็ตายไป ความตายในสงครามช่างไร้ความหมาย สลดหดหู่เพราะมันไม่ควรต้องมีใครตาย สงครามเกิดเพราะผู้มีอำนาจไม่กี่คนตัดสินใจ แต่ทำให้เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ทางออกของปัญหาต้องใช้การประนีประนอม สันติภาพถึงจะเกิด

ว่าแต่เห็นรีวิวก่อนอ่านที่มีหลายคนบ่นตอนจบ ก็เตรียมทำใจไว้ดิบดี ถึงจะเศร้าบ้าง แต่ก็ยังจบดีกว่าที่คิดน่า สรุปว่า เป็นเรื่องที่คุ้มในการซื้อบ็อกซ์เซตชุดนี้มา แต่งเรื่องได้ดีจริงๆ สนุกน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วเก็บรายละเอียดของเรื่องได้ดีด้วย อย่างเช่นเหตุการณ์เล็กๆ ในเล่มก่อนหน้าที่มีเชื่อมโยงมาสู่เล่มนี้ ที่น้องชอบเล่นคำปริศนา เรื่องไม่มีออกนอกลู่นอกทาง หรือเหมือนเพิ่งแต่งเพิ่มทีหลัง ทุกอย่างถูกคิดไว้หมดแล้ว พวกชื่อตัวละคร แบบชื่อค้างคาวที่เอามาจากตำนานกรีกก็เข้ากับบุคลิกตัวละครทุกตัว ถึงจะไม่ประทับใจเรื่องนี้มากเท่า The Hunger Games แต่ก็ยิ่งทำให้เชื่อฝีมือ Suzanne Collins ขึ้นไปอีก ถ้ามีเรื่องใหม่ออกในอนาคตก็ติดตามต่อแน่ๆ

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The Underland Chronicles 2 & 3 - Suzanne Collins

Gregor and the Prophecy of Bane (Underland Chronicles #2)
คะแนน : 8

ครึ่งเล่มแรกยังเรื่อยๆ เป็นช่วงปูพื้นของเรื่องราวในเล่มนี้กับคำพยากรณ์บทใหม่ แต่พอเข้าช่วงออกเดินทางผจญภัยจริงก็สนุกมากๆ อืมม์ นี่เป็นแฟนตาซีสำหรับเยาวชน แต่ไม่ใช่เรื่องใสๆ เลยนะ Suzanne Collins ไม่ลังเลใจกับการฆ่าตัวละครของเธอเลย ตายกันต่อหน้าต่อตาเห็นๆ ที่จริงก็ตั้งแต่เล่มแรกแล้ว แต่เล่มนี้ตอนอ่านคำบรรยายมีตับไตไส้พุงทะลักออกมา นึกในใจนิดหน่อยว่า มันโหดไปสำหรับเด็กมั้ย แต่มาคิดอีกที เด็กอายุ 11-12 ปี ก็รู้ความแล้ว เปิดหูเปิดตาให้รู้ถึงความทารุณของการฆ่ากันบ้างก็ดี เผื่อโตมาจะได้ไม่เป็นผู้ใหญ่กระหายเลือดนัก ช่วงท้ายเรื่องก็เป็นการทดสอบมโนธรรมของมนุษย์ในยามสงคราม นำเสนอได้ดีมาก

Gregor and the Curse of the Warmbloods (Underland Chronicles #3)
คะแนน : 8

เกิดโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วอันเดอร์แลนด์ อันอาจจะนำหายนะมาสู่สัตว์เลือดอุ่นทั้งมวล ทั้งค้างคาว คน หนู ติดโรคได้หมด ศัตรูคู่อาฆาตจึงต้องพักรบหันมาร่วมมือกันชั่วคราว แต่ละฝ่ายส่งตัวแทนร่วมเดินทางไปหายารักษา เนื้อเรื่องมันก็เป็นแบบแอกชั่นผจญภัยสนุกสนานนะ แต่ก็แฝงการสะท้อนภาพความโหดร้ายของอาวุธสงครามชีวภาพได้ชัดดี

ชอบบทสนทนาในเรื่องตอนเปรียบเทียบกับกิ้งก่า เมื่อภัยมา อันดับแรกมันจะพรางตัวก่อน ถ้าศัตรูเจอ มันก็จะขยายแผงคอ ขู่ให้กลัว ถ้าฝ่ายตรงข้ามยังเข้ามาอีก มันจะวิ่งหนี จนถูกไล่ตามมาไม่เลิก เมื่อนั้นล่ะ ที่มันจะหันกลับมาสู้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งมันก็จำเป็นต้องสู้เพื่อเอาตัวรอด แต่นั่นต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วจริงๆ ในขณะที่พวกชาวริเกเลียนึกแต่ว่า การสู้รบเป็นหนทางเดียวในการแก้ปัญหา

ในสงครามความขัดแย้ง การโทษอีกฝ่ายมันง่าย ดูซิ มันหาเรื่องก่อน มันทำเลวร้ายอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ในนิยายชุดนี้ก็สื่อสารให้คิดได้ว่า คู่กรณีไม่มีฝ่ายไหนถูกทั้งหมดผิดทั้งหมด ความยากอีกอย่างหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ตัวละครในเรื่องต้องเผชิญก็คือ ถ้าพวกพ้องของคุณ เพื่อนร่วมชาติเผ่าพันธุ์เดียวกับคุณเองนั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายผิด จะยอมรับความจริงกันได้มั้ยล่ะ

ป.ล. ชอบริปเร้ดจังเลย เป็นหนูที่เท่มาก

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Gregor The Overlander - Suzanne Collins

คะแนน : 8.5

วรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซี ชุด Underland Chronicles เล่มที่ 1 ผลงานก่อนหน้าไตรภาค The Hunger Games ของ Suzanne Collins เรื่องราวของเด็กชายอายุ 11 ปี ชื่อ เกรเกอร์ อาศัยอยู่ในนิวยอร์กยุคปัจจุบัน วันหนึ่งเขาพาน้องสาววัย 2 ขวบ ไปที่ห้องซักผ้าของใต้ถุนอพาร์ตเมนต์ และบังเอิญพลัดตกลงไปในโพรงใต้ดิน เป็นการตกที่ลึกลงเนิ่นนานจนไปถึงดินแดนใต้พิภพชื่ออันเดอร์แลนด์ ที่นั่นเป็นดินแดนที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างไม่ค่อยสงบสุขนักกับสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น คือ ค้างคาวยักษ์ แมลงสาบยักษ์ แมงมุมยักษ์ และหนูยักษ์ แล้วเกรเกอร์ก็พบว่า เขาอาจเป็นนักรบที่อยู่ในคำพยากรณ์ ที่จะเป็นผู้นำคณะสืบเสาะออกเดินทาง เพื่อนำความหวังกลับสู่ทั้งมวล

เรื่องชุดนี้จะเด็กกว่า HG หน่อย และออกแนวแฟนตาซีมากๆ ช่วงแรกแม้น่าสนใจ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกไม่ต่างจากนิยายแฟนตาซีเด็กๆ ทั่วไปเท่าไหร่นัก คือเห็นฉากใหม่ ที่มีสิ่งมีชีวิตประหลาดต่างๆ แต่พออ่านไปสักพักจนถึง 1/3 ก็จะเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา และซึมซับได้ถึงความดีของเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับยอดเยี่ยมมากในตอนท้าย เนื้อเรื่องอาจฟังดูไม่ออริจินอล เรื่องราวเดินตามขนบตำนานสมัยเก่าที่ต้องเล่นเรื่องคำทำนาย คำพยากรณ์ มีการออกเดินทางทำเควสต์ แต่ก็เอามาประยุกต์เข้ากับการดำเนินเรื่องได้ดีมาก

เรื่องดำเนินไปเร็ว ไม่เยิ่นเย้อ มีฉากแอกชั่นลุ้นสนุกๆ หลายตอน และ Suzanne Collins สร้างตัวละครของเธอได้ดีมากเลย ทั้งตัวเอกและตัวละครอื่นที่ร่วมเดินทาง เราชอบที่เกรเกอร์ซึ่งเป็นเด็กสมัยใหม่ ไปถึงอันเดอร์แลนด์ก็ไม่ได้ไปฝึกดาบจับอาวุธ แต่จะใช้ไหวพริบปฏิภาณช่วยในการเดินทางผจญภัยของเขามากกว่า น้องสาวของเกรเกอร์ก็มีบทสำคัญ ไม่นึกว่าเด็ก 2 ขวบจะทำอะไรในการผจญภัยได้มากนัก แต่ในเรื่องใส่มาได้ดีมาก เป็นธรรมชาติด้วย น่ารัก ชอบ

ฟังเผินๆ นี่เป็นแค่เรื่องแฟนตาซีเด็กๆ แต่ไม่ใช่แค่นั้น ผู้แต่งสอดแทรกเนื้อหาเรื่องการต่อต้านสงครามเข้าไปในนิยายได้อย่างแนบเนียน ที่อันเดอร์แลนด์มีสิ่งมีชีวิตหลากหลาย แล้วดูเลือกมาแต่ละพันธุ์สิ จงใจเลือกมาแต่ไอ้ตัวที่คนรังเกียจทั้งนั้น อันเดอร์แลนด์ตกอยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงก็ไม่ใช่อะไรนอกจากอคติที่มีต่อกันระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่ในคณะเดินทาง เราได้เห็นมนุษย์เดินทางร่วมกับเผ่าอื่น เราทึ่งกับบทบาทของพวกแมลงสาบกับแมงมุมในทีมมาก ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าไอ้ตัวพวกนี้จะมาทำอะไร แต่ที่จริงพวกเขามีประโยชน์มากเลย แล้วถ้าในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า คนควรจะให้เกียรติและอยู่ร่วมกับหนูกับแมลงสาบอย่างสงบได้ แล้วในโลกแห่งความเป็นจริงล่ะ คนกับคนสปีชีส์เดียวกันแท้ๆ จะรบกันไปทำไม

ประวัติผู้แต่งท้ายเล่มบอกว่า Suzanne Collins เป็นลูกทหาร พ่อเคยรบในสงครามเวียดนาม แต่พ่อปลูกฝังให้เธอรู้จักความเลวร้ายของสงครามมาตั้งแต่เด็ก นิยายที่เธอแต่งจึงสอดแทรกเรื่องการต่อต้านการสู้รบไว้ตลอด อ่านเรื่องนี้ แล้วอดเปรียบเทียบเรื่องจริงไม่ได้ ติดตามข่าวด้วยความเซ็งในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันเต็มที ไม่เข้าใจว่า ยุคนี้สมัยนี้แล้ว ทำไมยังบ้าไม่เลิก การหยิบเรื่องพระยาละแวกมากระทบเพื่อนบ้านนี่ ฟังดูตรรกะบกพร่องอย่างรุนแรง สิ่งที่พระยาละแวกทำนี่ต่างจากสิ่งที่พระนเรศวรทำตรงไหน การยกประวัติศาสตร์เก่ามาอ้างก็ยกไม่หมด เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น การพูดเรื่องเสียดินแดนตารางนิ้วเดียวก็ไม่ได้ เป็นความเพ้อเจ้อไร้ที่เปรียบ เคยได้ยินคำว่า โลกไร้พรมแดนบ้างมั้ยเนี่ย พวกที่เย้วๆ เชียร์ให้รบ คือคนที่อยู่ในเมืองห่างไกลสถานการณ์ นั่งสบายเชียร์หน้าจอ ไม่เคยรับรู้จริงหรอกว่า สงครามมันสร้างความเดือดร้อนให้คนที่ต้องเผชิญ ไม่นับความเสียหายทางอื่นๆ อย่างเรื่องเศรษฐกิจอีก โอ๊ย พูดเรื่องนี้แล้วปวดตับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

The Demigod Files (Percy Jackson) - Rick Riordan

คะแนน : 7

เล่มพิเศษของ Percy Jackson and the Olympians ที่ออกมาตรงช่วงรอยต่อระหว่างเล่ม หลังเล่ม 4 The Battle of the Labyrinth ก่อนเล่ม 5 ในนี้มีพวกหน้าพิเศษ ข้อมูลตัวละคร บทสัมภาษณ์ตัวละคร (แบบขำๆ) ไอเทม แผนที่ และที่สำคัญคือเรื่องสั้น 3 เรื่อง

Percy Jackson and the Stolen Chariot ตอนสั้นๆ เพอร์ซีย์ช่วยคลาริส ไปตามรถศึกของอาเรส ที่ไดมอสกับโฟบอสแกล้งขโมยไปกลับมา เรื่องนี้สั้นมากและค่อนข้างห่วย ไม่มีอะไรเลยนอกจากฉากแอกชั่น

Percy Jackson and the Bronze Dragon เรื่องนี้โอเค ฉากอยู่ในแคมป์ เจอมังกรบรอนซ์ที่จะกล่าวถึงต่อไปในภาคสอง The Lost Hero และมีบทของเบคเคนดอร์ฟกับไซเลน่าให้เรารู้จักมากขึ้น ก่อนที่สองคนนี้จะมีบทสำคัญในเล่ม 5

Percy Jackson and the Sword of Hades เรื่องสั้นนี้ดีที่สุดในเล่ม เพอร์เซปโฟนีเรียกตัว เพอร์ซีย์ เธเลีย และนิโก้ ลูกของบิ๊ก 3 ลงมายมโลก ให้ช่วยตามหาดาบของเฮเดส สนุกดี

จริงๆ ควรเอาเล่มนี้มาอ่านก่อนเล่ม 5 จะสนุกกว่านี้ และเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนเจอศึกใหญ่ในเล่ม The Last Olympian ด้วย มาอ่านตอนหลังนี่กร่อยแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

The Lost Hero (Heroes of Olympus #1) - Rick Riordan

คะแนน : 8

หลังจากอ่านเพอร์ซีย์จบ ตอนแรกคิดว่าจะพักก่อนที่จะอ่านเรื่องชุดใหม่ของ Rick Riordan เพราะนึกว่าเป็นเรื่องใหม่ที่อยู่ในโลกเดียวกันเฉยๆ เห็นมีตัวเอกชุดใหม่ นึกว่าถ้ามีพวกตัวละครเดิมปรากฏตัว ก็อาจจะโตเป็นผู้ใหญ่กลายเป็นผู้ดูแลแคมป์ทำนองนั้น ที่ไหนได้ พอเปิดมาพลิกแป๊บๆ อ้าว นี่มันต่อเนื่องจากเรื่องเดิมเลยนี่นา เวลาไม่ได้ผ่านไปเลย มันก็คือ เพอร์ซีย์ แจ็คสัน ภาคสอง เลยจริงๆ แค่เปลี่ยนตัวพระเอก

เนื้อเรื่องภาคใหม่มีส่วนที่ต่อเนื่องมาจากท้ายเล่มภาคที่แล้ว ภาคเดิมเราก็รู้สึกว่าจบแบบไม่มีอะไรคาใจนะ แต่พอมาอ่านเล่มนี้ เออ มันก็มีประเด็นรายละเอียดที่ยังเคลียร์ไม่หมดจริงแฮะ เรื่องคำพยากรณ์ถึงผู้กล้า 7 คนที่ต้องเผชิญมหันตภัยครั้งใหม่ อดีตที่เธเลียไม่ยอมพูดถึง ถูกจับเอามาใส่ในภาคนี้ดีมากเลย แคมป์ฮาล์ฟบลัดยังอยู่ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปนิดหน่อย ตัวละครเดิมก็กล่าวถึงแต่ไม่ครบทุกคน

ตัวเอกภาคนี้คือ เจสัน ไพเพอร์ และลีโอ ทั้งสามอยู่ในรถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนสำหรับเด็กเจ้าปัญหา แต่ที่แปลกคือ เจสันไม่มีความทรงจำก่อนที่เขาจะมาอยู่บนรถบัสคันนั้นเลย และรอยสักปริศนาที่แขนของเขาหมายความว่าอะไร จู่ๆ ก็ถูกอสูรวายุโจมตี มีคนจากแคมป์ฮาล์ฟบลัดมาช่วย แล้วพาทั้งสามมาอยู่ที่แคมป์ ทั้งสามจึงเพิ่งได้รับรู้ความจริงว่า ตัวเองคือลูกครึ่งเทพ และทั้งสามเป็นวีรบุรุษ (& วีรสตรี) ที่อยู่ในคำพยากรณ์ งานชิ้นแรกของพวกเขาคือ การออกเดินทางเพื่อไปช่วยเทพีที่ถูกกักตัวไว้

แหม เพิ่งคิดอยู่หยกๆ ว่า ภาคที่แล้วตัวละครไม่ค่อยมีความในใจ เพอร์ซีย์เหมือนสู้ไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยคิดอะไร เล่มนี้ตัวละครแก๊งใหม่สามคนนี่เด็กเจ้าปัญหาทั้งนั้น คิดเยอะมาก สับสนในตัวเองกับเรื่องราวที่ต้องเผชิญ เนื้อเรื่องสลับการเล่าจากมุมมองของทั้งสามคน ไม่ได้เด่นที่พระเอกคนเดียวเหมือนภาคที่แล้ว เห็นทั้งมุมมองนางเอกไพเพอร์ ตอนคุณแม่ส่งสัญลักษณ์มารับเป็นลูกนี่อย่างฮา ความสามารถพิเศษคุณเธอขี้โกงใช้ได้ ช่วยการผจญภัยได้เยอะ ส่วนลีโอก็โคตรเก่งเลย ความสามารถสุดยอดมาก ไม่ได้เป็นผู้ช่วยพระเอกแบบตลกติงต๊องอย่างเดียว แต่เรายังชอบกลุ่มตัวละครเดิมมากกว่า แต่เดี๋ยวอ่านไปหลายๆ เล่ม ผูกพันกว่านี้ ก็คงชอบเหมือนกันแหละ

เพราะมีตัวเอกสามคน ช่วงแรกตอนแนะนำตัวละครเลยยืดๆ หน่อย จนถึง 1/3 เล่ม เริ่มผจญภัย ทีนี้ล่ะ บรรยากาศแอกชั่นกลับมาเต็มที่เหมือนเดิม บวกกับปมปริศนาเรื่องตัวตนของเจสัน ทำให้เล่มนี้อ่านสนุกน่าติดตาม มีพวกเทพ พวกอสูรตัวใหม่ บอสใหญ่คนใหม่ และที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้ ฉลาดมากเลย คือเอาเรื่องความเป็นกรีกสลับโรมันมาใส่ เป็นสีสันเพิ่มมาดี พวกเทพกับเทพีจากภาคก่อนไม่ค่อยปรากฏตัวเล่มนี้ แต่คนที่มีบทนี่โคตรตลกเลย เราชอบคนนี้มาตั้งแต่ภาคที่แล้ว ขำตอนพวกนี้ไปช่วยแล้วยืนคุยกันหน้ากรงขัง แล้วเจ๊แกบอกว่า "ฉันอยู่นี่นะยะ ช่วยสนใจหน่อย" สรุปว่า เล่มนี้ แฟนเพอร์ซีย์ แจ็คสัน พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เฮ้อ มีเรื่องที่ต้องรออ่านเพิ่มมาอีกแล้ว ผู้เขียนบอกชุดนี้มี 5 เล่ม กะจะออกปีละเล่ม ก็รอไปอีก 4 ปีกว่าจะได้อ่านจบ

การอ่านซีรีส์เพอร์ซีย์กับซีรีส์นี้ จริงๆ ไม่เคยอ่านเรื่องตำนานกรีก-โรมันมาก่อนก็อ่านสนุกรู้เรื่อง แต่ว่า ถ้ารู้เรื่องไปด้วย มันก็อาจจะอ่านสนุกขึ้นใช่ไหมล่ะ อย่างฉากที่คนแคมป์ฮาล์ฟบลัดมารับเจสัน ผู้ที่ใส่รองเท้าข้างเดียว ถ้าเราอ่านเรื่องต้นฉบับเจสัน (อภินิหารขนแกะทองคำ) มา ก็จะยิ่งชอบที่ได้เปรียบเทียบกับเรื่องในตำนาน ตอนอ่านซีรีส์นี้ทำให้เราต้องคอยเปิดอ่านเรื่องดั้งเดิมไปด้วย เพราะรายละเอียดมันเยอะ จำไม่หมด เรามีหนังสือแนวนี้เป็นสิบเล่มเพราะชอบอ่านตั้งแต่เด็ก มีสามเล่มที่เอาไว้เป็นคู่มือเปิดบ่อยๆ

- เทวดาฝรั่ง ของ อ. สายสุวรรณ เล่มนี้อ่านสนุกมาก เสียแต่ย่อไปหน่อย ฉบับพิมพ์เก่าเราเปิดบ่อย โดยเฉพาะเรื่องของคิวปิดกับไซคี พอพิมพ์ใหม่ก็ซื้ออีก
- ตำนานกรีก-โรมัน (ฉบับสมบูรณ์) โดย มาลัย (จุฑารัตน์) นี่ก็ชอบมากอ่านมาตั้งแต่สมัยลงเป็นตอนๆ ในกุลสตรี
- ปกรณัมปรัมปรา โดย นพมาส แววหงส์ เล่มนี้มันแปลมาจาก Mythology ของ Edith Hamilton ถือเป็นเล่มไฟต์บังคับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Percy Jackson and the Olyimpians (#2 - #5) - Rick Riordan


นึกว่าจะเคลียร์เพอร์ซีย์ แจ็คสัน หมดในวันหยุดยาวที่ผ่านมาซะอีก กลายเป็นว่า มีแต่คนชวนออกนอกบ้านทุกวันเลย แต่ก็สนุกดี กิจกรรมเยอะจนไม่ได้อ่านหนังสือเลย แล้วพรุ่งนี้ควรจะเป็นวันหยุดก็ไม่ได้หยุด โดนจับไปนั่งฟังสัมมนาอีก สุดสัปดาห์นี้หยุดวันอาทิตย์วันเดียวก็กะจะไปดูนาร์เนีย สงสัยช่วงนี้จะไม่ค่อยได้อ่านอะไรแน่เลย ทั้งๆ ที่เพิ่งได้ของที่สั่งจาก Amazon มาสอง Box Set ด้วย อยากมีเวลาเยอะๆ กว่านี้จัง

The Sea of Monsters     คะแนน : 8
The Titan's Curse     คะแนน : 8
The Battle of the Labyrinth     คะแนน : 8
The Last Olympian     คะแนน : 8.5

สนุกมากตั้งแต่ต้นจนจบ แอกชั่นมันส์ผจญภัยไม่มีพักตลอดเรื่องทุกเล่ม เนื้อเรื่องเอาตำนานกรีกมาประยุกต์ได้สนุกน่าติดตาม ตลกดีด้วย มีโรแมนติกนิดหน่อยเป็นสีสันกำลังดี มีตัวละครที่เราชอบหลายคน เพอร์ซีย์ แอนนาเบ็ธ เรเชล นิโก้ เป็นต้น เรื่องชุดนี้ไม่มีจุดที่ไม่ชอบเลย เพียงแต่คิดว่า ถ้าเรื่องนี้มันไม่เร่งฉากแอกชั่นมากไป อย่างช่วงฉากที่น่าจะซึ้งหรือประทับใจ ถ้าทอดเวลาให้นานกว่านี้หน่อย แทนที่จะรีบตัดเข้าฉากต่อไปแบบไม่เบรก มันน่าจะตราตรึงใจคนอ่านได้มากกว่านี้

หรือถ้ามีการพัฒนาตัวละครให้ลึกขึ้น มีช่วงพักให้ตัวละครทอดอารมณ์คิดถึงความในใจ หรือความสับสนกับการตัดสินใจอนาคตของตัวเองบ้าง อาจจะทำให้เราแน่ใจว่า เราจะจดจำเรื่องนี้ประทับใจไปได้อีกนาน มีแต่แอกชั่นมันสนุกดีแต่นานไปกลัวจะลืมน่ะสิ

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

The Lightning Thief (Percy Jackson #1) - Rick Riordan

คะแนน : 8

เราล้าหลังมากกับการอ่านวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซี ทั้งที่มันเป็นแนวโปรดที่อ่านมาตั้งแต่เด็ก แต่เพราะหลังๆ ที่มันมีแฟนตาซีออกมาเยอะแยะมาก อ่านไปกี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็แป้ก รวมทั้งพวกที่โปรโมตว่าเอามาสร้างเป็นหนังนี่ก็ไม่ค่อยจะเวิร์ก โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราแทบจะหยุดอ่านแนวนี้ไปเลย คือ ชุดธุลีปริศนา His Dark Materials ขออภัยแฟนเรื่องนี้ถ้าบังเอิญมาอ่านเจอนะคะ แต่เราคิดว่ามันเป็นหนังสือที่ถูกตีค่าสูงเกินจริงที่สุด เท่าที่เราเคยเห็นมาในชีวิตการอ่านของเราเลย

หยุดไปหลายปีก็มีหลายชุดมากๆ เลยที่ดังๆ แล้วเรายังไม่ได้อ่าน เริ่มจาก Percy Jackson แล้วกัน เห็นมานานแล้วแต่ไม่สนใจ เพราะไม่ไว้ใจกระแส บวกกับตอนแรกที่ได้ยินว่า พระเอกเป็นลูกโพไซดอน ฮื้อ เพอร์ซีอุสมันต้องลูกซุสสิ สงสัยเอาตำนานกรีกมายำซะเละอีกเรื่องแล้ว แต่พักนี้ความอยากอ่านแฟนตาซีกลับมาแล้ว เรื่องนี้น้องเราก็ชม มันคงไม่แย่หรอกน่า ก็เอามาอ่านซะหน่อย

คงไม่ต้องพูดถึงเนื้อเรื่องแล้ว เพราะใครๆ ก็คงอ่านกันไปหมดแล้วล่ะเนอะ สำหรับความรู้สึกเราก็ว่า สนุกดี เนื้อเรื่องดำเนินไปรวดเร็ว เอาเรื่องราวเทพเจ้ากรีกมาใส่ได้ดี มีปริศนาเรื่องใครเป็นผู้ร้าย ใครเป็นคนทรยศ ตัวละครโอเค บวกอารมณ์ขันในเรื่อง ลงตัวมากๆ ชอบ ไม่ผิดหวัง ต้องรีบอ่านต่อ คงอยู่กับเรื่องนี้ไปทั้งสัปดาห์นี้ล่ะนะ