แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7/10 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7/10 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Fifty Shades Freed - E L James

คะแนน : 7 มาว่ากันต่อให้จบ อ่านจบตั้งแต่อาทิตย์ก่อนโน้นแต่ลีลาไม่ยอมเขียนสักที ทั้งที่คิดว่ามีอะไรอัดอั้นเต็มหัว แต่พอจะเขียนทีไรก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงทุกที คงเพราะรู้สึกว่าเราคงจะไม่ชอบตัวเองตอนเขียนโพสต์นี้ซะเท่าไหร่ก็เลยขี้เกียจ คือว่าถ้าเรานั่งคุยกับใครแล้วเขาพูดอะไรแบบที่เรากำลังจะพูดนี้ เราคงนึกในใจว่าปล่อยวางบ้างเหอะ แต่ถ้าจะซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง ยังไงก็ต้องเขียนแบบนี้ล่ะ

แน่ะ ไม่ทันไรก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองพล่ามอะไรอยู่ก็ไม่รู้แล้ว หลายครั้งที่เราเห็นใจคนที่หลงเข้ามาในบล็อกของเราเพราะกูเกิล พักนี้ก็หลงกันเข้ามาเพราะชื่อนิยายเรื่องนี้หลายคน บล็อกนี้ไม่ได้ตั้งใจเป็นบล็อกรีวิวหนังสือนะ แค่เป็นบล็อกระบายอารมณ์ของนักอ่านคนหนึ่ง ถ้าไม่ชอบฟังคนขี้บ่นก็อย่าอ่านต่อเลยนะคะ 

คำเตือน เนื้อหาต่อไปนี้มีสปอยล์เนื้อเรื่องทั้งสามเล่มแบบไม่เกรงใจ ตั้งใจจะสปอยล์แบบให้คนที่ยังไม่ได้อ่านจะไปอ่านเองก็ไม่สนุกอีกต่อไป ลดจำนวนคนอยากอ่านเรื่องนี้ได้หนึ่งคนก็ยังดี แล้วก็นี่ไม่ใช่เรื่องสำหรับเด็ก ใครยังเรียนไม่จบ ไม่ได้ทำงานทำการ ห้ามอ่าน

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Let Love Find You - Johanna Lindsey

คะแนน : 7 Reid Family #4 นางเอกเรื่องนี้คือ เลดี้อแมนด้า ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่อง The Heir และก็เป็นน้องสาวของพระเอกเรื่อง The Devil Who Tamed Her

หลังจากเปิดตัวออกงานสังคมเมื่อสองปีก่อน อแมนด้าก็ยังหาคู่ที่ถูกใจไม่ได้ซะที ปีนี้เธอจึงตั้งใจเป็นพิเศษ โอฟีเลียที่เป็นพี่สะใภ้จึงขอความช่วยเหลือจากเดวิน  เจ้าของฟาร์มม้าที่พ่วงฐานะพ่อสื่อมือสมัครเล่นที่กำลังดังจนได้ฉายาว่าคิวปิดให้มาช่วย เมื่ออแมนด้าไปเจอหนุ่มถูกใจคนหนึ่ง เขาเป็นพวกที่คลั่งไคล้การขี่ม้ามากๆ แต่แมนดี้กลัวการขี่ม้าเพราะอุบัติเหตุตอนเด็ก จึงต้องยอมไปเรียนขี่ม้ากับเดวิน แต่สอนกันไปสอนกันมา สงสัยว่าลูกค้ากับคิวปิดจะรักกันซะเอง

เป็นเล่มที่เรียกว่าเอาไว้อ่านเล่นจริงๆ เกือบๆ จะไม่มีเนื้อเรื่อง พระเอกนางเอกคุยกันไปเรื่อยๆ คุยกันเองแล้วก็คุยกับตัวละครที่มาจากเล่มก่อนๆ คู่ของโอฟีเลียกับราฟที่เราเคยชอบ พอมาอยู่ในเรื่องนี้เป็นตัวประกอบแบบจืดๆ ประเด็นขัดแย้งในเรื่องนี้มีน้อยมาก แค่เดวินเป็นลูกนอกสมรส ทำให้ถูกปองร้าย แต่ถ้าไม่คิดมาก ก็อ่านไปได้เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ต้องไม่คิดอะไรจริงๆ นะ เพราะถ้าคิดจะรู้สึกว่ามันอ่อนทันที เอาน่า ไม่ได้เลวร้ายอะไร ก็คิดอยู่แล้วว่าคงประมาณนี้ แต่มานึกดู สำหรับ JL เราคงเป็นตาชั่งที่ถูกโกงน้ำหนัก ถ้าชื่อบนปกเป็นคนอื่น พวกเรื่องยุคหลังๆ คงต้อง -1 ออกจากคะแนนที่ให้ไปเกือบทุกเรื่อง

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

Fifty Shades of Grey - E L James

คะแนน : 7


เนื้อหาต่อไปนี้ เจ้าของบล็อกอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปอ่านเท่านั้น
การคลิกปุ่มด้านล่าง ถือเป็นการตกลงยืนยันตนเองว่า ผู้อ่านมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์แล้ว
(โกหกนั้นตายตกนรกนะ)



ทนกระแสไม่ไหว เห็นเรื่องนี้มาสักพักแล้ว แต่ไม่ค่อยสนใจ นิยายอีโรติกที่มีต้นกำเนิดมาจากแฟนฟิคของ Twilight และมีฉายาว่าเป็น mommy porn เนี่ยนะ ไม่เห็นจะน่าอ่านเลย แต่มันก็ขึ้นอันดับเบสต์เซลเลอร์ 1-2-3 อยู่ตอนนี้ เลยยอมแพ้ความอยากรู้อยากเห็น มันยังไงกันเหรอที่ว่า นี่คือเรื่องที่ทำให้การอ่านนิยายอีโรติกกลายเป็นความเท่ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อ่าน

มีเรื่องหนึ่งที่พูดลำบาก เพราะพูดแล้วมันเหมือนปากว่าตาขยิบ แต่ความจริงคือว่า เราไม่ได้ชอบอ่านฉากเลิฟซีนในนิยายโรแมนซ์ ไม่ใช่ว่าศีลธรรมจัดหรืออะไร ถ้ามีก็อ่านได้ แต่ถ้าเยอะมากก็อ่านข้าม และจะไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นถ้าในนิยายโรแมนซ์ไม่มีฉากรักเลย เราเคยข้ามขั้นไปอ่านนิยายอีโรติกเรื่องเดียว และก็คิดว่าไม่ใช่แนว ไม่เคยอยากอ่านอีกเลยจนมาเรื่องนี้แหละ

อ่านแบบไม่นึกถึงศีลธรรมจริยธรรมนะ ว่ากันแต่เนื้อหาของเรื่อง อนาสตาเชีย สตีล กำลังจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ไปสัมภาษณ์มหาเศรษฐีหนุ่ม คริสเตียน เกรย์ และถูกดึงเข้าสู่วังวนสีเทาของความปรารถนาที่ซ่อนเร้น แล้วถ้าเธอต้องการมากกว่าความใคร่ ความรักกับชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยด้านมืดผู้นี้จะเป็นไปได้หรือเปล่า

เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้นตอมันมาจาก Twilight อ่านช่วงแรกๆ เชื่อเลยว่านางเอกเรื่องนี้คือเบลล่า 100% เป็นร่างโคลนมาเลย สาวสวยที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ซุ่มซ่าม กัดริมฝีปาก ครั้งแรกตอนอ่านเจอบุคลิกพวกนี้ทำเราหลุดหัวเราะก๊ากไป 3 ที เหมือนอ่าน parody เลย แต่ว่าดีกรีความหื่นของยัยอนาถูกขยายกำลังขับมากกว่าเยอะ แค่มองพระเอกก็คิดไปถึงไหนต่อไหน แต่ก็แค่ไม่กี่บทแรกๆ เท่านั้นแหละที่จะนึกถึง Twilight เพราะไม่ทันไร ก็เปิดฉากความเป็นอีโรติก้า โจ่งแจ้งมาก และมันไม่ใช่เซ็กส์ธรรมดาแต่เป็นแบบ BDSM ซะด้วย มีมัด มีฟาด มีเฆี่ยน

แต่สาบานว่า ตอนอ่านนิยายเรื่องนี้เราเผลอหัวเราะบ่อยมาก ไม่ใช่ว่าตลก แต่แบบรู้สึกว่าอะไรของมันวะ บ้าๆ ดี พระเอกขอให้นางเอกเป็นทาสสวาท มีสัญญาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ข้อความในสัญญาคือเนื้อหา 1 บทเลย แล้วอีเมล์ที่พระเอกนางเอกโต้ตอบกันก็เพี้ยนๆ ฮาๆ อีตอนที่นับกันว่าซั่มไปกี่ครั้งแล้ว พรืดเลย หัวเราะแล้วก็แอบมองรอบๆ ตัว วันนี้เรานั่งอ่านเรื่องนี้ตอนรอกินข้าวในร้านอาหารคนเยอะแยะ ยังนึกตลกอยู่ในใจเลยว่า Kindle นี้มันก็ดีนะ คงไม่มีใครรู้ว่าที่นั่งอ่านไปขำไปอยู่นี่มันนิยายอีโรติก

ตอนกลางๆ เรื่องเราคิดอย่างเดียวว่า เดี๋ยวมันต้องมีอะไรมากกว่านี้สิน่า ถ้ามีแต่แบบนี้หมดมันจะขายดีขนาดนี้ได้ไง พระเอกอาจจะไม่ใช่คนธรรมดามีแฟนตาซีพลังพิเศษอะไรเข้ามาในเรื่อง แต่จนจบเรื่อง ก็ไม่มีอะไรเหนือธรรมชาติทั้งสิ้น เป็นเรื่องของพระเอกนางเอกสองคนแค่นี้ล่ะ พระเอกมีรสนิยมทางเพศผิดปกติเพราะอดีต ถ้าไม่นับเซ็กส์วิตถาร ที่จริงมันก็เป็นเรื่องรักนะ มีการพัฒนาความสัมพันธ์ทางใจด้้วย แต่ถ้าตัดเรื่องเซ็กส์ออกหมด มันก็จะไม่ใช่นิยายเรื่องนี้เลย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นรักปนเซ็กส์พิสดารที่แยกสองสิ่งนี้จากกันไม่ออก

นิยายที่อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่สามารถตัดอะไรออกโดยไม่ทำให้เรื่องเปลี่ยนได้ ก็คงต้องชมว่าแต่งดีแล้วมั้งนะ แต่อ่านจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า มันขึ้นถึงเบสต์เซลเลอร์อันดับหนึ่งได้ยังไง เป็นที่กระแสและบริบททางสังคมอะไรที่เราไม่รู้รึเปล่าที่ทำให้มันดัง ไม่ใช่แค่เพราะตัวนิยายเอง

Update
อ่านที่เขียนต่อที่โพสต์นี้ค่ะ

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

Out of Sight, Out of Time (Gallagher Girls #5) - Ally Carter

คะแนน : 7.25

ไม่รู้เป็นไร เราเอือมๆ ขี้เกียจอ่านเล่มนี้ คงเพราะว่าเล่มก่อนหน้านี้ทิ้งท้ายไว้แบบที่ไม่ชอบเท่าไหร่ ถ้าเป็นเรื่องชุด เล่มแรกเฉยๆ แล้วดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะมีกำลังใจอ่าน แต่ถ้าอ่านไปแล้วเล่มต่อแย่กว่าเล่มแรก กลายเป็นขาลง จะรู้สึกไม่ดีนัก พอเล่มนี้ออกมาแค่เห็นเรื่องย่อคร่าวๆ ก็ยิ่งทำให้หมดความอยากอ่านไปอีกครึ่ง

ท้ายเล่มที่แล้ว แคมมี่หนีออกจากโรงเรียน เพื่อไปเผชิญหน้ากับองค์กรลับ Circle of Craven เพียงตัวคนเดียว เล่มนี้เปิดฉากขึ้นมาด้วยการที่แคมมี่ความจำเสื่อม จำเหตุการณ์ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้เลย แล้วก็ถูกพากลับมาที่โรงเรียนกัลลาเกอร์ พร้อมกับต้องพยายามตามหาชิ้นส่วนความทรงจำของตัวเอง เราว่ามุกความจำเสื่อมมันถูกใช้จนเฝือแล้ว แถมมาใช้กับเรื่องที่เป็นซีรีส์ กลายเป็นทำให้เนื้อเรื่องกับบุคลิกและความสัมพันธ์ของตัวละครดูขาดช่วงไป กับแม่กับน้าก็ไม่ค่อยได้คุย กับเพื่อนก็เข้าหน้าไม่ติด กับแซคนี่ก็ยิ่งเพลีย

แต่ก่อนเล่มแรกๆ เรารู้สึกว่าอ่านเรื่องโรงเรียนกัลลาเกอร์แล้วนึกถึงโรงเรียนฮอกวอตส์ เราหมายความในทางที่ดีนะ แต่พอมาเล่มนี้ เจอประโยคที่บอกว่า โรงเรียนกัลลาเกอร์เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ที่จะช่วยปกป้องแคมมี่จากการปองร้ายขององค์กรลับ เราก็นึกถึงฮอกวอตส์อีก แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกดีต่อเรื่องชุดนี้แล้ว เฮ้อ ผูกเรื่ององค์การนี้มาแล้วหาทางออกไปต่อไม่ค่อยได้ มันก็ดูวนไปมา ขาดเสน่ห์เฉพาะของตัวเองแบบเล่มต้นๆ ไป โชคดีว่านิยายมันไม่ยาว แต่ละบทสั้นๆ ตัดไปเร็วๆ บางฉากก็สนุกใช้ได้ พออ่านจบได้เร็ว มันก็เลยยังไม่ทันเบื่อมาก ไม่งั้นรับรองบ่นยาวกว่านี้ เล่มหน้าน่าจะเป็นเล่มจบแล้ว รีบๆ ออกมาหน่อยก็ดี จะได้เคลียร์เรื่องที่ตามค้างอยู่ให้หมดๆ ไปอีกเรื่อง

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

Serena - Ron Rash

คะแนน : 7

ถ้าหนึ่งภาพสามารถแทนได้พันคำจริง นี่คือกราฟความรู้สึกของเราตอนอ่านนิยายเรื่องนี้

เรื่องย่อคือ คู่สามีภรรยาแต่งงานใหม่ จอร์จและเซรีน่า เพมเบอร์ตัน เดินทางมาถึงผืนป่าอุดมสมบูรณ์บนภูเขาในมลรัฐนอร์ธแคโรไลน่า เพื่อสร้างชีวิตใหม่ร่วมกัน เซรีน่าเป็นหญิงที่ไม่เหมือนใคร เธอสั่งการคนงานในปางไม้ ล่างูหางกระดิ่ง แม้กระทั่งยิงสัตว์ร้ายเพื่อช่วยชีวิตสามี แต่แล้วเมื่อเซรีน่ารู้ตัวว่า เธอจะไม่มีวันมีลูกได้ กลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเหตุการณ์ต่างๆ นานาที่เปลี่ยนชีวิตทุกผู้คนในชุมชนนี้

จากเรื่องย่อบนปกหลังกับตามรีวิวต่างๆ ไม่กี่บรรทัด เรานึกว่ามันจะเป็นการเกริ่นนำเข้าเรื่องแค่นั้น เอาเข้าจริง มันกินใจความของเนื้อเรื่องไป 2/3 เล่มเลย ตอนอ่านถึงฉากที่รู้ว่าจะมีลูกไม่ได้ แปลกใจว่าเขาสปอยล์เรื่องมาไกลเหมือนกันนะ แต่มาคิดอีกทีก็เข้าใจ เนื้อเรื่องจริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมาก เป็นดราม่าของตัวละครเอกหญิงชาย กับภาพชีวิตในแคมป์ตัดไม้ยุคเศรษฐกิจตกต่ำช่วงปี 1929

จากรีวิวเขาเปรียบเทียบเรื่องนี้ว่าเป็น Macbeth ในยุคปัจจุบัน ก็พอมองเห็นว่าเรื่องนี้ดำเนินตามรอยแบบนั้น เพมเบอร์ตันกับเซรีน่าเป็นเจ้าของสัมปทานป่าไม้ เซรีน่าก็เป็นเหมือนเลดี้แม็คเบ็ธ ยุสามีให้กำจัดหุ้นส่วนทางธุรกิจ ใครขัดผลประโยชน์ก็ฆ่าทิ้งไปทีละคนสองคน ไม่เคยอ่านนิยายเรื่องไหนที่มีการตายเกิดขึ้นเกือบทุกบท แต่ไม่ทำให้รู้สึกอะไรเลยสักนิดทั้งเรื่องแบบนี้เลย เพราะเราไม่ได้เห็นเวลามีคนตาย คนอ่านรู้ก็จากการที่ตัวละครประกอบสองคนมายืนคุยกัน บอกว่าคนนั้นตายคนนี้ตาย แบบว่าพวกคนที่ตายถูกเอ่ยถึงผ่านๆ โดยเฉพาะพวกคนงาน ราวกับไม่มีหน้า ไม่มีชื่อ เหมือนใบไม้ร่วงปลิวๆ ไป ก็เข้าใจว่าการใช้ตัวประกอบมาบอกบทที่เกิดนอกฉากให้คนรู้เป็นเทคนิคที่เอามาจากบทละครเวที แต่เป็นนิยายแล้วเล่าเรื่องแบบนี้รู้สึกมันแปลกๆ

เซรีน่าเป็นตัวละครที่อยู่บนชื่อเรื่อง แต่คนอ่านจะไม่ได้รู้สึกใกล้ชิดกับเธอเลย เนื้อเรื่องดำเนินไปกับตัวเพมเบอร์ตันมากกว่า แต่เป็นการเดินตามเพมเบอร์ตันที่ส่งสายตามองเซรีน่าอยู่ตลอดเวลา พอเข้าใจนะว่าเมื่อสร้างเป็นหนัง บทเซรีน่าจะเป็นบทเด่นที่ได้โชว์ฝีมือการแสดงเยอะ ถึงได้มีข่าวว่าแอนเจลิน่า โจลี่ เคยสนใจบทนี้ เพราะหยิ่ง โหดเหี้ยม ฉลาดเจ้าเล่ห์ ทะเยอทะยาน ฆ่าไม่ปรานีเพื่อกุมอำนาจ น่าจะต้องเล่นให้เหมือน อัล ปาชิโน ใน God Father II หรือเคต แบลนเชตต์ ใน Elizabeth ตอนใกล้จบเรื่อง

แต่ตอนอ่านเป็นนิยายนี่ เราไม่เคยอินกับเซรีน่าเลย เพราะเป็นนางเอกที่เลวเกิน ถ้าอย่างเรื่องอื่นๆ ที่พระเอกนางเอกออกแนวโฉดหน่อย ตัวเอกจะเริ่มต้นจากการเป็นคนดีก่อนแล้วค่อยๆ ถลำลงสู่ด้านมืด แบบสองเรื่องข้างบน หรืออนาคิน หรือแม้แต่ยางามิ ไลท์ ก็ยังน่าติดตาม รู้สึกว่าเป็นพัฒนาการของตัวละคร แต่เซรีน่าเหมือนเข็มทิศจิตสำนึกหัก เราไม่เข้าใจความคิดของคนแบบนี้ ไม่ปูพื้นหลังให้คนอ่านมีส่วนร่วมกับตัวละครด้วย นอกจากการเขียนที่ไม่ดึงดูดให้ผูกพันกับตัวละครแล้ว อีกอย่างก็คงเป็นที่สำนวน เหมือนภาษาเขาจะสวยนะ แต่เราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเรื่อยเปื่อยไร้อารมณ์มาก

ตกลงว่าตัวละครก็ไม่ชอบ เนื้อเรื่องก็ไม่สนุก แต่อีกสองปีหนังฉายก็ต้องดูแน่ๆ เพราะเหตุผลเดียวคือชื่อเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ตามดูมาตั้งแต่ Winter's Bone แล้ว เข้าใจว่า แบรดลีย์ คูเปอร์ กับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ คงจะกลัวคนติดภาพการเล่นหนังบล็อคบัสเตอร์ ระหว่างรอเล่นภาคต่อของ Hangover กับ Hunger Games เลยพยายามฉีกตัวมารับบทในเรื่องดราม่าแนวนี้บ้าง ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้มันจะถึงระดับ Oscar potential อย่างที่นักวิจารณ์ว่าจริงรึเปล่า แต่คิดว่าในบ็อกซ์ออฟฟิศ ไม่น่าจะทำเงิน

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Celebrity in Death - J. D. Robb

คะแนน : 7.25

นิยาย In Death เล่มที่ 34 เนื้อเรื่องของเล่มนี้คือ คดีใน Origin in Death ที่นาดีนเอาไปเขียนเป็นหนังสือดัง ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เมื่ออีฟได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงที่ทีมผู้สร้างหนังจัด ก็เกิดเหตุฆาตกรรมนักแสดงในเรื่อง

ช่วงต้นเรื่องอ่านสนุกดีมากเลย แต่พอกลางเรื่องชักแผ่ว พอรู้ตัวคนร้ายก็กร่อย จากเนื้อเรื่องภูมิหลังของคนร้าย ไม่ค่อยน่าเชื่อที่ฆาตกรจะลอยนวลมาได้นานขนาดนี้ เนื้อเรื่องช่วงสุดท้ายจืดสนิท เพราะการกระทำของคนร้ายไม่ค่อยสมเหตุสมผล  แถมอีตอนการพยายามฆ่าครั้งสุดท้ายก็ไม่ฉลาดเลย คนจะฆ่าตัวตายใครเขาจะเอายานอนหลับใส่ในขวดไวน์ก่อนเป็นวัน เวลามีการพิสูจน์หลักฐานก็ต้องเหลือร่องรอยในขวด ไม่ต้องถึงมือตำรวจฉลาดอย่างอีฟ เป็นใครก็ต้องสงสัยอยู่แล้วล่ะ

ในส่วนเรื่องราวอื่นๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรอีก ตอนนี้เป็น In Death ที่เรื่อยๆ ธรรมดามากเลย

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Beastly: Lindy's Diary - Alex Flinn

คะแนน : 7
Beastly: Lindy's Diary เป็นภาคพิเศษของเรื่อง Beastly ที่ใช้เนื้อเรื่องจากใน Beastly มาเขียนใหม่ในรูปแบบไดอารี่ของลินดี้ที่เป็นนางเอก เป็นอีบุ๊คสั้นๆ อ่านแป๊บเดียวจบ เห็นว่าฉบับพิมพ์เป็นเล่มจะไปรวมอยู่ใน Beastly Special Edition ที่พิมพ์ใหม่ เห็นงานของ Alex Flinn (ยกให้เป็นเจ้าแม่นิยายรักโรแมนติคคอมเมดี้เลยเหรอ ขนาดนั้นเชียว) เปลี่ยนปกใหม่ทั้งเซตเลย คงเพื่อให้เข้าชุดกับเรื่องใหม่ Bewitching ที่เป็น spin-off ของเรื่องนี้ ให้แม่มดเคนดร้าเป็นตัวเอก

เหตุการณ์ในเรื่องเหมือนที่เกิดใน Beastly ทุกอย่าง แต่ย่นย่อกว่ามาก การเล่าจากมุมมองของลินดี้ยังไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ เวลาอ่านความคิดลินดี้แล้ว ทำไมรู้สึกว่านางเอกของเรื่องน่ารักน้อยลงกว่าตอนมองผ่านจากสายตาของเอเดรียนนะ ลินดี้ดูไม่เด็ดเดี่ยวเข้มแข็งอ่อนหวานน่ารักเหมือนเบลล์เวอร์ชันดิสนีย์เลย

(นอกเรื่องหน่อย ทำไม Beauty and the Beast 3D ไม่เข้าไทย อยากดูอ่ะ ตอนเวอร์ชัน IMAX จอใหญ่ก็เห็นมีคนดูเยอะนะ ทำไม 3D ไม่มาล่ะ เรื่องนี้เป็นการ์ตูนดิสนีย์อมตะนิรันดร์กาลในใจเรา ดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เพลงก็เพราะที่สุดแล้ว เรื่องอื่นน่ะดูรอบเดียว ยุคหลังปี 2000 ไม่ได้ดูแล้ว แต่ดิสนีย์ยุคกลางๆ นี่เราชอบเรื่องเว้นเรื่อง ถ้าเรื่องไหนตัวเอกเป็นผู้หญิงจะชอบมากกว่า พวกเจ้าหญิงดิสนีย์เธอจะต้องสู้ฝ่าฟันเอาชนะโชคชะตา ต้องพิสูจน์ให้ผู้อื่นยอมรับบทบาทของเธอ อย่างเงือกน้อย มู่หลาน โพคาฮอนทัส ฯลฯ ถ้าตัวเอกเป็นผู้ชายจะชอบน้อยหน่อย เพราะพวกดิสนีย์บอยน่ะอ่อนแอกว่า ต้องหนี ต้องโกหกว่าเป็นอะไรที่ตัวเองไม่ได้เป็น อย่างซิมบ้า อาละดิน เฮอร์คิวลิส ฯลฯ ประเด็นในเรื่องจะเป็นการต้องเอาชนะจิตใจตัวเองมากกว่า เลยรู้สึกว่าเก่งสู้ตัวเอกหญิงไม่ได้ ฮ่าฮ่า สงสัยอาจเพราะเป็นผู้หญิงเลยลำเอียง)

ไม่รู้สึกว่าได้อะไรใหม่จากในเรื่องสั้นนี้มากนัก แต่ก็โอเคแหละ อ่านได้เรื่อยๆ ยังไงนิทานเรื่องนี้มันก็เป็นพล็อตเรื่องโปรดของเราอยู่แล้ว ก็ถือเป็นโบนัสเฉยๆ มั้ง อาจจะเหมาะถ้าอยู่ในเล่มเดียวกัน แล้วพลิกกลับไปกลับมาอ่านเทียบกับฉากเดียวกันในเล่มหลักได้

ป.ล. อ้อ ลืมบอกว่า ชอบชื่อตัวละครเวอร์ชันนี้ เล่นคำดี ในเรื่องบอกว่า ไคล์แปลว่า handsome เอเดรียนแปลว่า the dark one แล้วก็ชอบตอนไคล์คุยกับลินดี้แล้วบอกว่า Lindy is pretty เพราะชื่อลินดาในภาษาสเปนแปลว่าสวย

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

A Tapestry of Spells - Lynn Kurland

คะแนน : 7

ช่วงก่อนหน้านี้วุ่นมาก ต้องไปทั้งงานแต่ง งานศพหลายวัน ลางานก็ไม่ได้ ไม่รู้เพราะเล่มนี้ถูกเลือกมาอ่านตอนที่พอดีมีเรื่องเยอะ หรือว่าเพราะมันไม่สนุกเองก็ไม่รู้ อ่านแล้ววาง อ่านแล้ววาง เป็นอาทิตย์เลย

เล่มนี้เป็นเรื่องในชุด Nine Kingdoms เล่ม 4 ซึ่งเราชอบไตรภาคแรกอยู่พอสมควรทีเดียว พอมันมีไตรภาคที่สองก็รอจนมันออกเล่มจบเมื่อต้นเดือนนี้ค่อยเอามาอ่าน เรื่องชุดนี้เป็นแนวโรแมนติกแฟนตาซี คือฉากเป็นโลกแฟนตาซี มีเวทมนตร์ มีเมจ มีเอลฟ์ และก็มีเรื่องความรักระหว่างพระเอกนางเอก ก็อาจจะดีสำหรับคนที่ชอบอ่านทั้งสองแนว แต่พอเอาเข้าจริง มันอาจทำให้กลุ่มคนอ่านมีน้อยก็ได้ เพราะมันไม่สุดไปสักทาง

เนื้อเรื่องเล่มนี้มีแค่ว่า นางเอกชื่อซาร่าห์ มาขอให้รุธ พ่อมดที่เก็บตัวเงียบ ช่วยร่วมเดินทางไปติดตามพี่ชายของเธอ ที่ไปพบเศษกระดาษครึ่งแผ่นที่เป็นคาถาอันตรายของแกร์ จอมเวทย์ที่ตกเข้าสู่ด้านมืด ผู้ก่อให้เกิดหายนะกับทั้งครอบครัวตัวเองเมื่อยี่สิบปีก่อนที่บ่อน้ำมรณะ รุธกับซาร่าห์ก็เดินทางผ่านหมู่บ้าน ผ่านเมือง ผ่านป่า ได้ขบวนผู้ติดตามมาเรื่อยๆ ทีละคนสองคน คุยกับคนนั้นนิดคนนี้หน่อย สู้กับโทรลล์เล็กน้อย ช่วงท้ายเหมือนจะมีอะไรขึ้นมานิดนึง แล้วก็จบ งั้นๆ มากเลย

ไตรภาคแรกเราว่ามันก็ยังผสมกันกำลังดี แฟนตาซีสัก 60 โรแมนติกอีก 40 พระเอกนางเอกน่ารักมาก แต่เล่มนี้มีฉากพระ-นางจีบกันนิดเดียวเอง ไอ้ส่วนที่เป็นแฟนตาซีก็ไม่สนุก เพราะเนื้อเรื่องของเล่มนี้ก็เป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาเดียวกับไตรภาคแรก โดยเปลี่ยนมุมมองของตัวละครแค่นั้นเอง รุธเป็นพี่ชายของนางเอกไตรภาคที่แล้ว เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องความเป็นไปของตัวละคร ความลับเรื่องอดีตต่างๆ คนอ่านก็รู้อยู่แล้ว ถ้าคนที่ไม่เคยอ่านภาคก่อนมาอ่านเล่มนี้เลยอาจจะโอเคก็ได้ แต่สำหรับเรา ความสนุกในส่วนนี้หายไปครึ่งหนึ่งเลย

รุธไม่มีเสน่ห์ ซาร่าห์ก็ธรรมดามาก แล้วถ้าเนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างนี้ สุดท้ายก็จะไปจบสรุปเหมือนเนื้อเรื่องไตรภาคแรก แล้วจะอ่านไปทำไมล่ะในเมื่อรู้อยู่แล้ว อาจจะไม่อ่านเล่มต่อแล้วล่ะ ปีนี้คิดว่าจะลดละการบันเทิง ดูหนังอ่านนิยายให้น้อยลง ถ้าเรื่องไหนไม่รู้สึกคุ้มค่าเวลาจริงๆ ก็จะไม่ฝืนแล้ว ดีนะยังไม่ได้คลิกซื้อเล่มถัดๆ ไป

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Legend - Marie Lu

คะแนน : 7

นิยาย YA แนวดิสโทเปียอีกเรื่องหนึ่ง พล็อตเรื่องเหมือนจะน่าสนใจ และได้รีวิวจากสื่อต่างๆ ดี เห็นว่าถูกซื้อลิขสิทธิ์สร้างหนังไปแล้วด้วยตั้งแต่ก่อนวางแผง แต่ก็คงเหมือนที่เราเคยอ่านเจอจากเว็บของนักเขียนคนนึง ใครไม่รู้จำไม่ได้ เขาบอกว่า มันเป็นเรื่องการตลาดมากกว่า ซื้อขายออปชันกันถูกๆ เพราะฝ่ายนักเขียนกับสำนักพิมพ์ก็อยากขายเพื่อจะได้โปรโมทว่าถูกซื้อไปสร้างเป็นหนังแล้วนะ ฝ่ายสตูดิโอก็อยากซื้อลิขสิทธิ์มาแบบถูกๆ ก่อนตีพิมพ์ เหมือนซื้อล็อตเตอรี่เกิดฟลุกหนังสือดังขึ้นมาก็เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง ทำกันเกร่อไปหมดแล้ว นิยายดีไม่ดีไม่สน อาจจะไม่ได้เอาไปสร้างเป็นหนังจริงก็ได้ เพราะฉะนั้นคนอ่านก็คงเชื่อคำโฆษณาง่ายๆ ไม่ได้แล้ว เลือกยากลำบากใจจริงน้อ แต่ดาวจากนักอ่านในอเมซอนก็ดีนะ ลองดู

เรื่องราวเกิดขึ้นในลอสแอนเจลิสยุคอนาคต หลังน้ำท่วมใหญ่ เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐกับฝ่ายอาณานิคม ตัวเอกคือ เดย์ เด็กหนุ่มอายุ 15 นักก่อการร้ายที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด กับจูน เด็กสาววัย 15 นักเรียนอัจฉริยะในวิทยาลัยทหาร เดย์บุกลักลอบเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อปล้นยารักษาโรคให้ครอบครัวของเขา จูนต้องการล่าตัวคนร้ายที่สังหารพี่ชายนายทหารของเธอ เป็นเหตุการณ์ที่ชักนำให้ชะตาชีวิตของทั้งคู่โคจรมาพบกัน

ดำเนินเรื่องด้วยการตัดสลับไปมาทีละบทระหว่างเดย์กับจูน เพราะผู้แต่งทำงานเป็นนักพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์มาก่อน นิยายเรื่องนี้ก็จะรู้สึกเหมือนวิดีโอเกมจริงๆ แอกชั่นตัดไปตัดมาเร็วๆ ไม่ใช่ว่าเนื้อเรื่องเหมือนเกมไม่ดีนะ ถึงเดี๋ยวนี้เราจะห่างหายจากการเล่นเกมไปแล้ว แต่เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่าง FF6, FF12 หรือตระกูล Tactics Ogre นี่ก็ยังทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม หรือเรื่องแบบ Resident Evil ก็สนุกดีออก สำหรับเล่มนี้ช่วงแรกก็โอเคนะ มีฉากบรรยากาศน่าสนใจและโครงเรื่องก็น่าติดตามใช้ได้ แต่พอถึงครึ่งเรื่อง ก็จับทิศทางเรื่องได้หมดแล้ว พอตัวเอกสองคนมาอยู่ด้วยกันจริงๆ เรื่องก็หมดแรงอ่อนหายไปเลย

สาเหตุสำคัญอยู่ที่ตัวละคร สร้างมาแบบ 2D มาก แบนราบ ขอโทษนะ ตัวกราฟิกสไปรท์เล็กๆ ของ Celes Chere ฉากนี้ ยังทำให้เรารู้สึกว่าเซลีสเป็นตัวละครที่มีมิติมากกว่าเดย์กับจูน 100 เท่า


สปอยล์สุดๆ

ฟังดูภูมิหลังของเดย์กับจูนเหมือนจะดี แต่พอรู้จักสองคนนี้จริงๆ จะรู้ว่าทั้งคู่เป็นเด็กไม่เอาไหน จูนนี่อัจฉริยะยังไง การกระทำหลายอย่างดูออกจะไร้ความคิด ส่วนเดย์นี่ไม่อยากจะเซด ถ้าเป็นตัวในเกมจริงๆ ก็ไม่อยากเลี้ยงเก็บเลเวลให้ด้วยซ้ำ เรียกได้เต็มปากว่ากาก ไม่เห็นมีฝีมือตรงไหน เหลือเชื่อที่บอกว่าเป็นนักก่อการร้ายที่รัฐบาลตามจับ แต่โง่ๆ บุกเข้าไปดื้อๆ แผนอะไรก็ไม่มี เวลาถูกจับก็เห็นมีแต่ปากดี เอาตัวเองก็ไม่รอด ช่วยอะไรใครก็ไม่ได้ ไม่เห็นทำอะไรได้สักอย่าง

ความรักของเดย์กับจูนนี่อ่านแล้วรู้สึกคลื่นไส้ มีเวลาอยู่ด้วยกันแค่สองวัน แทบไม่ได้คุยกันมากมาย จูนคิดว่าเดย์ฆ่าพี่ชายตัวเองนะ ไปปิ๊งเขาได้ไง แล้วก็อย่างที่เดย์พูดใส่หน้าจูน "เหมือนเธอเหนี่ยวไกปืนฆ่าแม่ของฉัน" เรื่องที่แม่ของเดย์ถูกฆ่าตายนี่ จูนปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นะ เพราะเป็นคนพาทหารบุกไปจับ แต่แทนที่จะเป็นชนวนให้เจ็บแค้นกดดัน ประโยคต่อมาเดย์ก็เปลี่ยนเรื่องพูดไปถามถึงคนอื่นแล้ว โห แม่ตายทั้งคนนะ แล้วถัดมาไม่ทันไรเดย์ก็นั่งคิดถึงจูน "เธอไม่ผิด เธอไม่ได้ตั้งใจ" เฮ้อ ตัวละครกลวง มีแต่เปลือก พวกตัวร้ายก็ไม่มีมิติพอๆ กัน ทั้งโง่ ทั้งเลวแบบไม่มีเหตุผล อ่านแล้วตลกอนาถๆ

อ่านสนุกได้แค่ครึ่งเรื่อง แต่นี่เป็นเล่มแรกของไตรภาค ยังไม่อยากฟันธงกับเรื่องนี้ เดี๋ยวเล่มถัดไปอาจจะมีดีกว่านี้ก็ได้ ความจริงถ้าเป็นเด็กๆ วัยรุ่นอ่านเล่มนี้เล่นๆ ก็อาจจะได้ แต่เราคงเกินวัยกลุ่มเป้าหมายของเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่เข็ดสักที ชอบไปเอา YA มาอ่านแล้วก็บ่นว่ามันเด็ก

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The Catcher in the Rye - J. D. Salinger

คะแนน : 7

ได้ยินชื่อนิยายคลาสสิคติดอันดับหนังสือดีเล่มนี้มานาน แต่ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ การพร่ำบ่นของเด็กเกรียนคนหนึ่งนี่มันจะน่าอ่านเร้อ แต่เล่มนี้มันก็ถูกอ้างอิงบ่อยจริงๆ ชักอยากจะรู้ว่าเป็นไง ใน 11/22/63 ก็พูดถึงอีกที สงสัยต้องอ่านซะล่ะ จะได้หายสงสัย

ไม่ต้องพูดถึงเนื้อเรื่อง เพราะมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย อ่านความคิดของเด็กพระเอกคนเดียวทั้งเรื่อง ไดอารี่ของวัยรุ่นขวางโลก ที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน แต่ก็อ่านเพลินดีนะ โฮลเด้นนี่มันบ่นพล่ามได้ทุกเรื่องจริงๆ แอบหัวเราะในใจตลอดทั้งเล่ม ไม่มีอะไรตลกทั้งสิ้น แต่เพราะคิดว่า ดีนะนี่ที่พ้นอายุตอนนั้นมาแล้ว วัยนั้นคงเป็นวัยที่ยากลำบากที่สุดในการอยู่กับตัวเองล่ะนะ ยังหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในโลกไม่เจอ

ฉากที่ชอบที่สุดคือ ตอนที่ไปคุยกับครูที่บ้าน กับฉากที่นัดเจอกับน้องสาวตอนท้ายเล่ม เจ้าตัวก็ยังรู้ตัวนะว่าฝันเฟื่องอวดเก่ง ถูกกระตุกนิดเดียวก็รู้ตัวว่าไปไม่รอด คงเพราะมาอ่านตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วถึงชอบสองฉากนี้ แบบมองว่า อารมณ์ต่อต้านแบบในเรื่องมันเป็นแค่ช่วงหนึ่งของชีวิตตอนนั้นซึ่งเดี๋ยวมันจะผ่านไป และดีใจอีกอย่างที่ไม่ได้อายุเท่านั้นแล้ว เพราะถ้าได้อ่านเล่มนี้วัยนั้นแปลว่าอาจจะถูกให้อ่านในวิชาเรียน แล้วคงต้องนั่งทำการบ้านวิเคราะห์เรื่องนี้หัวแตกแน่เลย แค่ตีความชื่อเรื่องก็เหนื่อยแล้ว

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Inheritance - Christopher Paolini

คะแนน : 7


เล่มนี้คือหนังสือชุด Inheritance ลำดับ 4 หรือว่า เอรากอน เล่มจบ นั่นเอง จากที่ตอนแรกบอกจะเป็นไตรภาค เขียนไปเขียนมาดังก็ยืดมาอีกเล่ม จาก Inheritance Trilogy ก็กลายเป็น Inheritance Cycle ไป

ถ้าใครชอบเรื่องเอรากอน ขอความกรุณาอย่าอ่านโพสต์นี้เลยค่ะ เพราะมันอาจมีข้อความกระทบกระเทือนจิตใจคุณได้ ขออนุญาตออกตัวแรงนิดนึง เพราะจำได้ว่าเคยอ่านบล็อกวิจารณ์เรื่องนี้ (ลองกูเกิลดู ยังหาเจอด้วย ที่นี่) เราไม่ได้คิดตรงกันกับคุณเจ้าของบล็อกโน้นหมดนะ แต่อ่านแล้วนั่งขำที่เขียน บางอย่างก็จริงของเขานะ พอมาเจอความเห็นตอนท้าย โห แฟนๆ เอรากอนที่มาตอบคอมเมนต์น่ากลัวมาก ตอนจะเริ่มเขียนถึงเรื่องนี้นึกถึงเคสนั้นขึ้นมาได้ เลยรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ นั่นเป็นกรณีฝังใจที่ทำให้เราเกิดอาการไม่เข้าใจอยู่ตั้งนาน คือ ความเห็นต่างกันก็เรื่องหนึ่ง แต่มารยาทในสังคมก็เป็นอีกเรื่อง เว็บเป็นพื้นที่สาธารณะก็จริง แต่บล็อกมันมีความเป็นส่วนตัวอยู่ในระดับนึง มันไม่ใช่เว็บบอร์ด เป็นแขกแต่ไประรานบอกเจ้าของบ้านให้ปรับทัศนคตินี่ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรยอมรับกันได้นะคะ เพราะฉะนั้น หนูๆ เอ๋ย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นแฟนเทพของซีรีส์นี้แบบใครแตะไม่ได้ ก็อย่าอ่านบล็อกนี้ อย่ามายุ่งกับพี่เลย ขอร้อง

คำเตือน : เนื้อหาต่อไปนี้คือสปอยล์สุดสามโลก ที่พูดถึงเล่มก่อนๆ จนถึงฉากจบเล่มนี้ด้วย การคลิกปุ่มข้างล่าง ถือเป็นการตกลงว่า ยินดีรับความเสี่ยง และถ้าอ่านแล้วไม่ชอบใจ จะไปแอบด่าเจ้าของบล็อกนี้ที่ไหนก็ได้ แต่จะไม่มาต่อความยาวสาวความยืดกันที่นี่




ก่อนพูดถึงเล่มใหม่ ขอเท้าความเดิมหน่อย ตอนที่อ่านเล่ม 1 Eragon (คะแนน 8) เรายังชอบเรื่องนี้อยู่เลย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนอ่านเราก็นึกถึงเนื้อเรื่อง Star Wars ในฉากบรรยากาศแบบ LOTR เหมือนกัน แต่ก็คิดแค่ช่วงแรกในส่วนของโครงเรื่อง พอถึงหลังๆ มันก็มีรายละเอียดเยอะแยะที่อ่านแล้วก็รู้สึกว่าน่าติดตามดีเหมือนกัน เพราะจะว่าไป พล็อตเรื่องของนิยายมันก็ไม่ได้มีมากมายนักหรอก ถึงจะไม่ค่อยออริจินอล แต่ถ้าเขียนแล้วอ่านสนุกได้ เราก็โอเค

พอถึงเล่ม 2 Eldest (คะแนน 7) เล่มนี้เลือนๆ จำเนื้อเรื่องไม่ค่อยได้แล้ว แต่รู้สึกจะเริ่มเบื่อความยืดของมัน ฝึกวิชากันนานมาก มีแต่น้ำ มีเนื้อเรื่องสำคัญจริงๆ ในเล่มก็ตรงเรื่องของเมอร์ทักห์แค่นั้นเอง (I am your brother ทำเสียงเหมือนดาร์ธเวเดอร์นะ ^_^) จนมาเจอเล่ม 3 Brisingr (คะแนน 6) ทำให้เราเสียความรู้สึกกับเรื่องนี้อย่างแรง จุดที่เราไม่ไหวคือ เรื่องชาติกำเนิดของเอรากอน ดูท่าข้อกล่าวหาเรื่องก๊อบสตาร์วอร์สคงจะกระเทือนซางคนเขียน Christopher Paolini ไม่น้อย น้องเปา (ชอบคำนี้ ขอยืมใช้) ก็เลยพลิกเรื่องซะ เผื่อคนไม่ได้อ่านเรื่องนี้ เราก็จะใช้ตัวละครสตาร์วอร์สเปรียบเทียบให้ฟังว่ามันเป็นยังไง คือ จริงๆ แล้ว เอรากอน (ลุค) ไม่ใช่ลูกของมอร์ซาน (อนาคิน) ที่ทรยศไปเข้ากับกัลบาทอริกซ์ (จักรพรรดิ) อย่างที่ตัวเองเข้าใจตามที่เมอร์ทักห์บอก แต่เซเลน่า (แพดเม่) คบชู้กับบรอม (โอบีวัน) จนมีลูกออกมาเป็นเอรากอนต่างหาก เห็นมั้ย ไม่เหมือนสตาร์วอร์สแล้ว แต่อ่านตอนนั้นนี่เราแทบอยากจะหาอะไรเขวี้ยงมากเลย แม่มเอ๊ย ถ้าเป็นงั้น ตอนบรอมสอนวิชาทำไมไม่บอกเอรากอนวะ ศักดิ์ศรีไม่มีแล้ว นอกจากตีท้ายครัวเพื่อนแล้วกับลูกก็ยังไม่กล้าบอกความจริงต่อหน้าอีก ว้อย

เจอเนื้อเรื่องอุบาทว์ในเล่ม 3 ไป ทำให้เรารู้สึกลบกับเรื่องนี้มากๆ แล้ว แต่พอเล่ม 4 ออกก็ต้องอ่าน คือ ไม่ชอบค้างคาน่ะ ยังไงก็อยากรู้ตอนจบ เล่มอวสานของชุดนี้หนามากๆ ปาเข้าไป 880 หน้า (ยืดขึ้นเรื่อยๆ จำนวนหน้าของฉบับภาษาอังกฤษตามลำดับ 528 -> 704 -> 785 -> 880) เริ่มต้นเล่มมีเรื่องย่อ 3 เล่มแรกให้อ่านก่อนก็ค่อยยังชั่ว อ่านนานชักลืมแล้ว เปิดฉากต่อมาจากเล่มเดิม เอรากอนกับพวกพ้องเตรียมตัวยกกองทัพจะไปลุยกับราชากัลบาทอริกซ์ แรกๆ เราก็ตั้งใจอ่านดีอยู่ เอ๊ะ แต่ไปเรื่อยๆ ทำไมมันอืดอย่างนี้ น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงจริงๆ สำนวนของน้องเปานี่เยิ่นเย้อสุดๆ เดี๋ยวจะหาว่าพูดลอยๆ ยกตัวอย่างให้ดู แค่จะบอกว่า ฝูงมังกรเรียกว่า A thunder of dragons ต้องเขียนยาวขนาดนี้

“That is the proper term for a flock of dragons. If ever you had heard one in full flight, you would understand. When ten, twelve, or more dragons flew past overhead, the very air would reverberate around you, as if you were sitting inside a giant drum. Besides, what else could you call a group of dragons? You have your murder of ravens, your convocation of eagles, your gaggle of geese, your raft of ducks, your band of jays, your parliament of owls, and so on, but what about dragons? A hunger of dragons? That doesn’t sound quite right. Nor does referring to them as a blaze or a terror, although I’m rather fond of terror, all things considered: a terror of dragons.… But no, a flock of dragons is called a thunder. Which you would know if your education had consisted of more than just learning how to swing a sword and conjugate a few verbs in the ancient language.”

แม่เจ้า! ตอนนี้เจอมหาอุทกภัยในชีวิตจริงแล้ว ยังต้องมาลุยน้ำท่วมอาลาเกเซียในนิยายอีกด้วยหรือนี่ ไม่ใช่แค่คำบรรยายเพ้อเจ้อ แต่เนื้อเรื่องก็เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยไร้สาระเต็มไปหมด อย่างมีบทที่เอรากอนไปนั่งลุ้นชาวบ้านคลอดลูกทั้งบท แล้วพอคลอดออกมาเอรากอนก็ต้องไปนั่งรักษาเด็กที่เกิดมาพิการอีกทั้งบท เพื่ออะไร !? สำคัญตรงไหนกับเนื้อเรื่อง โธ่ ท่านนักบุญเอรากอน เราพยายามตั้งใจอ่านอยู่ได้แค่ตอนต้นประมาณ 200 กว่าหน้า (ถ้าเป็นเรื่องอื่นนี่จะจบเล่มแล้วนะ) หลังจากนั้นก็เริ่มไม่ไหวล่ะ เปิดเสียงให้ Kindle อ่านให้ฟังแทน ตอนไหนมีอะไรเกิดขึ้นค่อยสลับกลับมาอ่าน

พอมาตรงกลาง เนื้อเรื่องตรงที่ไปหาเอลดูนารีของมังกรนี่ จริงๆ ไอเดียดี ถ้ารวบรัดหน่อยจะสนุกกว่านี้ และพอถึงตอนท้าย ฉากที่ลุยด่านไปเผชิญหน้ากับกัลบาทอริกซ์ก็สนุกดีทีเดียว แต่วิธีปราบบอสใหญ่นี่ทำให้นึกถึงเรื่อง The Sword of Shannara นะ เอรากอนนี่มันรวมฮิตนิยายแฟนตาซีจริงๆ ไอ้แนวคิดเรื่องนามจริงของสรรพสิ่ง นี่ก็เอามาจากพ่อมดแห่งเอิร์ธซี แล้วพอโค่นตัวร้ายเสร็จ เรื่องก็ยังไม่จบ ยังเหลืออีกเกินร้อยหน้า นั่งแจกแจงชีวิตแต่ละคนกันอีก ว่าใครเป็นยังไง จะทำอะไรต่อ พวกตัวละครดาดๆ อย่างโรแรนกับแคทริน่านี่จะมีบทเยอะแยะอะไรนักหนา อีตรงที่ไม่สำคัญล่ะเล่าเยอะ ทีไอ้เจ้ามังกรเขียวบนหน้าปกเนี่ย โผล่มาตอนจะจบเรื่องอยู่แล้ว ตอนอ่านฉากมังกรผสมพันธุ์กันนี่ กุมหัวเลย จำเป็นต้องมีด้วยเรอะ

ส่วนฉากจบ เอรากอนกับซาเฟียร่าเดินทางออกจากดินแดนอาลาเกเซีย ไปหาที่ฟูมฟักไข่มังกร และจะเป็นผู้ฝึกสอนพวกอัศวินมังกรรุ่นใหม่ ก่อนไปก็เสียเวลาร่ำลากับตัวละครที่เหลือเกือบทุกคนในเรื่อง (เฮ้อ) เมอร์ทักห์ (ตัวละครที่ดูมีพัฒนาการที่สุดคนเดียวในเรื่อง) กับธอร์นก็ไปตามทางตัวเอง ส่วนอาเรียก็ไปเป็นราชินีเอลฟ์ ถ้าเราชอบนางเอกเรื่องนี้คงแอบเศร้านิดนึงที่พระเอกไม่ได้คู่ ดีที่เฉยๆ กับอาเรียเลยไม่รู้สึกอะไร แบบอาเรียนี่เหมือนที่เพลงเขาว่า สวยแล้วหยิ่งที่จริงไม่ผิด แต่รำคาญเหมือนกัน เวลาเอรากอนมองอาเรียตาปรอยเหมือนลูกหมาหาเจ้าของทั้งเรื่อง เพราะเรื่องมันเล่าจากฝั่งเอรากอนเป็นหลัก ก็จะรู้สึกถึงแต่ความเฉยเมยเย็นชาของอาเรีย คนอ่านเลยเข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้นจบแบบนี้ก็คงโอเคแล้วมั้ง ก็ตามสไตล์ฮีโร่ ชะตาวีรบุรุษ สู้จบแล้วต้องปลีกวิเวก เป็นคนดีต้องเสียสละ ครองบัลลังก์เองไม่ได้ เดี๋ยวเขาหาว่าหวังผล


ความจริงตอนอ่านช่วงเบื่อนี่อยากให้คะแนน 6.5 เท่านั้น แต่พอบางช่วงมันก็สนุกดี เสียดายถ้าตัดน้ำๆ ออกสักครึ่งเล่ม อาจจะให้ถึง 7.5 เลย ตกลงใจจิ้มไปที่ 7 แล้วกัน แต่ถ้ามีไทม์แมชชีน เราจะย้อนเวลาไปเตือนตัวเองก่อนเริ่มอ่านเรื่องชุดนี้ตามกระแสว่า ที่จริงเรื่องนี้มันก็อ่านได้ แต่เพราะมันยาวเกิน ไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปเท่าไหร่นักหรอก

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

Chaos in Death - J. D. Robb

คะแนน : 7
พบศพ 3 ศพ ชาย 2 หญิง 1 ถูกตัดใบหู ควักลูกตา และถูกตัดลิ้นไป ทั้งสามเป็นอดีตเด็กขี้ยาที่กำลังพยายามกลับตัว มีพยานที่อาศัยอยู่ตึกใกล้เคียงให้การว่า เห็นชายประหลาดตัวสีเขียว ตาถลนสีแดงก่ำ เดินหัวเราะเต้นรำผ่านไปในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ !! เป็นหน้าที่ของผู้หมวดอีฟ ดัลลัส ต้องเข้ามารับหน้าที่คลี่คลายคดีประหลาดนี้

ตอนนี้เป็นเรื่องสั้นอยู่ในเล่ม The Unquiet อ่านแล้วเฉยๆ เรื่อยๆ เพราะตอนที่แล้วสนุกมาก ตอนนี้เลยรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเท่าไหร่ อาศัยธีมจากนิยายคลาสสิค Dr Jekyll and Mr Hyde เนื้อเรื่องสั้นๆ สืบวื้บเดียวก็ถึงตัวคนร้ายแล้ว ในส่วนความสัมพันธ์ของอีฟกับคนอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเด่นนัก มีประโยคประทับใจจากนาดีนนิดนึงมั้ง ถือว่าเป็นตอนที่อ่านได้เพลินๆ แต่ไม่ได้ช่วยเสริมอะไรพิเศษให้แก่เรื่องชุดนี้

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

Prey - Linda Howard

คะแนน : 7
เล่มนี้หน้าปกกับเนื้อหาข้างในไปคนละทาง ตอนแรกก่อนอ่านเห็นปกแล้วก็เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร พออ่านจบแล้วมาเขียนบล็อก แปะรูปเสร็จ สิ่งแรกที่นึกทันทีก็คือ รูปนี้ไม่สื่ออะไรถึงเนื้อเรื่องเลยนะเนี่ย เกิดใครไม่เคยอ่าน Linda Howard แล้วหลงซื้อเล่มนี้เพราะหน้าปก อ่านจบก็คงงงๆ เหมือนกัน บุคลิกนางเอกไม่เหมือนผู้หญิงในรูปเลย ในเล่มมีตอนไหนใส่ขาสั้นนอนเล่นอยู่หวา แล้วในหนังสือฉากอยู่ในป่าทั้งเรื่อง ไม่เห็นมีใบไม้บนปกสักใบ

แอนจี้ พาวเวล รับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อ เป็นไกด์นำทางเดินป่า แต่เพราะสภาพเศรษฐกิจซบเซา แถมมีไกด์หนุ่มมาดเข้มอย่าง แดร์ คัลลาแฮน เป็นคู่แข่ง ทำให้ลูกค้าหดหาย สถานการณ์ของเธอย่ำแย่ จนแอนจี้ต้องตัดสินใจเลิกกิจการ งานครั้งสุดท้ายของเธอ คือการพาลูกค้าสองคนเข้าป่าไปล่าหมี โดยไม่รู้เลยว่า หนึ่งในนั้นตั้งใจใช้ทริปนี้ดำเนินแผนการฆาตกรรม!

เนื้อเรื่องเล่มนี้น้อยมากๆ เน้นฉากแอกชั่นอย่างเดียว เรื่องลุ้นสืบสวนก็ไม่เท่าไหร่ แผนการซับซ้อนอะไรก็ไม่มี ตัวร้ายก็เห็นๆ ชัดว่าใคร โรแมนซ์ก็น้อย แดร์ปิ๊งแอนจี้อยู่ แต่แอนจี้โกรธแดร์ว่าเป็นคู่แข่งทำให้เธอเจ๊ง พระเอกนางเอกยืนเถียงกันตอนต้นเล่มฉากนึงในเมือง แล้วหลังจากนั้นก็เข้าป่ายาว กว่าพระเอกนางเอกจะได้เจอกันอีกทีไปครึ่งเล่มแล้ว ในป่าก็ไม่มีเนื้อเรื่องอะไรมาก นางเอกหนีผู้ร้าย หนีหมีดำกินคน ไปหลบพายุฝนอยู่ที่เคบินกลางป่ากับพระเอก ก็เลยได้ปรับความเข้าใจกัน แล้วก็ต้องพยายามเอาตัวรอดออกจากป่าโดยไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของคนร้ายกับสัตว์ร้าย

ก็เป็นเรื่องที่อ่านได้เพลินๆ ไปเรื่อยๆ เล่มนี้คล้ายๆ เรื่อง Ice มั้ง เนื้อเรื่องน้อย ตัวละครน้อย เวลาในเรื่องสั้น ตอนอ่านไม่มีช่วงเบื่อ แต่จบเล่มแล้วก็ไม่ได้มีจุดที่ชอบอะไรเป็นพิเศษ คือ พระเอกนางเอกเรื่องนี้ก็โอเคแหละ แต่ไม่มีพัฒนาการอะไร และเพราะทั้งคู่ถูกจับโยนใส่สถานการณ์คับขัน ก็เห็นใจกันเร็ว แต่เวลาเจอเรื่องที่ความสัมพันธ์ไปไวแบบนี้ บางทีก็อดไพล่ไปนึกถึงคำพูดนางเอกหนังเรื่อง Speed ที่ว่า "'relationships that start under intense circumstances, they never last." ไม่ได้แฮะ

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

The Wild Rose - Jennifer Donnelly

คะแนน : 7

เล่มจบของไตรภาคกุหลาบ เรื่องราวต่อเนื่องจาก The Tea Rose และ The Winter Rose ใครยังไม่ได้อ่านก็หยุดตรงนี้เลยค่ะ เพราะโพสต์นี้ถ้าไม่ได้ระบายความหงุดหงิดคงไม่สบายใจ จะสปอยล์ทั้งซีรีส์ เนื้อเรื่องเล่มนี้และเล่มก่อนๆ ด้วย

เตือนสปอยล์

จากการอ่านภาคที่แล้ว เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยชอบเชมี่และวิลล่า พระเอกนางเอกภาคนี้เลย พอเล่มนี้ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อ่านจากรีวิวเห็นท่าไม่ค่อยดี ก็ยั้งมือยังไม่อยากซื้อ โหลดตัวอย่างจาก Amazon มาดูก่อน แค่ 2 บทแรก ก็ทำให้เราปิดหน้าจอทิ้งด้วยความอารมณ์เสียแล้ว เล่มนี้เวลาผ่านมาจากเหตุการณ์เล่มที่แล้ว 8 ปี ขึ้นต้นเรื่องก็เปิดฉากด้วยการที่ทั้งนางเอกและพระเอก ต่างก็ไปนอนกับตัวละครอื่นที่ตัวเองไม่ได้รัก ในขณะที่นึกในใจว่ายังคิดถึงเจ็บปวดถึงกันและกันอยู่ โอ๊ย เราเกลียดตัวละครแบบนี้มากๆ จะคร่ำครวญหวนไห้พิร่ำพิไรพิลาปรำพันโศกศัลย์วิปโยคอะไรนักหนา ก็ทำตัวเองแท้ๆ โดยเฉพาะวิลล่าที่เป็นตัวต้นเหตุนี่แย่มากๆ เลย จากที่ไม่ค่อยชอบหน้า กลายเป็นเกลียดนางเอกตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มอ่านจริงเลย แล้วมันจะไปรอดมั้ย ชั่งใจอยู่หลายวัน แต่ความอยากอ่านก็มากกว่า ยังไงเราก็ยังอยากรู้เรื่องครอบครัวนี้ว่า คนอื่นๆ จะเป็นยังไง จะพยายามทำใจทนตัวเอกแล้วกัน

จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตอนไปปีนเขาด้วยกันกับเชมี่ที่แอฟริกา จนทำให้วิลล่าถูกตัดเท้าทิ้งไปข้างหนึ่ง เธอไม่อภัยให้เชมี่ที่ยอมให้หมอผ่าตัด ทำให้ความฝันเรื่องการพิชิตยอดเขาของเธอจบสิ้นลง แล้วก็หนีหายไปไม่กลับอังกฤษ แต่ไปร่อนเร่เป็นนักถ่ายภาพอยู่แถวหิมาลัยแทน ส่วนเชมี่ ก็กลายเป็นนักสำรวจขั้วโลกที่มีชื่อเสียง ถึงแม้จะพรั่งพร้อมความสำเร็จ แต่กลับไม่มีความสุข เขาเปลี่ยนคู่ขาไปเรื่อยๆ แต่ยังถวิลหาวิลล่าไม่วาย จนวันหนึ่งเขาได้เจอหญิงสาวสวยนิสัยดีคนหนึ่งชื่อเจนนี่ เชมี่จึงตัดสินใจจะตัดใจจากอดีต และแต่งงานกับเธอ แต่แล้วพ่อของวิลล่าเสียชีวิต วิลล่ารู้ข่าวจึงเดินทางกลับมา ทั้งสองจึงได้พบกันอีกครั้ง

ทำไมพระเอกนางเอกเรื่องนี้เลวอย่างนี้ ที่ผ่านมาทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตแบบนึกถึงแต่ตัวเองมาตลอด ไม่มีความสุขก็สมน้ำหน้าแล้วทำตัวเอง แค่เห็นแก่ตัวนี่ยังพอรับได้ แต่ทำไมต้องลากคนดีๆ ให้มารับกรรมไปด้วย วิลล่ากลับมาปุ๊บก็เพ้อใส่เชมี่ทันที ฉันยังรักคุณ ที่หายไป 8 ปีเพราะกลัวคุณไม่ยกโทษให้ฉัน ตกลงมันไม่ได้มีประเด็นอะไรที่จะต้องจากกันเลยใช่มั้ย แค่บ้าทำใจไม่ได้ก็นั่งทรมานตัวเองกับคนที่รัก ส่วนเชมี่ก็พอกัน เมียตัวเองก็อยู่แถวนั้น ลูกในท้องก็อีกล่ะ นัดผู้หญิงอื่นเข้าโรงแรม ไม่ต้องอ้างเลยทั้งสิ้นว่ารักกันมาก่อน ตอนอ่านถึงตรงนี้เราสงสารเจนนี่มากๆ จากตัวละครที่เป็นคนดีตอนแรก เดี๋ยวคงจะต้องแย่ แล้วสุดท้ายเธอคงต้องตายแน่ๆ เพื่อเปิดทางให้ชายโฉดหญิงชั่ว ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกนางเอกเล่มนี้ได้เสวยสุขกัน

ที่จริงเนื้อเรื่องส่วนใหญ่มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเท่าไหร่ เพราะจริงๆ มันมีเรื่องราวอย่างอื่นเยอะมาก ข้างบนนั่นยังแค่ต้นเรื่องเอง ฉากของเรื่องอยู่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 พล็อตเรื่องสำคัญของเล่มเป็นเรื่องสายลับเยอรมัน พอสงครามเกิด เชมี่ก็ไปรบ ส่วนวิลล่าก็ไปช่วยงานสปายในทะเลทรายอารเบีย เรื่องราวมันก็ดราม่าผจญภัย สลับซับซ้อนย้อนแย้งไปมากับตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะจากตัวร้ายของเรื่อง แม็กซ์ ที่เป็นหัวหน้าจารชนเยอรมัน เป็นตัวละครที่น่าทึ่งทีเดียว เวลาตัวละครอื่นโผล่มา เราตั้งใจอ่านมากกว่าตอนกล่าวถึงพระเอกนางเอกซะอีก ชอบอินเดียกับซิดมาก แต่บทส่วนใหญ่อยู่ที่เชมี่กับวิลล่าซะ 80% เพราะฉะนั้นตั้งแต่เจอพฤติกรรมสามานย์เมื่อตอน 1/3 เรื่อง ก็ทำให้เราหัวเสียกับสองคนนี้มากๆ เลย ทำให้หลังจากนั้นอ่านเนื้อเรื่องอื่นๆ ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เสียดายเนื้อเรื่อง ถ้าได้ตัวละครที่ชอบ ก็คงจะอ่านสนุกกว่านี้ นี่ขนาดไม่แคร์ ยังอ่านไม่อยากวางเลย ให้ภาพรายละเอียดทางประวัติศาสตร์แบบมีสีสันดี ไม่ค่อยได้อ่านนิยายที่ใช้ฉากยุคนี้ อ่านเล่มนี้ก็ได้บรรยากาศแปลกไปอีกแบบ

แต่พระเอกนางเอกนี่ไม่ไหวจริงๆ จนท้ายเรื่องก็ยังแย่ วิลล่านี่ทั้งเรื่องมีอะไรกับผู้ชายตั้งหลายคนไม่กลัวท้องบ้างเหรอ จะมีเซ็กส์กับกี่คนก็ตามใจถ้าคิดว่าทำแล้วพอใจ แต่การปล่อยตัวทำลายตัวเองนี่ช่างโง่เง่าสุดแสน เชมี่ก็ไม่ได้สำนึกตัวเองเท่าไหร่ ยังอุตส่าห์คิดว่าที่เจนนี่ทำนั้นผิด นั่นก็เพราะใครล่ะ รับไม่ได้จริงๆ ดูกรรมมันก็ต้องดูเจตนาด้วย โกหกเพื่อรั้งสามีให้อยู่กับตัว กับโกหกเพื่อนอกใจภรรยา นี่มันต่างกันไกลนะ อันที่จริงเจนนี่พ้นทางไปง่ายมาก แต่เราก็ยังรู้สึกดีที่ผู้แต่งไม่ทำลายแคแรกเตอร์ แค่รักจนตาบอดโง่ถูกหลอกใช้ ไม่ได้หาความชอบธรรมให้เชมี่ ด้วยการทำให้เธอเลวร้ายมากมายอะไรจนขัดกับบุคลิกตอนแรกสิ้นเชิง อย่างนี้ดีแล้วทำให้เราเกลียดพระเอกนางเอกเรื่องนี้ได้อย่างสบายใจเต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

รวมๆ แล้ว เล่มนี้เป็นการจบไตรภาคที่ไม่สวยเลย มีบางคนบอกว่า อยากให้เขียนเรื่องของลูกๆ บ้านนี้ต่อ แต่เราว่าอย่าดีกว่า เล่มนี้โจก็อายุ 50 กว่าแล้ว เราไม่ชอบเห็นพระเอกนางเอกภาคก่อนๆ แก่เลย แล้วไม่อยากให้ครอบครัวนี้เจอเรื่องรันทดอีก เล่มนี้ก็สงสารตัวละครจากภาคที่แล้ว มีเรื่องเสียใจกันหลายที ถ้ามีเล่มใหม่ก็คงดราม่าไปมาอีก ลำบากลำบนเหลือเกิน พอเหอะ เขียนเรื่องใหม่ดีกว่า ฝีมือระดับ Jennifer Donnelly ทำได้ดีกว่านี้

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

The Winter Sea - Susanna Kearsley

คะแนน : 7

แคโรลีน แมคเคลลแลนด์ นักเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ กำลังแต่งนิยายเรื่องใหม่ของเธอ เป็นเรื่องราวของขบวนการจาโคไบท์ในช่วงปี ค.ศ. 1708 ที่ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์สจวตให้กลับมาครองบัลลังก์ เพื่อหาข้อมูลและแรงบันดาลใจในการเขียนนิยาย เธอจึงมาเช่ากระท่อมเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กับซากปราสาทในสกอตแลนด์ที่เป็นฉากตามท้องเรื่อง แครี่ตั้งชื่อนางเอกของเรื่องตามชื่อบรรพบุรุษของเธอคนหนึ่ง คือ โซเฟีย แพเตอร์สัน และในระหว่างที่แต่งนิยาย ภาพและเรื่องราวของตัวละครในเรื่องก็แจ่มชัดในหัวของแครี่มากขึ้นทุกที แล้วเธอก็ได้รู้ว่า เรื่องราวและบทสนทนาในนิยายที่เธอเขียนขึ้นมา ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ทุกอย่าง

เล่มนี้เป็นนิยายรักอิงประวัติศาสตร์ที่จะว่าไปก็ถือว่าแต่งได้ดี สำนวนการเขียนของผู้แต่งสละสลวย การใช้ภาษาละเมียดละไม อย่างเช่น การเปรียบเปรยสีตาของตัวละครว่าราวกับสีของทะเลเหมันต์ ฉากและบรรยากาศถูกถ่ายทอดอย่างดี และอ่านดูก็รู้ว่า ผู้เขียนค้นคว้าข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์มาเต็มที่ เหตุผลการระลึกอดีตได้ด้วยการถ่ายทอดความทรงจำผ่าน DNA ก็อธิบายได้ดีพอใช้เลย แต่โอ้ว่า อนิจจา สำหรับเรา มันเป็นนิยายที่น่าเบื่อมาก อ่านแล้วเกือบจะหลับ

ช่วงแรกของเล่มยังน่าสนใจอยู่ เรื่องเริ่มจากยุคปัจจุบัน และสลับกลับไปเล่าเรื่องราวในอดีต ผ่านนิยายที่นางเอกกำลังเขียน ในรูปแบบนิยายซ้อนนิยาย แล้วก็ตัดมาปัจจุบันกลับไปกลับมา จนในที่สุดเส้นแบ่งช่วงเวลาทั้งสองก็แทบจะเลือนลางหายไป ให้ผู้อ่านติดตามเรื่องไปพร้อมๆ กัน ถือว่าเป็นแนวคิดการนำเสนอที่ดีทีเดียว

แต่พอเซตฉากกับตัวละครทั้งสองยุคเสร็จแล้ว หลังจาก 1/4 ของเรื่องไป มันดำเนินเรื่องเนิบนาบมาก เราก็ไม่ได้คิดว่าในนิยายจะต้องมีแอกชั่นลุ้นตลอด หรือโรคจิตขนาดว่าต้องเห็นตัวละครตายทุกบทหรืออะไร แต่นิยายเรื่องนี้มันไปช้ามากๆ และแทบไม่ได้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นเท่าไหร่เลย มีแต่ฉากตัวละครสนทนาที่โต๊ะอาหารเรื่องแผนการทางการเมือง กับนางเอกไปเดินเล่นริมทะเล คิดถึงพระเอก ซ้ำๆ อย่างนี้ทั้งเรื่อง ที่ผ่านมานิยายบางเล่มที่เราชอบ มันก็มีแบบที่ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง แต่มันก็จะดำเนินเรื่องด้วยการเดินทางทางความคิดของตัวละคร มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของพระเอกหรือนางเอก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้นเลย

มีปัญหาสามข้อใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อการอ่านเล่มนี้ ซึ่งก็อาจไม่ใช่ความผิดของนิยาย แต่มันเกิดจากสาเหตุส่วนตัวของเราเอง
1. เรื่องราวยุคอดีตของเรื่องนี้ นำมาจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ตอนที่เราไม่รู้จัก และคิดว่ามันไม่สำคัญ ไม่น่าสนใจ อย่าว่าแต่เราคนไทยเลย ขนาดตัวละครบางคนในเรื่องที่เป็นคนสกอตเอง ยังไม่รู้เรื่องเลย ต้องให้พระเอกนางเอกนั่งเลคเชอร์ให้ตัวละครในเรื่อง (และคนอ่าน) ฟัง ขนาดที่ในเรื่องยังบอกเองเลยว่า เรื่องตอนนี้มีค่าอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์แค่ประมาณสองบรรทัด

2. นางเอกกับพระเอกเรื่องนี้เป็นตัวละครคนดีที่แสนน่าเบื่อ ทั้งสองคู่ในสองยุคเลย เราคิดว่าถ้าพวกนี้เป็นคนในชีวิตจริง เราคงชอบนะ เป็นคนดี มีเหตุผล บุคลิกเงียบๆ เรียบๆ เก็บอารมณ์ความรู้สึก ไม่แสดงออก แต่พอเป็นตัวละครในนิยาย เธอและเขาไม่มีเสน่ห์น่าติดตามเลยสักนิด และมีบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ถูกชะตากับนางเอกทั้งสองคน บอกไม่ถูก รู้สึกว่าเป็นคนถือดี ที่ไม่ใช่แค่ถือดีในตัวเอง แต่ถือว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น พอเราไม่เกิดแรงดึงดูดกับตัวละคร ก็เลยไปทำให้เกิดแรงต้านทานกับเนื้อเรื่องแทน

3. ข้อนี้เป็นความงี่เง่าของเราเอง ที่ตอนต้นเรื่องดันสำคัญตัวพระเอกผิดคน ก็โธ่ มีอย่างที่ไหน นางเอกบังเอิญเจอหนุ่มหล่อนั่งข้างกันบนเครื่องบิน ดูจะคุยกันถูกคอ บังเอิญพ่อหนุ่มเลือกชื่อนางเอกนิยายให้สาวเจ้าได้ถูกใจอีก ลงจากเครื่องก็ยังบังเอิญต่อ หนุ่มนายนั้นเป็นลูกชายเจ้าของบ้านเช่าที่นางเอกจะไปพัก ปรกติในนิยาย บังเอิญครั้งแรกเรียกว่าบังเอิญ บังเอิญครั้งที่สองเรียกว่าโชคชะตา บังเอิญครั้งที่สามก็ต้องเรียกว่าฟ้าบันดาล คนแต่งลิขิตมาแล้วให้คู่กันแน่ๆ แต่ปรากฏว่า สจ๊วต หนุ่มเจ้าเสน่ห์รายนั้นกลับเป็นน้องชายพระเอก แป่ว เราพลาดฉากเปิดตัวแกรห์ม คนพี่ที่เป็นพระเอกตัวจริง ที่โผล่มาก่อนแล้วด้วยซ้ำไปเลย แต่เราหลงคนน้องไปแล้วอ่ะ ตอนเขาลงจากเครื่องบินแล้วขอเบอร์นางเอก เจ้าชู้ขี้เล่นอย่างน่ารักเลย พอต่อเรื่องออกมาสักพัก รู้ว่าสจ๊วตไม่ใช่พระเอกยังไม่เท่าไหร่ แต่เขาถูกแต่งเรื่องให้เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างหลงตัวเอง และมาตามเกาะแกะนางเอกโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอยู่ทั้งเรื่อง เราไม่ชอบพฤติกรรมที่พระเอกกับนางเอกปฏิบัติต่อสจ๊วต แทนที่จะปฏิเสธตรงๆ กลับปล่อยไปเรื่อยๆ แล้วแอบหยันเขาอยู่ลึกๆ ทำให้เป็นประเด็นที่ย้อนกลับไปที่ข้อ 2 ที่ทำให้เราไม่ชอบพระเอกนางเอกเรื่องนี้

อ่านเล่มนี้จบแล้วไปอ่านรีวิวใน Amazon แปลกดีที่เราอ่านความเห็นพวกนั้นแล้วคิดว่า เราเห็นด้วยกับทั้งพวกคนที่ให้ 5 ดาว และ 4 3 2 1 ดาว ตรงที่คนเขาชม เราก็เข้าใจ ตรงที่เขาติมันก็ถูกอีก โดยเฉพาะ Bored Girl คนที่ให้ 1 ดาวนี่อ่านแล้วฮาสุดๆ เป็นรีวิวที่เขียนสนุกกว่าตัวนิยายเองซะอีก เห็นด้วยทุกคำเลย แต่เราคงไม่ใจร้ายให้ 1 ดาวแบบเขา ถ้าต้องโหวตเรื่องนี้จริงๆ คงใส่ 3 ดาวล่ะ

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

When Passion Rules - Johanna Lindsey

คะแนน : 7

เรื่องใหม่ของ JL ที่ไม่อยู่ในชุดไหนเลย ใช้ฉากในประเทศใหม่คือ ลูบิเนีย เป็นประเทศสมมุติเล็กๆ ในยุโรป นางเอกคือ อลาน่า เจ้าหญิงที่ถูกนักฆ่าลักพาตัวออกจากวังตอนเป็นทารก นำไปเลี้ยงดูอย่างดีจนโตเป็นสาวที่อังกฤษ โดยไม่รู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิด แต่แล้วเมื่อประเทศบ้านเกิดของเธอเกิดเรื่องวุ่นวาย จากข่าวลือเรื่องความไม่แน่นอนในการสืบทอดบัลลังก์ อดีตนักฆ่ากลับใจก็จำต้องบอกความจริงอลาน่า แล้วพาเธอกลับมาบ้านเกิด แต่เมื่อหญิงสาวเข้าไปในวังเพื่อขอพบราชา กลับพบอุปสรรคขวางทาง เป็นทหารราชองครักษ์หนุ่มรูปงาม ลอร์ดคริสตอฟ เบคเกอร์ ที่กล่าวหาว่า เธอเป็นตัวปลอมสวมรอยมา

ตอนแรกเห็นรีวิวใน Amazon แล้วใจแป้ว ดูเหมือนแฟนๆ JL ตัดใจจากเธอไปหมดแล้ว เล่มนี้เสียงวิจารณ์ก็ไม่ค่อยดี ตอนเริ่มอ่านเล่มนี้ก็หวั่นๆ หน่อย แต่พออ่านจบแล้วก็คิดว่า ถึงมันจะไม่มีอะไรโดดเด่นแบบงานสมัยก่อนจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่แย่อย่างที่กลัว อาจเพราะไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว มันก็อ่านได้เพลินๆ ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก พล็อตเรื่องหลวมๆ ไปบ้างก็ปล่อยๆ ทำใจ อ่านไปเรื่อยๆ ดีที่แต่ละบทมันสั้นๆ แป๊บเดียวจบบท เลยยังไม่รู้สึกเบื่อ ทำให้อ่านทั้งเล่มจบได้เร็วดี ตัวละครเบาๆ แต่แอบขวางพระเอกหน่อยที่วางอำนาจกับนางเอกเยอะไปนิด แต่ฉากจบสุดท้ายน่ารักดี

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Die Trying (Jack Reacher #2) - Lee Child

คะแนน : 7

เล่มนี้เป็นแอกชั่นบู๊ล้างผลาญอย่างเดียวเลย เปิดเรื่องมาด้วยความบังเอิญอันสุดแสนจะเหลือเชื่ออีกแล้ว แจ็ค รีชเชอร์ จับพลัดจับผลูถูกลักพาตัวไปพร้อมกับเอฟบีไอสาวสวย ลูกนายพลใหญ่ประธานคณะเสนาธิการทหาร ตำแหน่งบิ๊กสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ถูกพาตัวไปอยู่ในค่ายลับ ซึ่งเดิมพันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ชีวิตของพวกเขา แต่เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของประเทศ และชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

แจ็คนี่มันไปไหนก็เป็นตัวซวย เหมือนที่เขาแซวโคนันกับคินดะอิจิรุ่นหลานใช่มั้ย คือถ้าพระเอกมีอาชีพตำรวจหรือนักสืบ มีเรื่องเข้ามาหาบ่อยๆ ก็ไม่แปลก แต่นี่พี่ท่านเป็นแค่อดีตสารวัตรทหารนอกราชการ มาเดินทางร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ โผล่เข้าไปจ๊ะเอ๋กลางวงแผนการใหญ่พอดี จะแต่งเรื่องให้บังเอิญไปถึงไหน

เนื้อเรื่องเล่มนี้ไม่ค่อยมีอะไร แอกชั่นอย่างเดียว ช่วงแรกก็สนุกนะ ฝ่ายเอฟบีไอก็ต้องพยายามตามรอยคนร้ายเพื่อช่วยคนของตัวกลับมา รายละเอียดเรื่องการสืบบางอย่างก็น่าสนใจดี อย่างสืบจากเศษดินหินที่ติดรอยล้อรถ เป็นต้น แต่พอถึงฉากที่อยู่ในค่ายนี่ก็ไม่มีเนื้อเรื่องแล้ว บู๊โลด แต่หนังสือเล่มหนา เขียนซะยืดยาว ยิงปืนนัดเดียว กินหน้ากระดาษ 3 หน้า บรรยายฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ของการยิงปืน บางอย่างถ้าแน่ใจได้ว่ามันจริงก็คงน่าสนใจ อย่างเรื่องระบบ IFF ของมิสไซล์ แต่หลายอย่างก็ไม่แน่ใจว่ามันโม้รึเปล่า

พระเอกเก่งเว่อร์ ความสามารถด้านการต่อสู้นี่ไม่มีใครเทียบ ยิงปืนโคตรแม่น แต่มันก็ขัดๆ ตรงบางทีก็ฉลาดมาก บางทีก็พลาดโง่ๆ ส่วนตัวร้ายนี่เหมือนพวกบ้าบอคลั่งทฤษฎีสมคบคิดธรรมดา ดูไม่ค่อยมีมิติ ไม่เจ๋งเลย บอสกะหลั่วก็ทำฝ่ายพระเอกดูกระจอกตาม ทั้งกองทัพฯ ทั้งเอฟบีไอ ทำไมเสียท่าง่ายอย่างนี้

อ่านเล่มนี้ด้วยการต่อสู้กับจิตใจตัวเองมากๆ สมองซีกซ้ายพยายามทำงานตลอด ไอ้นี่โคตรบังเอิญ ไอ้นี่ไม่สมเหตุสมผล แบบตอนพระเอกจัดการคนร้ายโป้งเดียวจอดตายสนิท แต่ตอนคนร้ายมีโอกาสเล่นงานพระเอกตั้งไม่รู้กี่ที ก็ดันบ้าน้ำลายไม่ยิงซะที แล้วหนีออกมาได้แล้วก็ดันงี่เง่าเดินกลับไปให้เค้าจับใหม่ แบบนี้ตั้งหลายที อ่านไปกลอกตาไปเป็นระยะๆ ความจริงถ้าปิดสวิตช์ตรรกะของตัวเองไปได้ มันก็อ่านสนุกแหละ แต่บังเอิญตอนนี้ทำไม่ได้

เท่าที่อ่านมาสองเล่ม คิดว่าซีรีส์นี้เนื้อเรื่องแต่ละเล่มไม่สัมพันธ์กัน และตัวละครไม่ค่อยมีพัฒนาการเรื่องชีวิตส่วนตัว เพราะนอกจากพระเอกจะเป็นลัคกี้แมนแล้ว ก็เป็นหมาป่าเดียวดายแมนด้วย ไม่เห็นมีใครเป็นเดอะแก๊งแอนด์ผองเพื่อน คงเหมือนเจมส์ บอนด์ มั้ง ตอนใหม่เนื้อเรื่องใหม่ แล้วนายแจ็คก็ฟันสาวคนใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องอ่านเรียงครบทุกตอนก็ได้มั้ง เดี๋ยวเลือกอ่านแค่ตอนที่คนบอกว่าสนุกๆ ก็พอ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Death Cloud - Andrew Lane

ตัวละครยอดนักสืบในดวงใจเรามีดังต่อไปนี้
  1. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - เรารู้จักเขาครั้งแรกตอน ป.6 แล้วเขาก็ครองใจเราได้ในทันที ช่วงนั้นบ้าไปเลย นั่งสร้างรหัสตุ๊กตาเต้นรำเป็นภาษาไทย ส่งกันไปส่งกันมากับเพื่อนในห้องเรียน
  2. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ด้วยความเท่กินขาด ชนะเลิศ เหนือทุกเรื่องนักสืบที่เราเคยอ่าน เมอร์สิเออร์ปัวโรต์รึจะมาสู้อะไรได้ ป้ามาร์เปิ้ลก็ไม่ไหว (แต่แอบปันใจให้คู่ของทอมมี่กับทัพเพนซ์หน่อยนึง)
  3. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ลูแปงน่ะอย่าริบังอาจเทียบรุ่น อย่ามามั่วนะ สุภาพบุรุษจอมโจรอะไรกัน นายมันก็แค่หัวขโมย มาปะทะ มาเผชิญ ตีตนเสมอกับยอดนักสืบเอกของโลกได้ไง
  4. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - เป็นเหตุให้เราชอบการ์ตูนเรื่องโคนัน มากกว่าคินดะอิจิ เพราะสไตล์การดำเนินเรื่องของโคนันรับอิทธิพลของโฮลมส์มาเต็มๆ
  5. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ทำให้เราไม่เคยยกโทษให้หนัง Sherlock Holmes ฉบับของ Guy Ritchie ที่ทำลายภาพลักษณ์ในใจของเรา ทำซะเป็นตลกเลย (แต่หนังดันฮิตซะอีก) โดยเฉพาะอีตอนโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ บอกว่า เชอร์ล็อก โฮลมส์ แอบเป็นเกย์กับหมอวัตสัน บทของเขากับจู๊ด ลอว์ แอบซ่อนนัยสัมพันธภาพเกินเพื่อน รับไม่ได้อย่างแรง ในต้นฉบับมีตรงไหนส่อไปทางนั้น เฮอะ ถ้าเซอร์อาเธอร์ได้ยิน คงนอนพลิกไปพลิกมาในหลุมศพ




แล้วคุณคิดว่า เด็กหนุ่มหน้ามนที่เห็นในรูปข้างบนคนนี้คือใคร เขาคือ เชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนอายุ 14 ปี เรื่อง Death Cloud เป็นเล่มแรกในชุด Young Sherlock Holmes นิยาย YA ที่ได้รับอนุญาตจากกองมรดกของเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ให้นำชื่อตัวละครมาใช้ได้ ในเล่มนี้ เราจะได้รู้ว่า ก่อนจะมาเป็นนักสืบผู้ยิ่งใหญ่ที่คนทั่วโลกหลงรัก เชอร์ล็อกตอนเป็นเด็กวัยรุ่นนั้นเขาเป็นอย่างไร

จริงๆ เราไม่ชอบอ่านอะไรที่ไม่ใช่แบบแคนน่อน อย่างนิยาย Star Wars ทั้งหลายที่มีเยอะแยะนี่ไม่เอาเลย เพราะเคยอ่านบางเล่มแล้วเสียความรู้สึก มันไม่ใช่ แล้วเชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เซอร์อาเธอร์แต่งก็ไม่เห็นเวิร์ก เรื่องนี้ตอนแรกที่เห็นว่าเป็นเชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนเด็ก ความรู้สึกแรกคือ ช่างกล้า! แต่จะติตั้งแต่ยังไม่อ่านก็ดูกระไร ตกลง เราจะให้โอกาสอ่านให้จบก่อน ห่วยมาก็จะได้ด่าได้เต็มปาก

ช่วงปิดภาคเรียน เชอร์ล็อก โฮลมส์ ถูกส่งไปพักกับลุงและป้าที่คฤหาสน์ในชนบท เพราะพ่อที่เป็นทหารเดินทางไปประจำการที่อินเดีย แม่กับพี่สาวป่วยไม่สบาย พี่ชายไมครอฟต์ก็ต้องทำงาน เชอร์ล็อกได้เพื่อนใหม่เป็นเด็กเร่ร่อน และมีครูสอนพิเศษชาวอเมริกันมาสอนที่บ้าน เกิดการตายปริศนาถึงสองรายซ้อนในละแวกใกล้เคียง ด้วยสภาพศพบวมเป่งดูไม่ได้ นี่คือคดีปริศนาแรกในชีวิตของเชอร์ล็อก โฮลมส์ เขาต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับแผนการร้าย ที่อาจจะคร่าชีวิตคนจำนวนมาก

เรื่องนี้ไม่เหมือนนิยายนักสืบเท่าไหร่ ออกแนวผจญภัยมากกว่า เจอศพ แล้วก็เห็นร่องรอยจากที่เกิดเหตุ แล้วก็วิ่งไล่ตามสะกดรอยคนร้าย ไปนู่นมานี่ ถูกลักพาตัว สู้กับคนร้าย หนีออกมา ประมาณนั้น ถ้าไม่คิดมาก มันก็อ่านสนุกพอใช้ได้ แต่ แต่ แต่ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่มันบอกว่ามันเป็นอยู่ดี เรื่องของเชอร์ล็อก โฮลมส์ วัยเยาว์ ถ้าคิดว่าจะได้เห็นตัวละครที่เคยรู้จักแบบตัวย่อส่วน ก็ผิดหวังแน่ๆ ผู้แต่งพยายามจะเล่าตั้งแต่ก่อนที่เชอร์ล็อก โฮลมส์ จะกลายมาเป็นคนแบบที่เราเห็น แล้วก็สอดแทรกเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาในอนาคตแทน

เด็กหนุ่มพระเอกในเรื่องออกแนวเกรียน เขาไม่ค่อยสนใจดนตรี วิทยาศาสตร์ก็ไม่เก่ง ชกมวยหรือฟันดาบก็ไม่เซียน เราอภัยให้ความอ่อนหัดไร้ประสบการณ์ของเขาได้ แต่เรารับอาการโง่แล้วอวดฉลาดไม่ได้ ไม่มีตอนไหนที่เรารู้สึกว่า ไอ้เด็กนี่โตไปจะกลายเป็นผู้ชายในดวงใจเราคนนั้น อย่ามาอ้างว่า นี่เพิ่งอายุ 14 นะ บุคลิกนิสัยใจคอของคนเรามันแสดงออกกันตั้งแต่เด็กกว่านั้นแล้ว การแต่งเรื่องให้ครูสอนพิเศษเป็นคนสอนสิ่งต่างๆ ให้พระเอกนี่ ให้ความสำคัญเกินเหตุกับตัวละครที่ตัวเองสร้างเกินไป แล้วจำเป็นต้องมีบทเด็กผู้หญิงมาให้พระเอกปิ๊งด้วยหรือ รู้ว่าสมัยนี้ต้องมีเรื่องรักเข้ามาปนนักอ่านถึงจะชอบ แต่ประเด็นอะไรที่แค่เขียนเพื่อให้ขายได้ แล้วไม่ได้เข้ากับเรื่องต้นฉบับเลยนี่ก็เกินไป

สรุปว่า เรื่องนี้เอาไว้ให้เด็กวัยรุ่นอ่านเล่นได้ แต่ไม่คู่ควรกับการใช้ชื่อ เชอร์ล็อก โฮลมส์ เลยสักนิด

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

Sing My Name - Ellen O'Connell

คะแนน : 7

โรแมนซ์แนวตะวันตกเรื่องที่สองของ Ellen O'Connell ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องแรกเลย เป็นเหตุการณ์หลังสงครามกลางเมืองจบลง แมทธิว สเลด อดีตทหารฝ่ายใต้ ถูกมั่วจับตัวมาเป็นนักโทษในความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ ถูกคุมตัวมากับขบวนของกองทหารที่กำลังเดินทางสู่ตะวันตก ในขบวนมี ซาร่าห์ แฮมมอนด์ หญิงสาวที่กำลังจะเดินทางไปแต่งงานกับคู่หมั้นนายทหาร รวมอยู่ด้วย ระหว่างทางถูกอินเดียนแดงโจมตี เหลือรอดแค่แมทกับซาร่าห์ แล้วเขากับเธอก็ต้องพยายามหนีเอาตัวรอดมาถึงป้อม

ช่วงต้น 1/3 เรื่องสนุกมากๆ แมทกับซาร่าห์เดินทางหนีอินเดียนแดง และก็ทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ ต้นเรื่องทั้งคู่ยังอายุน้อยอยู่ แค่ยี่สิบต้นๆ ก็ยังไม่ค่อยประสีประสาเท่าไหร่ ขำแมทเหมือนกัน ส่วนใหญ่เห็นพระเอกเชี่ยวชาญโชกโชนเรื่องผู้หญิงมาเยอะ เจอพระเอกแบบไม่ค่อยเป็นก็ตลกน่ารักดี

แต่พอหนีมาถึงป้อมได้แล้ว เจอคู่หมั้นนางเอกเล่นงานซะ อารมณ์เรื่องเปลี่ยนไปเลย สงสารพระเอกนางเอกมากๆ ว้า ไม่ไหว มันแรงไปสำหรับเรา แมทโดนขนาดนั้น เรื่องอื่นที่มีพระเอกต้องพบชะตากรรมเลวร้าย มันมักจะเป็นเรื่องราวย้อนหลัง แต่เรื่องนี้เราเห็นพระเอกจากที่เป็นเด็กหนุ่มสดใสก่อน พอชีวิตพลิกผันก็ยิ่งรู้สึกน่าสะเทือนใจหนัก ช่วงกลางเรื่องรันทดหดหู่เกินไปสำหรับเรา แมทกับซาร่าห์ต้องแยกจากกันนานมากๆ 7-8 ปี

กลับมาเจอกันก็โน่น 2/3 เรื่องแล้ว แมทกลายเป็นพวกมือปืนรับจ้างทำงานคุ้มครอง ช่วงนี้ก็ไม่สนุกอีก เอือมมากๆ เลยเวลาเจอพระเอกที่ผลักไสนางเอก ด้วยเหตุผลว่า ฉันไม่คู่ควรกับเธอหรอก ไปแต่งงานกับคนอื่นเถอะ ชีวิตเธอจะได้ดีกว่าอยู่กับฉัน ไม่ชอบเคสแบบนี้เลยสักนิด เรื่องไหนมาแนวนี้จะเซ็งมาก อย่าดูถูกกันได้มั้ย ไม่ต้องมาตัดสินใจแทนอีกฝ่ายหรอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี เขาคิดเองเลือกเองได้ อย่าดูหมิ่นน้ำใจคนที่รัก ซาร่าห์อุตส่าห์อดทนเฝ้ารอพยายามทำทุกอย่างเพื่อแมท จากที่เคยเป็นคุณหนู ถ้าไม่หนักแน่นมั่นคงจริงจะลำบากลำบนกัดฟันสู้ทนมาถึงป่านนี้ได้ไง เห็นแมทงี่เง่าแบบนี้ ขี้เกียจเชียร์เลย อ่านตอนที่แมทเล่นตัวแล้วซาร่าห์คันไม้คันมืออยากยิงสั่งสอน เราก็แอบยุ เออ เอาเลือดง่าวหมอนี่ออกบ้างก็ดีนะ

ถ้าเทียบกับ Eyes of Silver, Eyes of Gold เรื่องนี้มีพล็อตใหญ่กว่า เนื้อเรื่องเยอะกว่ามาก ฉากก็กว้างกว่า เห็นบรรยากาศตะวันตกแนวคาวบอยเต็มที่ และอาจจะพูดได้ว่า เห็นการพัฒนาและการเติบโตของตัวละครมากกว่า แต่เราว่า สำหรับการเป็นนิยายโรแมนซ์ ผู้แต่งพลาดซะแล้วล่ะ ที่ให้ความสำคัญผิดที่ ไปเน้นที่การดำเนินเรื่องจนละเลยเรื่องความสัมพันธ์ของพระ-นาง ยิ่งตอนท้าย ที่แมทไปเคลียร์พวกปัญหาเรื่องไร่ เรื่องที่ดิน คนปล้นวัว พวกนั้น มันไม่ได้โฟกัสเกี่ยวกับตัวพระเอกนางเอกเลย กลายเป็นยืดยาดน่าเบื่อ น่าเสียดายจัง มีตัวละครดีๆ อยู่ เอาไปละลายกับเนื้อเรื่องน้ำๆ จนจืดเลย กลับไปย้อนอ่านตอนสนุกๆ ของ EoS, EoG กรี๊ดคู่คอร์ดกับแอนน์แทนดีกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

One Night Is Never Enough - Anne Mallory

คะแนน : 7

ไปอบรมมา 3 วัน อบๆ รมๆ ไปเรื่อยๆ สุกไม่ได้ที่ซะที ^_^ เพราะไปเดือนมีนา คนวางโปรแกรมเลยพาไปทะเลใกล้ๆ ปรากฏว่า อากาศเย็นกว่าเดือนธันวาซะอีก ลมพัดมาที บรื๊อว อากาศปีนี้แปรปรวนจริงๆ

หลังๆ อ่านนิยายโรแมนซ์ย้อนยุคไม่ค่อยเจอเรื่องถูกใจ ยังไม่เจอนักเขียนคนอื่นที่ชอบเพิ่มสักที ไม่รู้ว่าถึงจุดอิ่มตัวกับแนวนี้รึยัง หน้าปกเล่มนี้วาบหวิวไปหน่อย แต่ข้างในก็ไม่เท่าไหร่ จริงๆ ไม่ค่อยชอบปกแบบนี้ จำได้ว่าเคยซื้อเรื่อง Devil's Mistress - Heather Graham (เป็นเรื่องที่ชอบมากระดับ 9 เลยนะ แต่ปกมันเร่าร้อนไปหน่อย) ตอนนั้นอยู่กับเพื่อน (ที่ไม่ซี้เท่าไหร่) เจอมันเผาซะอาย พยายามบอกว่าข้างในมันไม่ได้มีแต่ฉากอย่างนั้นนะ ก็ไม่พ้นข้อหาอ่านหนังสือโป๊อยู่ดี ง่ะ วันหลังเลยต้องซื้อตอนอยู่คนเดียว ขี้เกียจแก้ตัว ยังไม่มั่นพอจะทำตัวไม่แคร์สื่อ แต่ก็รู้สึกหน่อยๆ ว่า ทำไมฉันต้องทำเหมือนหลบๆ ซ่อนๆ ลับๆ ล่อๆ ด้วยวะเนี่ย ไม่ได้ทำผิดคิดร้ายใครซะหน่อย แต่มันก็ห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ ทำไงได้

เรื่องนี้ได้เกรด A จากเว็บ AAR มา เป็นนักเขียนที่ไม่เคยอ่าน แต่ก็เขียนเล่มนี้มาเป็นเล่มที่สิบแล้ว น่าจะโอเคมั้ง ลองดู นางเอกคือ ชาร์ล็อตต์ แชตเวิร์ธ เป็นสาวสวย ที่ครอบครัวอยู่ในสภาพใกล้ล้มละลาย เพราะพ่อติดพนัน วันหนึ่งพ่อของเธอไปเล่นไพ่ และถูกยุให้วางตัวเธอเป็นเดิมพัน และในที่สุดก็แพ้พนันแก่โรมัน เมอร์ริค เจ้าของบ่อน แต่เมื่อชาร์ล็อตต์มาใช้หนี้ โรมันก็ท้าพนันต่อ เพราะสำหรับเขาและเธอ เวลาค่ำคืนเดียวนั้นไม่พอ

อย่างที่บอก จริงๆ เรื่องนี้ฉากเลิฟซีนไม่ได้มาก สองฉากสามหน้าเองมั้ง ครึ่งเล่มแรกนี่เน้นการสร้าง sexual tension มากกว่า แต่ก็คุๆ ใช้ได้เลย ถ่านไฟแดงวาบเชียว นางเอกเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็ง มาเจอนายบ่อนรูปหล่อ ลูกล่อลูกชนเพียบ ก็ละลายแหละ แต่หลังจากที่ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันแล้ว เรื่องก็เอื่อยไป ไม่มีจุดหมาย พล็อตค่อนข้างอ่อน ติดปัญหาที่พระเอกไม่ใช่คนชั้นสูงอย่างเดียว ไม่มีเนื้อเรื่องอะไร ตัวละครพอโอเค แต่มิติความลึกยังไม่ได้ โดยรวมๆ มันก็แค่เรื่องอ่านเพลินๆ ถ้าไม่เขียนเรื่องย่อไว้ตรงนี้ ผ่านไปหน่อยก็อาจจะลืมเรื่องหมดด้วยซ้ำ