แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย Young-adult แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย Young-adult แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Divergent - Veronica Roth

คะแนน : 7.5 ตอนนี้เราชักไม่ค่อยไว้ใจนิยาย YA แนวดิสโทเปียเท่าไหร่ เบื่อไอ้พวกที่บอกว่าจะเป็น next-Hunger Games แล้ว และที่จริงก็ยังไม่อยากอ่านเรื่องนี้เลย อยากรอให้มันออกมาจบชุดก่อน แต่หลังๆ บนหน้าจอแดชบอร์ดของเราเห็นเรื่องนี้หลุดเข้ามาบ่อยมาก บางรีวิวก็ชมเรื่องนี้เลิศลอย ก็เลยชักจะสนใจ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือชอบนิยายปกสวยๆ ก็เลยหยิบมาอ่านจนได้

เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกอนาคต สังคมแบ่งคนออกเป็น 5 จำพวก คือ
  • Abnegation เป็นกลุ่มที่ยึดมั่นในเรื่องการเสียสละตน
  • Erudite ยึดถือความรู้และสติปัญญา
  • Amity ยึดถือความสมานฉันท์
  • Candor ยึดมั่นการพูดความจริง
  • Dauntless ยึดมั่นความกล้าหาญไม่ครั่นคร้าม

แต่ละกลุ่มจะแบ่งแยกกันรับผิดชอบหน้าที่ในสังคม และแยกตัวออกห่างไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกันข้ามกลุ่ม คนในกลุ่มจะอยู่ด้วยกันเป็นคอมมูน ตอนแรกเด็กแต่ละคนจะอยู่กับครอบครัวของตนเอง แต่เมื่ออายุครบ 16 จะต้องเข้ารับการทดสอบวัดลักษณะนิสัยว่าตรงกับพวกใด แล้วก็จะมีการจัดพิธีเลือกกลุ่มโดยให้เจ้าตัวเลือกเองได้ว่าจะไปอยู่กับกลุ่มไหน ถ้าเลือกไม่เหมือนพ่อแม่ก็จะไปอยู่กับกลุ่มที่เลือกแล้วตัดขาดจากครอบครัวไปโดยปริยาย

บีเอทริซเป็นเด็กสาวจากกลุ่ม Abnegation แต่เธอรู้สึกมาตลอดว่าเธอไม่ใช่คนดีผู้เสียสละที่จะไม่นึกถึงตัวเองเลย ใช้ชีวิตด้วยความกดดันอยู่ลึกๆ เพราะต้องอดทนอดกลั้นมาตลอด แต่เมื่อบีเอทริซเข้าซิมูเลชั่นทดสอบบุคลิกภาพ ผลปรากฏว่า เธอเป็นคนที่มีความโน้มเอียงเท่าเทียมกันถึง 3 กลุ่ม เป็นคนที่จัดเข้าพวกไม่ได้ หรือเรียกว่าพวก Divergent นั่นเอง และนี่เป็นความลับยิ่งยวดที่ต้องปกปิด เพราะพวก Divergent ถือเป็นตัวอันตรายต่อสังคมรูปแบบนี้ แล้วสุดท้ายเธอจะตัดสินใจเลือกไปอยู่กลุ่มใด แล้วผลการเลือกนั้นจะส่งปฏิกิริยาลูกโซ่ไปสู่อะไรบ้าง

ความรู้สึกหลังอ่านจบเล่มนี้ก็คือเหมือนจะดีแต่ยังไม่โดน ข้อดีที่เห็นคือมีสไตล์การเขียนค่อนข้างดี อ่านลื่น มีไอเดียที่เหมือนจะน่าสนใจหลายอย่าง แต่จะว่าสนุกมั้ย มันก็พูดยาก ความสนุกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สำหรับเรา สนุกก็คือว่าอยากติดตามเนื้อเรื่อง อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และอ่านแล้วไม่อยากวาง เล่มนี้มันไม่ถึงขนาดนั้น ช่วงต้นเรื่องก็ยังพอน่าสนใจ แต่ช่วงกลางๆ เรื่องนี่ชีวิตประจำวันมาก วันๆ นางเอกก็ไปฝึกต่อสู้ ไม่ค่อยมีอะไร จนท้ายๆ เรื่องค่อยเกิดฉากแอกชั่นใหญ่ที่จะนำไปสู่เล่มถัดไป

ความจริงเรื่องนี้เขียนได้โอเคมากๆ ฉากแอกชั่นและตัวละครก็พอไปไหว แต่ที่ขัดๆ ในใจเราก็คงเป็นเพราะสังคมแบบในเรื่องมั้ง เราไม่ได้ขัดแย้งว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ แต่ปรกติดิสโทเปียเรื่องอื่นมักจะเห็นที่มาของแนวคิดได้ชัดเจนว่าจะประชดเสียดสีวิจารณ์หรือตักเตือนสังคมเรื่องอะไร แต่เล่มนี้แบ่งคนตามนิสัยเนี่ยนะ เพื่ออะไร เราคิดว่าเหตุผลที่บอกในเรื่องยังไม่ค่อยหนักแน่นสมเหตุสมผล

ในสังคมเรามีการแบ่งคนเป็นพวกๆ ตามนิสัยอยู่แล้วถมเถ เช่น แบ่งตามจักรราศี 12 ราศี ตามกรุ๊ปเลือด 4 กรุ๊ป คน Type-A, Type-B หรือตามจริต ก็ได้ 6 จริต (จากหนังสือจริต ๖ พิมพ์ครั้งที่ 28) หรือฮอกวอตส์แบ่งนักเรียน 4 บ้าน คือมันก็อาจใช้ประโยชน์ได้ตอนคบคน คัดคนเข้าเรียนหรือจัดคนเข้ากับงาน แต่การจับคนทั้งเมืองเป็นพวกแยกตามนิสัยเพื่อป้องกันความขัดแย้งเพื่อจะได้ไม่เกิดสงคราม ฟังไม่เข้าท่าแม้แต่น้อย ในสังคมรวมเอาคนนิสัยเหมือนกันมากๆ มาอยู่ด้วยกันจะยิ่งเละเทะน่ะสิไม่ว่า ในกลุ่มเดียวกันถ้าเฉื่อยกันหมดก็ไม่พัฒนา ถ้าห้าวกันหมดก็คงตีกันตาย แถมการแบ่งเป็นก๊กๆ แบบนี้รับรองรบกันชัวร์

เพราะรู้สึกว่าไอเดียในเรื่องนี้ยังผ่านกระบวนการตกผลึกทางความคิดมาไม่มากพอ สงสัยขนาดว่าอ่านจบแล้วต้องไปเช็คเว็บเลย อ๋อ แล้วก็เข้าใจ คนแต่งคิดเรื่องนี้ขึ้นได้ตอนเป็นเด็กมหาวิทยาลัยปี 1 มิน่าล่ะ ยังไม่พ้นระบบโรงเรียนหรือระบบคัดคนเข้าคณะ เลยคิดอะไรที่มันไม่ได้สะท้อนสังคมผู้ใหญ่จริงๆ แต่พอรู้ว่าคนเขียนเพิ่งเรียนจบเพิ่งทำงาน ก็ทำให้นึกชมขึ้นมาเหมือนกันว่า อ่านดูไม่รู้ว่านี่เป็นงานเขียนนิยายเล่มแรก เพราะภาษาเขาเป็นธรรมชาติดี

แต่ก็อีกแหละ พอคนแต่งอายุยังไม่มาก ตัวละครที่ปั้นขึ้นมาก็เลยดูยังไม่ค่อยมีจิตวิญญาณเท่าไหร่ เราไม่ค่อยชอบฉากที่นางเอกเห็นแม่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ช็อคไปแป๊บหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นวิ่งต่อโดยบอกตัวเองว่า I am brave อืมม์ มันน่าจะเขียนได้อารมณ์กว่านั้นนะ แล้วเรารู้สึกว่าเนื้อเรื่องช่วงท้ายๆ ดูจงใจและไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ แม่มาช่วยพาลูกหนี แต่แม่ตายเอง มาเพื่อส่งบทให้นางเอกเท่านั้นเองเหรอ

เหมือนจะติเยอะ แต่จริงๆ เรื่องนี้ใช้ได้นะ สนุกพอๆ กับเรื่องชุด Uglies ตอนอ่านเรื่องนี้เรานึกถึงเรื่องนั้น อารมณ์ตอนอ่านเหมือนกันเลย เนื้อเรื่องใช้ได้ จินตนาการไซไฟ/แอกชั่นดี แต่ตัวละครไม่ดึงดูด

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Scorpio Races - Maggie Stiefvater

คะแนน : 6
นี่เป็นนิยายที่อ่านแล้วเสียดายเวลาจริงๆ มันไม่ใช่หนังสือที่เลวร้ายอะไร ความผิดของมันคงมีข้อเดียวคือ มันน่าเบื่อที่สุด แทบไม่มีเนื้อเรื่อง กล่าวถึงการแข่งม้าบนเกาะแห่งหนึ่ง แต่มันเป็นม้าในตำนาน อาชาสมุทรที่ผุดมาจากทะเล เป็นม้าอันตรายที่กินเนื้อคน ฟังน่าสนใจเหรอ ถูกหลอกแล้วล่ะ

เราถูกดาวของอเมซอนล่อลวง ตอนเริ่มอ่านแรกๆ ก็ยังโอเคอยู่ มันก็ดูแปลกๆ ดี จุดเด่นของนิยายเล่มนี้คงอยู่ที่สำนวนภาษา เวลาจะบอกอะไรให้คนอ่านรู้ เหมือนคนเขียนจะวนเป็นครึ่งวงกลม อ่านเจอแรกๆ จะอมยิ้ม ภาษาเขาเก๋ดีแฮะ  แต่พออ่านไปสักสิบบท เจอบ่อยๆ เข้า กลับกลายเป็นรู้สึกสะดุดและน่ารำคาญ อย่างเช่นแบบนี้

There are moments that you’ll remember for the rest of your life and there are moments that you think you’ll remember for the rest of your life, and it’s not often they turn out to be the same moments.
หรือแบบนี้

My vision explodes into one thousand colors, not one of them the sky.
เรื่องเล่าสลับกันระหว่างตัวเอกสองคน คือ ฌอน เคนดริก กับ พัค (เคท) คอนนอลลี เล่าจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าได้เข้าไปอยู่กับสองคนนั้นเลย ช่างชืดชา กระด้าง ไร้เนื้อใน เราอ่านแล้ว เราแยกสองคนนี้ไม่ออก บางครั้งที่เราอ่านกลางบทแล้วสะดุดเสียสมาธิไปนิดนึง พอจะกลับมาอ่านต่อ เราไม่รู้ว่า I ที่กำลังพูดอยู่นี่คือใคร ฌอนหรือพัค เมื่อเทียบกับเรื่อง The Kane Chronicles เราไม่เป็นอย่างนี้สักครั้ง เพราะบุคลิกคาร์เตอร์กับแซดี้แตกต่างกันมาก แค่อ่านคำพูดก็รู้ว่าใคร

ทั้งเรื่องมีแต่การเตรียมตัวฝึกม้าเพื่อจะไปแข่งตอนจบ อ่านจบเรื่องเรายังไม่รู้เลยว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน รู้แต่เป็นเกาะ ไม่ไกลจากแผ่นดินใหญ่ ยุคไหนก็ไม่รู้ เป็นนิยายที่เลื่อนลอย ไร้เป้าหมาย ไร้เหตุผล

เราพลาดเองล่ะ ดูแต่ดาว ไม่ได้อ่านรีวิว เพราะอยากจะอ่านแบบไม่รู้อะไร ยังไงถ้าใครสนใจ อยากบอกว่า ควรหาตัวอย่างสักบทสองบทมาอ่านก่อนนะคะ ว่าชอบสไตล์การเขียนแบบนี้มั้ย คนที่ชอบก็คงจะว่าเขียนดีมาก แต่ถ้าไม่ชอบแนวนี้ก็อาจจะรู้สึกแบบเรา

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

Out of Sight, Out of Time (Gallagher Girls #5) - Ally Carter

คะแนน : 7.25

ไม่รู้เป็นไร เราเอือมๆ ขี้เกียจอ่านเล่มนี้ คงเพราะว่าเล่มก่อนหน้านี้ทิ้งท้ายไว้แบบที่ไม่ชอบเท่าไหร่ ถ้าเป็นเรื่องชุด เล่มแรกเฉยๆ แล้วดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะมีกำลังใจอ่าน แต่ถ้าอ่านไปแล้วเล่มต่อแย่กว่าเล่มแรก กลายเป็นขาลง จะรู้สึกไม่ดีนัก พอเล่มนี้ออกมาแค่เห็นเรื่องย่อคร่าวๆ ก็ยิ่งทำให้หมดความอยากอ่านไปอีกครึ่ง

ท้ายเล่มที่แล้ว แคมมี่หนีออกจากโรงเรียน เพื่อไปเผชิญหน้ากับองค์กรลับ Circle of Craven เพียงตัวคนเดียว เล่มนี้เปิดฉากขึ้นมาด้วยการที่แคมมี่ความจำเสื่อม จำเหตุการณ์ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้เลย แล้วก็ถูกพากลับมาที่โรงเรียนกัลลาเกอร์ พร้อมกับต้องพยายามตามหาชิ้นส่วนความทรงจำของตัวเอง เราว่ามุกความจำเสื่อมมันถูกใช้จนเฝือแล้ว แถมมาใช้กับเรื่องที่เป็นซีรีส์ กลายเป็นทำให้เนื้อเรื่องกับบุคลิกและความสัมพันธ์ของตัวละครดูขาดช่วงไป กับแม่กับน้าก็ไม่ค่อยได้คุย กับเพื่อนก็เข้าหน้าไม่ติด กับแซคนี่ก็ยิ่งเพลีย

แต่ก่อนเล่มแรกๆ เรารู้สึกว่าอ่านเรื่องโรงเรียนกัลลาเกอร์แล้วนึกถึงโรงเรียนฮอกวอตส์ เราหมายความในทางที่ดีนะ แต่พอมาเล่มนี้ เจอประโยคที่บอกว่า โรงเรียนกัลลาเกอร์เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ที่จะช่วยปกป้องแคมมี่จากการปองร้ายขององค์กรลับ เราก็นึกถึงฮอกวอตส์อีก แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกดีต่อเรื่องชุดนี้แล้ว เฮ้อ ผูกเรื่ององค์การนี้มาแล้วหาทางออกไปต่อไม่ค่อยได้ มันก็ดูวนไปมา ขาดเสน่ห์เฉพาะของตัวเองแบบเล่มต้นๆ ไป โชคดีว่านิยายมันไม่ยาว แต่ละบทสั้นๆ ตัดไปเร็วๆ บางฉากก็สนุกใช้ได้ พออ่านจบได้เร็ว มันก็เลยยังไม่ทันเบื่อมาก ไม่งั้นรับรองบ่นยาวกว่านี้ เล่มหน้าน่าจะเป็นเล่มจบแล้ว รีบๆ ออกมาหน่อยก็ดี จะได้เคลียร์เรื่องที่ตามค้างอยู่ให้หมดๆ ไปอีกเรื่อง

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Beastly: Lindy's Diary - Alex Flinn

คะแนน : 7
Beastly: Lindy's Diary เป็นภาคพิเศษของเรื่อง Beastly ที่ใช้เนื้อเรื่องจากใน Beastly มาเขียนใหม่ในรูปแบบไดอารี่ของลินดี้ที่เป็นนางเอก เป็นอีบุ๊คสั้นๆ อ่านแป๊บเดียวจบ เห็นว่าฉบับพิมพ์เป็นเล่มจะไปรวมอยู่ใน Beastly Special Edition ที่พิมพ์ใหม่ เห็นงานของ Alex Flinn (ยกให้เป็นเจ้าแม่นิยายรักโรแมนติคคอมเมดี้เลยเหรอ ขนาดนั้นเชียว) เปลี่ยนปกใหม่ทั้งเซตเลย คงเพื่อให้เข้าชุดกับเรื่องใหม่ Bewitching ที่เป็น spin-off ของเรื่องนี้ ให้แม่มดเคนดร้าเป็นตัวเอก

เหตุการณ์ในเรื่องเหมือนที่เกิดใน Beastly ทุกอย่าง แต่ย่นย่อกว่ามาก การเล่าจากมุมมองของลินดี้ยังไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ เวลาอ่านความคิดลินดี้แล้ว ทำไมรู้สึกว่านางเอกของเรื่องน่ารักน้อยลงกว่าตอนมองผ่านจากสายตาของเอเดรียนนะ ลินดี้ดูไม่เด็ดเดี่ยวเข้มแข็งอ่อนหวานน่ารักเหมือนเบลล์เวอร์ชันดิสนีย์เลย

(นอกเรื่องหน่อย ทำไม Beauty and the Beast 3D ไม่เข้าไทย อยากดูอ่ะ ตอนเวอร์ชัน IMAX จอใหญ่ก็เห็นมีคนดูเยอะนะ ทำไม 3D ไม่มาล่ะ เรื่องนี้เป็นการ์ตูนดิสนีย์อมตะนิรันดร์กาลในใจเรา ดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เพลงก็เพราะที่สุดแล้ว เรื่องอื่นน่ะดูรอบเดียว ยุคหลังปี 2000 ไม่ได้ดูแล้ว แต่ดิสนีย์ยุคกลางๆ นี่เราชอบเรื่องเว้นเรื่อง ถ้าเรื่องไหนตัวเอกเป็นผู้หญิงจะชอบมากกว่า พวกเจ้าหญิงดิสนีย์เธอจะต้องสู้ฝ่าฟันเอาชนะโชคชะตา ต้องพิสูจน์ให้ผู้อื่นยอมรับบทบาทของเธอ อย่างเงือกน้อย มู่หลาน โพคาฮอนทัส ฯลฯ ถ้าตัวเอกเป็นผู้ชายจะชอบน้อยหน่อย เพราะพวกดิสนีย์บอยน่ะอ่อนแอกว่า ต้องหนี ต้องโกหกว่าเป็นอะไรที่ตัวเองไม่ได้เป็น อย่างซิมบ้า อาละดิน เฮอร์คิวลิส ฯลฯ ประเด็นในเรื่องจะเป็นการต้องเอาชนะจิตใจตัวเองมากกว่า เลยรู้สึกว่าเก่งสู้ตัวเอกหญิงไม่ได้ ฮ่าฮ่า สงสัยอาจเพราะเป็นผู้หญิงเลยลำเอียง)

ไม่รู้สึกว่าได้อะไรใหม่จากในเรื่องสั้นนี้มากนัก แต่ก็โอเคแหละ อ่านได้เรื่อยๆ ยังไงนิทานเรื่องนี้มันก็เป็นพล็อตเรื่องโปรดของเราอยู่แล้ว ก็ถือเป็นโบนัสเฉยๆ มั้ง อาจจะเหมาะถ้าอยู่ในเล่มเดียวกัน แล้วพลิกกลับไปกลับมาอ่านเทียบกับฉากเดียวกันในเล่มหลักได้

ป.ล. อ้อ ลืมบอกว่า ชอบชื่อตัวละครเวอร์ชันนี้ เล่นคำดี ในเรื่องบอกว่า ไคล์แปลว่า handsome เอเดรียนแปลว่า the dark one แล้วก็ชอบตอนไคล์คุยกับลินดี้แล้วบอกว่า Lindy is pretty เพราะชื่อลินดาในภาษาสเปนแปลว่าสวย

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Legend - Marie Lu

คะแนน : 7

นิยาย YA แนวดิสโทเปียอีกเรื่องหนึ่ง พล็อตเรื่องเหมือนจะน่าสนใจ และได้รีวิวจากสื่อต่างๆ ดี เห็นว่าถูกซื้อลิขสิทธิ์สร้างหนังไปแล้วด้วยตั้งแต่ก่อนวางแผง แต่ก็คงเหมือนที่เราเคยอ่านเจอจากเว็บของนักเขียนคนนึง ใครไม่รู้จำไม่ได้ เขาบอกว่า มันเป็นเรื่องการตลาดมากกว่า ซื้อขายออปชันกันถูกๆ เพราะฝ่ายนักเขียนกับสำนักพิมพ์ก็อยากขายเพื่อจะได้โปรโมทว่าถูกซื้อไปสร้างเป็นหนังแล้วนะ ฝ่ายสตูดิโอก็อยากซื้อลิขสิทธิ์มาแบบถูกๆ ก่อนตีพิมพ์ เหมือนซื้อล็อตเตอรี่เกิดฟลุกหนังสือดังขึ้นมาก็เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง ทำกันเกร่อไปหมดแล้ว นิยายดีไม่ดีไม่สน อาจจะไม่ได้เอาไปสร้างเป็นหนังจริงก็ได้ เพราะฉะนั้นคนอ่านก็คงเชื่อคำโฆษณาง่ายๆ ไม่ได้แล้ว เลือกยากลำบากใจจริงน้อ แต่ดาวจากนักอ่านในอเมซอนก็ดีนะ ลองดู

เรื่องราวเกิดขึ้นในลอสแอนเจลิสยุคอนาคต หลังน้ำท่วมใหญ่ เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐกับฝ่ายอาณานิคม ตัวเอกคือ เดย์ เด็กหนุ่มอายุ 15 นักก่อการร้ายที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด กับจูน เด็กสาววัย 15 นักเรียนอัจฉริยะในวิทยาลัยทหาร เดย์บุกลักลอบเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อปล้นยารักษาโรคให้ครอบครัวของเขา จูนต้องการล่าตัวคนร้ายที่สังหารพี่ชายนายทหารของเธอ เป็นเหตุการณ์ที่ชักนำให้ชะตาชีวิตของทั้งคู่โคจรมาพบกัน

ดำเนินเรื่องด้วยการตัดสลับไปมาทีละบทระหว่างเดย์กับจูน เพราะผู้แต่งทำงานเป็นนักพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์มาก่อน นิยายเรื่องนี้ก็จะรู้สึกเหมือนวิดีโอเกมจริงๆ แอกชั่นตัดไปตัดมาเร็วๆ ไม่ใช่ว่าเนื้อเรื่องเหมือนเกมไม่ดีนะ ถึงเดี๋ยวนี้เราจะห่างหายจากการเล่นเกมไปแล้ว แต่เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่าง FF6, FF12 หรือตระกูล Tactics Ogre นี่ก็ยังทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม หรือเรื่องแบบ Resident Evil ก็สนุกดีออก สำหรับเล่มนี้ช่วงแรกก็โอเคนะ มีฉากบรรยากาศน่าสนใจและโครงเรื่องก็น่าติดตามใช้ได้ แต่พอถึงครึ่งเรื่อง ก็จับทิศทางเรื่องได้หมดแล้ว พอตัวเอกสองคนมาอยู่ด้วยกันจริงๆ เรื่องก็หมดแรงอ่อนหายไปเลย

สาเหตุสำคัญอยู่ที่ตัวละคร สร้างมาแบบ 2D มาก แบนราบ ขอโทษนะ ตัวกราฟิกสไปรท์เล็กๆ ของ Celes Chere ฉากนี้ ยังทำให้เรารู้สึกว่าเซลีสเป็นตัวละครที่มีมิติมากกว่าเดย์กับจูน 100 เท่า


สปอยล์สุดๆ

ฟังดูภูมิหลังของเดย์กับจูนเหมือนจะดี แต่พอรู้จักสองคนนี้จริงๆ จะรู้ว่าทั้งคู่เป็นเด็กไม่เอาไหน จูนนี่อัจฉริยะยังไง การกระทำหลายอย่างดูออกจะไร้ความคิด ส่วนเดย์นี่ไม่อยากจะเซด ถ้าเป็นตัวในเกมจริงๆ ก็ไม่อยากเลี้ยงเก็บเลเวลให้ด้วยซ้ำ เรียกได้เต็มปากว่ากาก ไม่เห็นมีฝีมือตรงไหน เหลือเชื่อที่บอกว่าเป็นนักก่อการร้ายที่รัฐบาลตามจับ แต่โง่ๆ บุกเข้าไปดื้อๆ แผนอะไรก็ไม่มี เวลาถูกจับก็เห็นมีแต่ปากดี เอาตัวเองก็ไม่รอด ช่วยอะไรใครก็ไม่ได้ ไม่เห็นทำอะไรได้สักอย่าง

ความรักของเดย์กับจูนนี่อ่านแล้วรู้สึกคลื่นไส้ มีเวลาอยู่ด้วยกันแค่สองวัน แทบไม่ได้คุยกันมากมาย จูนคิดว่าเดย์ฆ่าพี่ชายตัวเองนะ ไปปิ๊งเขาได้ไง แล้วก็อย่างที่เดย์พูดใส่หน้าจูน "เหมือนเธอเหนี่ยวไกปืนฆ่าแม่ของฉัน" เรื่องที่แม่ของเดย์ถูกฆ่าตายนี่ จูนปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นะ เพราะเป็นคนพาทหารบุกไปจับ แต่แทนที่จะเป็นชนวนให้เจ็บแค้นกดดัน ประโยคต่อมาเดย์ก็เปลี่ยนเรื่องพูดไปถามถึงคนอื่นแล้ว โห แม่ตายทั้งคนนะ แล้วถัดมาไม่ทันไรเดย์ก็นั่งคิดถึงจูน "เธอไม่ผิด เธอไม่ได้ตั้งใจ" เฮ้อ ตัวละครกลวง มีแต่เปลือก พวกตัวร้ายก็ไม่มีมิติพอๆ กัน ทั้งโง่ ทั้งเลวแบบไม่มีเหตุผล อ่านแล้วตลกอนาถๆ

อ่านสนุกได้แค่ครึ่งเรื่อง แต่นี่เป็นเล่มแรกของไตรภาค ยังไม่อยากฟันธงกับเรื่องนี้ เดี๋ยวเล่มถัดไปอาจจะมีดีกว่านี้ก็ได้ ความจริงถ้าเป็นเด็กๆ วัยรุ่นอ่านเล่มนี้เล่นๆ ก็อาจจะได้ แต่เราคงเกินวัยกลุ่มเป้าหมายของเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่เข็ดสักที ชอบไปเอา YA มาอ่านแล้วก็บ่นว่ามันเด็ก

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Death Cloud - Andrew Lane

ตัวละครยอดนักสืบในดวงใจเรามีดังต่อไปนี้
  1. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - เรารู้จักเขาครั้งแรกตอน ป.6 แล้วเขาก็ครองใจเราได้ในทันที ช่วงนั้นบ้าไปเลย นั่งสร้างรหัสตุ๊กตาเต้นรำเป็นภาษาไทย ส่งกันไปส่งกันมากับเพื่อนในห้องเรียน
  2. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ด้วยความเท่กินขาด ชนะเลิศ เหนือทุกเรื่องนักสืบที่เราเคยอ่าน เมอร์สิเออร์ปัวโรต์รึจะมาสู้อะไรได้ ป้ามาร์เปิ้ลก็ไม่ไหว (แต่แอบปันใจให้คู่ของทอมมี่กับทัพเพนซ์หน่อยนึง)
  3. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ลูแปงน่ะอย่าริบังอาจเทียบรุ่น อย่ามามั่วนะ สุภาพบุรุษจอมโจรอะไรกัน นายมันก็แค่หัวขโมย มาปะทะ มาเผชิญ ตีตนเสมอกับยอดนักสืบเอกของโลกได้ไง
  4. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - เป็นเหตุให้เราชอบการ์ตูนเรื่องโคนัน มากกว่าคินดะอิจิ เพราะสไตล์การดำเนินเรื่องของโคนันรับอิทธิพลของโฮลมส์มาเต็มๆ
  5. เชอร์ล็อก โฮลมส์ - ทำให้เราไม่เคยยกโทษให้หนัง Sherlock Holmes ฉบับของ Guy Ritchie ที่ทำลายภาพลักษณ์ในใจของเรา ทำซะเป็นตลกเลย (แต่หนังดันฮิตซะอีก) โดยเฉพาะอีตอนโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ บอกว่า เชอร์ล็อก โฮลมส์ แอบเป็นเกย์กับหมอวัตสัน บทของเขากับจู๊ด ลอว์ แอบซ่อนนัยสัมพันธภาพเกินเพื่อน รับไม่ได้อย่างแรง ในต้นฉบับมีตรงไหนส่อไปทางนั้น เฮอะ ถ้าเซอร์อาเธอร์ได้ยิน คงนอนพลิกไปพลิกมาในหลุมศพ




แล้วคุณคิดว่า เด็กหนุ่มหน้ามนที่เห็นในรูปข้างบนคนนี้คือใคร เขาคือ เชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนอายุ 14 ปี เรื่อง Death Cloud เป็นเล่มแรกในชุด Young Sherlock Holmes นิยาย YA ที่ได้รับอนุญาตจากกองมรดกของเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ให้นำชื่อตัวละครมาใช้ได้ ในเล่มนี้ เราจะได้รู้ว่า ก่อนจะมาเป็นนักสืบผู้ยิ่งใหญ่ที่คนทั่วโลกหลงรัก เชอร์ล็อกตอนเป็นเด็กวัยรุ่นนั้นเขาเป็นอย่างไร

จริงๆ เราไม่ชอบอ่านอะไรที่ไม่ใช่แบบแคนน่อน อย่างนิยาย Star Wars ทั้งหลายที่มีเยอะแยะนี่ไม่เอาเลย เพราะเคยอ่านบางเล่มแล้วเสียความรู้สึก มันไม่ใช่ แล้วเชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เซอร์อาเธอร์แต่งก็ไม่เห็นเวิร์ก เรื่องนี้ตอนแรกที่เห็นว่าเป็นเชอร์ล็อก โฮลมส์ ตอนเด็ก ความรู้สึกแรกคือ ช่างกล้า! แต่จะติตั้งแต่ยังไม่อ่านก็ดูกระไร ตกลง เราจะให้โอกาสอ่านให้จบก่อน ห่วยมาก็จะได้ด่าได้เต็มปาก

ช่วงปิดภาคเรียน เชอร์ล็อก โฮลมส์ ถูกส่งไปพักกับลุงและป้าที่คฤหาสน์ในชนบท เพราะพ่อที่เป็นทหารเดินทางไปประจำการที่อินเดีย แม่กับพี่สาวป่วยไม่สบาย พี่ชายไมครอฟต์ก็ต้องทำงาน เชอร์ล็อกได้เพื่อนใหม่เป็นเด็กเร่ร่อน และมีครูสอนพิเศษชาวอเมริกันมาสอนที่บ้าน เกิดการตายปริศนาถึงสองรายซ้อนในละแวกใกล้เคียง ด้วยสภาพศพบวมเป่งดูไม่ได้ นี่คือคดีปริศนาแรกในชีวิตของเชอร์ล็อก โฮลมส์ เขาต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับแผนการร้าย ที่อาจจะคร่าชีวิตคนจำนวนมาก

เรื่องนี้ไม่เหมือนนิยายนักสืบเท่าไหร่ ออกแนวผจญภัยมากกว่า เจอศพ แล้วก็เห็นร่องรอยจากที่เกิดเหตุ แล้วก็วิ่งไล่ตามสะกดรอยคนร้าย ไปนู่นมานี่ ถูกลักพาตัว สู้กับคนร้าย หนีออกมา ประมาณนั้น ถ้าไม่คิดมาก มันก็อ่านสนุกพอใช้ได้ แต่ แต่ แต่ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่มันบอกว่ามันเป็นอยู่ดี เรื่องของเชอร์ล็อก โฮลมส์ วัยเยาว์ ถ้าคิดว่าจะได้เห็นตัวละครที่เคยรู้จักแบบตัวย่อส่วน ก็ผิดหวังแน่ๆ ผู้แต่งพยายามจะเล่าตั้งแต่ก่อนที่เชอร์ล็อก โฮลมส์ จะกลายมาเป็นคนแบบที่เราเห็น แล้วก็สอดแทรกเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาในอนาคตแทน

เด็กหนุ่มพระเอกในเรื่องออกแนวเกรียน เขาไม่ค่อยสนใจดนตรี วิทยาศาสตร์ก็ไม่เก่ง ชกมวยหรือฟันดาบก็ไม่เซียน เราอภัยให้ความอ่อนหัดไร้ประสบการณ์ของเขาได้ แต่เรารับอาการโง่แล้วอวดฉลาดไม่ได้ ไม่มีตอนไหนที่เรารู้สึกว่า ไอ้เด็กนี่โตไปจะกลายเป็นผู้ชายในดวงใจเราคนนั้น อย่ามาอ้างว่า นี่เพิ่งอายุ 14 นะ บุคลิกนิสัยใจคอของคนเรามันแสดงออกกันตั้งแต่เด็กกว่านั้นแล้ว การแต่งเรื่องให้ครูสอนพิเศษเป็นคนสอนสิ่งต่างๆ ให้พระเอกนี่ ให้ความสำคัญเกินเหตุกับตัวละครที่ตัวเองสร้างเกินไป แล้วจำเป็นต้องมีบทเด็กผู้หญิงมาให้พระเอกปิ๊งด้วยหรือ รู้ว่าสมัยนี้ต้องมีเรื่องรักเข้ามาปนนักอ่านถึงจะชอบ แต่ประเด็นอะไรที่แค่เขียนเพื่อให้ขายได้ แล้วไม่ได้เข้ากับเรื่องต้นฉบับเลยนี่ก็เกินไป

สรุปว่า เรื่องนี้เอาไว้ให้เด็กวัยรุ่นอ่านเล่นได้ แต่ไม่คู่ควรกับการใช้ชื่อ เชอร์ล็อก โฮลมส์ เลยสักนิด

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

Cloaked - Alex Flinn

คะแนน : 6.5

เพราะดูหนัง Beastly ก็เลยนึกถึง Alex Flinn ขึ้นมาอีกครั้ง ก็ลองดูอีกสักเรื่อง กับนิยาย YA ที่ดัดแปลงมาจากเทพนิยาย ในเล่มนี้คือเรื่องของ จอห์นนี่ เป็นนายตัวห่วย ที่ไม่ขั้นเทพด้วย (นอกเรื่องนิดนึง Suck Seed สนุกดีนะคะ หัวเราะจนน้ำตาไหลหลายฉากเลย ฉากซึ้งก็ดี) เขาเป็นเด็กหนุ่มยากจน ช่วยงานที่บ้านเป็นช่างซ่อมรองเท้าในโรงแรมที่ฟลอริด้า วันหนึ่งมีเจ้าหญิงจากยุโรปมาพัก และขอร้องให้เขาช่วยตามหาพี่ชายที่ถูกสาปให้กลายเป็นกบ พร้อมกับมอบผ้าคลุมกายสิทธิ์ให้ ถ้าทำสำเร็จ เจ้าหญิงจะยอมแต่งงานด้วย จอห์นนี่กับเม็ก เพื่อนผู้หญิงที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยออกผจญภัยตามหาเจ้าชาย เจอหงส์ที่เป็นคนถูกสาป ตามหานกในกรงทองให้หมาจิ้งจอกพูดได้ ไปเจอแม่มดตามล่า สู้กับยักษ์ มีเอลฟ์ช่วยทำรองเท้า ฯลฯ

ใน Cloaked ไม่ได้เอามาจากนิทานเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ผสมปนเปกันมาหลายเรื่องมาก ก็เลยรู้สึกมั่วน่าดู แถมเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดังอีก ตอนอ่านก็จะรู้สึกรำคาญใจนิดหน่อย นั่งนึกว่าฉากนั้นฉากนี้มาจากเรื่องอะไร แต่ก็นึกไม่ออกหรอก จนครึ่งเรื่องก็หมดความสนใจว่ามันมาจากเรื่องอะไรบ้าง อ่านๆ ไปให้จบงั้นแหละ ไม่สนุก เรื่องกระโดดไปมา แล้วก็อ่อนเหตุผล ตอนเป็นเด็กอ่านนิทานอาจจะไม่รำคาญ แต่โตแล้วมาอ่านอะไรแบบที่ตัวละครในนิทานทำโง่ๆ ก็รู้สึกรับไม่ค่อยได้ อย่างที่เวลามีคนหรือสัตว์พูดได้เตือนว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อีตาพระเอกก็ยังทำ อ่อนใจจริงๆ ไม่ไหว~ เป็นคนยุคปัจจุบันแต่ทำตัวไม่รู้ความ พระเอกอายุ 17 หรือ 7 ขวบเนี่ย เฮ้อ งั้นๆ มากเลยเรื่องนี้

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

A Gathering Light - Jennifer Donnelly

คะแนน : 8.25

นี่เป็นนิยายเล่มแรกของ Jennifer Donnelly ที่ได้แรงบันดาลใจจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงเมื่อร้อยปีก่อน เป็นเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งชื่อแมตตี้ ที่ทำงานอยู่ในโรงแรม วันหนึ่งมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งถูกนำขึ้นจากทะเลสาบ ก่อนตายเธอผู้นั้นฝากจดหมายให้แมตตี้เอาไปเผา เมื่อแมตตี้ค่อยๆ อ่านจดหมายพวกนั้น ก็ทำให้เธอคิดถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา และนำไปสู่การตัดสินใจอนาคตของตัวเธอเมื่อถึงตอนสุดท้าย นิยาย YA แนว coming-of-age เล่มนี้ได้รางวัล Carnegie Medal 2003 ด้วย ชื่อเดิมของเรื่องนี้ในฉบับ US คือ A Northern Light แต่เปลี่ยนชื่อเป็น A Gathering Light ใน UK เพราะชื่อมันซ้ำกับหนังสือ His Dark Materials #1

ไม่รู้จะพูดถึงหนังสือเล่มนี้ยังไง อ่านแล้วมันทำให้ความคิดเรากระจัดกระจาย เหมือนถ้อยคำในหนังสือเล่มนี้ส่งสัญญาณสมอง ไปเที่ยวรื้อค้นในบริเวณเซลล์แห่งลิ้นชักความทรงจำของเราจนวุ่นวาย เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นนักอ่าน ตอนที่เธอนึกถึงเรื่องชีวิตกับการอ่านของเธอไป มันก็ทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ชีวิตและการอ่านของเราไปด้วย เพราะฉะนั้นโพสต์นี้คงจะมั่วๆ น่าดู

ที่จริงเรื่องนี้น่าติดตามแต่เริ่ม แต่พออ่านไปสักพัก เราก็เริ่มอ่านเล่มนี้ช้าลงเรื่อยๆ บางทีอ่านจบไปย่อหน้าหนึ่ง ก็ต้องอ่านวนซ้ำย่อหน้านั้นอีก เพราะมันโดน จนในที่สุดก็เริ่มรู้ว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแบบเร็วรวดเดียวจบไม่ได้แล้ว มันต้องค่อยๆ ละเลียด บางทีอ่านไปหนึ่งหน้าก็นั่งคิดอะไรไปสิบนาที จบบทก็ต้องวาง ได้สักหนึ่งในสามก็ต้องไปนอนสักคืน ให้เวลามันตกผลึก

เราเริ่มต้นอ่าน Jennifer Donnelly จากชุดกุหลาบ มันทำให้เรารู้ว่า เธอเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้สนุก แต่พอมาย้อนอ่าน A Gathering Light มันทำให้เรารู้ว่าเธอเขียนหนังสือดี เราก็ไม่ค่อยอยากดูถูกตัวเองว่า ไอ้ที่เราชอบอ่านปกตินี่มันไม่ค่อยมีคุณค่า แต่พอได้อ่านเรื่องที่มันเป็นแบบหนังสือดีจริงๆ เข้า ก็อดสำนึกตัวเองหน่อยไม่ได้ ปกติชอบอาหารขยะจั๊งค์ฟู้ดเพราะมันอร่อย แต่เล่มนี้มันเหมือนอาหารครบ 5 หมู่ อุดมด้วยแร่ธาตุวิตามินพร้อมใยอาหารยังไงไม่รู้ สนุกมั้ยมันเหมือนจะไม่สนุก แต่มันก็ไม่น่าเบื่อสักนิด และอ่านแล้วรู้สึกว่ามันดีจริงๆ

นิยายเริ่มต้นด้วยการดึงความสนใจของเราได้ตั้งแต่แรก หลังการเปิดเรื่องด้วยจดหมายจากผู้ตาย ซึ่งแมตตี้ยังหาโอกาสเอาไปเผาไม่ได้ เรื่องก็เริ่มตัดสลับเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต ก่อนหน้าที่แมตตี้จะมาทำงานสาวใช้ที่โรงแรม เธออาศัยอยู่ที่บ้านไร่ แม่เพิ่งป่วยตายไปไม่นาน พ่อกลายเป็นคนขมขื่นเจ้าอารมณ์ เธอต้องช่วยดูแลน้องๆ และรับภาระดูแลช่วยงานในบ้านมากมาย เรื่องเล่าให้เห็นภาพชีวิตชาวนาชาวไร่ฝรั่งสมัยก่อนได้ชัดเจนดีจัง แจ่มชัดเหมือนเรื่องชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ แต่มันไม่สดใสร่าเริงแบบนั้น อารมณ์เรื่องนี้มันเป็นชีวิตแบบเหนื่อยยากลำบากลำบน

อ่านแล้วนึกถึงหนังสือนอกเวลาที่ได้อ่านสมัยเด็ก อย่างพวก "สร้อยทอง" กับ "คนเผาถ่าน" นิยายที่ใช้ฉากอดีตของไทยส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องชาววัง ชาวเมือง อ่านเรื่องนี้แล้วอยากอ่านเรื่องชาวบ้านไทยสมัยก่อนมั่ง มันมีเรื่องไหนดีๆ แนะนำอีกมั่งมั้ยเนี่ย ไม่ต้องเศร้ารันทดแบบนั้นก็ได้ แล้วไม่เอาแบบคนรวยปลอมเป็นชาวบ้านแบบเรื่องกะทินะ อิอิ เราว่า ถ้าใครอ่าน "ความสุขของกะทิ" แล้วก็น่าจะไปอ่านวิจารณ์ของ คำ ผกา ในนิตยสาร "อ่าน" ด้วยนะ ตลกสนุกดี จริงๆ เราก็โอเคกับกะทิ เป็นหนังสือซีไรต์เล่มเดียวในยุคหลังที่อ่าน หลังจาก "อมตะ" ทำให้เราเลิกอ่านซีไรต์ เพราะคิดว่าได้แค่นี้เหรอ อ่านคำชมกรรมการว่าไอเดียใหม่สร้างสรรค์อย่างโน้นอย่างนี้ แต่เราว่าเราเคยอ่านนิยายฝรั่งหรือการ์ตูนพล็อตแบบนั้นมาเป็นสิบๆ ปีแล้วนะ อืมม์ ปากพาซวยมั้ยเนี่ย จริงๆ ไม่ค่อยอยากวิจารณ์หนังสือไทย กลัวเหมือนว่าเอาเท้าราน้ำ ชอบดูพรีเมียร์ลีก ไม่เชียร์พรีเมียร์ไทย ก็กรุณาเงียบไป อย่าดูถูก อะไรยังงี้ แต่บางทีก็อดไม่ได้

แล้วปกติเราอ่านหนังสือไม่ค่อยเลือกหนังสือรางวัล เลือกหนังสือขายดีมากกว่า อย่างหนังสือซีไรต์ เราก็อ่านไปได้แค่ครึ่งเองมั้ง เพราะเท่าที่ผ่านมา มีหนังสือซีไรต์แค่เรื่องเดียวที่เรารู้สึกว่ามันมี impact กับชีวิตเรา คือ "คำพิพากษา" แบบอ่านจบแล้วเกลียดโลกเกลียดสังคมไปสิบวัน จนตอนนี้เวลาจะชี้นิ้วประณามใครบางทียังต้องมียั้ง หวังว่าเราไม่เป็นแบบพวกชาวบ้านในเรื่อง

กลับเข้าฝั่งดีกว่า แมตตี้เป็นเด็กสาวที่รักการอ่าน มันทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับเธอตั้งแต่แรกเลย ทุกวันเธอจะเปิดดิกชันนารี แล้วก็เล่นเกม Word of the Day ความรักในถ้อยคำของแมตตี้นี่มันแสดงออกชัดผ่านตัวหนังสือในเรื่อง มีย่อหน้าหนึ่งที่แมตตี้บรรยายชีวิตกับงานในบ้านในไร่อันน่าเบื่อของเธอ ด้วยคำกริยายาวเหยียดแบบไม่ซ้ำ 20-30 คำ อ่านแล้วขำเลย สมเป็นคนที่บอกว่ามีงานอดิเรกสะสมคำจริงๆ ในเรื่อง คุณครูบอกว่า แมตตี้มีพรสวรรค์ในการเขียนและการใช้คำ เราว่า Jennifer Donnelly รับคำชมนั้นแทนแมตตี้ได้เลย

แมตตี้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน เราก็เคยอยากเป็นนักเขียนนะ ตอน ม.1 เคยแอบนั่งแต่งเรื่องในชั่วโมงเรียน ทั้งชั่วโมงได้ 3 บรรทัด ยังไม่ได้ย่อหน้าแรกเลย เลยรู้ตัว หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีความคิดอยากเป็นนักเขียนนิยายอีกเลยในชีวิต จบกันความฝันแสนสั้นหนึ่งวันของเรา ฮ่าฮ่า เพราะฉะนั้นอย่างน้อยเรานับถือคนที่เขียนจนมันออกมาเป็นเล่มได้นะ เวลาให้คะแนนหนังสือ อย่างต่ำก็เริ่มที่ 5 ค่าที่เขียนออกมาจบ

เทคนิคการเขียน/การเล่าเรื่องของนิยายเล่มนี้เทพมาก เนื้อเรื่องเล่มนี้ ดำเนินเรื่องสลับกันระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบันที่แมตตี้อยู่ในโรงแรม กับเรื่องชีวิตก่อนหน้าของแมตตี้ ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตห่างไกลอะไร เป็นช่วงเวลาก่อนหน้าสัก 4 เดือนเท่านั้น เวลาที่ตัดสลับไปมาในแต่ละบท จะถูกแบ่งแยกด้วยคำ ไม่ใช่เลขไม่ใช่เวลา/วันที่ ถ้าเป็นเหตุการณ์ช่วงที่แมตตี้ยังอยู่ที่บ้าน บทนั้นจะถูกขึ้นต้นบทด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษที่เป็น Word of the Day ของเธอ แล้วคำศัพท์นั้นก็จะสะท้อนเนื้อเรื่องบทนั้นไปด้วย เป็นวิธีที่เรียบง่าย แต่สร้างสรรค์ และซ่อนความหมาย แบบไม่น่าเชื่อเลย เล่นคำนิดเดียวเอง สุดยอด

แล้วการเล่าเรื่องแมตตี้ในช่วงเวลาต่างกันไปพร้อมกัน ทำให้เรื่องน่าติดตามได้ ทั้งๆ ที่เนื้อเรื่องจริงๆ ของเรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย แค่ชีวิตธรรมดาของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มาถึงทางแยกของชีวิตว่า อยากใช้ชีวิตตามความฝัน ไปเรียนต่อวิทยาลัย แต่ก็มีความเสี่ยงกับชีวิตไม่แน่ไม่นอน ในยุคที่บทบาทของผู้หญิงยังไม่ได้รับการยอมรับ หรือจะยอมรับภาระหน้าที่ กับชีวิตที่เป็นอยู่ และแต่งงานกับชายหนุ่มเพื่อนบ้านไป ทางเลือกนี้ถูกนำเสนออย่างสมจริงมาก ชีวิตมันไม่ง่ายเลย การดำเนินเรื่องไปเนิบๆ เรียบๆ ไม่มีอะไรหวือหวา เวลาเจอปัญหาในเรื่อง ก็ไม่มีฟูมฟายดราม่า แต่ด้วยน้ำเสียงสงบเงียบๆ ของเรื่อง เหมือนทำให้เรื่องละเอียดละเมียดลึกซึ้ง แทรกเข้ามาในอณูใจได้เลย

เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าค่อยๆ ถูกปล่อยออกมา แทรกด้วยช่วงปัจจุบันกับการแอบอ่านจดหมายผู้ตายเป็นระยะ แล้วเส้นเวลาในเรื่องก็จะค่อยๆ มาบรรจบกัน เรื่องราวในจดหมายก็ไม่ได้ซับซ้อนพิสดารอะไรเลย ตอนอ่านรู้สึกธรรมดา แต่ตอนจบ หมายเหตุผู้แต่ง เธอบอกว่าเป็นจดหมายจริง ที่เธออ่านแล้วประทับใจสะเทือนใจกับมันมาก จนเป็นที่มาของนิยาย พอนึกย้อนก็ค่อยรู้สึกว่า เออ มันเป็นจดหมายที่สะท้อนความรู้สึกผู้หญิงในสถานการณ์นั้นออกมาชัดดี

เราว่าคนที่อ่านนิยายเรื่องนี้แต่ละคน คงจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน มันเป็นนิยายชีวิตแบบที่ผู้อ่านรับรู้เนื้อหาได้ไม่เหมือนกัน แปรผันตามประสบการณ์ชีวิตของคนนั้นเอง ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นอ่าน ก็คงได้มุมมองอีกแบบ พอเป็นผู้ใหญ่มาอ่านก็คงอีกแบบ แล้วแบบเราอ่าน ก็พาฟุ้งซ่านไปเลย ที่เขียนมานี่ยังไม่ได้ 1/10 ของความคิดที่ผ่านสมองเราตอนอ่านเรื่องนี้เลย

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

Revolution - Jennifer Donnelly

คะแนน : 8

แอนดี้ เด็กสาวคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน ที่กำลังเศร้าเสียใจกับการตายของน้องชาย และไม่สนใจการเรียนจนโรงเรียนเตือนว่าจะถูกไล่ออก พ่อที่เป็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลด้าน DNA ต้องไปทำงานที่ฝรั่งเศส เพื่อตรวจสอบว่าหัวใจที่อยู่ในโถแก้วที่บอกว่าเป็นของหลุยส์ที่ 17 ลูกชายของมารีอังตัวเนตต์นั้นเป็นของจริงหรือเปล่า พ่อก็เลยพาตัวแอนดี้มาปารีสด้วย แอนดี้ได้เจอไดอารี่ของเด็กสาวคนหนึ่งชื่ออเล็กซานดริน ที่มีชีวิตเกี่ยวพันกับเจ้าชายน้อยผู้นั้น

นิยาย YA ของ Jennifer Donnelly เรื่องนี้ ไม่เหมือนเรื่องซีรีส์กุหลาบเลย อารมณ์ต่างกันเยอะ เป็นนิยายสะท้อนปัญหาชีวิตวัยรุ่นที่บ้านแตกสาแหรกขาด + นิยายอิงประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส + Time Travel (รึเปล่า?) ถึงจะไม่ดราม่าพลิกไปมา แต่เรื่องนี้ก็เขียนได้ดี น่าติดตาม

Revolution ขึ้นต้นเรื่องอย่างช้าๆ แนะนำให้เรารู้จักตัวแอนดี้ ที่กำลังประสบปัญหาชีวิตขนาดหนัก น้องชายตาย แม่เสียสติ พ่อทิ้งพวกเธอไปแต่งงานใหม่ และกำลังจะมีลูกใหม่ เครื่องปลอบใจอย่างเดียวที่มีคือดนตรี เนื้อเรื่อง 20% แรก แทบไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย มีแค่ไปโรงเรียนแล้วก็กลับบ้าน เรื่อง The Tea Rose กินเวลาเป็นสิบปีในเล่ม แต่เวลาใน Revolution นั้นแค่ไม่กี่วัน ดำเนินเรื่องด้วยเวลาในระดับเข็มวินาที บรรยายละเอียดมาก แต่เราว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ผู้แต่งใช้ได้คุ้มค่า ทุกนาทีมีความหมาย เพราะมันทำให้คนอ่านแคร์ตัวละคร เราไม่ได้แค่เห็นแอนดี้จมอยู่กับความรู้สึกผิด หดหู่ และวูบๆ กับความคิดฆ่าตัวตาย แต่เรารู้สึกเจ็บปวดไปกับเธอด้วย เหมือนผู้แต่งพาเราไปสัมผัสประสบการณ์ของแอนดี้ตรงๆ ความคิดความรู้สึกของเธอบรรยายได้ดีมากเลย

พอมาถึงปารีส เนื้อเรื่องก็เริ่มตัดสลับระหว่างแอนดี้ในยุคปัจจุบัน กับเรื่องราวของอเล็กซ์ที่อยู่ในไดอารี่ ก็นำพาเราไปสู่ช่วงเวลาของการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน อเล็กซ์เป็นเด็กสาวที่โชคชะตาบันดาลให้ได้มีโอกาสมาเป็นพี่เลี้ยงของเจ้าชายหลุยส์-ชาร์ลส์ รัชทายาทฝรั่งเศส ช่วงนี้ ผู้แต่งผสมตัวละครจริงในประวัติศาสตร์กับตัวละครที่แต่งเองอย่างกลมกลืน อ่านจบแล้วต้องค่อยๆ มาเช็คว่าคนนั้นคนนี้มีจริงรึเปล่า ตัวสำคัญคือนักประพันธ์เพลงนี่แต่งเอง แต่รู้สึกว่าอย่างเนียนเลย เล่าประวัติซะเป็นจริงเป็นจังอย่างกับเรื่องจริง เรื่องหัวใจของโดแฟ็งเราเคยดูสารคดีเรื่องนี้ในเคเบิลทีวี ก็เลยรู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว ไม่งั้นก็คงลุ้นกว่านี้หน่อย

ช่วงท้ายมีแอกชั่นเกิดขึ้นสนุกน่าสนใจดี แต่แอบคิดว่าให้เวลาน้อยไปหน่อยมั้ยจะจบเรื่องอยู่แล้ว แต่ก็โอเคน่ะ บทสรุปก็สมจริงดี ไม่เศร้าเกินไป แต่ก็ไม่ใช่เทพนิยายที่ทุกอย่างจะลงท้ายแฮปปี้ไปหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Extras - Scott Westerfeld

คะแนน : 8.5

สนุกมากๆ เกินความคาดหมาย ชอบเรื่องนี้มากกว่าไตรภาค Uglies เดิมซะอีก เรื่อง Uglies กำลังสร้างเป็นหนัง สามเล่มแรกนี่มีแปลไทยไปหมดแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเล่มนี้มีแปลรึยัง ใน Extras เป็นเหตุการณ์ภายหลังการปฏิวัติโลกของแทลลี่ ยังบลัด ผ่านมาสามปี นครต่างๆ ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง

ในเมืองที่เป็นฉากของเล่มนี้ เป็นเมืองญี่ปุ่น ไม่มีการแบ่งแยกพวกพริตตี้กับอั๊กลี่อีกต่อไป แต่กลับเกิดการแบ่งชนชั้นแบบใหม่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Reputation Economy ทุกๆ คนจะมี Face Rank ของตนเอง ผู้ที่มีชื่อเสียงมากอยู่ในลำดับต้นๆ ก็จะได้สิทธิพิเศษมากตามไปด้วย แต่ละคนก็จะต้องพยายามทำให้ชื่อของตัวเองถูกคนอื่นพูดถึงเยอะๆ ตัวเอกในเล่มนี้คือ อายะ เด็กสาวอายุ 15 ปี ที่ตอนนี้อันดับ Face Rank อยู่ที่สี่แสนกว่า อายะจังก็อยากเด่นอยากดังเหมือนคนอื่น ไปไหนต่อไหนก็มีกล้องโฮเวอร์แคมบินตามเพื่อถ่ายวิดีโอ พยายามจะเป็นนักข่าวสมัครเล่น หาเรื่องน่าสนใจมาลง Feed ตัวเอง เพื่อให้มีคนลิงก์ต่อไปเยอะๆ ภาคออริจินอลเล่นเรื่องความบ้ารูปร่างหน้าตา เล่มนี้เล่นความบ้าชื่อเสียง ไอเดียจากกระแสเว็บแนว Social Network กับพวก Page Rank ของ google

ภาคที่แล้วมีตัวร้ายชัดเจน มันก็เลยพอจะดูทิศทางการดำเนินเรื่องออก แต่ Extras ต่างไป เล่มนี้เดาทางไม่ถูกเลย ไม่รู้จะเป็นเรื่องแนวไหน ตอนเริ่มอ่านก็รู้สึกว่าน่าสนใจตั้งแต่เริ่มแล้วล่ะ แต่ช่วงต้นๆ ก็ยังนึกว่า เพราะผิดหวังมาจาก Lady of Quality ที่เอามาคั่นจังหวะการอ่านชุดนี้เพื่อเบรกอารมณ์จะได้ไม่เบื่อ เอาเรื่องไหนมาอ่านต่อ มันก็คงรู้สึกสนุกขึ้นทั้งนั้นแหละ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น เล่มนี้สนุกจริงๆ มีแอกชั่นลุ้นหลายที โดยเฉพาะฉากที่ถึงก่อนบทชื่อ SHAFTED ทำเอาหัวใจกระตุกวูบ ลุ้นมาก ฉากไล่ล่าด้วยโฮเวอร์บอร์ดก็สนุก ไม่อยากพูดถึงเนื้อเรื่องเยอะกว่านี้ เพราะมันมีจุดหักเหพลิกไปพลิกมาหลายที สนุกมากๆ เลย แต่ไอ้ตอนพลิกช่วงสุดท้ายตอนจบทำเอากร่อยไปหน่อย แหม มันบิลท์เรื่องมาซะดี กำลังรู้สึกลุ้นมันส์ๆ ดันกลายเป็นอย่างนั้นซะได้

เห็นรีวิว Amazon เรื่องนี้ได้ดาวน้อยลงกว่าเล่มอื่นในซีรีส์หน่อย เพราะเรื่องมันไม่ค่อยเหมือนกัน มีคนบ่นว่า ไม่ชอบที่ตัวเอกไม่ใช่คนเดิม เรากลับตรงกันข้ามเลย เราชอบอายะ รู้สึกว่าอายะตลกดี ทำไมถึงใช้คำว่าตลกก็ไม่รู้ อายะไม่ได้พูดเรื่องโจ๊กหรือเป็นเด็กติงต๊องเลย เวลาคุยกับพี่ชาย ชื่อฮิโระ ก็เถียงกันซะเยอะ จริงๆ พฤติกรรมก็คล้ายแทลลี่น่ะแหละ แต่เรารู้สึกว่า อายะเป็นเด็กๆ กว่า ดูจริงใจ ตรงไปตรงมา ไร้สาระแบบเด็กๆ ก็เลยขำๆ มั้ง มีการตั้งชื่อโฮเวอร์แคมตัวเองด้วย ชื่อ Moggle ชอบไอ้กล้องบินขนาดเท่าลูกฟุตบอลตัวนี้แฮะ รู้สึกมันน่ารักดี อารมณ์คล้ายชอบ R2-D2 และเราชอบบทของแทลลี่ในเล่มนี้มากกว่าแทลลี่ในเรื่องของตัวเองซะอีก แนวๆ ดี อายะเรียกแทลลี่ว่า แทลลี่-ซามะ ท่านแทลลี่ ฮ่าฮ่า

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

Uglies - Scott Westerfeld

คะแนน : 7.5

นิยาย YA action/sci-fi เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแนว Dystopia คือ เรื่องที่ใช้ฉากโลกอนาคตที่ชีวิตคนถูกปกครองโดยการควบคุมเข้มงวด แบบเรื่อง 1984 หรือเรื่อง Hunger Games ก็เป็นแนวนี้ หรือจะเป็นหนังอย่างพวก Matrix ก็ใช่

Uglies เป็นเรื่องในโลกอนาคตประมาณ 300 ปีข้างหน้า มนุษย์ถูกแบ่งเป็น 2 จำพวก คือ พวกอั๊กลี่กับพวกพริตตี้ อั๊กลี่คือเด็กธรรมดาที่ยังไม่ผ่านการแปลงโฉม เมื่อทุกคนอายุครบ 16 ปี ก็จะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาให้สวย แล้วจึงจะเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองของพวกพริตตี้ และได้สิทธิพิเศษต่างๆ เป็นพลเมืองสมบูรณ์ ตัวเอกคือ แทลลี่ ยังบลัด ที่กำลังจะอายุครบ 16 ในอีก 3 เดือน เธอแอบเข้ามาในเมืองของพริตตี้ เพื่อพบกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เพิ่งเปลี่ยนเป็นพริตตี้ไป ขากลับเธอก็ได้พบกับเชย์ สาวอั๊กลี่อีกคนหนึ่งที่ไม่อยากกลายเป็นคนสวย และนั่นนำชีวิตแทลลี่เข้าทางผกผัน สู่การผจญภัยโลดแล่นโดดดิ่งวูบวาบขึ้นลงแบบโรลเลอร์โคสเตอร์

ครึ่งเล่มแรกสนุกมาก เนื้อเรื่องประชดประชันเสียดสีสังคมปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตา ต้องทำศัลยกรรม ให้หน้าตาออกมาพิมพ์เดียวกัน รูปร่างก็ต้องหุ่นดีห้ามอ้วน เลยแต่งเรื่องให้อนาคตโดนบังคับทำสวยหล่อซะเลย แถมมีการหลอกด่าการใช้ชีวิตยุคปัจจุบันของพวกเราไปหลายที การบริโภคทรัพยากรฟุ่มเฟือย ตัดต้นไม้ทำลายป่าเอาไปทำทุ่งเลี้ยงสัตว์ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ทำสปีชีส์สูญพันธ์ไปไม่รู้เท่าไหร่ แลกกับเนื้อทำแฮมเบอร์เกอร์ หายนะของคนยุคเราซึ่งถูกเรียกว่า พวก Rusty ก็มาจากการใช้น้ำมัน

แต่พอเลยกลางเรื่องไปหน่อย ช่วงที่พยายามจะใส่เรื่องความรักเข้ามา มันดูฝืนและก็ขัดๆ เหมือนเพิ่งนึกได้ว่าควรต้องใส่มาเพื่อเอาใจนักอ่านสมัยนี้ ช่วงนี้ไม่ค่อยชอบพฤติกรรมตัวละครทั้งตัวเอกและพวกคนอื่นซะเท่าไหร่ อ่านแล้วอืดไปนิด แต่พอเข้าช่วงท้ายเรื่อง ฉากแอกชั่นมันส์มาก จบเรื่องแบบต้องไปลุ้นต่อเล่มสอง แต่ว่าโดยรวมๆ แล้วเฉพาะเล่มหนึ่ง ยังไม่ได้ทำให้ประทับใจซีรีส์นี้มากเท่าไหร่

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Gallagher Girls 3 & 4 - Ally Carter

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นนั่งดู Harry Potter Marathon ไป ตอนแรกก็ไม่ตั้งใจ แต่พอไปดูโรงภาค 7.1 กลับมา ก็อดเอาแผ่นภาคก่อนๆ มาดูไม่ได้ พอย้อนดูภาค 1 นักแสดงยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกน่ารักดี เรื่อง Harry Potter นี่มีมนต์เสน่ห์สำหรับเราจริงๆ รู้สึกเหมือนตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกครั้งที่เอามาอ่านหรือเอามาดูใหม่

Don't Judge a Girl by Her Cover (Gallagher Girls #3)
คะแนน : 7.5

ในเล่มสาม แคมมี่รับคำเชิญมาเป็นเพื่อนเมซี่ในขบวนหาเสียง ที่พ่อเมซี่ลงเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดี แต่แล้วก็มีกลุ่มคนลึกลับพยายามจะบุกมาลักพาตัวเมซี่ไป นักเรียนกัลลาเกอร์สาวสองคนเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด เมื่อเปิดเทอมใหม่ เมซี่จึงต้องมาเรียนโดยมีผู้คุ้มครองติดตามมาอยู่ในโรงเรียนด้วย อันตรายยังไม่หมดไป เพราะเมซี่จำเป็นต้องออกไปทัวร์หาเสียงเป็นระยะๆ แคมมี่กับเพื่อนๆ จึงตกลงกันว่า จะช่วยกันติดตามดูแลเมซี่

แคมมี่อายุ 16 ขึ้นชั้นจูเนียร์แล้ว จู่ๆ เล่มนี้ เนื้อเรื่องก็ซีเรียสขึ้นมาเฉยเลย จากสองเล่มก่อน นี่เป็นเรื่องสปายเด็กๆ ไม่เคยมีอันตรายจริงจัง เนื้อเรื่องช่วงไคลแม็กซ์ก็เป็นเรื่องปฏิบัติการในการสอบปลายภาค แต่เล่มนี้เปิดเรื่องมาก็เริ่มเอาจริงแล้ว ตัวละครได้ออกนอกโรงเรียนบ่อยขึ้น ตอนแรกๆ ก็อ่านสนุกอยู่ มีตัวละครใหม่น่าสนใจเพิ่มมา แต่พอถึงสัก 1/3 เรื่องก็ยวบลงไปเลย แคมมี่กับเพื่อนเจอแต่คำถามที่พวกเธอหาคำตอบไม่ได้ กลุ่มบุคคลลึกลับนั้นเป็นใคร มีเป้าหมายอะไร ถามแม่ ถามครู ก็ไม่มีใครยอมตอบ แซคก็ทำตัวน่าสงสัยผลุบโผล่มาพูดจาโยกโย้น่ารำคาญ ผู้แต่งทิ้งคนอ่านให้อยู่ในความมืดนานเกินไป ส่งมาแต่ปริศนาถมๆ กันแต่ไม่มีเฉลยมาบ้างเลย คนอ่านก็เบื่อนะ ไม่รู้อะไรสักอย่าง จนตอนจบก็ไม่ได้เรียกว่าเฉลยเลยนะนั่น ว่าตกลงไอ้องค์กรบ้านี่มันอะไร ค้างไว้เฉยๆ รอเล่มหน้า สรุปว่า ในด้านตัวละครยังน่าอ่าน ฉากที่เป็นเรื่องมิตรภาพของเพื่อนๆ อบอุ่นดี ฉากแอกชั่นก็โอเค แต่หย่อนด้านพล็อต

Only The Good Spy Young (Gallagher Girls #4)
คะแนน : 7.5


เล่มสี่ ช่วงปิดเทอม แคมมี่ไปพักกับครอบครัวเบ็กซ์ที่อังกฤษ แคมมี่พบว่า ตัวเองตกเป็นเป้าหมายการปองร้าย คนที่เคยคิดว่าเป็นพวกเดียวกันคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ เมื่อกลับมาโรงเรียน พบอาจารย์คนใหม่ แม่ของแคมมี่ถูกรั้งตัวไว้ โรงเรียนถูกเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดขึ้น และบรรดาทางลับที่แคมมี่ใช้หลบออกนอกโรงเรียนถูกไล่ปิดตายหมด แคมมี่กับเพื่อนจะทำยังไง

เล่มนี้เป็นเรื่องสปายจริงจังขึ้นอีก เล่มที่แล้วมีคนถูกยิง เล่มนี้มีพูดถึงว่ามีสายลับคนอื่นตาย ถึงจะไม่เห็นในเรื่องก็เถอะ ฉากแอกชั่นสนุก แต่เนื้อเรื่องไม่ค่อยสมเหตุสมผล ทำไมจะต้องพูดเป็นรหัสซับซ้อนขนาดนั้น บอกมาเลยไม่ได้เหรอ แล้วเราไม่ค่อยชอบเนื้อเรื่ององค์กรลับนี่เลย คือเข้าใจว่า ผู้แต่งพยายามแต่งพล็อตใหญ่ที่เป็นแกนสำหรับซีรีส์นี้ขึ้นมา สำหรับเล่มที่เหลืออีก 2 เล่มด้วย สนุกมันก็สนุกนะ แต่รู้สึกว่าเรื่องมันไม่น่ารักแล้ว อารมณ์มันยังไม่ลงตัวน่ะ ถ้ามีองค์กรลับระดับนั้นจริง กลุ่มเด็กนักเรียนไม่กี่คนปราบได้มันก็ตลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Cross My Heart and Hope to Spy - Ally Carter

คะแนน : 8

เพราะอ่านเล่ม 1 จบแล้วชอบ ก็เลยเข้าไปดูในเว็บของเรื่องนี้ก็เลยเจอข้อมูลที่ตัวเองเขียนผิดๆ ไปซะแล้ว ขอแก้ข่าว เรื่อง Ally Carter กับ Jennifer Crusie นะคะ อ่านหน้าเว็บ wiki ผ่านๆ แล้วเข้าใจผิด ทีหลังต้องระวังกว่านี้ ระแวงเลยค่ะว่าแล้วไอ้ที่ผ่านๆ มาเรามั่วไปเยอะแค่ไหนแล้วเนี่ย ยังไงถ้าใครเจอเราเขียนผิดตรงไหนช่วยบอกหน่อยนะคะ จะได้แก้ข้อมูล

เล่ม 2 ของ Gallagher Girls เหตุการณ์สำคัญในเล่มนี้ก็คือ ในเทอมใหม่นี้ มีกลุ่มนักเรียนชายจากโรงเรียนสปายอีกแห่งมาเรียนด้วย ก็เลยสร้างความตื่นเต้นให้นักเรียนโรงเรียนหญิงล้วนอย่างกัลลาเกอร์ได้มาก แคมมี่ก็ได้เจอเด็กผู้ชายคนใหม่ชื่อแซค อ่านแล้วช่วงแรกรู้สึก drop ไปนิด คงเพราะอารมณ์แปลกใหม่กับโรงเรียนสปายหายไปแล้ว แต่พอครึ่งเล่มหลังก็สนุกขึ้นมาก อ่านแล้วอยากให้เรื่องนี้ถูกสร้างเป็นหนังจัง แต่เราก็ไม่ได้มองมันถึงระดับหนังใหญ่นะ มันไม่ได้ดูมีเรื่องราวมากขนาดนั้น แค่ประมาณมินิซีรีส์โทรทัศน์ก็น่าจะสนุกดี

พูดซ้ำอีกครั้งว่าเราชอบตัวละครในเรื่องนี้ แคมมี่น่ารัก เพื่อนๆ รูมเมทก็ดีทุกคน
เบ็กซ์ = เด็กอังกฤษ ลูกสายลับ MI6 นักเรียนต่างชาติคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์โรงเรียนกัลลาเกอร์
ลิซ = เด็กอัจฉริยะ เจ้าของสถิติคนอายุน้อยที่สุดที่มีบทความตีพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American เมื่อตอน 8 ขวบ
เมซี่ = ลูกสาววุฒิสมาชิก อดีตเด็กมีปัญหาย้ายโรงเรียนมานับไม่ถ้วน
เป็นกลุ่มตัวละครที่สร้างเรื่องราวได้สนุกสนานดี
รวมทั้งแม่ของแคมมี่ คุณแม่ยังสาวสุดยอดสปายกับลูกสาววัยรุ่น ชอบที่ผู้แต่งบรรยายฉากสั้นๆ ได้น่าอ่านดี เวลาแคมมี่คุยกับแม่ มีอ้อนมีโอ๋กันนิดหน่อยน่าเอ็นดู

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

I'd Tell You I Love You, But Then I'd Have to Kill You - Ally Carter

คะแนน : 8

ช่วงนี้เราคงจะวนเวียนอยู่กับนิยาย Young Adult นะคะ กำลังติดใจ เราเรียก YA เพราะรู้สึกว่า วรรณกรรมเยาวชนมันฟังดูเป็นหนังสือเด็ก แต่จะให้เรียกนิยายวัยรุ่น ก็ฟังเหมือนหนังสือที่มีหน้าปกแบบการ์ตูนตาหวานไปซะ ยังไม่เจอคำไทยที่ถูกใจ

I'd Tell You I Love You, But Then I'd Have to Kill You หนังสือชื่อยาวเหยียดเล่มนี้ เป็นเล่มแรกของซีรีส์ Gallagher Girls เห็นเรื่องย่อน่าสนใจ ก็เลยอยากลองอ่าน ชื่อ Gallagher ในที่นี้ มาจากชื่อ Gallagher Academy for Exceptional Young Women ซึ่งดูภายนอกเหมือนโรงเรียนประจำที่มีแต่พวกคุณหนูมาเรียน เด็กที่จะมาเรียนโรงเรียนนี้ทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ต้องมีไอคิวเลิศ มีความสามารถพิเศษ แต่ความพิเศษจริงๆ ของโรงเรียนนี้คือ มันเป็นโรงเรียนฝึกหัดสายลับ โดยความร่วมมือกับ CIA !! น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ หน้าปก เด็กใสๆ ใส่เครื่องแบบในโรงเรียนสปาย

แคเมอรอน มอร์แกน เป็นเด็กสาวอายุ 15 ปี ลูกสาวอดีตจารชน CIA กำลังเรียนอยู่ปี 2 ไฮสกูล ร.ร. กัลลาเกอร์ สามารถพูดได้ 14 ภาษา ชื่อรหัสคือ Chameleon เชี่ยวชาญการสะกดรอย แต่พอถึงชั้นเรียนฝึกปฏิบัติการภาคสนาม ได้ออกนอกโรงเรียนไปในเมือง แล้วไปปิ๊งจอช เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งเข้า แคมมี่กลับไม่รู้ว่า เธอควรจะทำตัวยังไงดี

เรื่องนี้เป็นเรื่องสปายเด็กๆ ใสๆ ที่น่ารักมากเลยค่ะ ทั้งๆ ที่เอามาอ่านต่อจาก Hunger Games ตอนแรกอ่านไป HG ก็ไม่ยอมออกจากหัวเราไปง่ายๆ แต่ในที่สุดด้วยความสนุกน่ารักของเรื่องนี้ ก็ดึงความสนใจของเรามาอยู่ที่เรื่องนี้ได้สมบูรณ์ ตัวละครในเรื่องน่ารักทุกคนเลย เราชอบทั้งหมด แคมมี่ กับรูมเมท เบ็กซ์ ลิซ รวมทั้งเด็กใหม่เมซี่ด้วย ชอบแม่ของแคมมี่ที่เป็นครูใหญ่ของโรงเรียน รวมทั้งมิสเตอร์โจ ซอโลมอน อาจารย์วิชา Covert Operations

ชีวิตในโรงเรียนสอนสปาย อ่านแล้วสนุกดี นึกถึงโรงเรียนฮอกวอตส์ที่ไม่สอนเวทมนตร์แต่สอนสปายแทน วิชาที่เรียนน่าเรียนทั้งนั้น สอนถอดรหัส เคมี ภาษาสำคัญทั่วโลก ศิลปะป้องกันตัว เด็กทุกคนสายดำกันหมด นอกเวลาเรียน แคมมี่กับเพื่อนก็ใช้ทางลับ แอบย่องออกนอกโรงเรียนเพื่อมาสอดแนมจอช ด้วยอุปกรณ์สปายไฮเทค การเล่าเรื่องผ่านมุมมองแคมมี่ ตลกดีค่ะ น่ารัก (ใช้คำนี้ไปกี่ครั้งแล้วเนี่ย) สรุปว่าเป็นเรื่องใสๆ ที่อ่านแล้วอารมณ์ดีมากๆ เลย แต่ทีแรกตอนจะให้คะแนนเกือบจะถูกกดลงมา 7.75 แล้วล่ะ เพราะเทียบ Mockingjay แต่ก็ตัดสินใจว่า เอาล่ะ ถ้าไม่ได้อ่านต่อกัน เราคงให้ 8 ไปแล้ว เพราะฉะนั้นยืนตามนั้นค่ะ ตอนนี้ซีรีส์นี้ออกมา 4 เล่มแล้ว ก็คงจะอ่านต่อเลย

Update
ขอโทษเป็นอย่างสูงค่ะ เราอ่านข้อมูลไม่ดีเองเรื่อง Ally Carter กับ Jennifer Crusie ไม่ใช่คนเดียวกันนะคะ เค้าเลือกนามปากกาให้ชื่ออยู่ติดกันเท่านั้น อายจัง ปล่อยไก่หมดฟาร์มเลย ขอแก้ไขข้อความออกนะคะ ขอโทษจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The Hunger Games Trilogy


ยังอยู่ในอารมณ์อินกับหนังสือชุด The Hunger Games ก็เลยใช้เวลานั่งท่องเน็ต หาอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็รู้สึกว่า จากโพสต์ก่อนๆ ยังเล่าความรู้สึกของเราเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้ไม่หมด เพราะฉะนั้นคิดว่า สมควรจะเขียนถึงอีกสักครั้ง ลองไล่ดูในเน็ต อยากอ่านพวกความคิดเห็น อยากฟังว่า คนอื่นคิดยังไงกับหนังสือที่เราชอบมากๆ ชุดนี้บ้าง ในเมืองไทย ทำไมไม่มีใครพูดถึงฮังเกอร์เกมส์สักเท่าไหร่เลยเนี่ย มีคนเขียนถึงอยู่ไม่กี่คน เศร้าจัง ทั้งๆ ที่ในเว็บเมืองนอก เรื่องนี้มีคนพูดถึงกันเยอะมาก แบบเรื่อง Twilight เลย

ที่เว็บบอร์ดเมืองนอก คนชอบเปรียบเทียบ Twilight กับ Hunger Games ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ความจริงสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ทั้งแนวเรื่อง พล็อตเรื่อง อารมณ์ เหมือนอย่างเดียวคือนักอ่านเป็นกลุ่มเดียวกันมั้ง เค้าเลยชอบพูดอ้างอิงกัน เราก็ไม่อยากเปรียบเทียบสองเรื่องนี้เท่าไหร่ มันก็ดีทั้งคู่ แต่ถ้าในความรู้สึกก็ชอบฮังเกอร์เกมส์มากกว่า ตัวละครมีมิติมากกว่า จริงๆ ไม่ค่อยอยากสรุปแบบนี้นะ เดี๋ยวโดนหาว่าเป็นหน้าม้าสำนักพิมพ์ซะอีก คือเคยนานมาแล้วแหละ ไม่เกี่ยวกับ สนพ. ของสองเรื่องนี้หรอก เราโพสต์ในบอร์ดสาธารณะ ชมเรื่องหนึ่ง ติเรื่องหนึ่ง บอกว่าสู้อีกเรื่องไม่ได้ เจอจิกว่าเป็นคน สนพ. คู่แข่งเฉยเลย พอปฏิเสธว่าไม่ใช่ ไม่ได้ทำงานวงการหนังสือ ไม่มีญาติโกโหติกาอยู่สำนักพิมพ์ที่ไหนทั้งสิ้น เค้าก็ยังบอกไม่เชื่ออีก เออ เป็นนักอ่านเมืองไทย แสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้เลยหรือไง ต้องถูกมองว่ามีเจตนาแอบแฝง ^_^; แต่วงการหนังสือต่างประเทศเค้าใจกว้างดีนะ เพราะ The Hunger Games ได้รับคำชมหราบนหน้าปกจาก Stephen King และ Stephenie Meyer เองเลย

จากโครงเรื่อง The Hunger Games ที่บอกว่า จับเด็กมาแข่งฆ่ากัน บางคนฟังปุ๊บ บอกว่าเหมือนนิยาย/การ์ตูน/หนังญี่ปุ่นเรื่อง Battle Royale ปั๊ป ฟังเผินๆ อาจจะเหมือน แต่เราว่า มันคนละอารมณ์กันนะ รายละเอียดต่างกันลิบลับเลย BR รุนแรงมาก รับไม่ค่อยไหว จริงอยู่ The Hunger Games อาจไม่ใช่ไอเดียที่แหวกแนวแบบไม่เคยมีมาก่อน ผู้แต่งบอกว่า มันมีที่มาจาก รีอัลลิตี้โชว์ + สงครามอิรัก + ปกรณัมกรีกเรื่องของวีรบุรุษธีซีอุส ตอนที่เอเธนส์อยู่ใต้อำนาจเกาะครีต และต้องส่งชายหญิงอย่างละ 7 คน ไปเป็นบรรณาการให้มิโนทอร์ฆ่าในเขาวงกต แต่สุดท้ายพอจับไอเดียมารวมกัน ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป มันก็เป็นเรื่องราวที่สนุก และมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่ซ้ำใคร

เท่าที่อ่านคนรีวิว คนอ่านหนังสือชุดนี้มีทั้งวัยรุ่นแล้วก็ผู้ใหญ่ พอๆ กันเลยมั้ง มีแฟนนักอ่านทั้งผู้หญิงผู้ชาย ตอนนี้คนก็กำลังอยากรอดูหนัง แต่หนังเพิ่งกำลังเตรียมสร้างอยู่เท่านั้น นักแสดงยังไม่ได้ตัวเลย แต่แค่การหาว่าใครจะมารับบทแคทนิสก็สร้างข่าวได้เยอะเหมือนกันนะ แล้วฉบับภาพยนตร์ Suzanne Collins จะเป็นคนเขียนบทเองเลย เพราะจริงๆ เธอเป็นนักเขียนบทละครโทรทัศน์มาก่อนอยู่แล้ว มิน่า ในหนังสือ ถึงมีการแบ่งแต่ละเล่มเป็น 3 องก์ องก์ละ 9 บท แล้วตอนจบแต่ละบท มันถึงจบแบบให้ได้ลุ้นตลอด

ใน Amazon เค้า discussion เรื่องนี้กันสนุกดีนะ ถึงแม้ความเห็นจะแตกต่าง แต่ก็ยกเหตุผลมาโต้ตอบกันดี ใน 3 เล่ม เรื่อง Mockingjay จะได้คะแนนโหวตดาวน้อยที่สุด อันนี้ก็เข้าใจได้นะ เพราะอารมณ์มันไม่เหมือนสองเล่มแรก แต่เราก็คาดว่า เนื้อเรื่องแบบเล่มสามนี่แหละ ที่จะทำให้เราจดจำเรื่องนี้ประทับใจไปอีกนาน เพราะมันเพิ่มระดับของเนื้อเรื่องจาก action ให้มีความลึกเพิ่มขึ้น มีหัวข้อที่แฟนๆ แบ่งข้างเชียร์พีต้ากับเกล เหมือนสมัยเอ็ดเวิร์ดกับเจค็อบเลย ในบรรดาทั้งหมดที่เข้าไปอ่าน เราชอบที่เว็บ Forever Young Adult อ่านแล้วสนุกสุดๆ อ้อ ที่นั่นสปอยล์นะคะ เพราะเค้าอ่านไปเล่าไปทีละ 5-6 บท บอกความรู้สึกเค้าไปตลอด ละเอียดมาก เค้าเขียนดีมาก อ่านสนุก ความคิดความรู้สึกเค้าต่างจากเราเยอะเลย ชอบมากเลยค่ะ อ่านแล้วได้มุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนตัวเองคิด ฮิฮิ แต่มันมีเรื่องที่เค้า debate กันเรื่องพีต้า vs. เกล ทำให้เราอยากจะพูดความเห็นตัวเองบ้าง ในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับตัวละครคนโปรดของเรา

เนื้อหาต่อไปนี้คือสปอยล์อย่างแรง แบบเฉลยฉากจบ
เตือนซ้ำ!! สปอยล์สุดๆ จริงๆ เกี่ยวพันกับเนื้อหาทั้งเรื่อง ยังไม่อ่านอย่าคลิกนะคะ สำหรับคนที่อ่านแล้วแชร์ความคิดกันเท่านั้น ได้โปรดหยุดฟังคำเตือนนี้



สปอยล์


พีต้า vs. เกล
อันที่จริง เราไม่เคยหวั่นเลยนะว่าแคทนิสจะเลือกเกล เพราะเกลไม่เห็นมีบทเลย กล่าวถึงตอนต้นแต่ละเล่มนิดหน่อย จากนั้นตลอดเรื่องแคทนิสก็อยู่กับพีต้า ถ้ากลัว เรากลัวพีต้าตายมากกว่า แต่ก็เข้าใจคนเชียร์เกลนะ เกลเก่ง และก็เป็นคนดีเหมือนกัน

ที่เว็บนั้น เจ้าของเว็บเชียร์เกล วิจารณ์พีต้าซะเสีย บอกว่า เป็นผู้ชายนิ่ม ถ้าแคทนิสเลือกพีต้า เวลามีอะไรกัน (เค้าใช้คำแอบติดเรตกว่านี้น่ะนะ) พีต้าก็คงคอยถามว่า รู้สึกยังไง เป็นไงมั่ง ผู้หญิงคงจะหมดอารมณ์กันพอดี!! โอ๊ย ตอนอ่านหัวเราะจนจะตกเก้าอี้เลยค่ะ คิดได้ไง กั๊ก กั๊ก ขำกลิ้งเลย ไม่ได้ค่ะ ในฐานะกองเชียร์พีต้า เราต้องแก้ตัวแทน ฮื่อ ตอนแคทนิสจูบกับพีต้าในถ้ำ เล่ม 1 กับที่ชายหาด เล่ม 2 แคทนิสก็หวิวนะ เพราะฉะนั้น มันคงไม่ถึงขนาดอย่างที่ว่าหรอกน่า

พีต้าโดนวิจารณ์ว่า ไม่เก่ง ต้องให้คนอื่นช่วยปกป้องตลอด อ้า อันนี้ยอมรับก็ได้ ก็ลูกชายร้านเบเกอรี่ จะให้สู้เก่งเท่านักล่าสัตว์อย่างเกลกับแคทนิสได้ไง แต่การเอาประเด็นนี้มาบอกว่าพีต้าไม่สมควรคู่แคทนิส มันก็ไม่ยุติธรรมนะ ถ้าผู้หญิงเก่ง แล้วผู้ชายไม่เก่งเท่าก็ไม่ได้ อย่างนี้มันก็ sexism กลับข้างนี่นา

แคทนิสเป็นคนชอบปกป้องคน ดูการที่เธอปกป้องน้องสาวสิ แต่กลับกัน คนที่เธอคอยปกป้องดูแลนั่นแหละ ที่เป็นที่พึ่งพิงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้เธอ นึกถึงความสัมพันธ์ของตัวละครแบบเรื่อง Of Mice and Men สิ เพราะฉะนั้น พีต้าที่สู้ไม่เก่งเนี่ยแหละ ตอบสนองความต้องการทางจิตใจของแคทนิสได้มากกว่าเกล

พีต้าอาจจะไม่เก่ง แต่เขาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งที่สุดในสามคนด้วยซ้ำ ไม่เคยเสียหลักการและจุดยืนความเป็นคนดีของตัวเองเลย เขาทำให้แคทนิสเป็นคนที่ดีขึ้น คิดดูตอนจบเล่มหนึ่ง ถ้าไม่ใช่พีต้าเสียสละตัวยืดอกบอกให้แคทนิสลงมือฆ่าตัวเอง แคทนิสจะทำอย่างนั้นแล้วรอดมาได้มั้ย

แคทนิสกับเกลนิสัยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถึงเข้าใจกัน แต่อยู่ด้วยกันไปไม่เวิร์กหรอก ทั้งคู่ใช้สมองตัดสินใจ เป็นไงล่ะ แคทนิสไม่ได้ไม่เลือกเกลนะ เกลไม่มาเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่า เธอไม่มีวันทำใจรับความผิดทางอ้อมของเขาได้อีกแล้ว แต่ถ้ากลับกัน พีต้าจะไม่มีวันยอมตัดใจละทิ้งแคทนิสเป็นอันขาด ยังไงก็ต้องมาอยู่ข้างๆ ดูแล

ตอนจบ ชีวิตตอนหลังที่แคทนิสลงเอยกับพีต้า อยู่กันเงียบๆ ที่เขต 12 โดนวิจารณ์อีกว่า เห็นมั้ย อยู่กับพีต้าได้ชีวิตห่วยๆ แคทนิสก็ยังคงเจอฝันร้าย กว่าจะกล้ามีลูกก็ต้องรอ 15 ปี ฟังดูไร้สุข ชีวิตเต็มไปด้วยบาดแผล ถ้าคู่เกล ที่ไปรับตำแหน่งสำคัญในการสร้างประเทศยุคใหม่ ชีวิตต้องมีความหมายกว่านี้ ประเด็นนี้เถียงขาดใจค่ะ แคทนิสไม่มีวันมีความสุขกับเกลได้อีกแล้ว ภายหลังการตายของพริมโรส น้องสาวที่เป็นคนเดียวในโลกที่แคทนิสรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ที่เธอเข้าแข่งฮังเกอร์เกมส์ก็เพื่อพริม พอเสียพริมไป แคทนิสก็เหมือนเหลือแค่ซากชีวิต นิสัยแคทนิสเป็นคนแบบไม่อยากรักใครเพราะกลัว ไม่ยอมเป็นเพื่อนกับใครในเกมเพราะกลัวต้องมาฆ่ากันเอง เพราะฉะนั้นถ้าคู่เกลที่นิสัยเด็ดขาดคล้ายกัน แคทนิสจะไม่มีวันเปิดใจให้ใครอีกแล้ว ก็จะเป็นแค่ซากชีวิตอย่างนั้น แต่พีต้าจะเป็นคนเยียวยาแคทนิสจนยอมเปิดใจ พีต้าตื๊อจนแคทนิสยอมใจอ่อนมีลูกได้ แต่เกลไม่มีทาง

ถึงเรื่องจะจบเศร้าๆ ที่ตัวละครตายเยอะมาก แต่เราดีใจที่แคทนิสได้คู่กับพีต้าค่ะ คนที่เธอ can't survive without

Update (11 ต.ค. 54)
เราพอจะรู้คำตอบแล้วล่ะว่า ทำไมเรื่องนี้ในเมืองไทยมันถึงไม่ดัง คงเพราะคุณภาพการแปลฉบับภาษาไทยนี่เอง ในงานหนังสือ เราซื้อเล่ม 1-2 เกมล่าชีวิต กับ ปีกแห่งไฟ มา คราวที่แล้วเราลังเลว่าจะซื้อภาษาไทยดีมั้ย เพราะไม่ค่อยชอบงานแปลฝีมือนาธานเท่าไหร่ ตั้งแต่สมัยเดลโทร่าเควสต์ ที่ชอบใช้คำลิเก แต่เพราะเราชอบ Hunger Games จริงๆ เลยอยากจะเก็บเรื่องนี้ อ่านฉบับแปลไทยไปแค่นิดหน่อย ก็เจอจุดที่ขัดใจเพียบ มีตั้งแต่จุดเล็กน้อยเรื่องการเลือกใช้คำแปลที่แปลกๆ หรือแปลคำตรงตัวเกินไปจนอาจทำให้คนอ่านไม่เข้าใจความนัย ไปจนถึงประโยคที่แปลผิดความหมายจากต้นฉบับจังๆ หลายที่ เราทั้งเศร้าและโกรธ ที่หนังสือชุดที่เรารักโดนกระทำแบบนี้

เพราะฉะนั้นอยากบอกทุกคนว่า อย่าซื้อฉบับภาษาไทยเลยค่ะ อ่านต้นฉบับสนุกกว่าเยอะ เรื่องนี้ภาษาอังกฤษอ่านไม่ยากเลย เป็นนิยาย YA ศัพท์ที่ Suzanne Collins ใช้ก็ระดับเด็ก ม.ปลาย ทั้งนั้น

Update (21 ม.ค. 55)
สำนักพิมพ์บอกว่าจะแก้ไขการแปลภาษาไทยในการพิมพ์ครั้งต่อไป ก็รอดูค่ะ
Update (17 ก.พ. 55)
เกมล่าชีวิตฉบับที่พิมพ์ปกใหม่ ยังไม่ได้แก้ไขคำแปลนะคะ เห็นว่าต้องรอครั้งต่อไป
Update (4 ก.ค. 55)
ฉบับปรับปรุง เล่ม 1 กับ เล่ม 2 ออกมาแล้วนะคะ ถ้าใครที่รอซื้อภาษาไทยอยู่ก็คงซื้อได้แล้ว เพราะแก้ไขตรงที่ผิดเยอะๆ แล้ว แต่โดยส่วนตัวแล้วเรายังรู้สึกว่าน่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ ยังไงก็ยืนยันว่า ถ้าอ่านภาษาอังกฤษได้อ่านต้นฉบับดีกว่ามากค่ะ สนุกกว่าเยอะ

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Mockingjay (Hunger Games #3) - Suzanne Collins

คะแนน : 8

เพิ่งเห็นว่า นิยายเรื่อง The Hunger Games มีแปลเป็นไทยแล้วชื่อ เกมล่าชีวิต เราก็ไม่ค่อยได้ติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดหนังสือซะเท่าไหร่ แต่ทำไมรู้สึกว่า ในเมืองไทยเรื่องนี้ไม่ค่อยดังเลย น่าเสียดายจัง เรื่องดีๆ อยากให้คนได้อ่านเยอะๆ เสียดายที่ปกฉบับภาษาไทยออกแบบอย่างนั้นด้วย ไม่ใช่ไม่สวยนะ แต่เราว่า มันไม่โดดเด่นมีพลังเท่าปกฉบับภาษาอังกฤษ และสูญเสียความหมายจากเนื้อเรื่องตามแบบปกต้นฉบับไป ที่ปกเล่มแรกเป็นเข็มกลัดนก Mockingjay ของแคทนิส เล่มสองนกเริ่มมีชีวิต ติดไฟต่อสู้ และเล่มสาม ปกสีฟ้า นก Mockingjay ทลายสิ่งที่เป็นเหมือนเป้า เลิกเป็นเสมือนเหยื่อที่ถูกไล่ล่า เชิดหัวขึ้นออกโบยบินสู่อิสรภาพ

นี่เป็นเล่มอวสานของนวนิยายไตรภาค Hunger Games จากเล่มที่แล้วที่ทิ้งท้ายเรื่องโดยปล่อยผู้อ่านค้างไว้ริมหน้าผา ในเล่มนี้บทสรุปเรื่องราวทุกอย่างจบลงสมบูรณ์ ถ้าคุณมองคะแนนของสองเล่มก่อนที่เราให้ไว้ แล้วเห็นคะแนนเล่มนี้ จาก 8.5 --> 9 --> 8 อย่าเพิ่งคิดว่า เล่มนี้แย่ลง ที่จริงมันเป็นเล่มที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ แต่คะแนนที่เราให้ไม่ใช่คะแนนคุณค่าของหนังสือ แต่มันเป็นคะแนนที่ให้โดยวัดจากความรู้สึกว่า เราอยากจะเอามันกลับมาอ่านซ้ำบ่อยครั้งแค่ไหนต่างหาก และเราไม่คิดว่าเราจะรับการอ่านที่ทำให้ตัวเองเศร้าอยู่ลึกๆ บ่อยๆ ได้

Mockingjay เป็นเล่มที่เครียดและหนักที่สุดในชุด ผู้แต่ง Suzanne Collins ได้ไอเดียการแต่งเรื่องนี้มาจากการเปิดโทรทัศน์ดูในวันหนึ่ง เป็นรายการรีอัลลิตี้โชว์ พอเปลี่ยนช่องเจอข่าวสงครามอิรัก สองสิ่งรวมกันนำไปสู่ Hunger Games สองเล่มแรกเราได้เห็นเกมไล่ล่าเอาตัวรอดที่อ่านสนุกสนาน ประดุจดูรายการแบบ Survivor แต่ที่สุดเราต้องไม่ลืมว่า ฮังเกอร์เกมส์คือเกมที่มีต้นกำเนิดมาจากด้านมืดของมนุษย์ มันเป็นเกมที่สกปรกน่ารังเกียจ การจับเด็กมาฆ่ากันถ่ายทอดเป็นรายการทีวีให้คนทั่วประเทศดู เล่มนี้ Suzanne Collins เตือนให้เราเห็นอีกครั้งว่า การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก สงครามเป็นความโหดร้ายทารุณ และผู้มีอำนาจในมือนั้นไว้ใจไม่ได้!

ในเล่มนี้การดำเนินเรื่องไม่เหมือนสองเล่มก่อน เนื้อเรื่องพัฒนาออกนอกขอบเขตของฮังเกอร์เกมส์ ตอนนี้เขตต่างๆ ลุกฮือขึ้นต่อต้านเมืองหลวงอย่างเปิดเผย แคทนิสต้องรับบท Mockingjay สัญลักษณ์การต่อสู้ของฝ่ายกบฏ ชีวิตของแคทนิสที่ผ่านมาก็บังคับให้เธอต้องต่อสู้ยิบตาเพื่อเอาตัวรอดมาตลอดอยู่แล้ว แต่ในเล่มนี้ เธอต้องเจอการทดสอบเข้าไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนอ่านกลางๆ เรื่อง กดดันมากๆ

สปอยล์



เมื่อเล่มที่แล้วเราแสดงความเป็นห่วงเป็นใยพีต้าไปกลัวเขาจะตาย แต่เราไม่นึกมาก่อนเลยว่า ในเล่มนี้จะพิสูจน์ให้เราเห็นชัดๆ ถึงคำที่มีคนกล่าวไว้ว่า จากเป็นแย่ยิ่งกว่าจากตาย ถ้าพีต้าถูกฆ่า นั่นก็คงน่าเสียใจที่สุดแล้ว แต่แคทนิสก็คงยังเหลือความรักของพีต้าในความทรงจำ แต่การปล้นตัวตนและความรักของพีต้าไป ประธานาธิบดีสโนว์ทำร้ายแคทนิสให้ตกอยู่ในห้วงแห่งความทรมาน ได้มากกว่าเอาชีวิตพีต้าไปซะอีก อาการกรี๊ดเรื่องเชียร์ให้จับคู่กับคนนั้นคนนี้ของเราในเล่มที่แล้ว รู้สึกมันกลายเป็นอารมณ์เด็กไปเลยในเล่มนี้ อ่านแล้วรู้สึกเข้าถึงจิตใจมนุษย์มาก ความสัมพันธ์ของพีต้ากับแคทนิสถูกพลิกโฉมไป ไม่มีความรักแบบหวานซึ้งโรแมนติกอีกแล้ว ขนาดบทสรุปยังฟังดูไร้หัวใจเลย เพื่อ survive แต่ตอนจบมันกินใจเรามาก ชอบมากเลยตอนที่เปรียบพีต้ากับดอกแดนดีไลอ้อน


นี่เป็นครั้งที่สามติดๆ กันที่เราต้องเขียนชมการเล่าเรื่องของผู้แต่ง การบรรยายเนื้อเรื่องลื่นไหลมาก การจบบท การเล่าย้อนความหลังแทรกเข้ามา การใช้คำ บทสนทนา บทเพลงในเรื่อง แคแรกเตอร์ตัวละคร ทำได้ดีไปหมดเลย เนื้อเรื่องยังคงอ่านสนุกมีประเด็นพลิกไปมา แต่ก็อ่านแล้วเศร้าปนหดหู่ นี่เป็นนิยาย YA แต่มันมีเนื้อหาที่มีความลึกอยู่มากทีเดียว ถ้าเด็กวัยรุ่นอ่านหนังสือเล่มนี้ พวกเขาน่าจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นหลายปี มันไม่ใช่การสอนสั่ง แต่มันทำให้คนอ่านได้คิด หวังว่า เด็กที่ได้อ่าน จะไม่พลาดประเด็นสำคัญๆ พวกนี้ไป ความตายที่เกิดขึ้นมากมายในท้ายเรื่อง ชีวิตที่สูญเสียไปโดยไร้ความหมาย เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด มนุษย์ควรจะตระหนักเรื่องเหล่านี้ให้มากๆ ใช่มั้ย และอย่างน้อย เนื้อเรื่องตอนจบสุดท้ายก็ยังมอบความหวังให้แก่เรา แม้ว่าอาจต้องเจอสิ่งเลวร้ายแค่ไหน แม้จะสูญเสียทุกอย่าง สิ้นหวังซะจนคิดว่าความตายน่าจะดีกว่า แต่ในที่สุดแล้ว การเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Catching Fire (Hunger Games #2) - Suzanne Collins

คะแนน : 9

โอย ทำไมสนุกอย่างนี้ เรื่องพลิกไปพลิกมา ยอดเยี่ยมมาก อย่างที่บอกตั้งแต่เล่มที่แล้ว ผู้แต่งเล่าเรื่องเก่งมากเลย การจบบททำได้อย่างมีพลังทุกบทเลย และโชคดีอีกแล้วที่เรามาอ่านทีหลังตอนเล่ม 3 ออกมาแล้ว ถ้าต้องรอคงทรมานใจตอนอ่านจบเล่มนี้พอดู รีบไปอ่านเล่มจบต่อดีกว่า

ข้อความต่อไปนี้ สำหรับคนที่อ่านแล้วเท่านั้น

อ่านจบเล่มนี้แล้ว ขอกรี๊ดพีต้าหน่อยเถอะ โอ๊ย เราชอบเขามากๆ ช่างเป็นผู้ชายแสนดีอะไรอย่างนี้ อย่างที่แคทนิสคิดในเรื่อง ตอนไปทัวร์เขต 11 ว่าเธอจะไปหาคนที่ไหนดีกว่านี้ได้ ขนาดเฮย์มิตช์ยังบอกว่า แคทนิสเกิดใหม่อีก 100 ชาติ ยังไม่คู่ควรกับพีต้าเลย (แต่ไม่จริงหรอก แคทนิสก็ดีเหมือนกันแหละ)

พีต้ารักแคทนิสมากๆ ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ ถึงแม้เขาจะไม่มีฝีมือเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็รักแบบมีศักดิ์ศรีของตัวเองนะ เวลาเจออะไรไม่ถูกต้อง อย่างตอนที่ถูกปิดบังความจริง เขาก็ระเบิดอารมณ์กลับมาได้เหมือนกัน เป็นบุคลิกตัวละครที่กำลังดีเลย เวลาพีต้าเปิดใจกับแคทนิสทีไร ก็กวาดหัวใจเราไปได้ทุกที ถ้าเราเป็นแคทนิส ก็คงยกหัวใจให้พีต้าไปนานแล้ว เท่าที่เป็นอย่างในเรื่อง คงต้องใช้ภาษาน้ำเน่าแบบที่เขาพูดกัน ความผิดเดียวที่พีต้ามี ก็คือเขามาทีหลังเกล มาพบแคทนิสช้าเกินไป

ตอนพีต้าโดนสนามพลัง ทำเอาหัวใจเราหยุดเต้นไป 2 วินาทีเลย ตอนจบเล่มสอง ไม่รู้ชะตากรรมของพีต้าจะเป็นไงต่อ ภาวนาให้พีต้ารอดในเล่มสาม

ฮ่าฮ่า ถ้าใครอ่านข้อความข้างต้นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ อย่าเข้าใจผิดว่านี่เป็นเรื่องรักนะ นี่เป็นนิยาย action/sci-fi ทั้งเรื่อง แต่มันมีจุดย่อยที่เรากรี๊ดกับพีต้านี่แหละ

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The Hunger Games - Suzanne Collins

คะแนน : 8.5

ที่เลือกเรื่องนี้มาอ่านเพราะตอนที่เรากำลังบ้า Millennium Trilogy เห็นหนังสือเรื่อง Mockingjay ซึ่งเป็นเล่ม 3 ในชุด The Hunger Games เบียดอันดับหนังสือขายดีกับ The Girl Who Kicked the Hornet's Nest ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน แค่นี้ก็พอแล้วค่ะที่จะทำให้เราสนใจหนังสือชุดนี้ เพราะหนังสือที่ออกมาปุ๊บทำ The Girl ตกอันดับหนึ่งได้ มันต้องมีอะไรดีสิน่า เรื่องอื่นเราไม่ตามกระแส แต่เรื่องหนังสือนี่ เห็นเล่มไหนดังเป็นไม่ได้ ผิดกับเพื่อนบางคน มันจะเป็นแบบ เชอะ อ่านตามคนอื่น ชั้นไม่เอาหรอก กลายเป็นหมั่นไส้หนังสือฮิตซะอีก มันต้องอ่านแบบเด็กแนว ติสท์ๆ นิยายพวกที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง 55 นานาจิตตัง

เนื่องจากที่เลือกมาอ่านเพราะเหตุผลว่ามันเป็นเบสต์เซลเลอร์ ก็ไม่ได้ไปหารีวิวอ่านก่อน ที่จริงทิ้งช่วงมานานจากตอนที่ได้มาด้วยซ้ำ เก็บไว้ยังไม่ได้เริ่มอ่านสักที ถึงเวลาอยากอ่านก็เปิดเลย ทำให้เราเซอร์ไพรส์ตัวเองเล็กน้อย เพราะพอเริ่มอ่านไป 1-2 บท ฉากและบรรยากาศที่แปลก โลกอนาคตที่สังคมสงบสุขแบบปัจจุบันพังทลายไปแล้ว ทำให้พบว่า เราไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรต่อในหนังสือเล่มนี้ เรื่องนี้มันเป็นแนวเรื่องยังไง เดี๋ยวมันจะไปไงต่อ แล้วมันทำให้เราอยากรู้ต่อมากๆ และก็รู้สึกกับตัวเองขึ้นมาว่า ช่วงที่ผ่านมา เราคงจมอยู่กับหนังสือที่เราอ่านตามสูตร จำพวกนิยายโรแมนซ์ นิยายนักสืบ มากเกินไป หรือไม่ก็ด้วยความระมัดระวังในการอ่าน ก่อนอ่านก็หาอ่านรีวิวซะก่อนเสมอ ทำให้เวลาอ่านจริงไม่รู้สึกแปลกใหม่ พอมาอ่านหนังสือที่ไม่รู้อะไรมาก่อน รู้สึกเหมือนกำลังแกะห่อของขวัญเลย

ถ้าเล่าเรื่องย่อ มันก็ไม่มีอะไรให้เล่ามาก ในดินแดนที่เคยเป็นอเมริกาเหนือ จากวิกฤติที่ผ่านมามากมาย บัดนี้สิ่งที่เหลือรอดมาคือประเทศแพเนม ที่แบ่งเขตการปกครองเป็น 12 เขต มีเมืองหลวงควบคุมเขตต่างๆ และทุกปี เขตต่างๆ จะต้องส่งเด็กชายเด็กหญิงวัยรุ่นอย่างละคน มาเป็นบรรณาการ เพื่อร่วมแข่งขันในฮังเกอร์เกมส์ เกมที่ไม่จำกัดกติกาในการฆ่ากัน ผู้ชนะคือผู้ที่เหลือรอดคนสุดท้าย

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก น่าติดตามตั้งแต่เริ่ม สไตล์และจังหวะการเล่าเรื่องดีมาก พออ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้ายตอนจบแต่ละบท มันจะเปิดประเด็นใหม่ให้เราอยากรู้ต่อทันที จนวางไม่ได้ เมื่อคืนเรานั่งอ่านแบบแทบไม่ได้ขยับตัว นอกจากลุกมาเข้าห้องน้ำ อ่านแบบรวดเดียวจบจริงๆ วางไม่ลงเลย ทะลุถึงตี 1 วันนี้เลยต้องโด๊ปกาแฟแต่เช้า เพราะเป็นคนนอนน้อยไม่ได้

เรายังไม่แน่ใจว่าเราจะเก็บเรื่องนี้ประทับใจไปนานแค่ไหน เพราะเหมือนเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไร แต่ตอนอ่านนี่ยอมรับจริงๆ ว่า สนุกมาก ชอบการบรรยายของเรื่อง วิธีการเอาตัวรอดของตัวเอก แอกชั่นทั้งเรื่อง แต่พอถึงฉากสะเทือนใจตอนที่ตัวละครคนหนึ่งถูกฆ่า รู้สึกตัวเลยว่ากล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ฉากลาที่ตามมาก็ทำเอาน้ำตาซึมเลย รักษาความน่าติดตามของเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ชอบ ชอบมากๆ

สารบัญโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับ Hunger Games Trilogy
Catching Fire (Hunger Games #2)
Mockingjay (Hunger Games #3)
The Hunger Games Trilogy (ระวัง!! สปอยล์ตอนจบ)
The Girl Who Was on Fire (บทวิเคราะห์ สปอยล์)
คอมเมนต์เทรลเลอร์หนัง The Hunger Games ทีละช็อต
The Hunger Games: Official Illustrated Movie Companion
ความรู้สึกหลังดูหนัง The Hunger Games

หมายเหตุ
ฉบับแปลของ The Hunger Games ในภาษาไทยชื่อ "เกมล่าชีวิต" มีคำแปลผิดจำนวนมาก ทั้งปกเก่าและปกใหม่เพราะข้างในเหมือนกัน ฉบับที่ว่าจะแก้ไขคำแปลยังไม่ออกมา ไปดูตัวอย่างที่แปลผิด ที่นี่ แต่ไม่ใช่แปลผิดแค่เท่านั้น อย่างน้อยที่สุดเท่าที่เราเจอก็เกิน 50 จุดแล้ว ไม่แน่อาจผิดเกินร้อย

ยังไงคนที่จะซื้อฉบับภาษาไทยก็ลองพิจารณาดูค่ะ อ่านต้นฉบับอังกฤษจะดีที่สุด หรือไม่ก็รอฉบับแปลแก้ไข แต่ถ้าใครไม่อยากรอก็แล้วแต่ ถ้าคิดว่ารับได้ แต่อย่างน้อยก็รู้ข้อมูลไว้ก่อนที่จะซื้อ ดีกว่ามารู้ทีหลังแล้วเสียความรู้สึกน่ะค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

A Kiss in Time - Alex Flinn

คะแนน : 7

พอตั้งใจทำงานมันก็ทำเสร็จจนได้ล่ะนะ ได้อ่านหนังสือต่ออย่างสบายใจ ต่อเนื่องจากการอ่าน Beastly ที่ชอบมาก ก็เอาเล่มนี้มาอ่านต่อ A Kiss in Time นิยายสำหรับวัยรุ่นที่ดัดแปลงมาจากเทพนิยายเรื่องเจ้าหญิงนิทรา

ในงานฉลองการประสูติของเจ้าหญิงทาเลียแห่งอาณาจักรยูเฟรเซีย เหล่านางฟ้ามอบพรเป็นของขวัญให้แก่เจ้าหญิงน้อย ทั้งความงามและสติปัญญา แต่แล้วแม่มดผู้โกรธแค้นที่ไม่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานก็เข้ามา สาปเจ้าหญิงว่า นางจะถูกเข็มปั่นด้ายตำเสียชีวิตก่อนอายุ 16 ปี นางฟ้าองค์สุดท้ายจึงแก้คำสาปให้เป็นว่า แทนที่เจ้าหญิงจะเสียชีวิต แต่จะนอนหลับไปแทน และจะฟื้นตื่นด้วยจุมพิตจากรักแท้ แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปตามเรื่องในนิทานที่เราคุ้นเคย เพียงแต่ว่า ในนิยายเวอร์ชันนี้ เจ้าหญิงไม่ได้หลับใหลไปแค่ 100 ปี แต่มันผ่านมา 300 ปีแล้ว และคนที่มาพบเจ้าหญิงกลางป่าไม่ใช่เจ้าชาย แต่เป็น แจ็ค เด็กหนุ่มอเมริกันอายุ 17 ที่พ่อแม่ส่งมาทัวร์ยุโรปตอนปิดเทอม

ที่เล่ามาข้างต้นเป็นแค่ช่วงเปิดเรื่องเท่านั้น เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของเวอร์ชันนี้เป็นการจับใจความต่อจากนิทาน แจ็คไม่เคยคิดว่า จูบเดียวนั้นจะทำให้เขาต้องรับผิดชอบแต่งงานกับเจ้าหญิงจริงๆ นั่นทำให้เขาถูกจับขังคุกใต้ดิน โทษฐานบังอาจแตะต้องเจ้าหญิงให้เสื่อมเสียเกียรติยศ ส่วนเจ้าหญิงทาเลียที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เวลาผ่านไป 300 ปี โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ต้องเผชิญกับความโกรธขึ้งของพระราชา เพราะทั้งๆ ที่ถูกเตือนนักเตือนหนา เธอก็ยังถูกเข็มปั่นด้ายทิ่มแทงจนได้ เป็นต้นเหตุให้คนทั้งอาณาจักรต้องลำบาก อาณาจักรยูเฟรเซียหายไปกลายเป็นพื้นที่เล็กๆ ส่วนหนึ่งในประเทศเบลเยียมเท่านั้น ทาเลียจึงช่วยแจ็ค พากันหนีออกจากปราสาท และติดตามแจ็คกลับมาอเมริกา

พอมาถึงฟลอริด้า ทาเลียก็ต้องพยายามปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ แต่อันตรายก็ยังไม่หมดไป เพราะแม่มดยังตามมากล่าวหาว่า การฟื้นจากนิทราครั้งนี้ขี้โกง เพราะมันไม่ใช่จุมพิตจากรักแท้ ดังนั้น ทาเลียหวังว่า เธอจะทำให้แจ็ครักเธอจริงๆ ได้ เพราะจะได้แก้คำสาปอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับช่วยให้แจ็คเติบโต มีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าการเป็นเด็กหนุ่มเหลวไหลธรรมดา ส่วนแจ็ค เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าพร้อมจะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ย่อท้อ เพื่อช่วยผู้หญิงที่เขารัก

อ่านจบแล้วก็รู้สึกว่าคิดถูกแล้วจริงๆ ที่เลือก Beastly มาอ่านก่อน เพราะถ้าเราอ่านเล่มนี้ก่อน เราคงไม่สนใจอ่านเรื่อง Beastly แน่เลย และก็จะพลาดเรื่องที่ชอบมากๆ ไปอีกหนึ่งเรื่อง

จริงๆ เรื่องนี้ก็มีไอเดียดีนะที่เอาเจ้าหญิงนิทรามาเล่าใหม่ แล้วก็ไม่ได้จบห้วนๆ ง่ายๆ แบบในนิทาน เพียงแต่ว่า เรารู้สึกว่า การแปลงให้เป็นสมัยใหม่ในเรื่องนี้ มันดูอ่อน ไม่สมเหตุสมผล เพราะมันเกี่ยวพันกับคนจำนวนมากเกินไป คนทั้งเมืองโผล่มาเฉยๆ ไม่เป็นที่แตกตื่นของคนทั้งโลกหรือไง มันทำให้เรื่องดูเหลือเชื่อ แถมประเด็นเรื่องของแจ็คกับทาเลีย ดูยังไงก็ยังเป็นแค่เรื่องของเด็กวัยรุ่น มันฟังดูกลวงมากเลย ความรักแท้ของเด็กสองคนที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีเลย

ทาเลียฉลาดและปรับตัวเก่ง ปฏิกิริยาของทาเลียกับสภาพสังคมยุคใหม่น่าเอ็นดูดี ขำตอนทาเลียนั่งดูนารุโตะ (การ์ตูนผู้ชายที่สนุกสุดยอดที่สุด ณ ตอนนี้ ในความคิดเรา) เดี๋ยวนี้เด็กฝรั่งอ่านมังงะ ดูอนิเมะ กันเยอะแล้วจริงแฮะ เธอจัดการสถานการณ์ได้เร็ว ถ้าไม่เอาชีวิตตัวเองไปยึดติดกับแจ็คมากไปจะดูไม่อ่อนต่อโลกเท่านี้ จริงๆ แจ็คก็ไม่แย่มาก ปัญหาของเขาเป็นปัญหาที่วัยรุ่นพบกันทั่วไป คิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ อยากได้การยอมรับ แต่ไม่รู้จะทำตัวยังไง ก็ล่องลอยไปวันๆ ยังหาตัวเองไม่เจอ แต่นั่นแหละ มันทำให้เขาเป็นเด็กที่ดูธรรมดาเกินไปสำหรับเรา เอ้า แต่เขาเขียนให้วัยรุ่นอ่าน คนเลยวัยรุ่นอย่างเรามาอ่านทำไมล่ะ อย่าบ่นสิ

Update
A Kiss in Time ฉบับภาษาอังกฤษ ที่ร้านคิโนะฯ กับเอเชียบุ๊คส์ น่าจะมีขายนะคะ
ส่วนฉบับแปลไทย ลองตามข่าวจาก สนพ. ปราชญ์เปรียว ที่แปล Beastly ดูค่ะ

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Beastly - Alex Flinn

คะแนน : 8.5

เห็นรีวิวหนังสือ A Kiss in Time เทพนิยายสมัยใหม่ที่บอกว่ามีเค้าโครงมาจากเจ้าหญิงนิทราแล้วสนใจ เช็คดูพบว่า มีเรื่องของคนเขียนคนเดียวกัน ที่เป็นเรื่องมาจาก Beauty and the Beast ออกมาก่อนหน้านี้ เลยหยิบ Beastly มาลองก่อน เพราะโฉมงามกับเจ้าชายอสูรฉบับ Disney เป็นอนิเมชั่นเรื่องโปรดของเรา ดูไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว

Beastly เป็นนิยาย Young Adult เรื่องของ ไคล์ คิงส์เบอรี เด็กหนุ่มวัยรุ่นรูปหล่อพ่อรวย ป๊อปปูลาร์ที่สุดในโรงเรียน แต่นิสัยไม่ดี หลงตัวเอง วันหนึ่งจึงถูกแม่มดสั่งสอน สาปให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดอัปลักษณ์ จะแก้คำสาปได้ต่อเมื่อเขาค้นพบรักแท้ โดยไม่ต้องสนใจรูปกายภายนอก เรื่องย่อคงไม่ต้องเล่าเยอะ เพราะคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

อ่านจบแล้วชอบมาก ไม่รู้เพราะมันเป็นเรื่องโปรดของเราอยู่แล้วรึเปล่า มันก็โดนใจ อ่านสนุกน่าติดตาม พลิกหน้าถัดไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลย แต่จะว่าไปก็ต้องชมคนแต่งนะ เนื้อเรื่องที่ทุกคนรู้จักกันดี จะเขียนยังไงให้มันน่าสนใจ ซึ่งก็เขียนออกมาได้ดีมาก โครงเรื่องทุกอย่างดำเนินเรื่องเหมือนตามนิทาน Beauty and the Beast ทั่วไป แต่ปรับทุกอย่างทั้งฉากและตัวละคร ให้เป็นยุคสมัยใหม่ในนิวยอร์ก ปราสาทของเขาเป็นตึกห้าชั้นในบรู๊คลีน บีสต์คนนี้เข้าแชตรูม คุยกับเจ้าชายฟร็อกกี้ ไซเลนต์เมอร์เมด ดูแลเว็บโดยมิสเตอร์แอนเดอร์สัน อ่านคำแชตกันแล้วขำดี

อ๊ะ แล้วยุคปัจจุบันนี้ หญิงสาวที่จะมาแก้คำสาปให้เขา จะไปบังคับตัวมาอยู่ด้วยยังไงล่ะ ในหนังสือฉบับนี้แปลงมาเป็นยุคปัจจุบันได้ดีมาก ความสัมพันธ์ระหว่างบีสต์ ที่ตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเองว่าเอเดรียน กับลินดี้ ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ รวมทั้งตัวละครอื่นอย่างครูสอนพิเศษและแม่บ้าน ก็ทำได้ดี เอเดรียนค่อยๆ สำนึกตัว รู้จักความรักแบบไม่เห็นแก่ตัว ปล่อยตัวลินดี้กลับบ้านไป เนื้อเรื่องตอนท้ายที่พาเรื่องเข้าสู่ไคลแม็กซ์ก็สนุกดีมาก การเล่าเรื่องไม่ติดขัด ไม่รู้สึกผิดธรรมชาติกับฉากสมัยใหม่เลย เวิร์กๆ ต้องอ่านเรื่องอื่นต่อ

ป.ล. พอชอบแล้วมาเช็คข้อมูล เจอว่าเรื่อง Beastly ถูกเอามาสร้างเป็นหนังแล้ว จะฉายปีหน้า ดูหนังตัวอย่างแล้ว บีสต์ในหนังไม่ค่อยเหมือนที่บรรยายในหนังสือ ที่บีสต์เป็นตัวขนปุยแบบชิวแบคก้า แต่ในหนัง พระเอกยังดูดีอยู่เลย แล้วคงจะเปลี่ยนแปลงบทบ้าง เพราะในหนังสือ ไคล์อายุ 14 เท่านั้น ตอนจบเรื่องก็เพิ่ง 16 แต่ดูในคลิปนี้ เป็นหนุ่มแล้ว



Update (5 มี.ค. 54)
หนังสือ Beastly ภาษาอังกฤษมีขายที่ร้าน Kinokuniya
มีแปลภาษาไทยแล้ว ชื่อ Beastly "ตามหาหัวใจของนายอสูร" ราคาปก 250 บาท
กำหนดภาพยนตร์เข้าฉายในไทย 17 มี.ค. 54

Update 2 (19 มี.ค. 54)
ดูหนังมาแล้ว ก็โอเค ดูเพลิน และมีหัวเราะบ้างเป็นระยะ พระเอกหล่อมาก ตอนเปิดเรื่องโชว์กล้าม ได้ยินสาวๆ แอบกรี๊ดกร๊าดกันเล็กๆ ส่วนนางเอก ปกติคิดว่าวาเนสซ่าหน้าตาไม่สวยเท่าไหร่นะ แต่เรื่องนี้น่ารัก หนังเปลี่ยนเรื่องจากในหนังสือหลายอย่างเหมือนกัน ฉากไคลแม็กซ์ในหนังสือก็หายไปเฉยๆ เลยดูเหมือนเป็นหนังทุนต่ำ แค่หนังรักวัยรุ่นเบาๆ รวมๆ ก็ไม่เสียดายค่าตั๋วนะ ชอบเหมือนกัน โดยเฉพาะฉากที่บีสต์พยายามเอาใจลินดี้ แล้วก็ชอบครูสอนพิเศษ ขโมยซีนตลอด แต่อ่านหนังสือสนุกกว่า