แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 6/10 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 6/10 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

The Casual Vacancy - J. K. Rowling

คะแนน : 6.5
เพิ่งวางตะกี๊ความรู้สึกยังดิบๆ อยู่เลย

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

The Scorpio Races - Maggie Stiefvater

คะแนน : 6
นี่เป็นนิยายที่อ่านแล้วเสียดายเวลาจริงๆ มันไม่ใช่หนังสือที่เลวร้ายอะไร ความผิดของมันคงมีข้อเดียวคือ มันน่าเบื่อที่สุด แทบไม่มีเนื้อเรื่อง กล่าวถึงการแข่งม้าบนเกาะแห่งหนึ่ง แต่มันเป็นม้าในตำนาน อาชาสมุทรที่ผุดมาจากทะเล เป็นม้าอันตรายที่กินเนื้อคน ฟังน่าสนใจเหรอ ถูกหลอกแล้วล่ะ

เราถูกดาวของอเมซอนล่อลวง ตอนเริ่มอ่านแรกๆ ก็ยังโอเคอยู่ มันก็ดูแปลกๆ ดี จุดเด่นของนิยายเล่มนี้คงอยู่ที่สำนวนภาษา เวลาจะบอกอะไรให้คนอ่านรู้ เหมือนคนเขียนจะวนเป็นครึ่งวงกลม อ่านเจอแรกๆ จะอมยิ้ม ภาษาเขาเก๋ดีแฮะ  แต่พออ่านไปสักสิบบท เจอบ่อยๆ เข้า กลับกลายเป็นรู้สึกสะดุดและน่ารำคาญ อย่างเช่นแบบนี้

There are moments that you’ll remember for the rest of your life and there are moments that you think you’ll remember for the rest of your life, and it’s not often they turn out to be the same moments.
หรือแบบนี้

My vision explodes into one thousand colors, not one of them the sky.
เรื่องเล่าสลับกันระหว่างตัวเอกสองคน คือ ฌอน เคนดริก กับ พัค (เคท) คอนนอลลี เล่าจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าได้เข้าไปอยู่กับสองคนนั้นเลย ช่างชืดชา กระด้าง ไร้เนื้อใน เราอ่านแล้ว เราแยกสองคนนี้ไม่ออก บางครั้งที่เราอ่านกลางบทแล้วสะดุดเสียสมาธิไปนิดนึง พอจะกลับมาอ่านต่อ เราไม่รู้ว่า I ที่กำลังพูดอยู่นี่คือใคร ฌอนหรือพัค เมื่อเทียบกับเรื่อง The Kane Chronicles เราไม่เป็นอย่างนี้สักครั้ง เพราะบุคลิกคาร์เตอร์กับแซดี้แตกต่างกันมาก แค่อ่านคำพูดก็รู้ว่าใคร

ทั้งเรื่องมีแต่การเตรียมตัวฝึกม้าเพื่อจะไปแข่งตอนจบ อ่านจบเรื่องเรายังไม่รู้เลยว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน รู้แต่เป็นเกาะ ไม่ไกลจากแผ่นดินใหญ่ ยุคไหนก็ไม่รู้ เป็นนิยายที่เลื่อนลอย ไร้เป้าหมาย ไร้เหตุผล

เราพลาดเองล่ะ ดูแต่ดาว ไม่ได้อ่านรีวิว เพราะอยากจะอ่านแบบไม่รู้อะไร ยังไงถ้าใครสนใจ อยากบอกว่า ควรหาตัวอย่างสักบทสองบทมาอ่านก่อนนะคะ ว่าชอบสไตล์การเขียนแบบนี้มั้ย คนที่ชอบก็คงจะว่าเขียนดีมาก แต่ถ้าไม่ชอบแนวนี้ก็อาจจะรู้สึกแบบเรา

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The Copeland Bride - Justine Cole

คะแนน : 6


นิยายเก๋ากึ้กตั้งแต่ปี 1983 ผลงานเรื่องแรกและเรื่องเดียวของ Justine Cole ผู้ไม่มีตัวตนจริง เพราะนี่คือนามปากกาของเพื่อนบ้านสองคนชื่อ Susan Elizabeth Phillips กับ Claire Kiehl ร่วมมือกันแต่งนิยายเล่มนี้ขึ้นมา ก่อนที่เพื่อนจะย้ายบ้านไป แล้ว SEP จะเริ่มต้นงานเขียนเดี่ยวๆ ในชื่อของตัวเอง เรื่องนี้ขาดตลาดไปนาน และคงไม่มีพิมพ์ใหม่เพราะเนื้อเรื่องมีปัญหาด้าน political correctness กดขี่ทางเพศ เป็นเล่มที่หายาก และเพราะเสียงวิจารณ์ด้านลบ ทำให้เราเฉยๆ ไม่ได้คิดอยากจะขวนขวายตามอ่านซะเท่าไหร่ แต่แล้ววันดีคืนดี ก็ราวกับมันลอยมาอยู่ตรงหน้า คนแจกก็เหมือนกลัวคนไม่รู้ ย้ำชื่อผู้แต่งซะเด่นว่า aka Susan Elizabeth Phillips เลยรู้สึกว่ามันส่งเสียงเรียกร้อง อ่านสิ อ่านสิ SEP เชียวนะ มันจะเลวร้ายสักแค่ไหนกัน

เตือนสปอยล์
โนเอลล์ ดอเรียน เติบโตในสลัมลอนดอนหลังจากแม่ตายตอนเธอยังเด็ก หาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นนักล้วงกระเป๋ามืออาชีพ ลวงเหยื่อให้ตายใจด้วยการแต่งตัวเป็นโสเภณี วันหนึ่งดวงซวยไปเจอ ควินน์ โคปแลนด์ จับได้ ควินน์เป็นลูกชายของเจ้าของอู่ต่อเรือที่ประสบความสำเร็จ แต่เขามีเรื่องไม่ถูกกับพ่อ ก็เลยจับโนเอลล์แต่งงานด้วย เพื่อประชด (พล็อตนี้โหลเหมือนกันนะนี่) แล้วเขาก็พาเจ้าสาวในคราบโสเภณีไปทิ้งไว้บ้านพ่อ แล้วก็หายตัวไป พ่อเจ้าบ่าวเกิดเห็นใจเธอขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจจะช่วยชุบตัวโนเอลล์ให้สมฐานะการเป็นเจ้าสาวของโคปแลนด์

ที่จริงเราไม่ชอบเรื่องที่พระเอกข่มขืนนางเอกนะ แต่ก็กะว่าเรื่องมันเก่าแล้ว อ่านนิยายสมัยนั้นก็ทำใจหน่อยแล้วกัน ถือว่าเป็นเครื่องมือในการเดินเรื่อง พระเอกไม่รู้ว่านางเอกเวอร์จิ้น หลังจากแต่งงาน ขืนใจนางเอกเสร็จแล้ว เอาไปปล่อยบ้านพ่อ แล้วก็หายตัวไปเกือบครึ่งเล่ม ระหว่างนั้น นางเอกก็เรียนหนังสือ ฝึกกิริยามารยาท การเต้นรำ แต่งตัวใหม่ แปลงโฉมเป็นสาวสวย พอพระเอกกลับมาก็เลยจำไม่ได้ ช่วงกลางๆ เรื่องนี่มันก็พออ่านได้เพลินๆ นะ ถึงจะไม่ดีเด่นอะไร แต่ถ้าตั้งใจสังเกตก็พอมองเห็นร่องรอยบางอย่างของ SEP เหมือนกัน แต่พอเรื่องมาถึงตอนพระเอกรู้ความจริงแล้วจับตัวนางเอกไปขังที่บ้านในชนบท เราคิดว่าตัวเองเป็นคนรักความสงบ ไม่นิยมความรุนแรง แต่ตอนอ่านช่วงนี้ อยากเอาหนังสือเล่มที่โพสต์ถึงข้างล่างแพ่นกบาลหมอนี่มากๆ เลย

พระเอกนางเอกเรื่องนี้แทบจะไม่เคยคุยกันดีๆ เลย ทะเลาะกันทั้งเรื่อง พระเอกอัลฟ่ายุคเก่า จองหอง วางก้าม บ้าอำนาจ ส่วนนางเอกก็เจ้าอารมณ์ไร้เหตุผลไม่ใช่น้อย แต่โนเอลล์ยังไม่ร้ายเท่าควินน์ พระเอกเรื่องนี้แย่มากๆ เลวแบบต้องถามว่า นี่พระเอกเหรอ ตอนจะจบเรื่องที่เขาข่มขืนนางเอกอีกครั้ง ตอนนี้เรารับไม่ได้ ไม่มีข้อแก้ตัวไหนฟังขึ้นแล้ว คนรักกันไม่ทำแบบนี้ ตอนอ่านฉากนี้ถึงขั้นอยากยิงพระเอกทิ้งเลย เจตนาอยากฆ่าตัวละครในนิยายนี่คงไม่บาปใช่มั้ย ถ้าไม่มีฉากนั้น เราว่าเรื่องนี้มันก็พออ่านได้ แต่พอเป็นแบบนี้ก็ไม่ไหว พระเอกไม่มีการสำนึกตัวทำดีไถ่โทษใดๆ ทั้งสิ้นด้วย

หึ! ทีนี้ซึ้งแล้วว่า นี่เป็นเรื่องที่แย่ที่สุดของ SEP จริงๆ นั่นแหละ ถ้าเทียบแล้วคงจะเป็นน้องๆ เรื่อง Pirate's Love ของ Johanna Lindsey ทีเดียว เรื่องนั้นพระเอกก็ข่มขืนนางเอกทั้งเรื่องเหมือนกัน เป็นเรื่องที่จัดอยู่ในจำพวกที่เขาเรียกว่า เสียดายต้นไม้ที่ถูกตัดมาทำกระดาษเพื่อพิมพ์หนังสือ สิ่งดีอย่างเดียวที่เราได้จากนิยายเล่มนั้นคือ มันทำให้เราพูดได้เต็มปากว่า เราอ่าน JL ครบทุกเรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นเล่มนี้ก็คงต้องพูดแบบเดียวกัน ต่อไปจะได้ไม่ต้องสงสัยว่า งานเก่าชิ้นแรกของ SEP นั้นเป็นยังไง ดีนะนี่ ที่เราเป็นแฟนผลงานเธออยู่ อ่านจบแล้วถึงไม่ชอบยังไงก็ยังรู้สึกขำๆ กับมันได้

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Just Like Heaven - Julia Quinn

คะแนน : 6.5

อุตส่าห์เว้นวรรคหลายวัน เพราะไม่อยากให้เรื่องที่อ่านต่อจาก Kiss of Snow ต้องปีนกำแพงสูงไป แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็เข็นไม่ขึ้นจริงๆ เล่มใหม่ของ Julia Quinn นี้เป็นเล่มเปิดตัวซีรีส์ใหม่ที่มีตัวเอกมาจากตระกูลสมิธ-สมิธ เป็นชื่อที่ได้ยินบ่อยๆ จากนิยายเรื่องก่อนๆ ของเธอ กับงานแสดงดนตรีประจำปีที่ทรมานรูหูเหล่าตัวละคร ตอนสมัยที่อ่านเรื่องชุด Bridgerton เราเคยอยากให้เจ้าสาวของเกรกอรีเป็นเด็กบ้านนี้สักคน กะว่าคนที่เล่นเชลโลนั่นแหละ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สมหวัง เรื่องของเกรกอรีออกมาห่วยมาก ผ่านมาหลายปี ในที่สุด สาวๆ นักดนตรีสมิธ-สมิธ ก็ได้บทเด่นแยกเป็นซีรีส์ของตัวเองเลย

เลดี้ออนเนอเรีย สมิธ-สมิธ รู้จักสนิทสนมกับมาร์คัส ฮอลรอยด์ เอิร์ลแห่งแชตเทอริส มาตั้งแต่เด็ก เพราะมาร์คัสเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายออนเนอเรีย และเป็นแขกมาพักที่บ้านบ่อยๆ แต่เมื่อโตขึ้น หลังจากพี่ชายเกิดเหตุต้องหลบไปอยู่ต่างประเทศ เลยห่างกันไป แต่มาร์คัสก็ยังแอบดูแลอยู่ห่างๆ

เตือนสปอยล์

เริ่มต้นก็ยังโอเคอยู่ ตลกดีเหมือนกัน ทั้งพระเอกนางเอก นิสัยดี สบายๆ ไม่ใช่คนมีปมหลังฝังลึกอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเนื้อใน แต่พอถึงเนื้อเรื่องตอนที่พระเอกไม่สบาย เรื่องก็เริ่มกร่อย มันอืดและก็เยิ่นเย้อมากเลย เสียเวลากับช่วงนี้ไปเกือบครึ่งเล่ม ก็รู้อยู่หรอกว่า JQ เคยเรียนหมอ แต่เราว่า จำนวนหน้าที่บรรยายฉากการผ่าตัดแผลสมัยโบราณในเรื่องนี้ มันยาวเกินความจำเป็นสำหรับนิยายโรแมนซ์นะ แล้วสาเหตุที่เกือบตายมาจากเรื่องที่ฟังแล้วโง่ๆ ยังไงไม่รู้ ทำให้ปล่อยใจกับเนื้อเรื่องลำบาก พระเอกสะดุดตกหลุมพรางที่นางเอกขุด (ความหมายตรงตัวไม่ได้เล่นคำ) จนข้อเท้าแพลง ขาโดนมีดบาดตอนตัดรองเท้าออก แผลติดเชื้อเลยเกือบตาย ถ้าตายขึ้นมาจริง ก็คงเป็นพระเอกที่ตายอนาถที่สุดในประวัติศาสตร์นิยายโรแมนซ์ ตายเพราะเดินตกหลุม เฮ้อ บ่นนิยายแล้วก็ต้องบ่นตัวเอง คิดมากเดี๋ยวฉี่เหลืองนะ

เรื่องของ JQ มีหลายเรื่องมากที่ตัวเอกเป็นคนที่รู้จักกันดีมาก่อน ความรักค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากมิตรภาพ แต่เราก็อยากให้เธอเขียนเรื่องรักแรกพบที่น่าประทับใจ แบบเรื่องของเบเนดิกต์+โซฟี อีกทีบ้าง แล้วไม่เอาแบบหลงรักที่ต้นคอบ้าๆ นั่นด้วย เรื่องนี้เราไม่รู้สึกถึงสปาร์กของตัวละครเลย อ่านไปตั้งนาน คุยกันแบบพี่ชายน้องสาว แบบเพื่อนมาก จนครั้งแรกที่พระเอกเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาว่ารักนางเอก เหลือบตาลงไปมองที่มุมหน้าจอ Kindle มันอยู่ที่ 64% ของเรื่องแล้ว

เวลาที่เหลือก็กลายเป็นฉากเตรียมงานแสดงดนตรี สี่สาวลูกพี่ลูกน้องสมิธ-สมิธ คุยกันตลกน่ารักดี แต่ไหนล่ะพระเอก พอมาถึงในงานซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับใน Romancing Mister Bridgerton เราได้เห็นคอลิน เห็นเพนเนโลปี เห็นเลดี้แดนเบอรี ตอนแรกก็ดีใจขึ้นมาหน่อยที่ได้เจอตัวละครที่คิดถึง แต่ออกมาก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ใครไม่เคยอ่านมาก่อนก็อาจจะไม่สังเกตไม่สนใจด้วยซ้ำว่านี่เป็นใคร น่าผิดหวัง แล้วเลิฟซีนนั่นมายังไง เหมือน JQ ตกใจว่า เรื่องมาถึง 90% แล้ว ทั้งคู่ยังไม่มีอะไรกันเลย พระเอกก็ลากนางเอกเข้าหลังงานเลี้ยงดื้อๆ อะไรกันเนี่ย!?

นึกว่า JQ จะเริ่มกลับมาแล้วซะอีก ถึงเวลารึยังที่เราต้องตัดใจจากเธอจริงๆ ซะที แต่มันก็ทำใจไม่ได้ง่ายๆ ถ้าอ่านมาแค่ 1-2 เล่ม มันก็เบรกง่าย แต่นี่เคยตามอ่านกันมาตลอด

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

After Innocence - Brenda Joyce

คะแนน : 6.5

นี่เป็นนิยายเก่า เอามาอ่านเพราะไปเจอรายการ Favorite Lists ของนักอ่านคนหนึ่ง ในลิสต์นั้นมีเล่มที่เราชอบเยอะดี เห็นเล่มนี้อยู่ด้วยก็สนใจ ไปดูดาว Amazon ก็เห็นดี ยังไม่เคยอ่านของ Brenda Joyce เลย ลองดู เผื่อจะเข้าแก็ป แต่พออ่านแล้วนี่ไม่ใช่แนวเราแฮะ

เตือนสปอยล์

ฉากที่นางเอกเจอพระเอกครั้งแรกนี่อ่านแล้วอึ้ง ที่ผ่านมาเราก็นึกว่าเราอ่านโรแมนซ์มาพอควรแล้วนะ เจอเล่มนี้รู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนวิชาเลย นางเอกมาวาดรูปเล่นที่ชายหาด เห็นพระเอกเดินมาแต่ไกลก็สะดุดตาทันที พอดีมีผู้หญิงที่พระเอกมีความสัมพันธ์อยู่ด้วยมาคลอเคลีย พัลวันกันอยู่ ตอนแรกฝ่ายชายก็ไม่เอา ไม่ชอบทราย แต่พอดีพระเอกเกิดเหลือบไปเห็นมีผู้หญิงแอบมอง ก็เกิดคึกขึ้นมา เลยแสดงหนังสดให้ดูซะเลย นางเอกก็จ้องตาค้างดูจนจบ เวรกรรม! นางเอกเป็นพวกถ้ำมอง พระเอกเป็นพวกชอบโชว์ เป็นฉากเปิดตัวพระ-นางที่ทำเอาเราเหวอที่สุดเลย ไปต่อแทบไม่ถูก

จบฉากเปิดเรื่องอันแสนจะน่ากระอักกระอ่วนไปได้ก็ค่อยยังชั่ว สาวถ้ำมองชื่อโซฟี โอนีล ตอนเด็กเธอเคยตกบันไดข้อเท้าหัก จนโตมาก็ยังขาเกอยู่หน่อย เป็นสาวอายุ 20 ที่เก็บเนื้อเก็บตัว ชอบวาดรูปอยู่คนเดียว ส่วนหนุ่มนักโชว์ชื่อ เอ็ดเวิร์ด เดลันซ่า เป็นเสือผู้หญิง รูปหล่อ ร่ำรวย ที่เยาะหยันการแต่งงาน พอเอ็ดเวิร์ดเห็นว่าโซฟียังเด็กอ่อนต่อโลก ไม่ใช่สาวกร้านโลกอย่างที่เขานึกตอนแรก ก็เกิดรู้สึกผิดแล้วก็สงสารขึ้นมา ก็เลยพยายามมาทำดีด้วยเพราะอยากให้โซฟีกล้ามีความสุขกับชีวิต แล้วก็ช่วยให้กำลังใจโซฟี ให้สามารถปลดปล่อยพรสวรรค์ทางการวาดรูปออกมา

พระเอกโรแมนซ์ที่เคยเจ้าชู้เสเพลนี่มีเยอะ แต่พอมาอยู่ในนิยายที่กำลังอ่าน ก็ไม่ค่อยเห็นออกลายเท่าไหร่ แต่แบบเอ็ดเวิร์ดนี่ รู้สึกว่าเขาเป็นตัวอันตรายกับผู้หญิงจริงๆ เลย เอ็ดเวิร์ดมาด้วยเจตนาดีนะ แต่ทำเอาโซฟีหลงเขาหัวปักหัวปำ ผู้หญิงถูกล่อลวงแบบโทษผู้ชายไม่ได้สักคำ เป็นฝ่ายไปเข้าหาเขาเอง เรื่องราวช่วงครึ่งเล่มแรกเขียนได้ดี แล้วก็น่าติดตามมากเลย บรรยายอารมณ์ความรู้สึกตัวละครได้ชัดดี ช่วงนี้อ่านแล้วชอบจริงๆ แหละ เริ่มเข้าใจคนที่เลือกเข้าลิสต์

แต่พอเลยครึ่งเรื่องไป พอมีอะไรกันแล้วนั่นแหละ พระเอกน่ะจะรับผิดชอบแต่งงานด้วยนะ แต่นางเอกเราดันสติแตก เวิ่นเว้อ ทำใจไม่ได้ถ้าเขาไม่รัก เรื่องมันก็ห่วยลงไปทันตา หนีไปหนีมาจากนิวยอร์กไปปารีส จากปารีสกลับมานิวยอร์ก หอบลูกข้ามมหาสมุทรไปมา ความอดทนของเราก็หมดไปเรื่อยๆ แล้วแม่ของนางเอกซึ่งเป็นผู้หญิงนิสัยน่ารังเกียจมาก ก็มีบทเยอะเหลือเกิน เวลาแม่ลูกพร่ำเพ้อฟูมฟายใส่กัน นี่จะบ้าตาย ทำใจกับตัวละครอารมณ์รุนแรง ศิลปินติสท์แตก จนไม่เหลือความคิดสติสตังอยู่กับตัวเลยไม่ได้ ทั้งนางเอกและพระเอกทั้งคู่เลย พูดกันดีๆ ไม่เป็นเหรอ ใส่อารมณ์มามากไป ช่วง 50 หน้าสุดท้าย อ่านข้ามแหลก ทนไม่ไหวแล้ว กว่าจะถึงหน้าสุดท้าย เฮ้อ จบซะที ละเหี่ยใจจริงๆ อ่านแล้วเหนื่อยมาก

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

Dearly Beloved - Mary Jo Putney

คะแนน : 6

เรายังเข็ดขยาดกับ MJP อยู่เลย ถึงผ่านมาสองปีแล้ว เล่มนี้ก็ไม่ตั้งใจ แต่ที่เอามาอ่าน เพราะเห็นกระทู้คุยถึงนิยายเรื่องนี้ในเว็บบอร์ด AAR เห็นเค้าคุยกันแล้วก็สนใจ ไปอ่านรีวิวต่อใน Amazon ความเห็นแตกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ถ้าชอบก็ชอบมาก เกลียดก็เกลียดไปเลย ตรงกลางไม่ค่อยมี ทั้งที่คิดว่าเราน่าจะเข้ากลุ่มหลังแน่เลย แต่มันก็ยังทำให้เราอยากรู้เรื่องนี้อยู่ดี นักเขียนที่เขียนแล้วทำให้คนอ่านใส่อารมณ์เข้าไปกับเรื่องได้ขนาดนี้ ต้องนับถือฝีมือนะ ตอนแรกกะเปิดเล่นๆ อ่านไปบทนึงแล้วมันอยากรู้ต่อ ก็เลยเถิดจนอ่านจบเลย

จะไม่พูดถึงเรื่องย่อ จะพูดแต่ความรู้สึกที่ได้จากการอ่าน แต่มันจะปนสปอยล์ทั้งเรื่องเลย ระวังนะคะ

  • ที่จริงไม่ชอบบทแรก พระเอกข่มขืนเด็กอายุ 15 ถึงจะเป็นภรรยาตัวเองก็เหอะ แต่เพราะอ่านจากที่เขาเล่ามาแล้ว ทำใจไว้แล้ว ประเด็นนี้ก็ยอมผ่าน เพราะมันจะนำไปสู่เนื้อเรื่องของทั้งเล่ม
  • ตอนกลางเรื่อง เรางงกับนางเอก เจตนาไดอาน่าคืออะไรเนี่ย ปลอมตัวมาเป็นนางบำเรอพระเอกด้วยจุดประสงค์อะไร (ในเรื่อง คนแต่งไม่ได้บอกหรอกว่านางเอกเป็นใคร แต่เราว่าคนอ่านทุกคนก็น่าจะรู้นะ) พอไม่แน่ใจในความคิดนางเอก ก็ไม่อินด้วย รู้สึกว่าพฤติกรรมนางเอกแปลกๆ
  • เรารับจูเลียต นางเอก Silk and Secrets ไม่ได้ มาเทียบกัน เรารับเจอร์เวส พระเอกเรื่องนี้ไม่ได้ หนักกว่า 10 เท่า ตอนอ่านไปบางทีก็บ่น พระเอกทำไม เ-ชี่-ย อย่างนี้วะ ตอนนั้นจะอ้างว่าเมาว่าโกรธ อะไรก็ว่าไป แต่ถ้ารู้สึกผิดบ้าง หลังจากนั้นไม่คิดจะสำนึกไถ่โทษเลยเหรอ เด็กสาวที่ตัวเองทิ้งไว้เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ไม่เคยสนใจไยดีถามข่าวคราวเกือบสิบปี แค่ให้เงินนี่มันไม่พอนะ
  • พอรู้ความจริง เจอร์เวสก็โกรธไดอาน่าเป็นฟืนเป็นไฟ นิยายของ MJP นี่ทำผิดกฎของนิยายโรแมนซ์ทั่วไปนะ คนทำผิดไม่ยอมเป็นฝ่ายง้อ ไดอาน่าต้องเป็นฝ่ายตามมาอ้อนวอน ในเรื่องเจ้าตัวก็พูดเอง "ทำไมฉันต้องมาขอโทษคุณ ทั้งที่คุณเป็นฝ่ายทำผิดต่อฉันด้วย" เออ ก็น่านน่ะสิ คนอ่านก็สงสัยนะ เจอร์เวสโคตรเลว กับลูกยังไม่ค่อยใจอ่อนเลย
  • พอเฉลยความลับดำมืดในชีวิตพระเอก อ้อ ก็เข้าใจล่ะ งั้นที่ผ่านมาก็พอมีเหตุผล แต่สายไปแล้ว เข้าใจไม่ได้แปลว่ารับได้ มันมีพระเอกคนอื่นที่เจอเรื่องเลวร้ายมาแต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวแย่ขนาดนี้ เราอภัยให้ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ ความจริงปล่อยให้เขาจมอยู่กับนรกส่วนตัวของตัวเองไปเถอะ ไม่คู่ควรได้ตอนจบ Happy Ending เชื่อไม่ลงหรอก ความรักจะมาเยียวยาอะไรคนแบบนี้ได้
  • เราว่า รอสส์ Silk and Secrets ไม่ค่อยมีตาแล้ว ไดอาน่านี่เธอเป็นนางเอกพรมเช็ดเท้า ชอบให้คนเหยียบย่ำจริงๆ เลย ไม่มีความนับถือตัวเองแม้แต่น้อย ผู้หญิงสมัยก่อนนี่ต้องจำยอม จำทนขนาดนี้เลย โดนทำร้ายยังต้องแก้ตัวแทนให้คนที่มาทำร้ายตัวเอง เพราะถ้าไม่ทนทำใจ ก็จะคับแค้นใจจนมีความสุขไม่ได้ เพราะลูกน่ารัก แสดงว่าพ่อมันคงไม่เลวหมดหรอก ใช้คำว่ารักเป็นเครื่องปลอบใจให้จำใจทนได้ก็ยังดี เฮ้อ~~~~ น่าสงสารมากๆ เลย ยุคอดีตที่ผู้หญิงไม่มีทางเลือก เห็นใจจริงๆ นะไม่ได้ประชด

จริงๆ เราว่าเรื่องนี้แย่กว่าเรื่องก่อนที่อ่านอีก แต่เพราะอ่านแบบเตรียมตัวเตรียมใจมีอุปกรณ์นิรภัยไว้เต็มที่ เลยไม่ได้รับบาดเจ็บทางอารมณ์เท่าไหร่ เรากับ MJP นี่ชะตายังไม่ต้องกันจริงๆ แต่อาจเพราะว่า ไปหยิบมาอ่านแต่ไอ้เรื่องที่มันมีประเด็น ถ้าจะให้วัดได้แฟร์กว่านี้ สงสัยต้องไปหาเรื่องที่คนชอบกันมากที่สุดของเธออ่าน แต่คงยังไม่ใช่ตอนนี้

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

Cloaked - Alex Flinn

คะแนน : 6.5

เพราะดูหนัง Beastly ก็เลยนึกถึง Alex Flinn ขึ้นมาอีกครั้ง ก็ลองดูอีกสักเรื่อง กับนิยาย YA ที่ดัดแปลงมาจากเทพนิยาย ในเล่มนี้คือเรื่องของ จอห์นนี่ เป็นนายตัวห่วย ที่ไม่ขั้นเทพด้วย (นอกเรื่องนิดนึง Suck Seed สนุกดีนะคะ หัวเราะจนน้ำตาไหลหลายฉากเลย ฉากซึ้งก็ดี) เขาเป็นเด็กหนุ่มยากจน ช่วยงานที่บ้านเป็นช่างซ่อมรองเท้าในโรงแรมที่ฟลอริด้า วันหนึ่งมีเจ้าหญิงจากยุโรปมาพัก และขอร้องให้เขาช่วยตามหาพี่ชายที่ถูกสาปให้กลายเป็นกบ พร้อมกับมอบผ้าคลุมกายสิทธิ์ให้ ถ้าทำสำเร็จ เจ้าหญิงจะยอมแต่งงานด้วย จอห์นนี่กับเม็ก เพื่อนผู้หญิงที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยออกผจญภัยตามหาเจ้าชาย เจอหงส์ที่เป็นคนถูกสาป ตามหานกในกรงทองให้หมาจิ้งจอกพูดได้ ไปเจอแม่มดตามล่า สู้กับยักษ์ มีเอลฟ์ช่วยทำรองเท้า ฯลฯ

ใน Cloaked ไม่ได้เอามาจากนิทานเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ผสมปนเปกันมาหลายเรื่องมาก ก็เลยรู้สึกมั่วน่าดู แถมเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดังอีก ตอนอ่านก็จะรู้สึกรำคาญใจนิดหน่อย นั่งนึกว่าฉากนั้นฉากนี้มาจากเรื่องอะไร แต่ก็นึกไม่ออกหรอก จนครึ่งเรื่องก็หมดความสนใจว่ามันมาจากเรื่องอะไรบ้าง อ่านๆ ไปให้จบงั้นแหละ ไม่สนุก เรื่องกระโดดไปมา แล้วก็อ่อนเหตุผล ตอนเป็นเด็กอ่านนิทานอาจจะไม่รำคาญ แต่โตแล้วมาอ่านอะไรแบบที่ตัวละครในนิทานทำโง่ๆ ก็รู้สึกรับไม่ค่อยได้ อย่างที่เวลามีคนหรือสัตว์พูดได้เตือนว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อีตาพระเอกก็ยังทำ อ่อนใจจริงๆ ไม่ไหว~ เป็นคนยุคปัจจุบันแต่ทำตัวไม่รู้ความ พระเอกอายุ 17 หรือ 7 ขวบเนี่ย เฮ้อ งั้นๆ มากเลยเรื่องนี้

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

Beyond the Shadows (Night Angel #3) - Brent Weeks

คะแนน : 6


เล่มนี้ก็เป็นแฟนตาซีเต็มๆ ไม่เหมือนเล่มแรกเลย พวกวิชานินจาหายไปแล้ว แต่ต่อเนื่องมาจากเล่มสอง ละเลงมาเต็มที่ มีพลังมืด เวทมนตร์คาถา สัตว์ประหลาด แม่มด จอมเวทย์ เทพอสูร ไอเทมดาบ/คฑา ชิงอำนาจ สงคราม คืนชีพ รวมพลังกู้โลก แต่โดยรวมสำหรับเรา ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องนี้ลงเหวเลย เล่มนี้เนื้อเรื่องมั่วแหลก คือ บอกตามตรงว่า ที่เราตามอ่านเล่มหนึ่งเล่มสองนี่ เราสนใจเนื้อเรื่องของโลแกนมากกว่าไคลาร์ที่เป็นตัวเอกเองซะอีก จากท้ายเล่มที่แล้ว มันมีจุดพลิกเรื่องที่มีมือที่สามเข้ามาในสมการระหว่างโลแกนกับเจนีน เราก็กะแล้วว่าเรื่องมันต้องไปในทิศทางที่เราไม่ชอบ และเรารับไม่ได้กับจุดนี้ พอรู้แน่ว่ามันเป็นอย่างนั้น ก็ทนอ่านแบบทุกตัวอักษรตามปกติไม่ได้ อ่านเฉพาะเรื่องหลัก พวกเรื่องตัวประกอบ ก็อ่านเร็วๆ ข้ามๆ ให้จบเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะนิสัยเสียที่พออ่านแล้วก็อยากรู้ตอนจบ ก็ไม่อยากทนอ่านแล้วด้วยซ้ำ

เตือนสปอยล์ถึงฉากจบ



แย่มากเลยการเล่นพล็อตเรื่องรักสามเส้าแบบนี้ ทั้งไคลาร์-เอเลน-วี กับโลแกน-เจนีน-ดอเรียน คู่ไคลาร์ยังไม่เท่าไหร่ สถานการณ์พาไป ยังไม่นอกใจ แต่เสียความรู้สึกอย่างรุนแรงกับเจนีน เสียแรงเชียร์ จริงๆ เธอไม่ผิดหรอกมั้ง ต่างฝ่ายต่างนึกว่าอีกคนตายไปแล้ว แต่ในเมื่อโลแกนยังมั่นคงได้ เมื่อเจนีนทำได้ไม่เท่าเทียม เราก็ว่าเธอไม่คู่ควรกับโลแกนแล้ว สงสารโลแกน เรื่องนี้แต่งเรื่องแย่มาก ตัวละครที่เป็นคนดีไม่ค่อยได้ดีเลย พวกคนชั่วตายสบาย อย่างดอเรียนตอนเข้าด้านมืดก็เลว แต่ไม่เห็นได้รับกรรมสนองเท่าไหร่ ไม่ยุติธรรมเลย แต่เรื่องนี้มันสีเทามาก เส้นแบ่งความดีความเลว ผลที่ได้รับว่าสาสมมั้ยมันก็ขึ้นกับการตีความของแต่ละคน

ตอนจบก็แย่มาก ดูผลลงเอยของแต่ละคนสิ ทางไคลาร์ เอเลนตาย ส่วนทางโลแกน สุดท้ายต้องรับชะตากรรมเลี้ยงลูกชู้อีก ลูกในท้องเจนีนนี่มันมีนิมิตของดอเรียนบอกว่าจะมาฆ่าพ่อไม่ใช่เรอะ จบแบบดูเหมือนทิ้งปมปัญหาไว้ซะอีก ถ้าโลแกนเป็นคนดีน้อยกว่านี้หน่อย มีไขว้เขวบ้าง เพราะก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาส อาจจะนึกว่าคู่นี้พอกัน ก็คงรับได้ แต่หมอนี่มันก็ดันเป็นคนดีเข้าขั้นโง่มาตลอดเรื่องซะอีก หรือไม่งั้นก็แต่งให้โลแกนดีแบบให้สุดๆ โดยไม่ต้องมานึกตะขิดตะขวงใจ เพราะขนาดเจ้าตัวเองก็สงสัยตอนรับเจนีนกลับมา ในอนาคตถ้ามีลูกใหม่ของโลแกนเอง จะมีชิงบัลลังก์กันมั้ย นั่นสิ เฮ้อ

ปกติ เราไม่ค่อยอยากแช่งตัวละครฝ่ายดีคนไหนนะ แต่อยากให้เจนีนตายให้พ้นทางไปมากๆ เลย เพราะทั้งคู่ก็แค่แต่งงานในนาม เคยคุยกันจริงๆ ก็ครั้งเดียว ปล่อยให้โลแกนไปหาคนใหม่เถอะ ดีกว่ามารับของเหลืออย่างนี้ ที่ใช้คำแรงไม่ใช่เพราะเจนีนผ่านผู้ชายอื่น เพราะพวกตัวละครอื่นบางคนที่เป็นโสเภณี อย่างมอมม่าเค แคลโดซ่า หรือแบบวีเองก็ตาม เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะจำใจทำเพื่อเอาตัวรอด แต่เรารับแบบเจนีนไม่ได้ ยังมีการมาบอกโลแกนอีกว่า "ข้ารักดอเรียน ถึงจะไม่รักเหมือนแบบที่รักท่าน แต่ตอนเขาเลวข้าก็ยังแคร์เขา" แล้วดอเรียนก็ไม่ได้ตายไปซะหน่อย ฉากจบสุดท้ายก็ยังอยู่ให้เห็นกันตำตาตรงนั้นแหละ แล้วทำไมไม่ปล่อยให้ไปดูแลกันเองล่ะ โลแกนนี่มันโง่ได้โล่จริงๆ ขัดใจเราอย่างแรง ไม่ชอบอย่างยิ่งเรื่องคู่ที่ไม่เท่าเทียมกัน

แล้วเรื่องเอาลูกไคลาร์กับเอเลนมาใส่ในท้องเจนีน นี่โคตรแต่งมั่วเลย คงเตรียมไว้สำหรับซีรีส์ใหม่ในอนาคตมั้ง แต่คงไม่อ่านต่อแล้วล่ะ เราคงรับเรื่องที่คนดีไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีไม่ค่อยได้ กลับไปหาเรื่องตามแบบฉบับ ขาวดำตัดกันชัดเจนดีกว่า คนดีได้ดี คนชั่วได้ชั่ว

จริงๆ เรื่องของเนื้อเรื่องมันคงบอกว่าดีไม่ดีไม่ได้ บอกได้แต่ว่าชอบหรือไม่ชอบ มันมีประเด็นที่เรารับไม่ได้เท่านั้นเอง ถ้าไม่ติดใจเรื่องนั้นก็อาจจะโอเค แต่สำหรับเรา สรุปว่า การอ่านเรื่องไตรภาคนี้ เมื่อดูจากความยาวหนังสือและเวลาที่ใช้อ่าน กับอารมณ์ที่ลงทุนไป สิ่งที่ได้มาไม่คุ้มกับเวลาและความรู้สึกเลย ไม่คุ้มจริงๆ คิดว่าถ้าในชีวิตนี้ไม่เคยหลวมตัวไปหยิบเรื่องนี้มาอ่านซะเลยก็คงจะดีกว่านี้ ถ้าลืมได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ก็อยากจะลืม

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

Darkside - Belinda Bauer

คะแนน : 6

ติดใจจาก Blacklands ก็เลยเอาผลงานเล่มที่สองของ Belinda Bauer มาอ่านต่อ เรื่องนี้ใช้ฉากอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่เปลี่ยนเนื้อเรื่องไป ไม่ต่อเนื่องกัน

โจนัส ฮอลลี่ เป็นนายตำรวจท้องถิ่นที่ต้องขอย้ายจากเมืองกลับมาที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อจะได้ดูแลภรรยาที่มีอาการป่วยของโรค MS จนพิการเดินไม่ได้ วันหนึ่งหญิงชราผู้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้คนหนึ่ง ถูกฆาตกรรมบนเตียงนอน โจนัสถูกดูแคลนจากตำรวจที่เข้ามารับหน้าที่ดำเนินคดี และกีดกันเขาออกจากการสืบสวน เขาจึงเริ่มพยายามสืบหาคนร้ายด้วยตัวเอง แต่แล้วเขาก็ได้รับโน้ตเขียนเยาะเย้ย มีใครคนหนึ่งในหมู่บ้านจับตามองเขาอยู่ทุกฝีก้าว แล้วก็มีเหยื่อรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกัน ฆาตกรต้องเป็นคนที่เขารู้จักดี แต่ใครกันล่ะ?

บรรยากาศใน Darkside ช่างมืดมน หมองหม่น อึดอัด บางครั้งอ่านแล้วรู้สึกถูกกดทับจนแทบหายใจไม่ออก มันมาจากความรู้สึกอับจนสิ้นหนทางของตัวละคร ต่างจาก Blacklands ที่อึมครึม แต่ก็แฝงถึงความพยายามต้องการต่อสู้ดิ้นรนให้พ้นจากสภาพนั้น แต่ Darkside หดหู่ สิ้นหวัง ด้านมืดสมชื่อเรื่อง สาเหตุสำคัญที่สุดของความรู้สึกนี้ก็คือ เราเดาตัวฆาตกรได้ตั้งแต่ต้นๆ เรื่อง ก็เลยเหมือนเห็นหายนะรออยู่ข้างหน้า ตอนอ่านไปเราก็ได้แต่พยายามภาวนาว่า อย่าให้มันเป็นอย่างที่ฉันเดาเลย แต่ทุกเงื่อนงำมันก็ชี้ไปในทิศนั้นหมด ราวกับดูรถค่อยๆ วิ่งไปตกเหว แล้วทำอะไรไม่ได้ พอมันเฉลยว่าเป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ก็ปิดหีบผลการอ่านเล่มนี้ได้เลย บทสรุปของเรื่องจบลงโดยที่หมดหวังอย่างสิ้นเชิง ชีวิตไร้แสงสว่าง คงไม่มีวันมีความสุขได้อีกแล้วล่ะ สงสารตัวละคร นั่งจินตนาการว่า ถ้าเราไม่คาดตัวฆาตกรไว้แล้ว อาจจะรู้สึกว่ามันสนุก แต่งได้ฉลาดมากก็ได้นะนี่

ก่อนจะให้คะแนนเรื่องนี้ ทำให้เราต้องคิดหนัก และลองไล่ดูเรื่องอื่นๆ ที่เราให้คะแนนไว้ว่าเกณฑ์เราอยู่ตรงไหน อันที่จริงคะแนนของเรามันก็เป็นอัตวิสัยล้วนๆ ไม่ใช่ภววิสัยอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้จะยิ่งตอกย้ำชัดๆ ว่าเราให้คะแนนตามอารมณ์ตัวเองมากๆ ซึ่งบางทีไม่ได้วัดจากตัวหนังสือเองเลย ถ้าในด้านงานเขียนของตัวนิยายเอง เราว่า เรื่องนี้มันก็เขียนดีนะ คุณภาพงานเขียนอาจจะพอๆ กับเรื่องที่เราให้ 8 ด้วยซ้ำ แต่เราไม่ชอบแบบนี้เลย อ่านแล้วไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพใจตัวเอง รู้สึกน่าผิดหวังมากๆ มันคงเป็นที่เราจัดการกับความคาดหวังของตัวเองได้ไม่ดีด้วย พอชอบเรื่องแรกมา เรื่องที่สองก็คาดหวังสูง ถ้าไม่มีความคาดหวังนั้น อาจจะไม่รู้สึกแย่เท่านี้ และอาจจะให้คะแนนที่ 7 แต่ 1 คะแนนที่หายไป เป็นค่าความผิดหวังของเรา ที่เสียนักเขียนที่คิดว่าจะตามอ่านไปหนึ่งคน

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

City of Ashes & City of Glass - Cassandra Clare

คะแนน : 6.75



เจอเรื่องที่อ่านไม่สนุกเข้า ทำให้ขี้เกียจอ่าน หันไปทำอย่างอื่นแทนซะหลายวัน แต่ไหนๆ ตั้งใจว่าจะอ่านแล้วก็อ่านให้จบ จะได้ไปอ่านเรื่องอื่นต่อ เข้าเล่มสองก็เริ่มทำใจได้ว่า ตัวละครเป็นอย่างนี้ จริงๆ ก็ยังพูดจาปากเก่งปากดีกันอยู่ แต่รู้สึกไม่น่ารำคาญเท่าเล่มแรก ก็ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย แต่ก็ยังขัดใจตอนอ่านกับสไตล์การเล่าเรื่องบ้างเป็นพักๆ เพราะมันตัดฉากบ่อยมาก บทนึงจะถูกตัดไปตัดมากล่าวถึงตัวละครคนโน้นคนนี้สลับกัน ตั้ง 3-4 ที คือ ถ้าสร้างเป็นหนังแล้วอาจจะไม่รู้สึกอะไร หรือถ้าเหมือนอ่านการ์ตูนตัดตอนสลับตัวละครไปมาก็ไม่งง แต่เป็นนิยายซึ่งมันไม่เห็นภาพ แล้วตัดฉากบ่อยๆ เปลี่ยนมุมมองการเล่าดื้อๆ กลางคันนี่ บางทีอ่านแล้วเวียนหัวนะ

เนื้อเรื่องมันเริ่มสนุกขึ้นแหละ โดยเฉพาะช่วงไคลแม็กซ์ท้ายเล่มก็สนุกดี แต่คนเขียนปล่อยจังหวะการเล่าเรื่องไม่ดี ทำให้เหมือนเดาเนื้อเรื่องได้ง่ายไปหมดเลย เรื่องรักต้องห้ามของเจซกับแคลรีย์ นี่ก็รู้แน่ๆ ว่า มันต้องไม่ใช่ เพราะชี้ทางมาให้คนอ่านเห็นแต่ไกลเลย ถ้าจะให้อ่านสนุก มันต้องหักมุมใกล้ๆ ตอนเฉลยกว่านี้ ฉากแอกชั่นต่อสู้มีมากขึ้น แต่อ่านแล้วไม่ค่อยมันส์ ไม่ชอบวิธีบรรยาย อันนี้คงเป็นที่รสนิยมเราเอง เราว่า เอาเนื้อเรื่องเรื่องนี้ไปสร้างเป็นหนังหรือวาดเป็นการ์ตูนไปเลย อาจจะสนุกกว่านี้

แต่อ่านจนจบแล้วก็พอเข้าใจล่ะว่า ทำไมมันดัง เพราะเรื่องชุด The Mortal Instruments นี้เหมือนเอาสูตรฮิตๆ มายำรวมกัน เวลาอ่านมันจะมีความรู้สึกว่า ตรงนี้คล้าย Harry Potter, ตรงนี้ Star Wars, ตรงนี้ Twilight, ตรงนี้ Buffy และอีกสารพัด คือ ไม่ได้ว่าเรื่องนี้จงใจลอกใครมานะ แต่มันเหมือนได้รับอิทธิพลมา เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย นิยาย หนัง เกม การ์ตูน หลอมรวมผสมกันเยอะๆ จนออกมาแนวนี้ ก็เลยอาจถูกใจนักอ่านรุ่นใหม่ๆ ตัวละครก็ไม่ต้องมีบุคลิกดีเด่นอะไรหรอก บรรยายมาว่าหล่อมากๆ ไว้ สาวๆ นักอ่านก็กรี๊ดๆ กันไปเองแหละ เดี๋ยวก็จะมีสร้างเป็นหนังด้วย คนเขียนตอนแรกกะไว้แค่ 3 เล่มนี้ พอขายดีก็ยืดเป็น 6 เล่ม มีภาคย้อนอดีตบรรพบุรุษมาอีกต่างหาก แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่แนวเราเลยแม้แต่น้อย พอแค่นี้ล่ะ เล่มใหม่ออกมาก็ไม่อ่านต่อแล้ว แค่ภาคนี้มันก็จบสมบูรณ์พอใช้แล้ว ไม่มีอะไรให้รู้สึกอยากติดตามต่อ มันคงผิดที่เราเองนี่แหละ ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเรื่องนี้แล้วดันไปอ่าน

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

City of Bones - Cassandra Clare

คะแนน : 6.5

ตอนแรกก็สองจิตสองใจอยู่ว่าจะอ่านเรื่องนี้ดีรึเปล่า รู้สึกตัวเองไม่ค่อยถูกกับแนว Paranormal หรือ Urban Fantasy เท่าไหร่ แต่ใน 10 อันดับ Best Series ที่โหวตกันใน Goodreads.com เหลือเรื่องนี้เรื่องเดียวที่ยังไม่ได้อ่าน ก็ลองซะหน่อยก็ได้ ไม่ลองไม่รู้

City of Bones เป็นเล่มแรกในชุด The Mortal Instruments เรื่องราวของ แคลรีย์ เด็กสาวอายุ 16 ปี ที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กยุคปัจจุบัน คืนหนึ่งในคลับเธอได้พบกับกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวประหลาด ที่บอกว่า พวกเขาคือ ชาโดว์ฮันเตอร์ นักล่าปิศาจ และในวันถัดมา แม่ของเธอก็ถูกจับตัวไป จู่ๆ แคลรีย์ก็ได้รับรู้ว่า สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่อยู่ในตำนานต่างๆ มีอยู่จริงเกือบทั้งนั้น และแม่ของเธอมีความเป็นมาลึกลับซับซ้อนเกินกว่าที่คิดไว้มาก

เพราะรู้ตัวว่าไม่ใช่แนวโปรด ช่วงแรกก็พยายามอดทน แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่เวิร์กอยู่ดี เข้าใจว่าบางทีการเริ่มต้นเรื่องมันอาจต้องอาศัยเวลาในการบิลท์บรรยากาศ แนะนำความเป็นไปในโลกของนิยายให้รู้ก่อน แต่ช่วงแรกมันน่าเบื่อมากจริงๆ นะ ยิ่งเราเอาเรื่องนี้มาอ่านต่อจาก The Underland Chronicles ซึ่งเราไม่เห็นว่า Suzanne Collins จะต้องใช้เวลาอะไรมากมายในการดึงคนอ่านให้อินกับเรื่อง ก็ยิ่งทำให้คิดว่า เรื่องนี้ยังทำได้ไม่ดีพอ เนื้อหาไม่ค่อยมี มีแต่คุยไปคุยมา ค่อยๆ ได้ฟังเรื่องราวไปเรื่อยๆ เหมือนฟังตัวละครคนอื่นๆ เล่าเรื่องความเป็นมาให้ตัวเอกฟังอีกที ไม่ได้ดึงให้คนอ่านเจอเอง ฉากแอกชั่นน้อยมาก มีแต่ฉากนั่งคุยเวลาเจอพวกเดียวกัน กับยืนคุยเวลาเจอศัตรู แล้วบทสนทนาของตัวละครในเรื่องนี้ห่วยแตกมาก อ่านแล้วขัดๆ ไม่ธรรมชาติ อย่างบางทีก็จะมีคำพูดที่ฟังแล้วไม่เข้ากับสถานการณ์เท่าไหร่ แล้วตัวละครก็บอกมาเองว่า คำพูดตะกี๊ quote มาจากเรื่องอื่น ศัพท์ที่พูดก็ไม่เหมือนคำที่คนธรรมดาใช้ เหมือนเปิด dictionary เขียน

เห็นบอกว่า Cassandra Clare เริ่มต้นงานเขียนมาจากการเขียน fanfic ของ Harry Potter เมื่อสิบปีก่อน สไตล์ของเธอมันเลยออกมาแนวนี้รึเปล่า คือยอมรับตรงๆ ว่า ไม่ชอบอ่าน fanfic หรือพวกนิยายออนไลน์ เพราะสมัยก่อนที่เคยเห็น หลายเรื่องมันชอบเป็นเรื่องที่มีแต่ประโยคที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูด ไม่ค่อยบรรยายเหตุการณ์ มีแต่บทสนทนา เหมือนเอาคำแชตออนไลน์ของสองคนมาให้อ่าน เราเป็นนักอ่านยุคเก่า เลยไม่ชอบอ่านแบบนั้น จริงๆ นิยายออนไลน์มันคงมีเรื่องดีๆ หลายเรื่องแหละ แต่ไม่อยากควานหาเอง นี่ขนาดเลือกแต่เรื่องดังๆ ที่ได้โหวตดีๆ มาอ่านนะ ยังเป็นแบบนี้เลย

ส่วนตัวละครก็ จะหยาบคายไปมั้ย ถ้าบอกว่า เรื่องนี้มีแต่ b**** กับ jerk ยกตัวอย่างฉากนึงแล้วกัน เจซช่วยแคลรีย์หนีปิศาจออกจากบ้าน ด้วยการวาดสัญลักษณ์รูนที่ตัวแคลรีย์ พออาจารย์รู้ก็ดุเจซว่ามันเสี่ยงมากนะ เจซบอกเขาแน่ใจ 90% ว่ามันได้ผล แคลรีย์ก็เลยตบเจซ เพราะ 10% ที่เหลือ แล้วไม่ขอบคุณที่เขาช่วยชีวิตซะหน่อยเลยเหรอ นี่เรื่องเดียวยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ ส่วนเจซก็ปากสุนัขมาก พูดจางี่เง่าตลอด ตัวละครอื่นทุกตัวก็ไม่มีใครที่เรารู้สึกว่าดี กว่าที่ตัวเอกสองคนนี้จะเริ่มทำตัวหายน่ารำคาญ ก็ปาเข้าไปเกิน 2/3 เรื่องแล้ว จนไม่แน่ใจว่า มันช้าไปรึเปล่าที่จะทำให้กลับลำมาเชียร์ได้

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ โลกในเรื่อง รวมมาทุกเผ่าเลยมั้ง ฮันเตอร์ วอร์ล็อค แฟรี่ แวร์วูลฟ แวมไพร์ ฯลฯ เหมือนเปิดคู่มือตำนานทั่วโลก แล้วใส่ชื่อพวกนั้นมา แต่ละพันธุ์ยังไม่มีบทจริงจังมากเท่าไหร่ ประเด็นหลักๆ ของเรื่องอยู่ที่ความขัดแย้งของพวกชาโดว์ฮันเตอร์ด้วยกันเอง เรื่องมันน่าเบื่อมากจนเกือบจะจบเรื่อง มามีดราม่าช่วงท้ายๆ ซึ่งก็สนุกขึ้นหน่อยแหละ แต่ไม่อยากบอกเลยว่า เดาเนื้อเรื่องสำคัญที่เฉลยท้ายเล่มได้หมดตั้งแต่กลางเรื่อง ตอนที่ได้ยินว่า แม่ของแคลรีย์เคยแต่งงานกับนายคนนั้น แค่นั้นก็รู้เรื่องหมดแล้วล่ะ แม้แต่เรื่องเจซก็รู้ จากตอนที่หมอดูทำนาย ไม่เห็นจะเซอร์ไพรส์เลยสักนิด

เดี๋ยวเล่มถัดๆ ไปมันอาจจะมีดีกว่านี้รึเปล่า ถ้ามีแค่นี้มันไม่น่าโหวตได้อันดับ 7 มาใช่มั้ย อย่างน้อยจะลองอ่านให้จบไตรภาคแรกก่อน แต่ถ้ามันไม่โดนจริงๆ ต่อไปต้องยอมรับความจริง ลาขาดพวก Urban Fantasy

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Lady of Quality - Georgette Heyer

คะแนน : 6.5

โดยรวม Georgette Heyer เป็นนักเขียนที่เราชอบนะ มีหลายเรื่องของเธอที่เราชอบเอามากๆ แต่ก็มีหลายเรื่องเหมือนกันที่ไม่ใช่แนวเรา อย่างพวกที่มีนางเอกเก่งกล้า ทำตัวแหวกแนว แบบ Frederica, The Grand Sophy พวกนี้ก็โอเค แต่อ่านแล้วก็ยังไม่ได้ประทับใจอะไรมาก แต่เพราะอยากจะไล่อ่านงานของเธอไปเรื่อยๆ ด้วยความหวังว่าอาจจะเจอเรื่องที่ทำให้เราชอบมากๆ อีก ยังขี้เกียจกับ An Infamous Army (เรื่องต่อจาก Devil’s Cub) อยู่ดี ก็เลยลองเรื่องอื่นก่อน มาลงเล่มนี้ เห็นได้รีวิวมาดี Lady of Quality นิยายโรแมนซ์เรื่องสุดท้ายที่ตีพิมพ์ก่อน Heyer เสียชีวิต ไม่นับ My Lord John

อ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกสมน้ำหน้าตัวเองเล็กน้อย เพราะสังหรณ์ใจไว้ก่อนแล้วว่าอาจจะไม่ค่อยชอบเรื่องนี้ เหมือนเราไม่ค่อยชอบงานที่ออกมาช่วงปีหลังๆ ของเธอ และจากความรู้สึกว่า เรื่องมันมีอะไรคล้ายๆ Venetia ซึ่งเป็นเรื่องของ Heyer ที่เราไม่ชอบเอาซะเลย แล้วมันก็เป็นจริงจนได้ ถึงจะไม่แย่เท่าเรื่องนั้น แต่มันก็เป็นอีกเล่มที่แป้กมาก

นางเอก มิสแอนนิส วิชวูด เป็นสาวสวยรวยเสน่ห์ฐานะดีมีตระกูล ที่อยู่เป็นโสดไม่ยอมแต่งงานมาจนอายุ 29 ปี เพราะไม่ถูกใจใคร ด้วยความอยากได้อิสระ ตอนนี้เธอจึงขอแยกตัวออกจากบ้านพี่ชาย มาอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองที่เมืองบาธ ระหว่างทางพบเด็กสาวหนีออกจากบ้าน แอนนิสก็เลยรับมาพักอยู่ด้วยก่อน เด็กสาววัย 17 คนนั้นเป็นหลานสาวของพระเอก มิสเตอร์โอลิเวอร์ คาร์ลตัน มหาเศรษฐีเสเพลที่ไม่ยอมแต่งงานซะทีเหมือนกัน พระเอกก็เลยมาตามหลานที่บ้านนางเอกก็เลยเจอกัน พูดแค่นี้ที่เหลือก็รู้เรื่องหมดแล้วล่ะ

การอ่านนิยายที่เรื่องมันเป็นไปตามสูตรมากๆ แบบนี้ เราไม่ได้คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่อง แค่อยากได้ตัวละครที่น่ารัก บทสนทนาที่อ่านแล้วสนุก แต่เพราะตัวเอกเรื่องนี้ไม่ใช่แบบที่ชอบ พระเอกแก่ ปากเสีย นางเอกหัวแข็ง ปากกล้า ตัวละครประกอบน่ารำคาญทุกคน นิยายที่มันไม่ค่อยมีเนื้อเรื่อง แต่ดำเนินเรื่องด้วยการอ่านตัวละครคุยกันนี่ พอไม่ชอบตัวละคร มันก็จบค่ะ เล่มนี้ก็ไม่เหลืออะไรน่าสนใจให้อ่านเลย อ่านด้วยความรู้สึกเบื่อมาก อ่านแล้วรู้สึกไม่ได้อะไร เสียเวลาอ่านทำไมไม่รู้

เวลาอ่านเจอเรื่องที่ไร้ความหมายหลายๆ ทีเข้า บางทีก็เซ็งเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยหยุดอ่านนิยายได้เลย ยังไม่ทันอ่านเรื่องนี้จบ ก็คิดแล้วว่าจะอ่านเรื่องไหนต่อดี มีเวลาก็อยากหยิบเล่มใหม่มาอ่านไปเรื่อยๆ เพราะถ้าไม่หยิบมาอ่านก็ไม่รู้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ มันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการอ่าน เหมือนเป็นขั้นตอนหนึ่งในความพยายามเดินทางเพื่อค้นหาเรื่องที่จะทำให้เราชอบ อ่านต่อไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้เจอเรื่องที่เราอ่านแล้วมีความสุข และจะได้มาเป็นคำตอบว่าทำไมเราถึงรักการอ่าน

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

The Lady Most Likely...

คะแนน : 6.75

เพราะเกิดอาการขัดใจเล็กๆ จาก Ender เล่ม 2 กำลังตัดสินใจว่าจะอ่านเล่มที่เหลือต่อดีหรือเปล่า ก็เลยอยากหาหนังสือเบาๆ มาเบรกก่อนสักนิดนึง

The Lady Most Likely... เป็นนิยายที่มีผู้แต่งร่วมกัน 3 คน ไม่ได้แต่งแยกเป็นเรื่องสั้นของแต่ละคน แต่รวมเป็นเรื่องเดียวกัน โดยสร้างสถานการณ์ให้ตัวละครทั้งหมดเป็นแขกรับเชิญมาพักที่บ้านมารฺ์ควิส เพราะเลดี้เจ้าของบ้าน พยายามหาคู่ให้พี่ชาย เรื่องก็แบ่งเป็นสามส่วน มีพระเอก-นางเอก 3 คู่ คู่แรกเบาๆ ไม่มีอะไร แต่ก็โอเค อ่านดูรู้ทันทีว่านี่ Julia Quinn ส่วนผู้แต่งอีกสองคนไม่เคยอ่านเลยแยกไม่ออกต้องดูชื่อถึงจะรู้ คู่ที่สองไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เรื่องนี้ของ Connie Brockway คู่ที่สาม ของ Eloisa James เหมือนจะดีที่สุดในเล่มแต่ก็ยังไม่โดนใจ

โดยรวมมันก็เหมือนพวกเล่มรวม Anthology แค่รวมกันเนียนกว่า พอเป็นเหมือนเรื่องสั้น ยังไงก็ไม่มีเวลาพัฒนาตัวละครและเนื้อเรื่อง ทั้งที่ไม่คาดหวังอะไรมาก แต่อ่านแล้วก็ยังไม่รู้สึกประทับใจอะไรเลย สรุปว่า ทั้งที่ตั้งใจอยากอ่านเรื่องที่ไม่โดนคนแต่งยัดเยียดความคิดอะไรให้ แต่พอมันไม่มีอะไรเลยเข้าจริงๆ ก็กลับรู้สึกว่ามันช่างว่างเปล่าเบาหวิว กลวงโบ๋จริงๆ อาจเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย เลยอยู่ในอารมณ์เอาใจยากมั้ง

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Blood Promise & Spirit Bound - Richelle Mead

Blood Promise (Vampire Academy #4)
คะแนน : 8

- เนื้อเรื่องหลักคือ โรสออกเดินทางมาต่างประเทศเพื่อภารกิจไล่ตามคนที่ไม่ควรเอ่ยชื่อ เพราะอาจสปอยล์มากไป
- เปิดเรื่องมาได้น่าสนใจเพราะได้มาอยู่ในสถานที่ใหม่ เจอตัวละครใหม่ๆ เราชอบซิดนีย์ อนาถใจวิคตอเรีย และเราเดาว่าเอ๊บเป็นใครถูกตั้งแต่แรก
- ในครึ่งเล่มแรกนี้ตลกดีที่โรสนึกถึงความหลังกับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร เยอะกว่าบทจริงๆ ของเจ้าตัวสามเล่มแรกรวมกันซะอีก
- การที่โรสรับรู้เรื่องลิซซาได้ ก็สะดวกดี ทำให้ถึงตัวไกลกัน ก็ยังเล่าเรื่องฝั่งโรงเรียนไปพร้อมกันได้ ถึงบางทีจะรู้สึกว่ามันเป็นเครื่องมือการเล่าเรื่องที่มักง่ายไปหน่อย
- ตอนที่โรสถูกกักตัวอยู่ในคฤหาสน์กลางเรื่อง เยิ่นเย้อไปหน่อย
- ฉากการไล่ล่าท้ายเรื่องโคตรมันส์เลย อย่างกับดูหนัง Terminator หนียังไงก็ไม่พ้นซะที สนุกมาก
- เล่มนี้อ่านแล้วรู้สึกว่า ที่เราอดทนอ่านเรื่องแวมไพร์ทั้งที่ไม่ค่อยชอบ ในที่สุดก็ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า

Spirit Bound (Vampire Academy #5)
คะแนน : 6

ในที่สุดเราก็หมดความอดทนกับโรสนะ เป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวสุดๆ ไม่รู้จะพูดถึงเล่มนี้ต่อยังไง ถึงจะพยายามกำกวมแค่ไหนก็คงสปอยล์อยู่ดี


ครึ่งเล่มแรกของเล่มนี้ เราก็ยังสนุกอยู่เพราะผลที่ค้างมาจากเล่มที่แล้ว และตอนที่ไปแหกคุกก็สนุกดี แต่เราก็ข้องใจนิดๆ แล้วว่า โรสไม่ควรมาคบกับเอเดรียนทั้งที่ยังเคลียร์เรื่องเก่าไม่เรียบร้อย และถึงเราจะชอบเอเดรียน แต่เราไม่อยากให้เขาคู่กับโรส เพราะรู้สึกว่าเขาน่าจะดีเกินกว่าเธอ จนในที่สุดพอชัดเจนแน่แล้วว่า ยังไงเธอก็ตัดใจไม่ได้ เราก็รู้สึกแย่กับโรสมากๆ เธอใช้ประโยชน์จากผู้ชายที่มาชอบเธอสองคนแล้วนะ แต่เอเดรียนก็โง่เองด้วยเหมือนกันที่ตาบอดมาหลงผู้หญิงอย่างนี้ สองเล่มที่แล้วเรานึกว่าเธอจะเป็นคนดีขึ้นแล้วซะอีก ในที่สุดก็เห็นชัดว่ามันไม่ใช่เลย และจุดที่ทำให้เรารับเธอไม่ได้อีกต่อไปก็คือ ตอนที่เธอลังเลใจปล่อยให้ดมิทรีรอดไปได้ เธอแทบไม่ได้รู้สึกผิดที่ทำให้ชีวิตคนบริสุทธิ์มากมายต้องตายเลย ถูกเพื่อนต่อว่าก็จ๋อยไปนิดนึง แต่ไม่ได้สำนึกเลย

ตอนกลางเรื่องที่ดมิทรีคืนกลับมา ปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อโรสตอนแรก ทำให้เราหัวเราะเลย สองคนนี้เหมาะสมกันแล้ว เหมือนผีเน่าคู่กับโรงผุ เรารู้สึกสมน้ำหน้าโรสมากๆ และเกลียดดมิทรีไปพร้อมๆ กัน ผู้ชายอ่อนแองี่เง่า เป็นพระเอกนางเอกที่ห่วยแตกทั้งคู่ หลังจากนั้นเราก็อ่านไม่สนุกอีกต่อไป ไม่แคร์อะไรกับเจ้าพวกนี้แล้ว ตัวละครเรื่องนี้ไม่มีใครน่าชื่นชมเลย ถ้าเก่งก็เลว ถ้าดีก็โง่ อ่านไปให้จบๆ เท่านั้นเอง

โรสเป็นคนที่เห็นแก่ตัวสุดๆ และไม่เคยนึกถึงใจคนอื่นเลย สิ่งที่เธอทำให้เจ้าหญิงลิซซาสำหรับเราไม่ถือเป็นการทำเพื่อคนอื่น เพราะโรสถือว่าลิซซาคือคนของเธอ ผู้ชายคนที่เธอรักก็ของเธอ เสียสละให้สองคนนี้ก็เหมือนทำเพื่อตัวเองอยู่ดี คนอื่นที่เธอไม่นับเป็นของเธอ โรสก็ไม่เคยแยแสว่าการกระทำของเธอจะส่งผลกระทบกับพวกเขายังไง เป็นคนที่ขาดจิตสำนึกถึงผู้อื่นอย่างรุนแรง

และที่เราขัดใจสุดๆ คืออะไรรู้มั้ยคะ ก็เพราะพออ่านจบเรามาอ่านรีวิว ท่าทางแฟนๆ หนังสือที่ชอบเรื่องนี้ ที่ส่วนใหญ่ก็คงเป็นวัยรุ่นแหละ ดูจะไม่ค่อยมีใครติดใจกับนิสัยเสียของโรสเลย บางทีมันก็รู้สึกเศร้าใจ สมัยนี้ความคิดกับพฤติกรรมนางเอกแบบนี้มันปกติธรรมดาแล้วใช่มั้ย ไม่มีใครถือสาหรือมองว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อีกต่อไป

Last Sacrifice (Vampire Academy #6)
คะแนน : ??

เสียความรู้สึกจากเล่มที่แล้ว หมดอารมณ์อ่านเล่มนี้ เปิดตอนจบก่อนเลย แล้วค่อยย้อนมาอ่านตอนต้นแบบเร็วๆ จนถึงเล่มสุดท้ายเราก็ยังไม่ค่อยชอบโลกและสังคมแวมไพร์ในเรื่องชุดนี้เท่าไหร่ เนื้อเรื่องเล่มจบไม่ได้แย่อะไร ก็เรื่อยๆ ธรรมดา แต่คงใช้ความรู้สึกเราเป็นมาตรวัดไม่ได้ เพราะเราไม่ชอบหน้าโรสซะจนไม่สามารถปล่อยใจให้สนุกกับเนื้อเรื่องได้อีกแล้ว ให้คะแนนเล่มนี้ไม่ได้เพราะไม่ไว้ใจอคติของตัวเอง อ่านจบแล้วเซ็ง ขี้เกียจพูดถึงมาก ยังดีนะนี่ที่ซีรีส์นี้อ่านรวดเดียวตอนออกมาจนจบแล้ว ยังไงก็ไม่ได้เสียเวลาติดตามนาน

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Graceling - Kristin Cashore

คะแนน : 6.5

เรื่องแฟนตาซีที่มีฉากดำเนินเรื่องอยู่ในดินแดน Seven Kingdoms ตัวเอกคือ แคทซ่า เป็นผู้มีพลังพิเศษที่เรียกว่าเกรซ พวกเกรซลิงก์จะมีลักษณะพิเศษคือดวงตาสองข้างจะมีสีไม่เหมือนกัน และความสามารถเกรซของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่เมื่ออายุแปดปีที่แคทซ่าพลั้งมือฆ่าคนตาย เธอก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฆ่าและการลงทัณฑ์ โดยราชาผู้เป็นลุงของเธอเอง แม้จะจำใจยอมทำตามคำสั่ง แต่แคทซ่าก็ได้แอบร่วมมือกับกลุ่มคนสนิทตั้งเป็นสภา เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม

อ่านไม่สนุกเลย เรื่องมันแบ่งเป็น 3 Part ช่วงแรกเป็นการแนะนำฉากกับตัวละคร น่าเบื่อมาก อืด เอื่อย อ่านไปก็นึกไปว่า เมื่อไหร่มันจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักทีเนี่ย สงสัยติดดูหนัง action มากไป เรื่องไหนดำเนินเรื่องไม่ทันใจก็เบื่อมากเลย วาง หันไปเล่นเกมดีกว่า พอเข้าช่วงที่สอง เออ ค่อยสนุกขึ้นหน่อย ไปสืบเรื่องราวถึงผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวพ่อของราชาอีกอาณาจักร เริ่มเห็นแววว่าทำไมคนชมเยอะ ดาว Amazon เรื่องนี้ดีมากเลยนะ แต่พอมาถึงช่วงปีนเขาก็ทำเราเบื่ออีกแล้ว เดินทางไม่รู้กี่วันกี่คืนผ่านพายุหิมะ สู้กับสิงโตภูเขาไปตัวเดียวเอง หลังฆ่าตัวร้ายจบ ก็ไม่ยอมจบ เรื่องหลังจากนั้นกลายเป็น anticlimax ไปเลย

เราไม่ชอบตัวเอกเรื่องนี้ ทั้งแคทซ่าทั้งโพเลย โพยังไม่เท่าไหร่ ธรรมดางั้นๆ แต่แคทซ่าเป็นผู้หญิงน่าเบื่อมาก นอกจากสู้เก่งก็ไม่เห็นมีอะไรดี คนเข้มแข็งไม่จำเป็นต้องเป็นคนกระด้างนะ ว่าแต่นี่มันเป็น YA เหรอนี่ วรรณกรรมเยาวชนนี่มันมีตัวร้ายโรคจิตที่ชอบทำร้ายเด็กผู้หญิงด้วยเรอะ แถมมีฉากอย่างว่าด้วย ถึงจะไม่ได้บรรยายโจ่งแจ้ง แต่อ่านก็รู้หมดเลยนะว่ากำลังทำอะไร อืมม์ อย่างน้อยคนอ่านก็ควร 15+ นะเรื่องนี้

ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ เราว่าในสังคมปัจจุบัน การเป็นคนรักกันเฉยๆ โดยไม่แต่งงาน มันก็ไม่เป็นไรนะ แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน แต่อย่างในเรื่อง เราคงไม่ติดใจถ้าแคทซ่าจะเลือกทำอย่างนั้นเพราะเป็นความต้องการของตัวเองจริงๆ แต่นี่มันดูเหมือนเธออยากทำเพื่อพิสูจน์อะไรก็ไม่รู้ เรานับถือคนที่กล้าแหกกรอบถ้าเรารู้สึกว่าเขาทำไปเพราะเขาไม่ยึดติดกับกรอบ ไม่แคร์สังคมจริง แต่คนที่ต่อต้านธรรมเนียมเพราะแค่รู้สึกไม่อยากอยู่ในกรอบ มันฟังไม่เข้าท่ายังไงก็ไม่รู้ มันก็เหมือนโดนกรอบบังคับตัวตนอยู่นั่นแหละ จนจบเรื่องก็เหมือนใจยังไม่สงบ ดูแคทซ่ายังมีความสุขในตัวเองไม่ได้เลย แต่นี่อาจเป็นความรู้สึกของเราคนเดียวก็ได้

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

My Lord and Spymaster - Joanna Bourne

คะแนน : 6

เล่ม 2 ในซีรีส์ เนื้อเรื่องเป็นเหตุการณ์หลังจากเล่มแรก The Spymaster's Lady ประมาณ 10 ปีมั้ง สังเกตจากที่เอเดรียนเป็นหนุ่มใหญ่เต็มตัว จนแทบจำไม่ได้ แต่นอกจากตัวละครบางคนแล้ว เนื้อเรื่องสองเล่มไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ประเด็นสายลับในเล่มนี้ก็ไม่ใช่เรื่องระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส

พ่อของเธอถูกกล่าวหาว่าส่งข่าวให้พวกของนโปเลียน เจสซี่ วิธบี้ ต้องการช่วยแก้มลทินให้พ่อและช่วยไม่ให้เขาถูกแขวนคอ เธอต้องพยายามหาคนร้ายตัวจริง และหนึ่งในผู้ที่เธอสงสัยก็คือ เซบาสเตียน เคนเน็ตต์ กัปตันเรือ ผู้ที่เป็นคนกล่าวหาพ่อของเธอนั่นเอง เจสซี่พยายามวางแผนล้วงกระเป๋าเซบาสเตียน แต่เกิดอุบัติเหตุทำให้เธอหมดสติไป เซบาสเตียนจึงพาเธอเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา เขารู้สึกติดใจเธอ ก่อนที่จะรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของคนทรยศในวันรุ่งขึ้น

เซบาสเตียนเป็นเพื่อนของเอเดรียน ซึ่งบัดนี้เติบโตก้าวหน้าในหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษแล้ว ส่วนเจสซี่ก็เคยเป็นสมุนของลาซารัส หัวหน้าอาชญากรตัวเอ้ และรู้จักกันดีกับเอเดรียน เรื่องราวส่วนใหญ่ก็เป็นการพยายามหาหลักฐานว่า ใครกันแน่เป็นคนขายชาติตัวจริง ซึ่งที่จริงง่ายมาก คนร้ายโผล่มาปุ๊บคนอ่านก็เดาได้ทันที การหาหลักฐานก็ไม่มีแผนการยิ่งใหญ่อะไร แค่แอบเข้าไปค้นห้องพัก ปีนหลังคา หาบันทึกเดินเรือ เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องในส่วนของงานสายลับในเล่มนี้อ่อนมาก ไม่สนุกเลยสักนิดเดียว

เซบาสเตียนกับเจสซี่เป็นคู่พระนางที่ห่วยมาก เราไม่ชอบบุคลิกของทั้งคู่ และไม่รู้สึกว่าทั้งสองมีปฏิกิริยาเคมีที่เข้ากันได้ลงตัวเลย เจอหน้าก็เถียงกันไปซะครึ่งเล่ม เรื่องใครผิดใครถูกกันแน่ ที่จริงอ่านซีรีส์นี้มาสามเล่ม เรารู้สึกว่า พระเอกนางเอกรักกันง่ายไปทุกเล่ม เหมือนกับว่า ยังไม่ค่อยรู้จักกันดี ทั้งๆ ที่ยังไม่ไว้ใจกันเลย ก็บอกตัวเองว่ารักอีกฝ่ายซะแล้ว แต่เรื่อง SML กับ FR เอาตัวรอดจากปัญหานี้ไปได้ เพราะพระเอกนางเอกโอเค และเนื้อเรื่องยังพอจะสนุก แต่เล่มนี้ไม่มีข้อดีพวกนั้นมาช่วยกลบเกลื่อนความอ่อนด้านโรแมนซ์ไปได้เลย เซบาสเตียนไม่เคยทำดีกับเจสซี่ เจสซี่ไม่เคยทำดีกับเซบาสเตียน ไม่รู้ว่ารักกันเข้าไปได้ไง

ตัวละครหลายตัวไม่ค่อยอธิบายความเป็นมา เหมือนเล่าครึ่งไม่เล่าครึ่ง ปล่อยให้คนอ่านงง อย่างอาสะใภ้กับลูกพี่ลูกน้องของเซบาสเตียน บาทหลวงที่เจสซี่ไปหา เหมือนบรรยายบุคลิกแล้วดูน่าจะมีความสำคัญ แต่กลับไม่มีบทบาทอะไร เหมือนกับว่า คนแต่งคิดเรื่องราวตัวละครไว้ในหัวเยอะมาก แต่ปล่อยเรื่องให้คนอ่านรู้ได้ไม่ดี ถ้ามันไม่สำคัญกับเนื้อเรื่องเล่มนี้ก็ยังไม่น่าใส่มาให้คนอ่านเสียสมาธิ แม้แต่เอเดรียนตอนแรกก็ยังทำให้เรางงว่า เป็นคนเดียวกับเด็กในเล่มก่อนรึเปล่า เอเดรียนไม่เหลือเสน่ห์จากตอนเด็กเลย ลาซารัสที่กล่าวถึงบ่อยๆ ในสองเล่มที่อ่านไป เราได้เจอตัวจริงในเล่มนี้ แต่เราไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ของเจสซี่กับลาซารัส จนอ่านจบแล้วต้องไปอ่านในเว็บของผู้เขียนถึงจะรู้เรื่อง ซึ่งคนอ่านไม่ควรต้องทำขนาดนั้น

เนื้อเรื่องและบรรยากาศในเล่มนี้แสดงถึงโลกมืดเกินกว่ารสนิยมของเรา ฉากที่เจสซี่บุกเข้าไปหาลาซารัสที่รัง ความเลวร้ายต่างๆ ของลาซารัส โดยเฉพาะผู้หญิงที่ถูกจับตัวมา รบกวนจิตใจของเราอย่างรุนแรง และเราไม่ชอบเอามากๆ ที่เหมือนกับว่า ตัวเอกของเรื่องนับถือคนเลว เจอด้านมืดในเล่มนี้เข้าไป เราแทบไม่อยากอ่านเรื่องของเอเดรียนกับจัสตีนที่จะเป็นเรื่องในเล่ม 4 แล้วนะ ดูจากบุคลิกของเอเดรียนที่กลายเป็นตัวอันตรายเต็มที่ ไม่อยากนึกภาพเลยว่า สองคนนั้นต้องผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Archangel's Kiss - Nalini Singh

คะแนน : 6.5



อย่างที่บอกไปคราวที่แล้วว่า เราเริ่มอ่านเล่มนี้ไปได้นิดหน่อยแล้ว แต่พอได้ Bonds of Justice มา เราก็เปลี่ยนไปอ่านเล่มนั้นทันที มันคงเป็นเครื่องบ่งชี้ความชอบของเราที่มีต่อซีรีส์ Psy-Changeling กับซีรีส์นี้อยู่แล้ว และเป็นสัญญาณไม่ดีเลยถึงความรู้สึกของเราที่มีต่อ Archangel's Kiss (Guild Hunter เล่ม 2) เพราะแปลว่า มันดึงความสนใจเราไม่อยู่ ทั้งที่ปกติเรามักจะอ่านไปทีละเรื่องให้จบก่อนเสมอ

ในเล่มนี้ เป็นเรื่องต่อเนื่องจาก Angels' Blood โดยตัวเอกยังคงเป็นเอเลน่ากับราฟาเอลเหมือนเดิม เอเลน่าที่นอนหลับไหลจากอาการบาดเจ็บปางตายท้ายเล่มที่แล้วนานถึง 1 ปี บัดนี้เธอผู้กลายเป็นเทวทูตปีกดำได้ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว ฮันเตอร์สาวต้องเรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ในโลกของเทวทูตและแวมไพร์ และพบว่าเธอกลายเป็นเป้าหมายเสี่ยงอันตรายจากมหาเทพตนอื่นๆ อีกด้วย

ไม่รู้เป็นผลจากการที่กลับมาอ่านเล่มนี้ต่อทันทีหลังจากที่เพิ่งอ่าน Psy 8 ซึ่งสนุกมากจบหรือเปล่า แต่เราอ่านเล่มนี้โดยไม่รู้สึกสนุกเลย เพราะตัวเอกเป็นคู่เดิม เราก็รู้จักอยู่แล้ว เล่มนี้เราได้รู้เรื่องความหลังของทั้งเอเลน่าและราฟาเอลมากขึ้น แต่เราว่ามันเยิ่นเย้อซ้ำซากมาก เนื้อเรื่องเสียเวลากับฝันร้ายและความทรงจำในอดีตของนางเอกมากเกินไป มันค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะเป็นสิ่งที่พอเดาได้อยู่แล้วจากที่กล่าวถึงในเล่มแรก

เนื้อเรื่องในปัจจุบันแทบไม่มีอะไรเลย เกิดเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อยๆ ฝึกร่างกาย ฝึกต่อสู้ ฝึกอาวุธ ฝึกบิน เรียนประวัติศาสตร์ของเหล่าเทวทูต สลับกับการเจอเหตุลอบทำร้ายผู้ใต้ปกครองของราฟาเอล โดยผู้ต้องสงสัยคือพวกเทวทูตที่หวังตำแหน่งมหาเทพ จนท้ายเรื่องก็ไปจบที่การต่อสู้ในงานเลี้ยงของมหาเทพจูลี่จวน ผู้ปกครองดินแดนจีน ซึ่งก็บอกไว้ตั้งแต่ต้นเล่ม ไม่มีจุดพลิกผัน ไม่มีจุดหักมุม

ตัวละครใหม่ๆ พวกองครักษ์ทั้งเจ็ดของราฟาเอลเวียนกันมาปรากฏตัว เพื่อแนะนำให้คนอ่านรู้จัก แต่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในเนื้อเรื่องจริงจัง ไม่รู้เตรียมเอาไว้เป็นตัวเอกในเล่มอื่นรึเปล่า แต่โผล่หน้ามาจนเวียนหัว จำไม่ได้ และดึงความสนใจจากตัวเอกออกไป ทำให้เนื้อเรื่องไม่มีเอกภาพ และสารภาพตามตรง เราเกลียดบุคลิกของพวกแวมไพร์และเทวทูต ไม่น่ารักและมีเสน่ห์เหมือนพวกเชนจลิงก์เลย ถ้าไม่ได้อ่าน 2 ซีรีส์นี้ใกล้กัน ไม่รู้เราจะอ่านเล่มนี้สนุกกว่านี้รึเปล่า แต่เมื่อจังหวะการอ่านเป็นแบบนี้ ก็อดเปรียบเทียบกันไม่ได้ และทำให้ไม่ปลื้มซีรีส์นี้เอาซะเลย

++++++++++++++++++++


Angels' Judgment
คะแนน : 7


เป็นเรื่องสั้น อยู่ในเล่มรวมเรื่องชื่อ Must Love Hell Hounds เนื้อเรื่อง Angels' Judgment เกี่ยวพันในชุด Guild Hunter เป็นเรื่องของซาร่ากับดีคอน ซาร่าเป็นเพื่อนสนิทของเอเลน่า ในเรื่องเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าเล่ม 1 ซาร่ายังทำงานเป็นนักล่าแวมไพร์ แต่กำลังถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรฮันเตอร์กิลด์ จึงต้องถูกทดสอบฝีมือจากเหล่าเทวทูต ผอ. คนเก่าจึงส่ง ดีคอน สเลเยอร์ฝีมือฉกาจ มาช่วยซาร่ารับมือในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เป็นเรื่องสั้นๆ ไม่มีอะไรมาก อ่านเพื่อได้รู้จักโลกแวดล้อมในซีรีส์นี้มากขึ้น

++++++++++++++++++++

Angels' Pawn
คะแนน : 7


เป็นเรื่องสั้นที่มีในเวอร์ชันอีบุ๊คเท่านั้น ยังไม่พิมพ์เป็นเล่ม เรื่องของแอชวีนี่ (หรืออาจจะเป็น อัศวินี) นักล่าแวมไพร์ เพื่อนของเอเลน่า โนเวลล่าเรื่องนี้ไม่บอกเวลาในเรื่อง เลยไม่แน่ใจว่า อยู่ตรงช่วงไหนของซีรีส์ แอชรับงานจากเทวทูตนาซาแรค ให้พาตัวแวมไพร์ที่ถูกแวมไพร์อีกกลุ่มลักตัวไปกลับมา โดยมีฌาวิเยร์ แวมไพร์เชื้อสายเคจัน ที่เคยเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับแอชมาหลายครั้ง มาเป็นผู้ช่วยในภารกิจครั้งนี้ เนื้อเรื่องสั้นๆ แต่ทำให้ได้รู้จักบทบาท ชีวิต และสังคมของพวกแวมไพร์ในโลกนี้มากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างแอชกับฌาวิเยร์ ยังไม่ลงเอยกันในเล่มนี้ เพราะเรื่องมันสั้น ยังอยู่แค่ขั้นยั่วเย้าแหย่กัน แต่ก็ขำๆ ปนเซ็กซี่ดีนะ และได้เห็นเค้าลางแว้บๆ ของความสัมพันธ์ที่จะยุ่งยากและลึกซึ้งมากขึ้นในอนาคต ระหว่างแวมไพร์กับนักล่าคู่นี้

เทวทูตนาซาแรคนี่ ดูบทเป็นตัวร้ายมากกว่าแวมไพร์ซะอีก พวกเทวทูตกับมหาเทพในซีรีส์นี้ เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีพลังและไม่ตายแค่นั้น ปกครองด้วยอำนาจ ไม่เกี่ยวกับศีลธรรมเลย นึกถึงเวลาอ่านเรื่องของเทพกรีก เทพนอร์ส ที่บางทีพวกเทพก็ทำอะไรแปลกๆ เราเคยอึ้งมากเลยตอนอ่านเรื่องของเทพีเฟรย่ากับสร้อยคอของคนแคระ เพราะฉะนั้นตอนอ่านเรื่องพวกเทพๆ แนวนี้ ต้องลบภาพจากใจไปก่อน เทวดาไม่จำเป็นต้องคู่ความดี

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

A Princess of Landover - Terry Brooks

คะแนน : 6.5

หนังสือเล่มที่ 6 ในชุด Magic Kingdom of Landover หรือในชื่อไทยคือ ประกาศขายอาณาจักรแห่งเวทมนตร์ เรื่องของ เบ็น ฮอลิเดย์ ชายชาวมนุษย์ที่สิ้นหวังกับชีวิตในโลกปัจจุบัน จึงสั่งซื้ออาณาจักรเวทมนตร์จากแคตาล็อก แล้วได้ไปเป็นพระราชาปกครองดินแดนแลนโดเวอร์ ต้องกอบกู้อาณาจักร ปัดเป่าเภทภัยจากปิศาจและแม่มดราตรี เป็นผลงานของ Terry Brooks ซึ่งเป็นผู้แต่งซีรีส์ Shannara ซึ่งเป็นนิยายแฟนตาซีที่เราชอบมากๆ นั่นเอง แต่ชุด Magic Kingdom จะเป็นแฟนตาซีแบบเบาๆ กว่า

ซีรีส์นี้เล่มแรกๆ เราก็ยังชอบอยู่ ถึงจะรู้สึกว่ามันเบาไปหน่อย ไม่ใช่แฟนตาซีเข้มข้น แต่พอมาเล่มหลังๆ เราก็เริ่มชอบน้อยลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับธรรมดา โดยเฉพาะตั้งแต่เล่ม 5 ที่เริ่มกล่าวถึงเรื่องราวลูกสาวของเบ็น มาในเล่ม 6 นี้ ตัวเอกของเรื่องเปลี่ยนเป็น มิสตาย่า ลูกสาวของเบ็นเต็มตัวแล้ว

ตอนนี้ มิสตาย่า โตเป็นเด็กสาววัยรุ่น อายุ 15 ปี ถูกพ่อส่งมาเรียนที่โรงเรียนประจำในโลกมนุษย์ แต่ก็ก่อเรื่องใช้เวทมนตร์จนถูกโรงเรียนสั่งพักการเรียน มิสตาย่าจึงกลับบ้านมา เบ็นจึงลงโทษด้วยการจะส่งเธอไปทำงานฟื้นฟูที่ไลบิริส ซึ่งเป็นห้องสมุดร้างของอาณาจักร ด้วยความน้อยใจบวกความดื้อรั้น มิสตี้จึงหนีออกจากบ้าน แต่สุดท้ายเพื่อไม่ให้ใครตามเจอ ก็ไปลงเอยซ่อนตัวอยู่ที่ไลบิริสนั่นเอง ที่นั่นเธอต้องปิดบังตัวตน และทำงานจัดเรียงหนังสือ ท่ามกลางคนและสิ่งมีชีวิตที่มีความเป็นมาและจุดประสงค์ไม่แน่ชัด และเธอต้องแก้ไขสถานการณ์ยุ่งยากที่เกิดขึ้นที่นั่น

เป็นเล่มที่อ่านไปเรื่อยๆ ไม่มีความรู้สึกประทับใจอะไรเป็นพิเศษ เนื้อเรื่องไม่มีอะไร เดาได้หมด อีกอย่างเรารำคาญมิสตาย่าด้วย เธอเป็นเด็กดื้อ หัวแข็ง เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจ มานึกๆ ดู มันก็เป็นเรื่องปกติของเด็กวัยนั้นมั้ง แต่มันทำให้เราเบื่อเธอมากๆ เวลาเธอพูดตะคอกคนนู้นคนนี้ หลายครั้งที่เราบ่นในใจว่า เด็กเวรเอ๊ย! เลยทำให้อ่านไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะไม่แคร์กับความเป็นไปของเธอ กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าฉบับแปลไทยซึ่งเราซื้อเก็บอยู่ออกวางขาย ควรจะซื้ออ่านต่อดีมั้ย แล้วท่าทางซีรีส์ยังไม่จบด้วย เพราะทิ้งท้ายแบบมีเล่มต่อไป ทั้งๆ ที่แฟนตาซีเป็นแนวที่เราชอบอ่านมากที่สุดตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยที่อ่านนาร์เนียตอนประถม แต่ตอนนี้กลับไม่ค่อยอินกับแฟนตาซีสไตล์เบาๆ แล้ว สงสัยเราคงแก่เกินวัยที่จะอ่านหนังสือเด็กๆ แบบนี้แล้วมั้ง

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Judith McNaught (12) Double Exposure (A Gift of Love)

A Gift of Love – Double Exposure, 1995 (ไม่ทราบข้อมูลฉบับแปล)
Anthology
Hero & Heroine: Spencer Addison & Corey Foster
คะแนน : 6


ตอนสมัยวัยรุ่น คอรีย์เคยแอบปิ๊งสเปนเซอร์ ชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ หลานชายของเพื่อนพ่อแม่ และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขารักเธอตอบ คอรีย์เฝ้ารองานเต้นรำวันคริสต์มาสที่สเปนเซอร์ยอมตกลงจะเป็นคู่ของเธอ แต่แล้วด้วยความสะเพร่า เขาก็ทำร้ายความรู้สึกเธอโดยไม่ตั้งใจ จนคอรีย์ตัดใจและเก็บความรู้สึกทั้งหมดฝังลงในจิตใจ และดำเนินชีวิตต่อไปเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ปัจจุบัน เธอเป็นช่างภาพของนิตยสารเกี่ยวกับบ้านและไลฟ์สไตล์ (ประมาณแนว Martha Stewart) ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว และเธอต้องไปถ่ายภาพงานแต่งงานให้หลานสาวของสเปนเซอร์ ผู้ที่เธอไม่ได้พบนานนับสิบปี

เป็นเรื่องสั้นรวมในเล่มที่เขียนร่วมกับนักเขียนอื่น โดยมีธีมเกี่ยวกับคริสต์มาส เราไม่ชอบเรื่องนี้เลย เนื้อเรื่องก็อ่อน ตัวละครก็ห่วย เป็นคำคุณศัพท์ที่ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่า เราจะได้เอามาใช้บรรยายงานของนักเขียนในดวงใจของเรา แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เราเกลียดพระเอกเรื่องนี้ ความผิดพลาดที่เขาทำเมื่ออดีต แม้ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหญ่และไม่ได้ตั้งใจ แต่เราคิดว่า มันเป็นเรื่องงี่เง่าที่พระเอกนิยายโรแมนซ์ไม่ควรทำ เหตุผลมันโง่เกินไป แม้เมื่อตอนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว พระเอกก็ยังแย่อยู่ ดูจากการที่เขาหลอกนางเอกในงานแต่งงาน

Judith McNaught (13) Remember When

Remember When, 1996 (พลอยพราวแสง, รอยจำในดวงใจ)
Contemporary Romance
Hero & Heroine: Cole Harrison & Diana Foster
คะแนน : 6.5


ไดแอน่า เป็นผู้บริหารของนิตยสารที่เกี่ยวกับบ้านที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่ง คู่หมั้นของเธอไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ทำให้เธอมีปัญหาถูกโจมตีและส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์หนังสือของเธอ ส่วนพระเอก โคล เป็นนักธุรกิจชั้นนำ ที่ถูกลุงขู่ให้แต่งงาน มิฉะนั้นเขาจะต้องเสียหุ้นในบริษัทที่เขาสร้างมาเองกับมือไป เมื่อโคลได้มีโอกาสพบไดแอน่าในงานเลี้ยง และจำได้ว่าเธอเคยดีกับเขาสมัยก่อนตอนที่เขายังเป็นเพียงผู้ดูแลคอกม้า เขาจึงขอเธอแต่งงาน ซึ่งไดแอน่าก็ยอมตกลง เพราะการแต่งงานจะช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งคู่ได้พอดี

ไดแอน่า กับ คอรีย์ ในเรื่องสั้น Double Exposure เป็นพี่น้องต่างสายเลือดกัน ไม่มีตัวละครจากนิยายเรื่องอื่นปรากฏตัวอีก เพียงแต่เอ่ยถึงนิดเดียวว่า โคล เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างตัวขึ้นมาเหมือน แมท ฟาร์เรล โดยส่วนตัวคิดว่า เรื่องนี้ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ สู้เรื่องก่อนๆ หน้าของ JM ไม่ได้เลย