แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 9/10 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 9/10 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Touch - Adachi Mitsuru





จุดพลุฉลอง ในที่สุด VBK ก็เข็นออกมาครบ การรอคอยแสนยาวนานของเราก็จบลงด้วย เรื่องนี้อ่านมาตั้งแต่สมัยประถม แต่ไม่เคยซื้อเก็บได้ครบชุดเลย แล้วก็ถูก VBK ทำเจ็บหลายที ลอยแพปกแข็ง เวอร์ชันนี้ก็ทำลุ้นอยู่นาน ตอนแรกเราเข็ดไม่กล้าซื้อนะ กะว่ารอจบแล้วยกแพ็ค แต่พอมันออกมาถึงเล่ม 8 ก็เริ่มคลายใจเห็นว่าคราวนี้มีลุ้น กลัวจะหมดหาไม่ได้ก็เลยต้องไปซื้อมาเก็บไว้ก่อน แต่พอหลังจากนั้น กว่าจะออกเล่มต่อมาแต่ละเล่มนี่ ทำเราเครียดมาก ชาตินี้ฉันจะได้เก็บครบมั้ยเนี่ย ในที่สุดก็สำเร็จจนได้ โพสต์นี้ไม่มีอะไรมากค่ะ ขอเฮอย่างเดียว

เราอ่าน Touch ครั้งแรกตอนมันเป็นเล่มบางๆ ไม่มีลิขสิทธิ์ สมัยเล่มละ 10 บาทใช่มั้ย เป็นของพี่สาว ไม่ใช่ของตัวเอง การ์ตูนเก่าๆ ของพี่เรามีเรื่องสนุกเยอะมาก แต่เขาไม่เก็บสะสม โตมาก็หายไปหมด รับช่วงไม่ทัน บางเรื่องที่ดังๆ เอามาพิมพ์ใหม่ก็ยังโชคดีไปได้เก็บ แต่บางเรื่องมันก็ไม่เคยมีพิมพ์ซ้ำเลย อย่าง ไมมี่แองเจิล (อิงาราชิ ยูมิโกะ), หันมาทางนี้ซิเลิฟ (อาซากิริ ยู สมัยยังไม่เทิร์นดาร์ค), พลังรัก (ยามาโตะ วากิ) แล้วอีกตั้งหลายเรื่อง ฯลฯ พูดไปเรื่อยๆ ก็คงไล่ไม่หมด นึกถึงแล้วก็เสียดาย

เรื่อง Touch นี้เขาถือกันว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของอาดาจิ เราก็ชอบมาก แต่ที่สุดของอาดาจิ มิซึรุ สำหรับเรา ไม่ใช่ Touch แต่เป็น Rough ต่างหาก ทัชนี่เล่มหลังๆ มันยืดๆ ไป ความจริงตอนนี้เราเลิกราจากการเป็นแฟนผลงานของอาดาจิไปแล้วล่ะ หลังจากที่ซื้อเก็บทุกเรื่องที่มีชื่อนี้บนปก เพราะไม่ได้ชอบงานยุคหลังๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว ไม่รู้เขาเปลี่ยนหรือเราเปลี่ยน เราตามซื้อ H2 กับ Katsu! จนจบ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกอ่านสนุกเลย พอถึง Cross Game เราอ่านได้ครึ่งเรื่อง ก็ตัดสินใจว่า ไม่รู้จะยื้อความสัมพันธ์นี้ต่อไปทำไม บางทีมันก็คงต้องปล่อยวาง ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการความทรงจำ ดีกว่าจะยิ่งเสียความรู้สึกกันต่อไปเปล่าๆ

แต่เมื่อวันนี้เรายก Touch ทั้งตั้ง 12 เล่มมาอ่าน ยังจำเนื้อเรื่องได้หมดเลย เพราะเคยอ่านมาไม่ต่ำกว่า 5 รอบแล้ว เอามาอ่านใหม่ตอนนี้ นอกจากความสนุกที่ได้จากเรื่อง ความรู้สึกตอนอ่านอีกครึ่งหนึ่งมันเป็นเรื่องการระลึกถึงความหลัง อ่านจบแล้วก็รู้สึกดี แบบที่โฆษณา Short Program ท้ายเล่มว่าไว้ "เก็บความสุขของวัยหนุ่มสาวไว้ให้คุณคิดถึง"

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Cotillion - Georgette Heyer

คะแนน : 9
จริงๆ ยังไล่อ่าน Georgette Heyer ไม่หมดเลย ที่กะจะอ่านเรื่องต่อไปคือ An Infamous Army แต่เพราะความที่เขาว่า นางเอกเรื่องนี้เป็นแบดเกิร์ลคนเดียวของ Heyer ทำให้ ว่าจะ ว่าจะ มานาน แต่ก็ยังไม่อยากอ่านอยู่ดี ตอนนี้ต้องอ่านอะไรที่ทำให้อารมณ์ดี ในที่สุดก็มาลงเรื่องนี้แทน Cotillion เป็นเรื่องของ Heyer ที่เราชอบที่สุด ชนะ Faro's Daughter นิดนึง อ่านมาสองปีนี่เป็นรอบที่ 4 แล้ว

เรื่องมันเริ่มมาจากการที่มิสเตอร์เพนนิควิก มหาเศรษฐีขี้เหนียวผู้ไม่เคยแต่งงานไม่มีทายาท เรียกตัวพวกหลานชายของเขามาที่บ้านในชนบท เพราะเขาตกลงใจจะทำพินัยกรรม ยกสมบัติให้สาวกำพร้าที่เป็นเด็กในอุปการะของเขา แคทเธอรีน ชาร์ลิง โดยมีเงื่อนไขว่า เธอต้องแต่งงานกับหนึ่งในบรรดาหลานชาย ถ้าไม่เช่นนั้น ก็จะยกสมบัติทั้งหมดให้การกุศลแทน สมบัติมหาศาลมากปีละ 20,000 ปอนด์ ขนาดมิสเตอร์ดาร์ซี Pride and Prejudice ที่มีรายได้ปีละ 10,000 ปอนด์ก็นับว่ารวยมากแล้ว เจตนาที่แท้จริงคือ เขาต้องการบีบให้แจ็ค เวสรูเธอร์ หลานชายคนโปรด แต่งงานกับคิตตี้ แต่แจ็คกลับรู้ทันและไม่ยอมมา เพราะคิดว่ายังไงเสีย คิตตี้ซึ่งแอบชอบเขาอยู่ก็คงไม่ยอมแต่งงานกับคนอื่น

แล้วเราก็ได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามา เขาตัวไม่สูง ไม่หล่อ ไม่เท่ แต่การแต่งกายวิจิตรบรรจงเลิศหรูมาก Heyer เขียนบรรยายการแต่งตัวของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้ายาวเต็มหน้า เขาคือ มิสเตอร์เฟรดเดอริก สแตนเดน เฟรดดี้เป็นหนึ่งในหลานชาย แต่เขามาสายและยังไม่รู้สาเหตุที่ถูกเรียกตัวมา คิตตี้ที่กำลังเจ็บใจแจ็คก็เลยวางแผนขอให้เฟรดดี้ช่วยรับเป็นคู่หมั้นกำมะลอ แล้วพาเธอไปลอนดอน เจตนาในใจเธอที่ไม่ยอมบอกเขาก็คือ นี่เป็นแผนเพื่อจะยั่วแจ็คให้สำนึก เฟรดดี้ซึ่งออกจะเคร่งครัดเรื่องขนบธรรมเนียมก็ปฏิเสธก่อน ฉากนี้น่ารักมาก คิตตี้นี่คงไม่มีใครสอน เพราะถูกเลี้ยงดูอย่างจำกัด แต่เขาว่าผู้หญิงมีมารยาร้อยเล่มเกวียน คิตตี้ก็หยิบมาใช้ตรงนี้เล่มเกวียนสองเล่มเกวียนจะเป็นไร บีบน้ำตาจนเฟรดดี้ใจอ่อนยอมตามแผน แล้วทั้งสองก็เดินทางมาลอนดอน

เนื้อเรื่องอ่านสนุกเบาสมอง แต่ที่ทำให้เราชอบเรื่องนี้ที่สุดคือตัวละคร พระเอกนางเอกเรื่องนี้น่ารักมาก เฟรดดี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพระเอกแบบเบต้า เขาแตกต่างจากพระเอกโรแมนซ์ทั่วไปมาก ตอนอ่านครั้งแรกฉากที่เขาปรากฏตัว เราไม่รู้ว่านี่คือพระเอก ก็ท่านเฟรดดี้เล่นเดินเข้ามาปุ๊บก็ส่องกระจกก่อน พอเห็นคอปกเสื้อยังตั้ง ผ้าผูกคอไม่ยับ ก็คลายวิตก เราก็เอ๊ะ นึกในใจว่า หมอนี่เกย์รึเปล่าวะ แล้วดูเฟรดดี้เก่งแต่ละอย่าง เต้นรำเก่ง กิริยามารยาทการโค้งไม่มีที่ติ เซ้นส์เรื่องแฟชั่นสุดเนี้ยบ จะไม่ให้เราสงสัยได้ไง แต่ยกประโยชน์ให้ถือว่าเป็นค่านิยมสมัยนั้นแล้วกัน 55 ไม่งั้นเดี๋ยวจะฝันสลาย ขำตอนถูกคิตตี้กับญาติอีกคนดึงชายแขนเสื้อ ก็หันมาดุ บอกว่า นี่เสื้อโค้ตตัวใหม่ใส่ครั้งแรกนะ เฟรดดี้ไม่ซ่า ไม่ห้าว เป็นผู้ชายเรียบๆ ธรรมดา พวกญาติๆ คิดกันว่าโง่ด้วยซ้ำ แต่เฟรดดี้เป็นคนจิตใจดีมาก และถึงเขาจะไม่ใช่คนฉลาดแบบคงแก่เรียน หรือมีคารมคมคายไหวพริบปฏิภาณเฉียบแหลมอะไร แต่เฟรดดี้ก็รอบคอบ มีสามัญสำนึกดี รู้ทันคน และแก้ไขสถานการณ์ได้เก่งมาก

ส่วนคิตตี้ที่ตอนแรกจะทำตัวเด็ก แต่พอมาลอนดอนปุ๊บ คิตตี้ก็เริ่มสำนึกทันที และก็เป็นนางเอกที่น่ารักมากๆ อีกคน คิตตี้ค่อยๆ เรียนรู้ว่า ผู้ชายแบบพระเอกอัศวินในนิยายนั้น ที่จริงแล้วสู้ผู้ชายดีๆ ในชีวิตจริงไม่ได้ ส่วนแจ็ค หล่อ เท่ เสเพล ถึงจะนิสัยไม่ดี และผยองไปหน่อย แต่ตัวละครแบบเขานี่แหละ ที่เป็นพระเอกในนิยายโรแมนซ์เรื่องอื่นอีกร้อยเรื่อง นานๆ ทีจะได้เห็นคนดีชนะพวกเสเพลบอยมั่ง และฝีมือระดับปรมาจารย์นี่ ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า นางเอกรักพระเอกเพราะแค่ความเป็นคนดีเฉยๆ แต่รักเพราะรักจริงๆ เพราะอ่านแล้วจะรู้สึกว่าเฟรดดี้เท่มาก พอเทียบกันแล้วเฟรดดี้ชนะแจ็คทุกประตูเลย กรี๊ดกับท่านเฟรดดี้จริงๆ ตัวละครประกอบอื่นก็ดีทุกคน ครอบครัวของเฟรดดี้ น่ารักทั้งบ้าน พ่อเฟรดดี้เป็นคนฉลาด ชอบฉากที่เฟรดดี้คุยกับพ่อมากๆ เลย

ตอนอ่านจบหน้าสุดท้ายนี่แทบยังไม่อยากให้จบเลย อยากให้มีฉากเซอร์วิสคนอ่านหวานๆ นานกว่านี้อีกหน่อย ความรู้สึกเหมือนได้กินของอร่อยมาก แต่มีน้อย พอหมดคำสุดท้ายแล้ว ก็ทิ้งให้เราโหยหาอยากกินอะไรรสชาติอย่างนี้อีก

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Catching Fire (Hunger Games #2) - Suzanne Collins

คะแนน : 9

โอย ทำไมสนุกอย่างนี้ เรื่องพลิกไปพลิกมา ยอดเยี่ยมมาก อย่างที่บอกตั้งแต่เล่มที่แล้ว ผู้แต่งเล่าเรื่องเก่งมากเลย การจบบททำได้อย่างมีพลังทุกบทเลย และโชคดีอีกแล้วที่เรามาอ่านทีหลังตอนเล่ม 3 ออกมาแล้ว ถ้าต้องรอคงทรมานใจตอนอ่านจบเล่มนี้พอดู รีบไปอ่านเล่มจบต่อดีกว่า

ข้อความต่อไปนี้ สำหรับคนที่อ่านแล้วเท่านั้น

อ่านจบเล่มนี้แล้ว ขอกรี๊ดพีต้าหน่อยเถอะ โอ๊ย เราชอบเขามากๆ ช่างเป็นผู้ชายแสนดีอะไรอย่างนี้ อย่างที่แคทนิสคิดในเรื่อง ตอนไปทัวร์เขต 11 ว่าเธอจะไปหาคนที่ไหนดีกว่านี้ได้ ขนาดเฮย์มิตช์ยังบอกว่า แคทนิสเกิดใหม่อีก 100 ชาติ ยังไม่คู่ควรกับพีต้าเลย (แต่ไม่จริงหรอก แคทนิสก็ดีเหมือนกันแหละ)

พีต้ารักแคทนิสมากๆ ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ ถึงแม้เขาจะไม่มีฝีมือเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็รักแบบมีศักดิ์ศรีของตัวเองนะ เวลาเจออะไรไม่ถูกต้อง อย่างตอนที่ถูกปิดบังความจริง เขาก็ระเบิดอารมณ์กลับมาได้เหมือนกัน เป็นบุคลิกตัวละครที่กำลังดีเลย เวลาพีต้าเปิดใจกับแคทนิสทีไร ก็กวาดหัวใจเราไปได้ทุกที ถ้าเราเป็นแคทนิส ก็คงยกหัวใจให้พีต้าไปนานแล้ว เท่าที่เป็นอย่างในเรื่อง คงต้องใช้ภาษาน้ำเน่าแบบที่เขาพูดกัน ความผิดเดียวที่พีต้ามี ก็คือเขามาทีหลังเกล มาพบแคทนิสช้าเกินไป

ตอนพีต้าโดนสนามพลัง ทำเอาหัวใจเราหยุดเต้นไป 2 วินาทีเลย ตอนจบเล่มสอง ไม่รู้ชะตากรรมของพีต้าจะเป็นไงต่อ ภาวนาให้พีต้ารอดในเล่มสาม

ฮ่าฮ่า ถ้าใครอ่านข้อความข้างต้นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ อย่าเข้าใจผิดว่านี่เป็นเรื่องรักนะ นี่เป็นนิยาย action/sci-fi ทั้งเรื่อง แต่มันมีจุดย่อยที่เรากรี๊ดกับพีต้านี่แหละ

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Fingersmith - Sarah Waters

คะแนน : 9

วันหยุดที่ผ่านมา นำ DVD เรื่อง Fingersmith มาดูอีกรอบ ดูอีกก็ชอบอีก ก็เลยเอามาเขียนถึงสักหน่อย

ตอนสมัยที่ภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain ออกฉาย (2549) เราไปดูมา ถึงจะไม่ได้ชอบมาก แต่ก็ทำให้เรามาค้นข้อมูลต่อจนทำให้รู้ว่ามันสร้างมาจากนิยาย แล้วก็เจอลิงก์ต่อไปถึงนิยายเกย์/เลสเบี้ยนเรื่องอื่นๆ ที่เขาชื่นชมกันว่าดี นั่นคือ Tipping the Velvet ของ Sarah Waters ดูเรื่องย่อน่าสนใจ เราก็เลยลองอ่านดู อ่านจบก็รู้สึกติดใจ จึงหยิบเอาเรื่อง Fingersmith ของผู้เขียนคนเดียวกันมาอ่านต่อ อ่านยังไม่ทันจบแค่ถึงครึ่งเรื่องก็หลงรักหนังสือเล่มนี้แล้ว สุดยอดมาก

ฉากเกิดในยุควิคตอเรีย Fingersmith เป็นเรื่องของผู้หญิงสองคน ซูซาน ทรินเดอร์ เป็นเด็กกำพร้าโตในลอนดอน ถิ่นมิจฉาชีพ เป็นนักล้วงกระเป๋า วันหนึ่งก็มีชายหนุ่มที่ถูกเรียกชื่อว่า เจนเทิลแมน มาถึงบ้าน บอกแผนการว่า เขาพบทายาทสาวคนหนึ่ง ชื่อ ม้อด ลิลลี่ ที่อาศัยอยู่กับลุงในชนบท ใช้ชีวิตเหมือนโดนกักขัง เขาจะไปหลอกลวงเธอให้แต่งงานด้วย แต่แผนนี้เขาต้องให้ซูช่วยสวมรอยเข้าไปเป็นสาวใช้ส่วนตัวของม้อด เธอจึงเดินทางไปที่คฤหาสน์หลังนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนสับสนของหญิงสาวทั้งสอง เล่าได้แค่นี้แหละค่ะ ไม่รู้จะเล่าต่อยังไงไม่ให้สปอยล์แล้ว ถ้าพลาดสปอยล์ใครไปนี่คงถือเป็นความผิดมหันต์ของเรา ถ้าใครยังไม่อ่าน แต่สนใจ ให้หามาอ่านเลย ฉบับแปลภาษาไทย ชื่อ เล่ห์รักนักล้วง อย่าไปอ่านเรื่องย่อหรือรีวิวเยอะ ถ้ารู้เนื้อเรื่องก่อนมากไป คุณค่าความสนุกจะเสียไปหมด บอกได้แต่ว่า ในนิยายแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสามส่วน และผู้แต่งเล่าเรื่องได้อย่างฉลาดแยบยลมากๆ เลย

นิยายเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัล Orange Prize กับ Man Booker Prize (ทั้งสองเป็นรางวัลที่มีเกียรติยศสูงสุดของอังกฤษ) และชนะรางวัล CWA Ellis Peters Dagger ในสาขา Historical Crime Fiction คงเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิยายเลสเบี้ยนธรรมดา แต่เราก็ไม่รู้หรอกนะคะว่า นิยายเลสเบี้ยนธรรมดาเป็นยังไง แต่เรื่องนี้ไม่ได้เน้นบทรักระหว่างผู้หญิง ยังไม่โป๊มาก หนังสือโรแมนซ์หนักกว่านี้เยอะ เรื่องนี้มันเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องราวซ่อนปมมากมาย เป็นนิยายที่เขียนได้ดีมาก

ก่อนหน้า Sarah Waters เราไม่เคยอ่านเรื่องแนวนี้เลย การ์ตูน Y ก็ไม่ชอบอ่าน เคยอ่านเรื่องที่มีพระเอกเป็นเกย์ก็แค่ kirakira เป็นประกาย ของเอคุนิ คาโอริ กับ เก้าอี้ทอง ของ สีฟ้า เราไม่ได้รังเกียจนิยายแนวรักร่วมเพศนะ แต่แค่มองผ่านมาตลอดเท่านั้นเอง พอได้มาอ่านนิยายฝรั่งที่มีตัวเอกรักร่วมเพศ ทำให้เรารู้ว่า สังคมไทยยังเหยียดเพศที่สามเยอะมาก ภาพเกย์ตุ๊ดทอมดี้ในละครโทรทัศน์ถูกนำเสนอแบบล้อเลียน เป็นตัวตลกตลอด แต่อย่างใน Fingersmith นี่ เราไม่รู้สึกเลยว่า มันเป็นเรื่องของผู้หญิงที่รักผู้หญิง แต่มันเป็นเรื่องของคนสองคน ที่รักอีกฝ่ายโดยไม่ต้องสนใจว่า อีกคนนั้นเป็นเพศอะไร เรารู้สึกว่า มันเป็นความรักที่สวยงามนะคะ (หลังจากผ่านการหลอกลวงทรยศหักหลังทั้งหมดมา) แต่พออ่าน Fingersmith จบ เราก็ยังไม่กล้าเอาเรื่องอื่นมาอ่านต่ออีกเลย กลัวเรื่องอื่นดีไม่เท่านี้


มาพูดถึงในส่วนของภาพยนตร์บ้าง เรื่อง Fingersmith ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ สถานี BBC แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนละ 75 นาที โดยผู้สร้างรายเดียวกับ Tipping the Velvet เหมือนกัน แต่เราไม่ชอบ Tipping the Velvet ฉบับทีวีซะเท่าไหร่ สนุกสู้อ่านนิยายไม่ได้ บางฉากมันใส่เอฟเฟกต์ภาพมาแบบตลกๆ แต่ใน Fingersmith นี่ ถ่ายทอดจากหนังสือเป็นหนังได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะจำเป็นต้องตัดทอนรายละเอียดจากหนังสือบ้าง แต่เท่าที่ออกมาก็สมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้องตัดอะไรเลย ลงตัวทุกอย่าง ทั้งบท ฉาก ตัวละคร ภาพ ดนตรีประกอบ สุดยอดไปหมดเลย โดยเฉพาะการแสดงของตัวเอกสองคน Sally Hawkins (ซูซาน) กับ Elaine Cassidy (ม้อด) ยอดเยี่ยมทั้งคู่ ชอบอีเลน แคสสิดี้ จังเลย เดี๋ยวว่างๆ เราก็คงหยิบมาดูใหม่อีกแน่เลย

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Just William เด็กจอมแก่น - Richmal Crompton

คะแนน : 9.5

ว่ากันต่อถึงหนังสือสมัยเด็ก เพราะตอนเข้า eBay ไปหา Tales of Toyland เราก็ฟลุคเจอ William the Lawless ซึ่งเป็นเล่ม 38 เล่มสุดท้ายของซีรีส์ Just William ในราคาที่พอจะสมเหตุสมผลเข้าพอดี ก็เลยจัดแจงสั่งซื้อมาด้วยเลย

สมัยเด็กเราชอบอ่านเรื่อง เด็กจอมแก่น ของ ว. ณ ประมวญมารค มากๆ เรื่องซนแสบของวิลเลียม กับเพื่อนในคณะนอกกฎหมายของเขา พร้อมกับมีแม่หนูไวโอฯ มาแจมเป็นบางตอน วิลเลียมแสนซน เป็นที่อิดหนาระอาใจของพ่อแม่กับพี่สาวพี่ชายยิ่งนัก แต่เป็นที่รักของนักอ่าน ตั้งแต่เด็กที่ได้อ่านเด็กจอมแก่น เราก็กะแล้วว่า เรื่องของวิลเลียมมันน่าจะมีมากกว่านั้น ก็ได้แต่เสียดายที่ ว. ณ ประมวญมารค นิพนธ์แปลไว้เล่มเดียว เคยซื้อหนังสือเรื่องของวิลเลียมที่วางขายเป็นภาษาไทยอีก 1 เล่ม ชื่อเด็กจอมทะโมน จำไม่ได้แล้วว่าใครแปล ต้องไปรื้อดู แต่เล่มนั้นไม่ค่อยสนุกนัก เพราะแปลมาจากเล่ม 1 ซึ่งเป็นช่วงต้นของชุด อะไรๆ ก็เลยยังดูไม่ค่อยลงตัว

แปลกมากที่ตัวละครเด็กชายที่เราชอบที่สุด ในบรรดาหนังสือเด็กที่อ่าน มีอยู่ 2 คน เป็นเด็กที่มีบุคลิกตรงกันข้ามแบบสุดขั้ว หนึ่งคือ ลอร์ดน้อยฟอนเติลรอย และอีกคนก็คือ วิลเลียมนี่แหละ ถ้าเซดริกเป็นหนูน้อยเทพบุตร วิลเลียมก็คงเป็นเด็กนรกดีๆ นี่เอง ในสายตาผู้ใหญ่ที่เจอฤทธิ์ของเขาเข้าไป ซน แก่น แสบ ป่วน แต่เราก็ชอบเขามากๆ และเอาใจช่วยวิลเลียมตลอด วิลเลียมติดอยู่ในความทรงจำในฐานะหนังสือโปรดในวัยเด็กของเรามาจนโต

จนเมื่อเด็กจอมแก่นถูกจัดพิมพ์ครั้งล่าสุดโดย สนพ. นานมี เมื่อปี 2547 เราจึงเพิ่งทราบจากคำนำนั่นแหละว่า เรื่องนี้มาจากเรื่องชุด Just William แต่งโดย Richmal Crompton และปีนั้นเองที่ทำให้เราเริ่มปฏิบัติการตามล่าหาหนังสือชุด Just William ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดถึง 38 เล่ม (38 เล่มคือจำนวนเล่มหลัก แต่ยังมีตอนที่อยู่ในเล่มเหล่านั้น ถูกจับเอามาแยกเป็นเล่มรวมในโอกาสอื่นๆ อีกมากมายหลายครั้ง แล้วมีเล่มพวกตอนพิเศษ บทวิทยุ ต่างหากอีก ทำให้ชื่อเล่มทั้งหมดของหนังสือชุดนี้มีมากกว่านั้น) ที่อังกฤษมีพิมพ์หนังสือชุดนี้อยู่เรื่อยๆ ล่าสุด 1-2 ปีนี้ก็ยังพิมพ์ใหม่อีก แต่มักจะพิมพ์อยู่แค่ 5 หรือ 10 เล่มแรก หรือตัดเอาตอนต่างๆ มารวมกันไม่กี่เล่ม ฉบับที่พิมพ์ครบ 38 เล่มครั้งสุดท้ายคือเมื่อปี 1999-2000 ปกสีแดง รูปหน้าปกเหมือนฉบับพิมพ์ครั้งแรก แต่เวอร์ชันนั้นหายากมากแทบไม่เห็นเลย หลุดมาแบบครบชุดทีไรใน eBay ก็ราวกับเหยื่อถูกฉลามรุมเลย แย่งกันประมูล สู้ไม่ไหว ส่วนใหญ่ต้องตามซื้อทีละเล่มจากเวอร์ชัน 1990-1993 ทำให้การเก็บเรื่องนี้ให้ครบทำได้ยากลำบากอยู่

เราใช้เวลาหลายเดือนตามหาตามเก็บจาก eBay ทีละนิด จนได้มาทั้งหมด 37 เล่ม แต่ละเล่มเยินมากเยินน้อยตามสภาพ หมดเงินไปเกินหมื่นห้าพันบาท นับว่าหนังสือชุดนี้เป็นเรื่องที่เราลงทุนไปมากที่สุดในชีวิตเลย ยิ่งกว่าเพชรพระอุมาครบชุดซะอีก อุตส่าห์ตามได้ 37 เล่มแล้ว ขาดอยู่ที่เล่มสุดท้ายเล่มเดียวคือ William the Lawless ก็ทำให้เราต้องถอดใจ เพราะเป็นเล่มที่หายากมาก นานๆ จะมีมาที และราคาพุ่งสูง มันกลายเป็นของสะสม ไม่ใช่แค่หนังสือเอาไว้อ่านเฉยๆ ฉบับปกแข็งพิมพ์ครั้งแรกนี่ประมูลกัน 500-700 ปอนด์ แบบปกอ่อนบางทีก็เกือบ 100 ปอนด์ ทำใจซื้อหนังสือเก่าที่แพงกว่าราคาหน้าปก 20-30 เท่าไม่ได้ เลยยอมแพ้ เล่มท้ายๆ ก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่แล้วด้วย ผ่านมา 6 ปี จนมาถึงปัจจุบัน ก็ฟลุคเจอได้มาคราวนี้ในราคาแค่ 20 ปอนด์นี่แหละ ดีใจที่ได้เก็บเรื่องนี้ครบซะที

Just William เป็นเรื่องชุดที่มีเด็กชายวิลเลียม บราวน์ อายุ 11 ขวบ เป็นตัวเอก เคยมีคำโฆษณาบนปกหนังสือวิลเลียมว่า the most popular boy in fiction คงวัดจากยอดขาย 8 ล้านเล่มที่ถือว่าขายดีถล่มทลายมากในสมัยก่อน แน่นอน มันเป็นคำพูดก่อนยุคแฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้แต่ง Richmal Crompton (เป็นผู้หญิงนะคะ แต่ชื่อแปลกหน่อย เป็นอดีตครูโรงเรียนสตรี โชคร้ายป่วยเป็นโปลิโอขาลีบไปข้างหนึ่ง เลยลาออกมาเขียนหนังสือเต็มตัว ไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยมีลูก ความซนของวิลเลียมบางเรื่อง เธอเอาแบบมาจากน้องชายของเธอสมัยเด็ก กับหลานชาย) เขียนเรื่องของวิลเลียมติดต่อกันยาวนาน ตั้งแต่ปี 1919 ในนิตยสาร รวมเล่มครั้งแรกใน 3 ปีต่อมา จนเธอเสียชีวิตในปี 1969 เล่มสุดท้าย William the Lawless พิมพ์ในปี 1970 หลังเธอเสียชีวิต ตลอดเวลากว่า 50 ปี วิลเลียมก่อเรื่องวุ่นๆ สนุกๆ ไปหลายร้อยตอน และได้รับความนิยมจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่เสื่อมคลาย พิมพ์แล้วพิมพ์อีกหลายครั้ง ถูกสร้างเป็นละครวิทยุ ภาพยนตร์ ซีรีส์โทรทัศน์ก็หลายรอบ เด็กฝรั่งสมัยก่อนเป็นแฟนวิลเลียมทั้งนั้น

วิลเลียมไม่เคยโต เป็นเด็กอายุ 11 อยู่วันยังค่ำ แม้ว่าจะมีเรื่องของวิลเลียมในวันเกิดตัวเองไป 2-3 ครั้ง ไม่ว่าโลกรอบตัวจะเปลี่ยนไปยังไง วิลเลียมก็ยังเป็นเด็กชายคนเดิมที่คงความแสบ ฉลาด ซน กล้าคิดกล้าทำ ในแบบของตัวเองอยู่เสมอ เล่มแรกๆ เป็นเรื่องของเด็กในชนบทอยู่ เล่มกลางๆ ก็เป็นเรื่องในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จนมาถึงยุคที่มีโทรทัศน์ แล้วก็ยังมีเรื่องของวิลเลี่ยมกับพรรคคอมมิวนิสต์อีกด้วย วิลเลียมไม่มีตอนอวสาน เรื่องสุดท้ายก็ยังเป็นเรื่องสั้นจบในตอนธรรมดา

เรื่องของวิลเลียมนอกจาก Just William's Luck ที่ยาวหน่อยแล้ว นอกนั้นก็เป็นเรื่องสั้นสนุกๆ จบในตอน ในแต่ละตอน นอกจากจินเจอร์ เฮนรี่ ดั๊กลัส เพื่อนร่วมแก๊งแล้ว วิลเลี่ยมมีพี่ชายวัยรุ่นชื่อ โรเบิร์ต พ่อคนนี้ก็มีเรื่องจีบคนนั้นคนนี้ แล้ววิลเลียมเข้าไปป่วน ส่วนเอเธิล พี่สาวคนสวยของวิลเลียมก็จะมีผู้ชายมาจีบ ก็เป็นแหล่งให้วิลเลียมสร้างเรื่องปล่อยมุกได้เยอะ ชอบสุดๆ ก็ตอนที่มีไวโอเล็ตเอลิซาเบ็ธ เด็กผู้หญิงผมหยิกที่ยังพูดไม่ชัด ออกมาทีไร วิลเลียมก็แพ้ทุกที ฮ่าฮ่า แต่ไวโอฯ บทน้อยมีไม่กี่ตอน เล่มช่วงที่สนุกที่สุด น่าจะอยู่ประมาณเล่ม 3-20 พอเข้าช่วงสงคราม สภาพบ้านเมืองคงจะเครียด ความสนุกก็ด้อยลงมา พอสงครามเลิก สภาพสังคม กับวัยและความคิดของผู้แต่งก็คงไม่กลับมาเหมือนเดิมแล้ว ช่วงนี้บางตอนก็ยังน่าอ่าน แต่ไม่ดีสุดๆ เหมือนเล่มแรกๆ

แม้ว่า Just William จะเป็นเรื่องของเด็ก แต่เหมือนช่วงแรกผู้แต่งตั้งใจเขียนให้ผู้ใหญ่อ่านมากกว่า ศัพท์ที่ใช้ค่อนข้างยาก แล้วบางทีมีสอดแทรกถ้อยคำที่แฝงอารมณ์ขันเสียดสีอยู่ลึกๆ ซึ่งเราว่า เด็กอาจไม่เข้าใจ แต่เด็กก็ยังอ่านสนุกได้จากวีรกรรมของวิลเลียม เพียงแต่อรรถรสที่ได้จะคนละแบบกว่าผู้ใหญ่อ่าน ในอังกฤษถึงต้องมีเวอร์ชันตัดย่อสำหรับเด็กด้วย ดังนั้น นี่เป็นเรื่องที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี แม้ว่าจะเพิ่งเอามาอ่านในยุคนี้ ก็ยังรู้สึกถึงความคลาสสิคข้ามกาลเวลาได้เลย

เราชอบวิลเลียมมากๆ หลายตอนที่อ่านแล้วนั่งหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง บางตอนนี่สนุกมากซะจนเราเสียดายที่คนไทยไม่ได้อ่าน จนเคยคิดเล่นๆ ว่าอยากจะหัดแปลเรื่องของวิลเลียมตอนที่สนุกๆ บางตอน เอามาโพสต์ลงเว็บด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากไม่เคยแปล ฝีมือก็อาจไม่ถึง แล้วก็ทำงาน (ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือเลยแม้แต่น้อย) เวลาไม่อำนวย ก็เลยไม่เคยลงมือทำเลย (ทั้งหมดคือข้อแก้ตัวของความขี้เกียจทั้งนั้น ^_^) ไหนจะกลัวเรื่องลิขสิทธิ์อีก เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องปล่อยผ่านไป ตอนนี้ก็ยังแอบหวังว่า อาจจะมีฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ใหม่สวยๆ ครบชุดให้เราซื้อเก็บอีกรอบ เพราะ BBC ก็กำลังเอามาสร้างเป็นทีวีซีรีส์เวอร์ชันใหม่ แล้วอาจทำให้มีใครสนใจแปลเป็นภาษาไทย ก็จะรอซื้อนะ

ป.ล. ตอนเขียนโพสต์นี้ ก็เลยลอง google ดู เจอระดับเทพคุยกันเรื่อง Just William ที่นี่ น่าเสียดายมากเลย อยากอ่านที่อาจารย์ ว. วินิจฉัยกุล แปลออกมาจังค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Girl Who Kicked The Hornet's Nest - Stieg Larsson

คะแนน : 9

โอ้ ว้าว สุดยอด เล่มสุดท้ายของหนังสือไตรภาค Millennium ทำให้เราต้องกลับคำพูด เมื่ออ่านมาถึงเล่มนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าหนังสือชุดนี้ดีสมคำร่ำลือจริงๆ ความคิดของเราค่อยๆ เปลี่ยนตั้งแต่ที่เริ่มรู้ตัวว่า ความรู้สึกที่ค้างมาจากเล่มสอง ภาพของ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ ยังติดอยู่ในความนึกคิดเรามาตลอด 3-4 วันนี้ ไม่มีตัวละครคนไหนที่ทำให้เรารู้สึกติดตรึงใจได้เท่านี้มานานมากๆ แล้ว ลิสเบ็ธ ห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟกต์ พฤติกรรมของเธอหลายอย่างออกนอกขอบเขตของค่านิยมในแบบจารีต แต่เธอไม่เคยล้ำเส้นความเป็นคนดีในความคิดเรา อย่างที่ตัวละครในเรื่องนึกถึงลิสเบ็ธว่า เธออาจทำสิ่งที่อาจผิดในสายตากฎหมาย แต่เธอจะไม่มีวันก่ออาชญากรรมที่ผิดต่อกฎของพระเจ้า มีการกระทำบางอย่างของเธอที่เราไม่ยกย่อง แต่เรารู้สึกว่า เธอสอนให้เราเคารพนับถือความเป็นคนมากขึ้น เรียนรู้ และพยายามเตือนสติตัวเองที่จะไม่ตัดสินคนอื่น

เนื้อเรื่องเล่มนี้สนุกตั้งแต่เริ่ม เพราะเรื่องราวต่อเนื่องจากเล่มที่แล้วที่ปูพื้นไว้หมดแล้ว เล่มนี้ก็ต่อเรื่องการสืบคดีได้เลย เล่มนี้ไม่ต้องฉงนสงสัยว่าใครเป็นคนร้าย เพราะสมาชิกกลุ่มลับสุดยอด ที่แฝงตัวอยู่ในฝ่ายรักษาความมั่นคงภายในของสวีเดน (S.I.S) เผยตัวออกมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ต่างฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบกันเต็มที่ หน่วยลับต้องจัดการเก็บกวาดคดี Zalachenko ให้เรียบร้อย และลิสเบ็ธเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจปล่อยให้ลอยนวลไปได้ ในขณะที่มิเกล กับ กอง บ.ก. มิลเลนเนียม ตำรวจสต็อกโฮล์ม และตำรวจ S.I.S ก็ช่วยกันระดมสรรพกำลัง พยายามเปิดโปงโฉมหน้าของกลุ่มหน่วยลับให้สำเร็จ ดำเนินเรื่องฉับไวรวดเร็วตัดไปตัดมาตลอด อาจมีบางช่วงเยิ่นเย้อไปหน่อยแต่ไม่มีเบื่อ

อ่านเล่มนี้นอกจากความสนุกของเนื้อเรื่องแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ชอบมากกับความคิดของคนประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว เป้าหมายสำคัญที่ต้องทำลายหน่วยลับ เพราะการมีอยู่ของหน่วยนี้ กระทบกระเทือนถึงรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยของสวีเดน นั่นคือ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี รัฐธรรมนูญเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในชาติ ต่อให้เป็นคิงของสวีเดนถ้าคิดเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นศัตรูของชาติ ชอบมากๆ กับฉากที่คุยกับนายกรัฐมนตรีสวีเดน เมื่อถูกถามว่า คุยกับอัยการให้ยกฟ้องไม่ได้หรือ นายกฯ บอกไม่ได้ ไม่มีสิทธิก้าวก่ายอำนาจศาล นั่นคือ ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบอนาถๆ อย่างบางประเทศ

บทของลิสเบ็ธเล่มนี้น้อยหน่อย เพราะถูกควบคุมตัวอยู่ในโรงพยาบาลเกือบตลอดเรื่อง แต่กล่าวถึงทีไร ก็ดึงดูดใจได้ทุกที เราชอบเวลาที่ผู้แต่งบรรยายถึงวิธีคิดของลิสเบ็ธ อย่างเช่น ตอนที่นอนอยู่บนเตียงขยับไม่ได้ ก็ยังคำนวณระยะห่างของศัตรู โดยการนับก้าวของฝีเท้าพยาบาล เราชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้แหละ เป็นความสามารถของผู้แต่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เธอเจ๋งจริงๆ

เล่มนี้นอกจากจะเป็นเล่มที่ดีที่สุด สนุกที่สุดในชุดแล้ว มันยังช่วยยกระดับเล่มหนึ่ง เล่มสอง ขึ้นอีกด้วย เมื่อคุณอ่านครบทั้งสามเล่มแล้วมองภาพโดยรวม จากเล่มหนึ่งที่ดูเป็นการสืบคดีธรรมดา มันก็ดูมีความหมายมากขึ้น ในฐานะของการเปิดตัวให้คนอ่านรู้จักตัวละครหลัก เล่มสองดึงคุณเข้าไปสัมผัสตัวละครลึกซึ้งขึ้น และเล่มสามขยายขอบเขตของสถานการณ์ เพิ่มผู้คนและเหตุการณ์เข้ามามากมาย ในระดับความมั่นคงของประเทศ สนุกมากกกกกกกกกกก แต่ถ้าใครขี้เกียจ จะหยิบเฉพาะเล่มนี้มาอ่านก็ไม่ได้ ต้องอ่านเรื่องเรียงลำดับ เพราะไม่งั้นก็สปอยล์ และถ้าไม่รู้ภูมิหลังของตัวละครและเนื้อเรื่องเล่มก่อน ก็จะอ่านแล้วงง และไม่อิน

น่าเสียดายมากๆ ที่ผู้แต่ง Stieg Larsson เสียชีวิตไปแล้ว มีข่าวว่า ที่จริงเขาเขียนเล่ม 4 ค้างไว้ด้วย ตอนอ่านเล่ม 3 ยังไม่จบ เราก็กลัวๆ อยู่ว่าตอนจบจะเหลือค้างประเด็นสำคัญอะไรรึเปล่า ภาวนาให้จบสมบูรณ์ทีเถอะ ก็โล่งไปนะที่อย่างน้อยก็จบแบบไม่มีอะไรคาใจ สำนักพิมพ์เมืองไทยไม่รู้ใคร แต่น่าจะมีคนซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว ช่วยแปลออกมาให้ไวเลย คนไทยจะได้อ่านกันเยอะๆ

ป.ล. เราดูหนังภาค 1 แล้ว ถ้าได้ภาค 2-3 มาดูจบ ว่าจะเขียนถึงฉบับภาพยนตร์ของหนังสือชุดนี้อีกที

Update
แวะชมเว็บไซต์ที่เราสร้างให้นิยายชุดนี้ที่ Millennium Trilogy Thailand Fan Club

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Judith McNaught (5) Something Wonderful

Something Wonderful, 1988 (สะใภ้เจ้า)
Historical Romance : Regency
Hero & Heroine: Jordan Townsend & Alexandra Lawrence
คะแนน : 9


พระเอกของเราเป็นดยุคหนุ่มหล่อ รวย เจ้าชู้อีกแล้ว ส่วนนางเอกเป็นสาวชนบทแสนซื่อผู้เชื่อมั่นในความรักแท้ในอุดมคติ จอร์แดนเดินทางผ่านมาใกล้หมู่บ้านของเธอ อเล็กซานดร้าช่วยชีวิตของเขาจากการถูกลอบทำร้าย และเป็นลมสลบไปเพราะความตกใจ เขาจึงพาเธอไปพักในโรงแรมเนื่องจากตอนแรกไม่รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง แม่นางเอกจึงมาโวยวายเอาเรื่อง โทษฐานที่ทำให้นางเอกของเราเสื่อมเสียชื่อเสียง พระเอกก็จำใจยอมแต่งงานด้วยเพราะสงสารนางเอก เขาตั้งใจว่าจะส่งเธอไปอยู่ที่อื่นแล้วจะใช้ชีวิตสำราญของตัวเองต่อ แต่ก็เกิดรักอเล็กซานดร้าขึ้นมาจริงๆ แต่แล้วจอร์แดนกลับถูกทำร้ายหายสาบสูญไป จนทุกคนคิดว่าเขาตายแล้ว

ผ่านไปหนึ่งปีเมื่อเขากลับมาอีกครั้ง กลับพบว่า อเล็กซานดร้าเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีคนบอกอเล็กซ์ว่า จอร์แดนตั้งใจจะทิ้งเธอให้อยู่ที่ชนบท ทำให้อเล็กซ์เสียใจและตั้งใจว่าจะไม่ยอมเป็นภรรยาผู้อ่อนต่อโลก ว่านอนสอนง่ายยอมทำทุกอย่างตามคำบัญชาของสามีอีกต่อไป จอร์แดนจะทำอย่างไรเพื่อจะได้หัวใจของอเล็กซ์กลับคืนมา และค้นหาว่าผู้ที่ลอบทำร้ายเขาคือใคร

เป็นเรื่องแรกของ JM ที่ขึ้น #1 New York Times bestseller และเป็นเรื่องแรกอีกเหมือนกันที่ JM เริ่มเขียน Epilogue หรือบทตาม หลังจากนั้นมา JM จะเขียนบทตามทุกเรื่อง เพราะนักอ่านส่วนใหญ่ชอบที่ได้รู้ว่า หลังจากนั้นพระเอก-นางเอกของเราใช้ชีวิตกันยังไง มีลูกสาวหรือลูกชาย อะไรแบบนี้แหละค่ะ มีเกร็ดอีกนิดว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่ JM ไปคุยกับสำนักพิมพ์ว่า อย่าทำปกแบบหนุ่มสาวกอดกันบนปกได้มั้ย หลังจากนั้นมาปกหนังสือของ JM ก็จะไม่โป๊ สวยดี ถือไปอ่านที่ไหนก็ไม่เขินด้วย

Judith McNaught (6) A Kingdom of Dreams

A Kingdom of Dreams, 1989 (ดวงดาวแห่งความฝัน)
Historical Romance : Medieval
Hero & Heroine: Royce Westmoreland & Jennifer Merrick
คะแนน : 9


รอยซ์ เวสต์มอร์แลนด์ เอิร์ลแห่งเคลย์มอร์ เป็นนักรบผู้เก่งกาจ มีฉายาน่าเกรงขามว่า Wolf ส่วนเจนนิเฟอร์เป็นลูกสาวหัวหน้าเผ่าของสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นศัตรูกัน เจนนิเฟอร์และน้องสาวต่างสายเลือดของเธอถูกคนของรอยซ์จับตัวมา เธอพยายามหลบหนีแต่ก็ถูกจับตัวกลับมาอีก และเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้เมื่อเขาเสนอให้เธอยอมขึ้นเตียงกับเขา เพื่อแลกกับการปล่อยตัวน้องสาวไป

รอยซ์เป็นนักรบที่เก่งมาก จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นดยุคแห่งเวสต์มอร์แลนด์คนแรก เป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลของเคลย์ตัน เรื่อง Whitney, My Love กับสตีเฟน เรื่อง Until You โดยที่ JM แต่งเรื่องนี้เพราะมีแฟนนักอ่านเรียกร้องเข้าไปมากว่า อยากอ่าน WML ภาค 2 แต่ JM ไม่ชอบเขียนภาคต่อ เพราะไม่อยากเขียนให้ทั้งคู่ต้องมีเรื่องขัดแย้งกันอีก แล้วก็ไม่ยอมเขียนเรื่องรุ่นลูกเหมือนกัน ด้วยเหตุผลว่า ไม่อยากเขียนถึงเคลย์ตัน-วิทนีย์ตอนแก่ผมหงอก ก็เลยเอาเรื่องบรรพบุรุษที่กล่าวไว้ในเรื่องวิทนีย์มาเขียนแทน ออกมาเป็นเรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวของ JM ที่ใช้ฉากในยุคกลาง

แต่ก็มีนักอ่านฝรั่งบางคนบ่นว่า สมัยยุคกลางไม่มีคนชื่อเจนนิเฟอร์ เพราะชื่อเจนนิเฟอร์เพิ่งใช้กันแพร่หลายในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาเท่านั้นเอง โดยแผลงมาจากชื่อกวินเนเวียร์ (เหมือนชื่อมเหสีของกษัตริย์อาร์เธอร์) แต่ไม่เป็นไรค่ะ ฝีมือระดับ JM จุดเล็กๆ น้อยๆ เรามองข้ามได้ ^_^ ฮ่าฮ่า ลำเอียงเห็นๆ คือ ที่จริงชื่อรอยซ์นี่ JM ก็บอกว่าเช็คมาจากหนังสืออ้างอิง แต่ไม่รู้ทำไมถึงเลือกชื่อเจนนิเฟอร์ให้สาวโบราณ หรือชื่อวิทนีย์ก็ฟังเป็นสาวสมัยใหม่ ว่าที่จริง JM อาจจะไม่ค่อยเคร่งเรื่องรายละเอียดข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์เท่าไหร่นะคะ เพราะเรื่องอื่นในยุครีเจนซี่ ก็มีการเรียกยศกับบรรดาศักดิ์ผิดๆ เหมือนกัน เช่น เอลิซาเบธ นางเอกเรื่อง Almost Heaven บางครั้งถูกเรียกว่าเลดี้คาเมรอน ซึ่งที่ถูกต้อง ควรเรียกว่า เลดี้ฮาเวนเฮิร์สเท่านั้น ตามชื่อตำแหน่งไม่ใช่นามสกุล แต่ก็ต้องเข้าใจว่า ตอนที่แต่งเรื่องนี้อินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย เว็บไซต์ยังไม่เกิด ไม่เหมือนพวกเราที่สงสัยอะไรก็ google หรือ wiki ข้อมูลมาได้ง่ายๆ

Judith McNaught (8) Paradise

Paradise, 1991 (สวรรค์รอรัก, วิมานใจ)
Contemporary Romance
Hero & Heroine: Matthew Farrell & Meredith Bancroft
คะแนน : 9.75


เมอริดิธ วัย 18 เป็นลูกสาวของเจ้าของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ ส่วนแมทเป็นชายหนุ่มฐานะยากจนที่ต้องดิ้นรนทำงานส่งเสียตัวเอง ทั้งสองมีโอกาสพบกันในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง และเกิดความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนขึ้น เมอริดิธเกิดตั้งท้องขึ้นมาจึงไปหาแมท ทั้งคู่จึงแต่งงานกัน แมทต้องเดินทางไปทำงานที่อเมริกาใต้ทำให้ต้องห่างไกลกัน ต่อมา เมอริดิธแท้งลูก ทั้งสองต้องแยกจากกันด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งสองฝ่าย เวลา 11 ปีผ่านไป แมทซึ่งสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเป็นอภิมหาเศรษฐี ได้มีโอกาสกลับมาพบเมอริดิธ ซึ่งในปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของห้าง เกิดเรื่องราวความขัดแย้งทั้งส่วนตัวและทางธุรกิจ ในขณะที่ทั้งคู่ยังโกรธเกลียดกันเหลือเกิน เมอริดิธก็ได้รู้ว่า การหย่าร้างของทั้งคู่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และเธอกับเขายังคงมีสถานะเป็นสามีภรรยากันอยู่

JM บอกว่า ตอนแรกก็กังวลใจเหมือนกัน ที่ต้องแต่งให้เมื่อกลับมาเจอกันนางเอกของเรื่องต้องอายุเกือบ 30 แล้ว เพราะนางเอกนิยายส่วนใหญ่จะอายุ 20 กว่าๆ กันซะมาก แต่ JM ก็คิดว่าจำเป็น เพราะตามเรื่องเมอริดิธจะต้องไต่เต้าขึ้นมาเป็นรองประธานบริษัทแล้ว ถ้าอายุน้อยจะไม่ค่อยสมจริง ประเด็นนี้ต้องเข้าใจบริบทว่า เรื่องนี้เขียนเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน นักอ่านนิยายเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20-30 เป็นส่วนมาก ถ้าเป็นสมัยนี้อายุนางเอก 30 กว่าเยอะแยะ คงไม่ต้องห่วงอะไร ส่วนลิซ่า เพื่อนนางเอก ตอนแรก JM ตั้งใจจะเขียนให้มาเป็นคู่แข่ง เป็นตัวอิจฉา แล้วสุดท้ายจะตายเพราะเสพยาเกินขนาด แต่เปลี่ยนใจ เพราะไม่อยากเขียนอะไรรันทดหดหู่ขนาดนั้น เลยแต่งให้กลายเป็นเพื่อนซี้นางเอกแทน

เรื่องนี้ติดอันดับ New York Times bestseller ถึง 13 สัปดาห์ ฉากที่เมอริดิธไปบอกความจริงกับแมทเรื่องแท้งลูกเป็นฉากที่เขียนได้ซาบซึ้งและสะเทือนอารมณ์มากค่ะ อ่านแล้วน้ำตาไหลพรากเลย สงสารทั้งคู่ ความจริงชอบเรื่องนี้มากอยากจะให้ 10 แต่เพราะไม่ค่อยชอบเนื้อเรื่องตอนท้ายเท่าไหร่ คาใจเรื่องนางเอกกับคู่หมั้น และรู้สึกว่า JM หาทางออกให้คู่หมั้นนางเอกพ้นทางง่ายไปหน่อยก็เลยขอหักคะแนนนิดนึง

Judith McNaught (9) Perfect

Perfect, 1993 (เพชรประดับเรือน, ตราบหัวใจอุ่นไอรัก)
Contemporary Romance
Hero & Heroine: Zack Benedict (Zachary Benedict Stanhope III) & Julie Mathison
คะแนน : 9.5


แซค เบเนดิกท์ ซูเปอร์สตาร์นักแสดง/ผู้กำกับ ฮอลลีวู้ดชื่อก้อง ถูกตัดสินจำคุกข้อหาฆาตกรรมภรรยาตนเอง หลังจากถูกจองจำอยู่ 5 ปี เขาหลบหนีออกมาจากเรือนจำ และได้จับจูลี่ ครูสาวโรงเรียนประถมไปเป็นตัวประกันในระหว่างทางหลบหนี แซคพาจูลี่ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านพักบนภูเขา เมื่อแรกจูลี่พยายามหนี แต่เมื่อได้ใกล้ชิดกัน เธอก็พบว่าเขาไม่ใช่ผู้ร้ายใจอำมหิต ความรักของแซคกับจูลี่ก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คดีความผิดที่ยังติดตามตัวแซคเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้ทั้งสองอยู่ร่วมกันได้

แซค เป็นเพื่อนกับแมท และเรื่องนี้มีแมทกับเมอริดิธจาก Paradise มาปรากฏตัวด้วยนิดหน่อย ในเรื่องนี้จะมีพูดถึงเรื่องโครงการ Pass It On ที่สอนหนังสือให้ผู้หญิงที่ด้อยโอกาสการศึกษา เป็นโครงการจริงที่ JM ช่วยสนับสนุนอยู่ อันที่จริงคือ JM เขียนต้นฉบับเรื่องนี้จบไปแล้วด้วยซ้ำ กำลังจะตีพิมพ์ เมื่อมีผู้มาขอให้ JM ช่วยเหลือโครงการนี้ JM จึงเขียนเพิ่มเติมเรื่องในอดีตสมัยเด็กของจูลี่ตอนที่เป็นเด็กกำพร้า แม้จะไปโรงเรียนก็อ่านหนังสือแทบไม่ได้เข้าไปในตอนต้นเรื่อง

เรื่องนี้ก็สนุกมากค่ะ องค์ประกอบทุกอย่างที่ทำให้เราชอบ Judith McNaught ก็ยังมีอยู่ครบ ทั้งบุคลิกพระเอก นางเอก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ การดำเนินเรื่อง ยอดเยี่ยมหมดเลยค่ะ เพียงแต่ฉากประทับใจอาจจะซึ้งไม่เท่า Paradise เท่านั้น

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Temporary Wife - Mary Balogh

คะแนน : 9


เคยอ่านเรื่องนี้มาสองสามปีแล้ว จนลืมนึกถึงไปเสียนาน พอมาเปิดรายชื่อเรื่องของ Mary Balogh ที่เราทำเป็นไฟล์เอาไว้ สำหรับจดว่าเรื่องไหนอ่านแล้ว เราให้คะแนนไว้เท่าไหร่ เรื่องไหนยังไม่อ่าน เพื่อดูว่าจะหยิบเรื่องไหนมาอ่านต่อดี ก็เจอว่าให้คะแนนเรื่องนี้ไว้ที่ 9 แต่จากชื่อเรื่องซึ่งค่อนข้างธรรมดา แล้วไม่ได้อยู่ในชุดใดๆ ทำให้เรานึกไม่ออกในทันทีทันใดว่า เนื้อเรื่องเป็นยังไง เป็นเหตุให้เราหยิบเรื่องนี้มาดูอีกที พอเปิดมาก็จำได้ แล้วเพียงแค่ไม่กี่หน้าที่อ่านไปเพื่อจะทวนความจำนั้น ก็ทำให้เราอดใจอ่านเล่มนี้ใหม่อีกรอบไม่ได้ พออ่านจบแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเราให้คะแนนเรื่องนี้ไว้ที่ 9 ซึ่งเป็นเรื่องของ Balogh ที่ได้คะแนนสูงสุดจากเรา และส่งให้ Balogh เป็นหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของเราด้วย

ที่คะแนน 9 ทำให้ The Temporary Wife เป็น 1 ใน 20 นิยายโรแมนซ์ที่เราชอบมากที่สุด ถ้าพูดถึงในด้านของเนื้อเรื่องอาจไม่มีอะไรโดดเด่นหวือหวามาก เรื่องราวเริ่มต้นที่

คงไม่เป็นการดีแน่ ถ้าจะลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ลอนดอนเพื่อรับสมัครภรรยา ดังนั้น Marquess of Staunton บุตรชายคนโตและทายาทของ Duke of Withingsby จึงประกาศรับสมัครครูพี่เลี้ยงแทน

โดยเจตนาที่แท้จริงของ Marquess of Staunton หรือแอนโธนี พระเอกของเราคือ การหาผู้ที่จะมาเป็นภรรยาชั่วคราว เพื่อพากลับไปแสดงตัวที่บ้านของเขา เป็นการต่อต้านผู้บิดา ที่เรียกตัวเขากลับบ้าน ทั้งที่ตัดขาดจากกันมา 8 ปี ทั้งยังเตรียมหาคู่หมั้นไว้ให้เขาแล้ว ดังนั้น เขาจึงต้องการต่อต้านด้วยการแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาเลือกเอง คุณสมบัติที่แอนโธนีตั้งไว้ในใจสำหรับภรรยาของเขาผู้นี้คือ เธอต้องเป็นสาวผู้ดี เพราะเขาจะไม่ยอมลดตัวต่ำกว่านั้น แต่เธอต้องเป็นสาวตกยาก หน้าตาจืด สงบเสงี่ยม ธรรมดาสามัญที่สุด หงิมๆ ได้ยิ่งดี สรุปว่า เธอต้องมีบุคลิกเหมือน หนูที่แอบอยู่เงียบๆ นั่นเอง เธอต้องเป็นผู้หญิงที่ดูไม่เหมาะสมกับตำแหน่งดัชเชสในอนาคตที่สุด ยิ่งทำให้พ่อของเขาขัดใจที่สุดเท่าไหร่ได้ ก็ยิ่งจะสร้างความพอใจให้เขาเท่านั้น

หนึ่งในผู้ที่ตอบรับประกาศรับสมัครโฆษณาชิ้นนั้น คือ แชริตี้ ดันแคน เธอเป็นสาวผู้ดีตกยาก ที่พ่อทิ้งหนี้สินมากมายไว้ให้ ทั้งยังมีน้องๆ ที่ต้องดูแลอีกหลายคน แชริตี้จึงต้องมาทำงานเป็นครูพี่เลี้ยง แต่ด้วยความปากไวใจตรง จึงถูกนายจ้างเก่าไล่ออกเพราะไปช่วยปกป้องสาวใช้ที่ถูกลวนลาม ด้วยความอยากได้งาน แชริตี้ตั้งใจว่า ในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ (ซึ่งจะเป็นครั้งที่เจ็ด!) เธอจะต้องสงบปากสงบคำให้มากที่สุด แต่งตัวให้เรียบที่สุด ทำตัวเป็นหนูตัวเล็กๆ สีน้ำตาลทึมๆ มอๆ

ในการสัมภาษณ์ แอนโธนียื่นข้อเสนอการแต่งงาน เพื่อให้เธอไปปรากฏตัวที่บ้านประจำตระกูล เป็นระยะเวลาชั่วคราว 1-2 สัปดาห์ จากนั้น แม้จะต้องอยู่ในฐานะสามีภรรยาไปตลอดชีวิต แต่ทั้งสองก็จะแยกกันอยู่ โดยเธอจะได้รับเงินเลี้ยงดูทุกปี ได้บ้าน รถม้า คนรับใช้ มีความเป็นอยู่สุขสบายเป็นเอกเทศไปตลอด โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาเจอกันอีก คุณคงเดาคำตอบของเธอได้

เมื่อทั้งสองไปถึงเอนฟีลด์ ได้พบกับท่านดยุค บรรดาน้องชายและน้องสาว น้องสะใภ้ น้องเขย ของแอนโธนี กับการต้อนรับที่แสนเย็นชา ด้วยธรรมชาติของแชริตี้ เธอก็ไม่สามารถจะเป็นหนูที่อยู่เงียบๆ ได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงชั่วคราว แต่เธอก็จะไม่ปล่อยให้ครอบครัวที่ไร้สุขนี้ ดำเนินความเข้าใจผิดและมึนตึงต่อกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้แน่ แล้วเธอก็เริ่มต้นประสานรอยร้าว เยียวยาความรู้สึก และเปิดใจของแอนโธนีให้คืนดีกับครอบครัว

เราไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงดี แต่เรารู้สึกว่ามันลงตัวไปหมด เราชอบตัวละครทั้งตัวละครหลักและตัวละครรอง ในส่วนของแอนโธนีและแชริตี้ แม้แอนโธนีจะมีความคับข้องใจกับพ่อและน้องชาย แต่เขาก็ไม่ได้ทำตัวมืดมนหมองหม่นจนน่ารำคาญอย่างพระเอกบางเรื่อง จากการกระตุ้นของแชริตี้ ทำให้เขาเปิดตาเปิดใจให้คนรอบข้าง ค่อยๆ คลายความขมขื่นลงไป ส่วนแชริตี้ก็สมบูรณ์แบบกับบทบาทนางเอกในเรื่อง เธอเป็นผู้ที่มาขับเคลื่อนเรื่องราว เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของทุกคนในครอบครัวนี้ โดยเฉพาะแอนโธนี โดยที่ทุกอย่างที่เธอทำในเรื่อง ไม่มีอะไรที่เรารู้สึกว่า เป็นการกระทำที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปเลย เป็นบทนางเอกที่ perfect มาก อ่อนโยน มีน้ำใจ มีอารมณ์ขัน แต่ก็มีเหตุมีผล เจ้ากี้เจ้าการในบางครั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับน่ารำคาญ มีเกียรติมีศักดิ์ศรีในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องอวดดีหรือเล่นตัวกับพระเอก

ในส่วนของตัวละครรองต่างๆ ก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน ท่านดยุคก็มีความลึกและเหตุผลของตนเอง น้องๆ ของพระเอกทั้งสี่คน ที่มีอายุ บุคลิกลักษณะแตกต่างกัน ต่างก็มีความสัมพันธ์กับพระเอกแตกต่างกันไปหลายๆ แบบ เป็นกลุ่มของตัวละครที่ทำให้เราชอบ และทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวร้ายของเรื่องเลย

ในขณะที่แชริตี้เริ่มชนะใจคนอื่นๆ ความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้งสองก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ด้วย ในเนื้อเรื่องที่ดูเหมือนดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีอะไรนั้น กลับสอดแทรกไปด้วยฉากย่อยๆ และบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างตัวละคร ที่น่าประทับใจมากมาย เราชอบฉากที่พระเอกชมนางเอกแบบไม่เต็มใจว่า นางเอกหลอกลวงเขาที่ตอนแรกปิดบังไม่ยอมให้เขาเห็นว่าตัวเองสวย ชอบฉากที่พระเอกเล่าสาเหตุที่ออกจากบ้านให้น้องชายที่เป็นทหารฟัง ชอบฉากสุดท้ายระหว่างพระเอกกับพ่อ และชอบฉากที่พระเอกอุ้มน้องสาวคนเล็กนั่งตัก คำพูดง่ายๆ ของเด็กแปดขวบที่อยากให้แอนโธนีเป็นพ่อ แล้วบอกว่า แชริตี้จะเป็นเหมือนแม่ ต่อไปนี้เธอจะมีใครที่เป็นของเธอเองบ้างแล้ว ทำให้เราซึ้งมากมาย

นี่ล่ะ เรื่องที่เราจะอ่านซ้ำได้อีกเรื่อยๆ เรื่องที่ทำให้เราอ่านแล้วรู้สึกดี เรื่องแบบที่เป็นเหตุผลให้เราชอบอ่านนิยายโรแมนซ์