แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดราม่าย้อนยุค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดราม่าย้อนยุค แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

Serena - Ron Rash

คะแนน : 7

ถ้าหนึ่งภาพสามารถแทนได้พันคำจริง นี่คือกราฟความรู้สึกของเราตอนอ่านนิยายเรื่องนี้

เรื่องย่อคือ คู่สามีภรรยาแต่งงานใหม่ จอร์จและเซรีน่า เพมเบอร์ตัน เดินทางมาถึงผืนป่าอุดมสมบูรณ์บนภูเขาในมลรัฐนอร์ธแคโรไลน่า เพื่อสร้างชีวิตใหม่ร่วมกัน เซรีน่าเป็นหญิงที่ไม่เหมือนใคร เธอสั่งการคนงานในปางไม้ ล่างูหางกระดิ่ง แม้กระทั่งยิงสัตว์ร้ายเพื่อช่วยชีวิตสามี แต่แล้วเมื่อเซรีน่ารู้ตัวว่า เธอจะไม่มีวันมีลูกได้ กลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเหตุการณ์ต่างๆ นานาที่เปลี่ยนชีวิตทุกผู้คนในชุมชนนี้

จากเรื่องย่อบนปกหลังกับตามรีวิวต่างๆ ไม่กี่บรรทัด เรานึกว่ามันจะเป็นการเกริ่นนำเข้าเรื่องแค่นั้น เอาเข้าจริง มันกินใจความของเนื้อเรื่องไป 2/3 เล่มเลย ตอนอ่านถึงฉากที่รู้ว่าจะมีลูกไม่ได้ แปลกใจว่าเขาสปอยล์เรื่องมาไกลเหมือนกันนะ แต่มาคิดอีกทีก็เข้าใจ เนื้อเรื่องจริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมาก เป็นดราม่าของตัวละครเอกหญิงชาย กับภาพชีวิตในแคมป์ตัดไม้ยุคเศรษฐกิจตกต่ำช่วงปี 1929

จากรีวิวเขาเปรียบเทียบเรื่องนี้ว่าเป็น Macbeth ในยุคปัจจุบัน ก็พอมองเห็นว่าเรื่องนี้ดำเนินตามรอยแบบนั้น เพมเบอร์ตันกับเซรีน่าเป็นเจ้าของสัมปทานป่าไม้ เซรีน่าก็เป็นเหมือนเลดี้แม็คเบ็ธ ยุสามีให้กำจัดหุ้นส่วนทางธุรกิจ ใครขัดผลประโยชน์ก็ฆ่าทิ้งไปทีละคนสองคน ไม่เคยอ่านนิยายเรื่องไหนที่มีการตายเกิดขึ้นเกือบทุกบท แต่ไม่ทำให้รู้สึกอะไรเลยสักนิดทั้งเรื่องแบบนี้เลย เพราะเราไม่ได้เห็นเวลามีคนตาย คนอ่านรู้ก็จากการที่ตัวละครประกอบสองคนมายืนคุยกัน บอกว่าคนนั้นตายคนนี้ตาย แบบว่าพวกคนที่ตายถูกเอ่ยถึงผ่านๆ โดยเฉพาะพวกคนงาน ราวกับไม่มีหน้า ไม่มีชื่อ เหมือนใบไม้ร่วงปลิวๆ ไป ก็เข้าใจว่าการใช้ตัวประกอบมาบอกบทที่เกิดนอกฉากให้คนรู้เป็นเทคนิคที่เอามาจากบทละครเวที แต่เป็นนิยายแล้วเล่าเรื่องแบบนี้รู้สึกมันแปลกๆ

เซรีน่าเป็นตัวละครที่อยู่บนชื่อเรื่อง แต่คนอ่านจะไม่ได้รู้สึกใกล้ชิดกับเธอเลย เนื้อเรื่องดำเนินไปกับตัวเพมเบอร์ตันมากกว่า แต่เป็นการเดินตามเพมเบอร์ตันที่ส่งสายตามองเซรีน่าอยู่ตลอดเวลา พอเข้าใจนะว่าเมื่อสร้างเป็นหนัง บทเซรีน่าจะเป็นบทเด่นที่ได้โชว์ฝีมือการแสดงเยอะ ถึงได้มีข่าวว่าแอนเจลิน่า โจลี่ เคยสนใจบทนี้ เพราะหยิ่ง โหดเหี้ยม ฉลาดเจ้าเล่ห์ ทะเยอทะยาน ฆ่าไม่ปรานีเพื่อกุมอำนาจ น่าจะต้องเล่นให้เหมือน อัล ปาชิโน ใน God Father II หรือเคต แบลนเชตต์ ใน Elizabeth ตอนใกล้จบเรื่อง

แต่ตอนอ่านเป็นนิยายนี่ เราไม่เคยอินกับเซรีน่าเลย เพราะเป็นนางเอกที่เลวเกิน ถ้าอย่างเรื่องอื่นๆ ที่พระเอกนางเอกออกแนวโฉดหน่อย ตัวเอกจะเริ่มต้นจากการเป็นคนดีก่อนแล้วค่อยๆ ถลำลงสู่ด้านมืด แบบสองเรื่องข้างบน หรืออนาคิน หรือแม้แต่ยางามิ ไลท์ ก็ยังน่าติดตาม รู้สึกว่าเป็นพัฒนาการของตัวละคร แต่เซรีน่าเหมือนเข็มทิศจิตสำนึกหัก เราไม่เข้าใจความคิดของคนแบบนี้ ไม่ปูพื้นหลังให้คนอ่านมีส่วนร่วมกับตัวละครด้วย นอกจากการเขียนที่ไม่ดึงดูดให้ผูกพันกับตัวละครแล้ว อีกอย่างก็คงเป็นที่สำนวน เหมือนภาษาเขาจะสวยนะ แต่เราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเรื่อยเปื่อยไร้อารมณ์มาก

ตกลงว่าตัวละครก็ไม่ชอบ เนื้อเรื่องก็ไม่สนุก แต่อีกสองปีหนังฉายก็ต้องดูแน่ๆ เพราะเหตุผลเดียวคือชื่อเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ตามดูมาตั้งแต่ Winter's Bone แล้ว เข้าใจว่า แบรดลีย์ คูเปอร์ กับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ คงจะกลัวคนติดภาพการเล่นหนังบล็อคบัสเตอร์ ระหว่างรอเล่นภาคต่อของ Hangover กับ Hunger Games เลยพยายามฉีกตัวมารับบทในเรื่องดราม่าแนวนี้บ้าง ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้มันจะถึงระดับ Oscar potential อย่างที่นักวิจารณ์ว่าจริงรึเปล่า แต่คิดว่าในบ็อกซ์ออฟฟิศ ไม่น่าจะทำเงิน

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

The Wild Rose - Jennifer Donnelly

คะแนน : 7

เล่มจบของไตรภาคกุหลาบ เรื่องราวต่อเนื่องจาก The Tea Rose และ The Winter Rose ใครยังไม่ได้อ่านก็หยุดตรงนี้เลยค่ะ เพราะโพสต์นี้ถ้าไม่ได้ระบายความหงุดหงิดคงไม่สบายใจ จะสปอยล์ทั้งซีรีส์ เนื้อเรื่องเล่มนี้และเล่มก่อนๆ ด้วย

เตือนสปอยล์

จากการอ่านภาคที่แล้ว เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยชอบเชมี่และวิลล่า พระเอกนางเอกภาคนี้เลย พอเล่มนี้ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อ่านจากรีวิวเห็นท่าไม่ค่อยดี ก็ยั้งมือยังไม่อยากซื้อ โหลดตัวอย่างจาก Amazon มาดูก่อน แค่ 2 บทแรก ก็ทำให้เราปิดหน้าจอทิ้งด้วยความอารมณ์เสียแล้ว เล่มนี้เวลาผ่านมาจากเหตุการณ์เล่มที่แล้ว 8 ปี ขึ้นต้นเรื่องก็เปิดฉากด้วยการที่ทั้งนางเอกและพระเอก ต่างก็ไปนอนกับตัวละครอื่นที่ตัวเองไม่ได้รัก ในขณะที่นึกในใจว่ายังคิดถึงเจ็บปวดถึงกันและกันอยู่ โอ๊ย เราเกลียดตัวละครแบบนี้มากๆ จะคร่ำครวญหวนไห้พิร่ำพิไรพิลาปรำพันโศกศัลย์วิปโยคอะไรนักหนา ก็ทำตัวเองแท้ๆ โดยเฉพาะวิลล่าที่เป็นตัวต้นเหตุนี่แย่มากๆ เลย จากที่ไม่ค่อยชอบหน้า กลายเป็นเกลียดนางเอกตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มอ่านจริงเลย แล้วมันจะไปรอดมั้ย ชั่งใจอยู่หลายวัน แต่ความอยากอ่านก็มากกว่า ยังไงเราก็ยังอยากรู้เรื่องครอบครัวนี้ว่า คนอื่นๆ จะเป็นยังไง จะพยายามทำใจทนตัวเอกแล้วกัน

จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตอนไปปีนเขาด้วยกันกับเชมี่ที่แอฟริกา จนทำให้วิลล่าถูกตัดเท้าทิ้งไปข้างหนึ่ง เธอไม่อภัยให้เชมี่ที่ยอมให้หมอผ่าตัด ทำให้ความฝันเรื่องการพิชิตยอดเขาของเธอจบสิ้นลง แล้วก็หนีหายไปไม่กลับอังกฤษ แต่ไปร่อนเร่เป็นนักถ่ายภาพอยู่แถวหิมาลัยแทน ส่วนเชมี่ ก็กลายเป็นนักสำรวจขั้วโลกที่มีชื่อเสียง ถึงแม้จะพรั่งพร้อมความสำเร็จ แต่กลับไม่มีความสุข เขาเปลี่ยนคู่ขาไปเรื่อยๆ แต่ยังถวิลหาวิลล่าไม่วาย จนวันหนึ่งเขาได้เจอหญิงสาวสวยนิสัยดีคนหนึ่งชื่อเจนนี่ เชมี่จึงตัดสินใจจะตัดใจจากอดีต และแต่งงานกับเธอ แต่แล้วพ่อของวิลล่าเสียชีวิต วิลล่ารู้ข่าวจึงเดินทางกลับมา ทั้งสองจึงได้พบกันอีกครั้ง

ทำไมพระเอกนางเอกเรื่องนี้เลวอย่างนี้ ที่ผ่านมาทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตแบบนึกถึงแต่ตัวเองมาตลอด ไม่มีความสุขก็สมน้ำหน้าแล้วทำตัวเอง แค่เห็นแก่ตัวนี่ยังพอรับได้ แต่ทำไมต้องลากคนดีๆ ให้มารับกรรมไปด้วย วิลล่ากลับมาปุ๊บก็เพ้อใส่เชมี่ทันที ฉันยังรักคุณ ที่หายไป 8 ปีเพราะกลัวคุณไม่ยกโทษให้ฉัน ตกลงมันไม่ได้มีประเด็นอะไรที่จะต้องจากกันเลยใช่มั้ย แค่บ้าทำใจไม่ได้ก็นั่งทรมานตัวเองกับคนที่รัก ส่วนเชมี่ก็พอกัน เมียตัวเองก็อยู่แถวนั้น ลูกในท้องก็อีกล่ะ นัดผู้หญิงอื่นเข้าโรงแรม ไม่ต้องอ้างเลยทั้งสิ้นว่ารักกันมาก่อน ตอนอ่านถึงตรงนี้เราสงสารเจนนี่มากๆ จากตัวละครที่เป็นคนดีตอนแรก เดี๋ยวคงจะต้องแย่ แล้วสุดท้ายเธอคงต้องตายแน่ๆ เพื่อเปิดทางให้ชายโฉดหญิงชั่ว ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกนางเอกเล่มนี้ได้เสวยสุขกัน

ที่จริงเนื้อเรื่องส่วนใหญ่มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเท่าไหร่ เพราะจริงๆ มันมีเรื่องราวอย่างอื่นเยอะมาก ข้างบนนั่นยังแค่ต้นเรื่องเอง ฉากของเรื่องอยู่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 พล็อตเรื่องสำคัญของเล่มเป็นเรื่องสายลับเยอรมัน พอสงครามเกิด เชมี่ก็ไปรบ ส่วนวิลล่าก็ไปช่วยงานสปายในทะเลทรายอารเบีย เรื่องราวมันก็ดราม่าผจญภัย สลับซับซ้อนย้อนแย้งไปมากับตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะจากตัวร้ายของเรื่อง แม็กซ์ ที่เป็นหัวหน้าจารชนเยอรมัน เป็นตัวละครที่น่าทึ่งทีเดียว เวลาตัวละครอื่นโผล่มา เราตั้งใจอ่านมากกว่าตอนกล่าวถึงพระเอกนางเอกซะอีก ชอบอินเดียกับซิดมาก แต่บทส่วนใหญ่อยู่ที่เชมี่กับวิลล่าซะ 80% เพราะฉะนั้นตั้งแต่เจอพฤติกรรมสามานย์เมื่อตอน 1/3 เรื่อง ก็ทำให้เราหัวเสียกับสองคนนี้มากๆ เลย ทำให้หลังจากนั้นอ่านเนื้อเรื่องอื่นๆ ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เสียดายเนื้อเรื่อง ถ้าได้ตัวละครที่ชอบ ก็คงจะอ่านสนุกกว่านี้ นี่ขนาดไม่แคร์ ยังอ่านไม่อยากวางเลย ให้ภาพรายละเอียดทางประวัติศาสตร์แบบมีสีสันดี ไม่ค่อยได้อ่านนิยายที่ใช้ฉากยุคนี้ อ่านเล่มนี้ก็ได้บรรยากาศแปลกไปอีกแบบ

แต่พระเอกนางเอกนี่ไม่ไหวจริงๆ จนท้ายเรื่องก็ยังแย่ วิลล่านี่ทั้งเรื่องมีอะไรกับผู้ชายตั้งหลายคนไม่กลัวท้องบ้างเหรอ จะมีเซ็กส์กับกี่คนก็ตามใจถ้าคิดว่าทำแล้วพอใจ แต่การปล่อยตัวทำลายตัวเองนี่ช่างโง่เง่าสุดแสน เชมี่ก็ไม่ได้สำนึกตัวเองเท่าไหร่ ยังอุตส่าห์คิดว่าที่เจนนี่ทำนั้นผิด นั่นก็เพราะใครล่ะ รับไม่ได้จริงๆ ดูกรรมมันก็ต้องดูเจตนาด้วย โกหกเพื่อรั้งสามีให้อยู่กับตัว กับโกหกเพื่อนอกใจภรรยา นี่มันต่างกันไกลนะ อันที่จริงเจนนี่พ้นทางไปง่ายมาก แต่เราก็ยังรู้สึกดีที่ผู้แต่งไม่ทำลายแคแรกเตอร์ แค่รักจนตาบอดโง่ถูกหลอกใช้ ไม่ได้หาความชอบธรรมให้เชมี่ ด้วยการทำให้เธอเลวร้ายมากมายอะไรจนขัดกับบุคลิกตอนแรกสิ้นเชิง อย่างนี้ดีแล้วทำให้เราเกลียดพระเอกนางเอกเรื่องนี้ได้อย่างสบายใจเต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

รวมๆ แล้ว เล่มนี้เป็นการจบไตรภาคที่ไม่สวยเลย มีบางคนบอกว่า อยากให้เขียนเรื่องของลูกๆ บ้านนี้ต่อ แต่เราว่าอย่าดีกว่า เล่มนี้โจก็อายุ 50 กว่าแล้ว เราไม่ชอบเห็นพระเอกนางเอกภาคก่อนๆ แก่เลย แล้วไม่อยากให้ครอบครัวนี้เจอเรื่องรันทดอีก เล่มนี้ก็สงสารตัวละครจากภาคที่แล้ว มีเรื่องเสียใจกันหลายที ถ้ามีเล่มใหม่ก็คงดราม่าไปมาอีก ลำบากลำบนเหลือเกิน พอเหอะ เขียนเรื่องใหม่ดีกว่า ฝีมือระดับ Jennifer Donnelly ทำได้ดีกว่านี้

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

The Winter Sea - Susanna Kearsley

คะแนน : 7

แคโรลีน แมคเคลลแลนด์ นักเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ กำลังแต่งนิยายเรื่องใหม่ของเธอ เป็นเรื่องราวของขบวนการจาโคไบท์ในช่วงปี ค.ศ. 1708 ที่ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์สจวตให้กลับมาครองบัลลังก์ เพื่อหาข้อมูลและแรงบันดาลใจในการเขียนนิยาย เธอจึงมาเช่ากระท่อมเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กับซากปราสาทในสกอตแลนด์ที่เป็นฉากตามท้องเรื่อง แครี่ตั้งชื่อนางเอกของเรื่องตามชื่อบรรพบุรุษของเธอคนหนึ่ง คือ โซเฟีย แพเตอร์สัน และในระหว่างที่แต่งนิยาย ภาพและเรื่องราวของตัวละครในเรื่องก็แจ่มชัดในหัวของแครี่มากขึ้นทุกที แล้วเธอก็ได้รู้ว่า เรื่องราวและบทสนทนาในนิยายที่เธอเขียนขึ้นมา ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ทุกอย่าง

เล่มนี้เป็นนิยายรักอิงประวัติศาสตร์ที่จะว่าไปก็ถือว่าแต่งได้ดี สำนวนการเขียนของผู้แต่งสละสลวย การใช้ภาษาละเมียดละไม อย่างเช่น การเปรียบเปรยสีตาของตัวละครว่าราวกับสีของทะเลเหมันต์ ฉากและบรรยากาศถูกถ่ายทอดอย่างดี และอ่านดูก็รู้ว่า ผู้เขียนค้นคว้าข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์มาเต็มที่ เหตุผลการระลึกอดีตได้ด้วยการถ่ายทอดความทรงจำผ่าน DNA ก็อธิบายได้ดีพอใช้เลย แต่โอ้ว่า อนิจจา สำหรับเรา มันเป็นนิยายที่น่าเบื่อมาก อ่านแล้วเกือบจะหลับ

ช่วงแรกของเล่มยังน่าสนใจอยู่ เรื่องเริ่มจากยุคปัจจุบัน และสลับกลับไปเล่าเรื่องราวในอดีต ผ่านนิยายที่นางเอกกำลังเขียน ในรูปแบบนิยายซ้อนนิยาย แล้วก็ตัดมาปัจจุบันกลับไปกลับมา จนในที่สุดเส้นแบ่งช่วงเวลาทั้งสองก็แทบจะเลือนลางหายไป ให้ผู้อ่านติดตามเรื่องไปพร้อมๆ กัน ถือว่าเป็นแนวคิดการนำเสนอที่ดีทีเดียว

แต่พอเซตฉากกับตัวละครทั้งสองยุคเสร็จแล้ว หลังจาก 1/4 ของเรื่องไป มันดำเนินเรื่องเนิบนาบมาก เราก็ไม่ได้คิดว่าในนิยายจะต้องมีแอกชั่นลุ้นตลอด หรือโรคจิตขนาดว่าต้องเห็นตัวละครตายทุกบทหรืออะไร แต่นิยายเรื่องนี้มันไปช้ามากๆ และแทบไม่ได้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นเท่าไหร่เลย มีแต่ฉากตัวละครสนทนาที่โต๊ะอาหารเรื่องแผนการทางการเมือง กับนางเอกไปเดินเล่นริมทะเล คิดถึงพระเอก ซ้ำๆ อย่างนี้ทั้งเรื่อง ที่ผ่านมานิยายบางเล่มที่เราชอบ มันก็มีแบบที่ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง แต่มันก็จะดำเนินเรื่องด้วยการเดินทางทางความคิดของตัวละคร มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของพระเอกหรือนางเอก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้นเลย

มีปัญหาสามข้อใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อการอ่านเล่มนี้ ซึ่งก็อาจไม่ใช่ความผิดของนิยาย แต่มันเกิดจากสาเหตุส่วนตัวของเราเอง
1. เรื่องราวยุคอดีตของเรื่องนี้ นำมาจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ตอนที่เราไม่รู้จัก และคิดว่ามันไม่สำคัญ ไม่น่าสนใจ อย่าว่าแต่เราคนไทยเลย ขนาดตัวละครบางคนในเรื่องที่เป็นคนสกอตเอง ยังไม่รู้เรื่องเลย ต้องให้พระเอกนางเอกนั่งเลคเชอร์ให้ตัวละครในเรื่อง (และคนอ่าน) ฟัง ขนาดที่ในเรื่องยังบอกเองเลยว่า เรื่องตอนนี้มีค่าอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์แค่ประมาณสองบรรทัด

2. นางเอกกับพระเอกเรื่องนี้เป็นตัวละครคนดีที่แสนน่าเบื่อ ทั้งสองคู่ในสองยุคเลย เราคิดว่าถ้าพวกนี้เป็นคนในชีวิตจริง เราคงชอบนะ เป็นคนดี มีเหตุผล บุคลิกเงียบๆ เรียบๆ เก็บอารมณ์ความรู้สึก ไม่แสดงออก แต่พอเป็นตัวละครในนิยาย เธอและเขาไม่มีเสน่ห์น่าติดตามเลยสักนิด และมีบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ถูกชะตากับนางเอกทั้งสองคน บอกไม่ถูก รู้สึกว่าเป็นคนถือดี ที่ไม่ใช่แค่ถือดีในตัวเอง แต่ถือว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น พอเราไม่เกิดแรงดึงดูดกับตัวละคร ก็เลยไปทำให้เกิดแรงต้านทานกับเนื้อเรื่องแทน

3. ข้อนี้เป็นความงี่เง่าของเราเอง ที่ตอนต้นเรื่องดันสำคัญตัวพระเอกผิดคน ก็โธ่ มีอย่างที่ไหน นางเอกบังเอิญเจอหนุ่มหล่อนั่งข้างกันบนเครื่องบิน ดูจะคุยกันถูกคอ บังเอิญพ่อหนุ่มเลือกชื่อนางเอกนิยายให้สาวเจ้าได้ถูกใจอีก ลงจากเครื่องก็ยังบังเอิญต่อ หนุ่มนายนั้นเป็นลูกชายเจ้าของบ้านเช่าที่นางเอกจะไปพัก ปรกติในนิยาย บังเอิญครั้งแรกเรียกว่าบังเอิญ บังเอิญครั้งที่สองเรียกว่าโชคชะตา บังเอิญครั้งที่สามก็ต้องเรียกว่าฟ้าบันดาล คนแต่งลิขิตมาแล้วให้คู่กันแน่ๆ แต่ปรากฏว่า สจ๊วต หนุ่มเจ้าเสน่ห์รายนั้นกลับเป็นน้องชายพระเอก แป่ว เราพลาดฉากเปิดตัวแกรห์ม คนพี่ที่เป็นพระเอกตัวจริง ที่โผล่มาก่อนแล้วด้วยซ้ำไปเลย แต่เราหลงคนน้องไปแล้วอ่ะ ตอนเขาลงจากเครื่องบินแล้วขอเบอร์นางเอก เจ้าชู้ขี้เล่นอย่างน่ารักเลย พอต่อเรื่องออกมาสักพัก รู้ว่าสจ๊วตไม่ใช่พระเอกยังไม่เท่าไหร่ แต่เขาถูกแต่งเรื่องให้เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างหลงตัวเอง และมาตามเกาะแกะนางเอกโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอยู่ทั้งเรื่อง เราไม่ชอบพฤติกรรมที่พระเอกกับนางเอกปฏิบัติต่อสจ๊วต แทนที่จะปฏิเสธตรงๆ กลับปล่อยไปเรื่อยๆ แล้วแอบหยันเขาอยู่ลึกๆ ทำให้เป็นประเด็นที่ย้อนกลับไปที่ข้อ 2 ที่ทำให้เราไม่ชอบพระเอกนางเอกเรื่องนี้

อ่านเล่มนี้จบแล้วไปอ่านรีวิวใน Amazon แปลกดีที่เราอ่านความเห็นพวกนั้นแล้วคิดว่า เราเห็นด้วยกับทั้งพวกคนที่ให้ 5 ดาว และ 4 3 2 1 ดาว ตรงที่คนเขาชม เราก็เข้าใจ ตรงที่เขาติมันก็ถูกอีก โดยเฉพาะ Bored Girl คนที่ให้ 1 ดาวนี่อ่านแล้วฮาสุดๆ เป็นรีวิวที่เขียนสนุกกว่าตัวนิยายเองซะอีก เห็นด้วยทุกคำเลย แต่เราคงไม่ใจร้ายให้ 1 ดาวแบบเขา ถ้าต้องโหวตเรื่องนี้จริงๆ คงใส่ 3 ดาวล่ะ

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The Winter Rose - Jennifer Donnelly

คะแนน : 8

พระเอกเล่มนี้คือ ซิด มาโลน ถ้าอ่านเล่ม The Tea Rose มาแล้วก็คงรู้ว่าเขาเป็นใคร ซิดเป็นหัวหน้าแก๊งนักเลงในเขตอีสต์เอนด์ ลอนดอน ส่วนนางเอกคือ อินเดีย เซลวิน โจนส์ แพทย์หญิงจบใหม่ไฟแรงมีอุดมการณ์ ที่ตั้งใจมาเป็นหมอรักษาช่วยคนยากจนในถิ่นสลัม วันหนึ่งซิดบาดเจ็บจากการปล้นปืน อินเดียช่วยชีวิตเขาไว้ เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์รักที่ต้องฝ่าฟันวิบากกรรมต่างๆ นานา ในหนังชีวิตเรื่องยาวของครอบครัวฟินนิแกน ซีรีส์โรสภาคที่สองนี้

เล่มนี้ก็ยาวมากๆ อีกเช่นกัน นิยาย 133 บท อ่านกันตาแฉะเลย เวลาผ่านมาจากท้ายเล่มที่แล้วไม่นานนัก ประมาณ 2-3 ปี ฟิโอน่ากับโจก็ยังกล่าวถึง และมีบทบาทมากพอสมควร ช่วงแรกๆ ยังอ่านไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ บรรยากาศมันมืดมนหดหู่ ชีวิตคนจนในย่านนั้นสมัยนั้นมันรันทดจัง และเพราะยังไม่อินกับพระเอกนางเอก รู้สึกว่าซิดเลวเกินไปหน่อย เพราะโผล่มาพี่แกก็เล่นทำร้ายคน เรียกค่าคุ้มครอง คุมผับ คุมบาร์ คุมโรงฝิ่น วางแผนปล้น พระเอกอะไรวะ ส่วนอินเดียเราก็ไม่ชอบเช่นกัน เธอมีคู่หมั้นอยู่แล้วคือตัวร้ายของเรื่อง แล้วก็ยอมมีอะไรกับหมอนั่นด้วยทั้งที่ไม่รัก เรารู้สึกว่า เธอตาต่ำเรื่องผู้ชายยังไงไม่รู้

จนเข้ากลางๆ เรื่องตอนที่ซิดกับอินเดียได้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น แล้วทำให้ค่อยๆ เห็นว่า จริงๆ ซิดไม่เลว อินเดียก็ยังไม่โง่เท่าไหร่ นั่นแหละที่ค่อยเริ่มชอบสองคนนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ถึงจะสั้นมากๆ แต่เขียนได้ซึ้งมากเลย เพราะความดีของอินเดียทำให้ซิดยอมกลับตัว และอินเดียก็รักซิดมากพอที่จะยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อเขา โดยไม่มีการลังเล ทั้งๆ ที่มีฉากที่ทั้งสองมีความสุขด้วยกันน้อยมาก แค่ 1 ใน 100 ของเรื่อง แต่คืนที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน แล้วอินเดียช่วยรักษาแผลใจทำให้ซิดหายจากโรคนอนไม่หลับได้ ประทับใจมาก และทำให้เชื่อในความรักของทั้งคู่หมดใจเลย แต่แล้วเรื่องนี้มันก็ต้องดราม่า เจอมารผจญ เฮ้อ

เกิดเหตุหักเหสำคัญของเรื่องที่ทำให้ตัวเอกทั้งสองต้องแยกจากกันไป ขัดใจว่า ซิดน่าจะเชื่อใจอินเดียมากกว่านี้หน่อยนะ จะได้ไม่ต้องจากกันตั้งหลายปี และก็ไม่แน่ใจว่า การตัดสินใจของอินเดียหลังจากนั้นมันถูกต้องแล้วเหรอ มันน่าจะมีวิธีดีกว่านั้นมั้ย แต่ก็เอาน่ะ เดี๋ยวรสชาติชีวิตจะไม่พอ โอ๊ย แล้วทำไมแต่งเรื่องให้โจซวยอย่างนี้ล่ะ นี่ถ้าเป็นนิยายโรแมนซ์คงไม่เป็นแบบนี้ พระเอกนางเอกภาคที่แล้วต้องมีแต่ความสุขสิ

1/3 เล่มหลัง ฉากย้ายจากอังกฤษไปอยู่ที่แอฟริกา ช่วงนี้คลื่นแทรกรบกวนตลอด กล่าวถึงคนโน้นคนนี้ที่แยกๆ กันอยู่คนละทิศละทาง มีเรื่องราวของเชมี่ น้องชายฟิโอน่า ที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว ให้เข้ามามีบทสำคัญ เตรียมไว้เล่มหน้า อ่านไปกว่าพระเอกนางเอกจะกลับมาเจอกันอีกที เฉียดไปเฉียดมา ลุ้นซะเหนื่อย เจอกันก็ไม่คุยกันดีๆ หรอก กว่าจะเข้าใจกันได้ แต่ชอบมากอีกแล้ว ตอนที่ซิดสารภาพว่าทำไมเขาถึงไม่มาหาเธอ แล้วแทนที่อินเดียจะโกรธว่า เขาไม่เชื่อใจเธอ เธอกลับบอกว่า "โธ่ ซิด คุณคิดว่าฉันเปลี่ยนใจ เพราะคุณไม่เคยคิดว่าตัวเองดีพอ ไม่เคยคิดว่าตัวเองคู่ควรจะไปรักใครและให้ใครรัก" เราก็เออ จริงแฮะ เราไม่เข้าใจถึงเคืองซิด แต่อินเดียเข้าใจเขา ก็เลยรู้สึกว่าสองคนนี้เป็นคู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ เข้าใจกันแล้วก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยกันนะ พระเอกถูกจับ นางเอกเกือบถูกฆ่า ดราม่ากันเต็มสตรีมจนหน้าสุดท้าย

อย่างที่บอกว่า เล่มนี้มีจุดที่น่าขัดใจหลายอย่าง เราชอบน้อยกว่าเล่มแรก แต่ก็ไม่อยากให้คะแนนน้อยกว่า 8 เพราะมันก็ยังทำให้อ่านติดหนึบไม่อยากวางอยู่ ตอนนี้อินกับตัวละครครอบครัวนี้แล้ว แต่ตอนจบมันห้วนๆ ไปหน่อยรึเปล่า มีหลายอย่างที่ยังไม่คลี่คลายด้วยดีในเล่มนี้ หวังว่า เล่มหน้าจะลงเอยสุขสมหวังกว่านี้ เราไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นไตรภาค ถ้ารู้ก่อนคงยังไม่อ่าน รอให้มันออกมาให้ครบก่อนจะได้อ่านทีเดียว ขี้เกียจรอลุ้นอีกครึ่งค่อนปี

แต่สารภาพว่ายังไม่ปิ๊งกับเชมี่และวิลล่า ที่จะเป็นพระเอกนางเอกเล่มหน้าเท่าไหร่ ในเล่มสองมันปูเรื่องของเชมี่กับวิลล่าค้างไว้ ไม่ค่อยปลื้ม คือ เล่มหนึ่งเล่มสอง พวกพี่ๆ เจอเรื่องรันทดก็เพราะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดถูกคนอื่นกระทำ แต่อย่างสองคนนี้ ไม่รู้แฮะ ถ้ายืมคำพูดเพื่อนเราที่มันรับมาจากพ่ออีกที ก็ต้องบอกว่า เจียะป้าบ่อสื่อ กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ รนหาเรื่องเอง ชีวิตไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรน อยู่สบายดีๆ ไม่ชอบ ลำบากลำบนมาปีนเขา พอดีเราไม่มีจิตวิญญาณนักผจญภัยเลยไม่เข้าใจ แค่นั้นพอทำเนา แต่แล้วประสบเหตุเพราะทำตัวเองแล้วรับไม่ได้เหรอ ทำไมตอนท้ายวิลล่าถึงทำอย่างนั้น วิลล่าในเล่มหน้าคงต้องเคลียร์ตัวเองมากๆ เลยล่ะ เราถึงจะอินกับเธอได้

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The Tea Rose - Jennifer Donnelly

คะแนน : 8

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เห็นฉบับแปลภาษาไทยของเรื่องนี้ เคยอยากอ่าน แต่ไม่รู้ทำไมไม่ได้ซื้อ จำไม่ได้แล้ว ช่วงนั้นคงยุ่งๆ ไม่มีเวลา เห็นเล่มหนาๆ ก็เลยผ่านก่อน มาตอนนี้พอดีหาหนังสือเล่มอื่นที่มีคำว่า Rose เจอเล่มนี้โผล่มาด้วย เห็นแล้วนึกได้ จัดไป

นี่ไม่ใช่นิยายโรแมนซ์ แต่เป็นนิยายชีวิตย้อนยุคที่ใช้ฉากในยุควิคตอเรียน ช่วงเวลาที่แจ็คเดอะริปเปอร์ ออกอาละวาดในถิ่นสลัมของลอนดอน เรื่องราวของฟิโอน่า สาวโรงงานใบชา ลูกสาวกรรมกรท่าเรือ แม้ครอบครัวยากจนแต่เธอก็มีความสุข และมีความฝันอยากเก็บเงินเปิดร้านของตัวเองร่วมกับ โจ แฟนหนุ่มที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่แล้วชะตาชีวิตก็พลิกผัน เธอสูญเสียครอบครัว ต้องแยกจากคนรัก สูญสิ้นความหวัง แถมยังถูกตามล่าเอาชีวิต แล้วเธอก็ไปตั้งต้นใหม่ที่อเมริกา สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านไป 10 ปี ตอนหลังก็กลับมาแก้แค้นคนที่ทำลายชีวิตของเธอ

นิยายยาว.ว.ว มาก แต่อ่านแล้วไม่เบื่อเลยสักนิด เรื่องดำเนินไปเร็ว ไม่เยิ่นเย้อยืดยาดเลย มันจะซอยเป็นบทสั้นๆ แล้วก็จะมีประเด็นในแต่ละบท เรื่่องนี้มันช่าง melodrama, soap opera, นิยายประโลมโลกย์, ละครหลังข่าว ซะจริงๆ เลย แต่อ่านแล้วก็บันเทิงดีมากๆ ความสมจริงไม่ต้องหา เพราะมันช่างเว่อร์อะไรอย่างนี้ เป็นสงครามชีวิตฟิโอน่า อีตอนมรสุมชีวิตพัดพา ก็กระหน่ำกันมา อีตอนจะเจริญ ก็บังเอิญไปเจอคนโน้นคนนี้ ยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่องความรัก ก็แคล้วคลาดกันไปกันมา อืมม์ จริงๆ มันมีประเด็นเรื่องไปมีอะไรกับคนอื่น แต่พอไม่ใช่โรแมนซ์ก็ไม่ค่อยติดใจแฮะ ตอนอ่านตั้งใจว่าจะไม่ยกโทษให้โจนะ แต่ก็ใจอ่อนจนได้ ส่วนฟิโอน่านั่นว่ากันไม่ได้ ตอนท้ายจะแก้แค้น ก็ม่าได้อีก แต่สนุกอ่ะ ไม่เก็บไปประทับใจอะไรหรอก เอาแค่เพลินตอนอ่านนี่แหละ ทำเอาอ่านติดพันอดนอนไปค่อนคืน หลังๆ ไม่ค่อยได้อ่านนิยายอารมณ์นี้เท่าไหร่ เหมือนได้ย้อนเวลาไปอ่านนิยายไทยสมัยก่อนยังไงไม่รู้ บอกแล้วว่าชอบเรื่องน้ำเน่า ฮิฮิ เดี๋ยวอ่านภาคสองต่อ

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Phantom - Susan Kay

คะแนน : 8

นี่เป็นนิยายเก่า พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่นำนิยายคลาสสิคเรื่อง The Phantom of the Opera มาเขียนใหม่ โดยเปลี่ยนจากเรื่องแนวลึกลับของต้นฉบับ มาเป็นการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นมาทั้งหมดของแฟนท่อมให้พวกเรารู้จักกันแทน แม้ปิศาจแห่งโรงอุปรากรผู้นี้จะโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากหนังสือ ละครเพลง และภาพยนตร์หลายเวอร์ชัน แต่เรากลับไม่ค่อยรู้จักตัวตนลึกๆ ของเขาเท่าไหร่ ในนิยายเล่มนี้ ซูซาน เคย์ นำประวัติความเป็นมาของแฟนท่อมที่มีบอกไว้คร่าวๆ ในช่วงท้ายของนิยายต้นฉบับ มาขยายความเขียนเล่าให้ความสำคัญกับแฟนท่อมเป็นพระเอกเต็มตัว และพาเราไปรู้จักกับอีกด้านหนึ่งของเอริก บุรุษอัปลักษณ์ที่ต้องซ่อนใบหน้าภายใต้หน้ากาก ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืด ณ ใต้ดินโรงละครโอเปร่าแห่งปารีส

บทแรกเป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของแมเดอเลน แม่ผู้ให้กำเนิดทารกทุรลักษณ์ที่มีใบหน้าเหมือนกะโหลกคนตาย นิยายสนุกและดึงความสนใจของเราได้ตั้งแต่ต้นเรื่องเลย ความรู้สึกแรกเมื่อแม่เห็นลูกชาย สับสนผิดหวังเสียใจรังเกียจ บรรยายได้ชัดเจนสุดๆ เราได้เห็นชีวิตวัยเด็กของเอริกตั้งแต่เกิด จนค่อยๆ โต ได้เห็นความพิเศษของเด็กคนนี้ตั้งแต่แรก แม้จะต้องสาปทางรูปกาย แต่ฟ้าประทานพรสวรรค์ให้เอริก ทั้งด้านวิทยาการและศิลปะ เพียงไม่กี่ขวบ อัจฉริยะด้านดนตรีและสถาปนิกของเขาก็แสดงออกโดดเด่นเห็นชัด แต่เอริกก็ยังเป็นเพียงเด็กชายเล็กๆ ผู้โหยหาความรักของแม่ ตอนอ่านฉากที่เอริกวัย 5 ขวบ ขอของขวัญวันเกิดจากแม่เกือบทำเอาเราน้ำตาซึม



"Mama." "Will you give me a present too?"
"Of course," I replied mechanically. "Is there something particular that you want?"
"May I have anything I want?" he asked uncertainly.
"Within reason."
"May I have two of them?"
"Why should you need two?" I inquired warily.
"So that I can save one for when the other is used up."
I began to relax. This didn't sound very alarming… nothing more extravagant than a ream of good quality paper, by the sound of it. Or perhaps a box of sweets…
"What is it you want?" I demanded with sudden confidence.
Silence.
I watched him playing with the napkins.
"Erik, I've had quite enough of this silly game now. If you don't tell me what you want straightaway, you will have nothing at all."
He jumped at the sharpness of my tone and began to twist a napkin between his thin fingers.
"I want—I want two…" He stopped and put his hands on the table, as though to steady himself.
"For God's sake!" I snapped. "Two what?"
He looked up at me.
"Kisses," he whispered tremulously. "One now and one to save."

นับแต่นั้นมา หัวใจเราก็ตามไปอยู่กับเด็กชายผู้น่าสงสารคนนี้ ผู้แต่งเล่าเรื่องราวชีวิตวัยเด็กของเอริกได้ดีมากเลย เหตุการณ์วัยเยาว์ของเขาเป็นพื้นฐานที่ทำให้เอริกกลายเป็นเช่นนั้นในอนาคต เมื่อเขาหนีออกจากบ้านเมื่อตอนอายุ 9 ปี ช่วงเวลาที่ไปอยู่ในแคมป์ยิปซี แม้จะเป็นบทสั้นๆ ไม่ยาว แต่ก็เป็นประสบการณ์สำคัญในชีวิตเอริกอีกเช่นกัน

และช่วงเวลาที่จะเป็นช่วงหล่อหลอมตัวตนของเอริกก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อเขาได้พบกับโจวานนี่ ถ้าจิตใจของเอริกถูกทำลายครั้งแรกจากความชิงชังของแมเดอเลนผู้เป็นแม่ เขาก็ถูกทำลายครั้งที่สองด้วยความรักและเมตตาของโจวานนี่ ผู้เปรียบเสมือนพ่อบุญธรรม ด้วยความรู้เท่าไม่ถึง การขอให้ถอดหน้ากากกลับทำให้เอริกรู้สึกเหมือนถูกทรยศ จากนั้น เขาก็สูญสิ้นศรัทธาในความรักและความดีทั้งมวล

ช่วงเวลาที่เอริกไปอยู่ที่เปอร์เซียก็แต่งได้ดีน่าติดตามมากๆ เช่นกัน เนื้อเรื่องตอนนี้เป็นช่วงที่ทำให้เราเห็นรายละเอียดและที่มาที่ไปของสายสัมพันธ์ประหลาดระหว่างเอริกกับนาเดียร์ ชายชาวเปอร์เซียน สิ่งที่เราประทับใจในช่วงนี้คือ ประโยคที่แสดงความรู้สึกนึกคิดภายในของเอริกออกมา
"This face, which has denied me all human rights, also frees me of all obligation to the human race,"

หลังจากออกจากเปอร์เซีย ก็นำชีวิตเอริกกลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็พบกับสิ่งดึงดูดใจ เอริกใช้เวลานับสิบปีหมกมุ่นอยู่กับการสร้างโรงละครโอเปร่า และได้แอบสร้างที่อยู่และทางลับใต้ดิน จนในที่สุด The Opera Ghost ก็ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เอง

จนผ่านมาถึง 2/3 ของเรื่อง ในบทที่ 6 นี้เอง คือเรื่องราวของเอริกกับคริสตีน ใจความตอนนี้แหละที่เราคุ้นเคยกันดีจากละครและภาพยนตร์ ถูกนำมาเล่าใหม่ในมุมมองของเอริกสลับกับคริสตีน และแล้วหลังจากที่คิดว่า ผู้แต่งถ่ายทอดเรื่องราวของแฟนท่อมเวอร์ชันนี้ได้ดีมาตลอด เราก็เริ่มรู้สึกว่า นิยายเรื่องนี้ดร็อปลง ที่ผ่านมาผู้แต่งมีอิสระถ่ายทอดจินตนาการของตัวเองได้เต็มที่ เนื้อเรื่องมันก็ลื่นไหลดี แต่พอเข้าช่วงนี้มันมีเนื้อเรื่องบังคับอยู่แล้ว เราว่า ความรู้สึกมันขัดแย้งกัน

เคย์พยายามขับเน้นเรื่องความรักของเอริกและคริสตีนในเรื่อง ซึ่งเราว่าอารมณ์มันไม่ได้ เราไม่เชื่อว่าเอริกรักจริง ความรู้สึกของเขาเหมือนเป็นแค่ความคลั่งไคล้ใหลหลง บวกกับพลังผลักดันด้านมืดในใจ ถ้าเรียกความรู้สึกแบบนี้ว่าความรัก คงทำให้ความหมายของคำนี้ด้อยค่าลง ในขณะที่ความรู้สึกของคริสตีนก็ไม่เป็นธรรมชาติสักนิด ฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้หลักๆ อาจจะดูเหมือนเรื่องในต้นฉบับ แต่พอตีความใหม่ เหมือนมันเป็นคนละเรื่องกันเลย ใจหนึ่งเราก็นับถือความกล้าหาญของผู้แต่งนะ ที่กล้าเล่าใหม่ในแบบของตัว แต่เราก็คิดว่ามันแปลกๆ อยู่ดี ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เปลี่ยนแล้วไม่ดีกว่าจะเปลี่ยนเรื่องทำไม ความหาญกล้าก็อาจจะดูล้ำเส้นเป็นความเหิมเกริม

และมาถึงบทสรุปสุดท้าย ถูกเล่าเรื่องผ่านมุมมองของราอูล คู่หมั้นหนุ่มผู้รักคริสตีน เป็นเรื่องราวหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 16 ปี แม้จะสั้นๆ ไม่ถึง 1/10 ของเรื่องแล้ว แต่บทนี้ทำความรู้สึกเราดิ่งวูบลงเลย ตอนที่อ่านเรื่องนี้ถึงกลางเล่ม เราประทับใจและชื่นชมนิยายเล่มนี้มากๆ คิดว่า พออ่านจบมีโอกาสที่อาจจะให้คะแนนความชอบถึง 9 เลย ถ้าที่ผ่านมาบทของเอริกทำให้เรารักเรื่องนี้ บทของคริสตีนในตอนจบสุดท้ายก็ทำลายความรู้สึกนั้น เราว่า เรื่องนี้จะจบได้แกรนด์โคตรๆ ถ้าจบด้วยโศกนาฏกรรมของเอริก ความคับแค้นความผิดหวัง และการยอมปลดปล่อยคริสตีนออกจากความรู้สึกอันเห็นแก่ตัวของเขา ควรจะถูกถ่ายทอดมาได้กินใจสุดๆ แต่ขอโทษเถอะ พอเปลี่ยนเรื่องให้เป็นอย่างนี้ ไม่ไหวค่ะ รับไม่ค่อยได้ เรื่องเสียหมดเลย


คือตอนจบ คริสตีนกลับมาหาเอริก และคริสตีนก็ยอมมีความสัมพันธ์ด้วย เพื่อแสดงให้รู้ว่าเธอรักและไม่รังเกียจเขา เมื่อเอริกตาย คริสตีนก็แต่งงานกับราอูล โดยอิดเอื้อนอยู่สักพัก คือรอให้ราอูลแน่ใจก่อนว่าจะยอมอภัยให้เธอได้จริง ต่อมาคริสตีนก็ท้อง คลอดลูกออกมาเป็นลูกของเอริก หน้าตาหล่อเหลา และมีพรสวรรค์ด้านดนตรี ราอูลก็กล้ำกลืนความขมขื่น รักเลี้ยงลูกอย่างดี คริสตีนอยู่กับราอูลอย่างมีความสุขตามอัตภาพ แต่ในใจก็ยังรักเอริกไม่เสื่อมคลายจนถึงวันตาย


ประเด็นเรื่องการนอกใจเป็นประเด็นที่เราถือสามาก ถ้าคุณคิดว่าตัวเองรักคนหนึ่ง แล้วจะยอมไปแต่งงานกับอีกคนทำไม ไม่ว่าชู้ทางใจ ชู้ทางกาย รับไม่ได้ทั้งนั้น ภาษาไทยใช้คำว่านอกใจ ฟังดูเป็นเรื่องของหัวใจดีนะ แต่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า cheat คุณโกง คุณไม่ซื่อ

ดีที่มันประเด็นเดียว และคริสตีนไม่ใช่หัวใจสำคัญของเรื่อง แต่ถ้าบทสุดท้ายยาวกว่านี้อีกหน่อย มันอาจลากความรู้สึกเราลงไปถึงระดับ 7 ได้ ลองไปอ่านความรู้สึกคนรีวิว Amazon เฉลี่ยนี่ได้ 5 ดาว แต่เราชอบที่พวกที่ให้ 1 ดาวบางคนเขียน ถึงจะไม่รู้สึกแรงเท่านั้น เพราะช่วงแรกมีความดีอยู่เยอะ แต่เราเข้าใจอารมณ์เขามากเลย การนอกใจมันไม่น่าใช่ความโรแมนติก ความรักไม่ใช่ข้ออ้างของการทำอะไรก็ได้

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

Cleopatra : A Life - Stacy Schiff

คะแนน : 7

โดนหวัดกินอีกรอบ ปกติไม่ค่อยเป็นอะไร ปีนี้ไม่สบายรอบที่สองตั้งแต่ยังไม่พ้นเดือนแรกเลย แถมเข้าช่วงวุ่นๆ หยุดพักก็ไม่ได้

Cleopatra : A Life เป็นหนังสือที่พยายามถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคลีโอพัตราออกมา แบบพยายามแยกข้อเท็จจริงออกมาจากเรื่องแต่งเติม โดยอ้างอิงจากเอกสารหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ โดยงานของนักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยหรือหลังจากยุคคลีโอพัตราไม่นาน แต่เรื่องราวของคลีโอพัตราก็รู้กันอยู่ว่าชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย เพราะฉะนั้นถึงแม้จะตัดความเป็นละครดราม่าออกแล้ว เรื่องราวของฟาโรห์องค์สุดท้ายของอียิปต์ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี ไม่ได้เขียนเป็นนิยาย แต่ก็ไม่ถึงขนาดตำราวิชาการ เป็นการเอาข้อมูลมาเรียบเรียงเล่าเป็นเรื่องราวให้น่าอ่าน

โครงเรื่องหลักก็ไม่ได้แตกต่างจากที่รู้ๆ กันอยู่เท่าไหร่ อ่านต่วยตูนเจอบ่อย เรื่องราวของคลีโอพัตราก็เริ่มต้นที่ความเป็นมาของราชวงศ์ปโตเลมี ต่อมาชีวิตเธอก็มาเกี่ยวพันเป็นชู้รักของ จูเลียส ซีซาร์ จนมาถึง มาร์ค แอนโธนี และสุดท้ายก็จบชีวิตตนเพื่อให้พ้นเงื้อมมือศัตรูคู่แค้นอย่าง ออคเตเวียน แต่ในเล่มนี้ก็จะเล่าเรื่องอย่างลงลึกรายละเอียด คลีโอพัตราน่าจะเกิดที่ไหน โตยังไง เรียนหนังสืออะไร การกินอยู่ เสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับ บอกหมด บทสนทนาของบุคคลถ้ามีในบันทึก ก็จะถูกใส่มาด้วย ถ้าชมก็ต้องบอกว่า เนื้อหาเล่มนี้รุ่มรวยไปด้วยรายละเอียด ผู้แต่งหาข้อมูลมาใส่แน่นเอี้ยด จนถึงขนาดที่หมายเหตุกับบรรณานุกรมข้างท้าย หนาถึง 1/4 ของเล่มเลยทีเดียวเชียว

แต่ก็นั่นแหละ เพราะความที่มันละเอียดมากๆ เลย ตอนอ่านก็เลยไม่ติด ทั้งที่ก็คิดว่ามันน่าสนใจนะ แต่กลับวางบ่อยมาก อ่านแค่ทีละหน่อย (เพราะไม่สบายตาพร่าอ่านนานไม่ได้ด้วย) บางช่วงตอนกลางๆ หลังซีซาร์ตาย เรื่องการเมืองในยุคท้ายของสาธารณรัฐโรมันจะมีบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเยอะมาก ก็จะรู้สึกหน่อยๆ ว่า จะอ่านไปทำไมเนี่ย ยังไงก็จำไม่ได้หรอก แต่ช่วงท้ายก็กลับมาสนุกดี ชอบบทที่หนึ่งกับบทสุดท้ายในเล่มนี้ ผู้แต่งที่เป็นนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ (จากผลงานก่อนหน้านี้) เขียนเกริ่นนำและสรุปเรื่องได้ดีมาก มันก็จริงนะ นักประวัติศาสตร์ไม่ค่อยให้เครดิตผู้หญิงที่มีอำนาจทางการเมืองเท่าไหร่หรอก สตรีที่เป็นผู้ปกครองก็มักจะถูกวาดภาพไว้ว่า ต้องพลีกายแลกบัลลังก์และดินแดนมาทั้งนั้น แถมชอบยกให้เป็นสาเหตุของการสิ้นสุดราชวงศ์อีกต่างหาก

อ่านเรื่องในประวัติศาสตร์แล้วสิ่งที่คิดคือ มนุษย์เมื่อสองพันปีก่อนเป็นยังไง สองพันปีหลัง ธรรมชาติมนุษย์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ แก่งแย่งชิงอำนาจ รักโลภโกรธหลงอยู่แค่นี้

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Fingersmith - Sarah Waters

คะแนน : 9

วันหยุดที่ผ่านมา นำ DVD เรื่อง Fingersmith มาดูอีกรอบ ดูอีกก็ชอบอีก ก็เลยเอามาเขียนถึงสักหน่อย

ตอนสมัยที่ภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain ออกฉาย (2549) เราไปดูมา ถึงจะไม่ได้ชอบมาก แต่ก็ทำให้เรามาค้นข้อมูลต่อจนทำให้รู้ว่ามันสร้างมาจากนิยาย แล้วก็เจอลิงก์ต่อไปถึงนิยายเกย์/เลสเบี้ยนเรื่องอื่นๆ ที่เขาชื่นชมกันว่าดี นั่นคือ Tipping the Velvet ของ Sarah Waters ดูเรื่องย่อน่าสนใจ เราก็เลยลองอ่านดู อ่านจบก็รู้สึกติดใจ จึงหยิบเอาเรื่อง Fingersmith ของผู้เขียนคนเดียวกันมาอ่านต่อ อ่านยังไม่ทันจบแค่ถึงครึ่งเรื่องก็หลงรักหนังสือเล่มนี้แล้ว สุดยอดมาก

ฉากเกิดในยุควิคตอเรีย Fingersmith เป็นเรื่องของผู้หญิงสองคน ซูซาน ทรินเดอร์ เป็นเด็กกำพร้าโตในลอนดอน ถิ่นมิจฉาชีพ เป็นนักล้วงกระเป๋า วันหนึ่งก็มีชายหนุ่มที่ถูกเรียกชื่อว่า เจนเทิลแมน มาถึงบ้าน บอกแผนการว่า เขาพบทายาทสาวคนหนึ่ง ชื่อ ม้อด ลิลลี่ ที่อาศัยอยู่กับลุงในชนบท ใช้ชีวิตเหมือนโดนกักขัง เขาจะไปหลอกลวงเธอให้แต่งงานด้วย แต่แผนนี้เขาต้องให้ซูช่วยสวมรอยเข้าไปเป็นสาวใช้ส่วนตัวของม้อด เธอจึงเดินทางไปที่คฤหาสน์หลังนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนสับสนของหญิงสาวทั้งสอง เล่าได้แค่นี้แหละค่ะ ไม่รู้จะเล่าต่อยังไงไม่ให้สปอยล์แล้ว ถ้าพลาดสปอยล์ใครไปนี่คงถือเป็นความผิดมหันต์ของเรา ถ้าใครยังไม่อ่าน แต่สนใจ ให้หามาอ่านเลย ฉบับแปลภาษาไทย ชื่อ เล่ห์รักนักล้วง อย่าไปอ่านเรื่องย่อหรือรีวิวเยอะ ถ้ารู้เนื้อเรื่องก่อนมากไป คุณค่าความสนุกจะเสียไปหมด บอกได้แต่ว่า ในนิยายแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสามส่วน และผู้แต่งเล่าเรื่องได้อย่างฉลาดแยบยลมากๆ เลย

นิยายเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัล Orange Prize กับ Man Booker Prize (ทั้งสองเป็นรางวัลที่มีเกียรติยศสูงสุดของอังกฤษ) และชนะรางวัล CWA Ellis Peters Dagger ในสาขา Historical Crime Fiction คงเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิยายเลสเบี้ยนธรรมดา แต่เราก็ไม่รู้หรอกนะคะว่า นิยายเลสเบี้ยนธรรมดาเป็นยังไง แต่เรื่องนี้ไม่ได้เน้นบทรักระหว่างผู้หญิง ยังไม่โป๊มาก หนังสือโรแมนซ์หนักกว่านี้เยอะ เรื่องนี้มันเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องราวซ่อนปมมากมาย เป็นนิยายที่เขียนได้ดีมาก

ก่อนหน้า Sarah Waters เราไม่เคยอ่านเรื่องแนวนี้เลย การ์ตูน Y ก็ไม่ชอบอ่าน เคยอ่านเรื่องที่มีพระเอกเป็นเกย์ก็แค่ kirakira เป็นประกาย ของเอคุนิ คาโอริ กับ เก้าอี้ทอง ของ สีฟ้า เราไม่ได้รังเกียจนิยายแนวรักร่วมเพศนะ แต่แค่มองผ่านมาตลอดเท่านั้นเอง พอได้มาอ่านนิยายฝรั่งที่มีตัวเอกรักร่วมเพศ ทำให้เรารู้ว่า สังคมไทยยังเหยียดเพศที่สามเยอะมาก ภาพเกย์ตุ๊ดทอมดี้ในละครโทรทัศน์ถูกนำเสนอแบบล้อเลียน เป็นตัวตลกตลอด แต่อย่างใน Fingersmith นี่ เราไม่รู้สึกเลยว่า มันเป็นเรื่องของผู้หญิงที่รักผู้หญิง แต่มันเป็นเรื่องของคนสองคน ที่รักอีกฝ่ายโดยไม่ต้องสนใจว่า อีกคนนั้นเป็นเพศอะไร เรารู้สึกว่า มันเป็นความรักที่สวยงามนะคะ (หลังจากผ่านการหลอกลวงทรยศหักหลังทั้งหมดมา) แต่พออ่าน Fingersmith จบ เราก็ยังไม่กล้าเอาเรื่องอื่นมาอ่านต่ออีกเลย กลัวเรื่องอื่นดีไม่เท่านี้


มาพูดถึงในส่วนของภาพยนตร์บ้าง เรื่อง Fingersmith ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ สถานี BBC แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนละ 75 นาที โดยผู้สร้างรายเดียวกับ Tipping the Velvet เหมือนกัน แต่เราไม่ชอบ Tipping the Velvet ฉบับทีวีซะเท่าไหร่ สนุกสู้อ่านนิยายไม่ได้ บางฉากมันใส่เอฟเฟกต์ภาพมาแบบตลกๆ แต่ใน Fingersmith นี่ ถ่ายทอดจากหนังสือเป็นหนังได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะจำเป็นต้องตัดทอนรายละเอียดจากหนังสือบ้าง แต่เท่าที่ออกมาก็สมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้องตัดอะไรเลย ลงตัวทุกอย่าง ทั้งบท ฉาก ตัวละคร ภาพ ดนตรีประกอบ สุดยอดไปหมดเลย โดยเฉพาะการแสดงของตัวเอกสองคน Sally Hawkins (ซูซาน) กับ Elaine Cassidy (ม้อด) ยอดเยี่ยมทั้งคู่ ชอบอีเลน แคสสิดี้ จังเลย เดี๋ยวว่างๆ เราก็คงหยิบมาดูใหม่อีกแน่เลย